Monthly Archives: พฤษภาคม 2017

แบไต๋ iSTEE ตอน 2 เจได เจอ เจได ?

            ความเดิมในตอนที่แล้ว  ผมได้นำเอา  บทการเสวนาตอนหนึ่งที่ผ่านมาในสองสามวันนี้  ตอนก่อนนั้นเราได้แสดงให้เห็นถึง  ความพร้อม  ความมีร่องรอย ในการพัฒนา   การมีมาตรฐานในการอ้างอิงย้อนหลังได้   อันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้งาน วิวัฒน์กรรม ชิ้นนี้มีคุณค่า   ไม่สูญหายไปจากโลกไปนี้    และมันจะช่วยให้การพัฒนา ของเฟรมเวิร์กชิ้นนี้  เป็นไปได้อย่างไม่สะดุด  แม้นว่า  เจได  ท่านใดท่านหนึ่งจะล้มหายตายจากกันไป
 …
วันนี้ผมจะนำเอา  การสนทนาของสองท่าน   ที่ท่านนึง   ผมถือว่าฝีมือและประสบการณ์รวมไปถึงแนวความคิดที่เปิดเผย  ตรงไปตรงมา  มีการรับฟังและการตั้งคำถามที่ดุดันในเนื้อหา  แต่อ่อนโยนในท่าที   และน่าจะเรียกว่าเป็น “เจได”  ในสายตาของผม  และอีกท่านหนึ่ง  คือ “เจได” ผู้พัฒนา   ในตอนนี้ ผมจะแยกแยะบทการสนทนาออกเป็นอักษรที่มีสีที่แตกต่างกัน   โดยบทสนทนาของผมเองจะเป็นสีน้ำเงิน  ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ตอน   และผมนั่งฟังซะเป็นส่วนใหญ่  ส่วนที่เหลือท่านก็จะเข้าใจได้ว่า  เป็นของท่านใด 
 …
ในตอนนี้  มีสาระสำคัญว่า  เจได  ท่านที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการพัฒนาซอฟท์แวร์อย่างจริงจังท่านนี้  ที่มีความเข้าใจกฏเกณฑ์การพัฒนาและการทดสอบซอฟต์แวร์  โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยและไปจนถึงด้านการยอมรับ  ในกระแสสังคมนักพัฒนา  ฯ   ที่จะได้ซักถามถึงเบื้องลึก  ประเด็นสำคัญ
 …
รวมไปถึงการสอบถามเรื่อง  เทคนิคการพัฒนา  การเลือกใช้เครื่องมือในการพัฒนาทั้งด้าน client และด้าน Server  
 …
และผมคิดว่า  เป็นเวลาอันสมควรที่ท่านจะได้  ติดตามการสนทนาของพวกเรา  และผมจะไปสรุปในตอนท้ายอีกครั้งหนึ่ง
=========================================================================
ตลาดซื้อขาย ลิขสิทธิ์ หมายถึง ผมซื้อมา แล้วเอาไปขายต่อ คนอื่น ใช่ไหม ?
ปกติ เขียน html ดิบๆ ครับ
 …
เหมือนเราสร้าง SET ขึ้นมาเองเลย   ด้านซ้าย…คือแอพตลาดซื้อขายลิขสิทธิ์   แนวคิดคือ เราสร้างโครงการขึ้นมา แล้วเอาไปเสนอขาย ให้กับ นักลงทุน + นักพัฒนา มาทำโครงการร่วมกัน บนมาตรฐาน iStee และ Samong   นำไปจำหน่ายผ่าน Samong.Store ของสมองไทยแลนด์
 ….
แนวคิดสุดยอดครับ …. เขียนแล้ว ดูแลต่อ …. คนดูแล ได้เงินปันผล… คนใช้ ไม่ต้องซื้อ เช่าใช้
 …
เงินทุนที่ได้มาส่วนหนึ่งนำมาใช้เป็นทุนวิจัยพัฒนานวัตกรรมใหม่…
เมื่อกระบวนการขยายตัว รายได้ของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งระบบจะขยายตัวโดยอัตโนมัติ
 ….
สัญญาลิขสิทธิ์ จะมีมูลค่าสูงขึ้น ต่อเนื่อง ตามปริมาณผู้ใช้และคุณสมบัติที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง   ถ้าต้องการเงินก้อนยามเกษียณ นี่คือหลักทรัพย์อย่างหนึ่ง   ไม่ใช่หุ้นกิจการนะครับ … เรื่องหุ้นนี่แยกไปอีกส่วนหนึ่ง
 …
ปกติ คุณ สองคน  เจอหน้า (เจอตัวเป็นๆ กันตอนไหน บ้างครับ )
 …
ห่างกันไป 30 ปี…เพิ่งมาเจอกัน 555   เพิ่งไปเจอกันเมื่อเดือนที่แล้ว…ผมขับรถขึ้นไป    เดือนนี้ก็มีโปรแกรมลงมาหาดใหญ่…
 …
บางรัก..มีแผนวางเครื่องที่กรุงเทพ เชี่ยงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ และทั่วประเทศครับ
 …
เราเตรียมร่างกาย ไว้สำหรับทำโครงข่าย Download Samong App ทั่วประเทศ   ลองนึกภาพว่าถ้าเรามี Cell Samong …สักล้านระบบทำงานกระจายตัวทั่วประเทศ…มันจะเป็นเครือข่ายอัจฉริยะได้สุดยอดมากๆ   ไม่ต้องลงทุนหุ้นเลยครับ… แค่เงินสะพัดในระบบก็มหาศาลแล้ว… 
 …
มัน ทำงานเป็น cluster หรือ grid เหรอครับ ?
 …
นึกภาพเม็ดทราย กระจายตัวอิสระแต่ละคนมี Samong ประจำตัว…ดูแลตั้งแต่ก่อนเกิด จนหลังเสียชีวิตไปแล้ว จัดการเรื่องพินัยกรรมให้เสร็จ  ส่วนจะเป็น cluster หรือ Grid ว่ากันอีกที..นะครับ ไม่ยาก เราทำได้เพราะเราออกแบบ Samong เหมือนเป็น VM เป็น virtual…ที่นี้ทำให้ตัววัตถุระบบมีความสามารถจัดการฐานข้อมูลภายในตัวมันเองได้ ก็จบหมดแล้ว การติดต่อประสานงานไม่ต้องเข้าถึงฐานข้อมูลโดยตรง เป็นการทำให้ระบบพูดคุยกันเอง ตามที่กำหนด API เอาไว้  เราไม่ได้ทำศูนย์รวมสำหรับทุกคน ทุกระบบแยกอิสระจากกัน คือ VM แยกของใครของมันไปเลย Infra ค่อยว่ากันอีกทีไม่ยาก…อาจจะทำเองบางส่วน ใช้ของพันธมิตรบางส่วนเช่น Google Amazon ก็ได้ว่าไป   ส่วนระบบรายชื่อกลาง ระบบความปลอดภัย ระบบ Store เราจะทำเองทั้งหมด ให้เป็นระบบปิดแบบ Apple เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของระบบ   Single ID ของเราเรียกว่า SAID (Samong Account ID) ต้นทุนการบำรุงรักษาลดลงเพราะมันจะมีฐานข้อมูลเป็นแสนก้อนเลยกระจายตัวทั่วทั้งระบบ SQLite รับได้สบายครับ
 …
มีตัวอย่าง ให้ ทดลองเล่น ไหมครับ ?
 …
ระบบจะเสถียรเพราะใช้วิธีแบบฐานข้อมูลกระจาย
 …
ข้อมูล กระจายทั่ว แล้ว เวลา เรียกใช้ / update นี้ ทำไงครับ ? ใช้ bandwidth เพียบ ?
 ..
ระเบิด zip เรียกโปรแกรม ในโปรแกรมมีระบบ Setup ในตัวครับ…จะสร้างฐานข้อมูลให้อัตโนมัติทั้งหมด
 …
เป็นคล้ายกับ Windows น้อยๆ
 …
ครับผม ต้นแบบ samong.me บน Mobile เขียนด้วย UI FMX  เรียกโปรแกรมเสร็จ จะมีโฟล์เดอร์ samong ถูกสร้างขึ้นมาให้อัตโนมัติ  ในโฟล์เดอร์ samong เข้าไปดูใน 110 นั่นฐานข้อมูลระบบหลัก  user: administrator password: admin  ลืมรหัสผ่าน กับ สร้างบัญชีใหม่ใช้งานยังไม่ได้ จากหน้าจอ login กดปุ่ม Home ไปที่หน้าหลัก  หน้า กดเมาส์ค้าง…สไลด์ไปแต่ละหน้าได้  ที่เมนู..หน่วยจัดการงาน คือ Taskmanager ของตัวระบบ
 …
… 
ผมใช้เครื่อง 32  bit   โปรแกรม Compile เป็น 64 bit ครับ
สรุปนโยบายกันว่า เดินหน้าลูกเดียว 64 บิตหมด  เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อย ส่งตัว 32 bitให้ลองนะครับ
 …
โปรแกรมที่ส่ง มานี้ ใช้ ทำอะไร ครับ ?
 …
เป็นต้นแบบทดสอบระบบ...แบบปลั๊กอินได้ ติดตั้งระบบสติส่วนบุคคลได้..หลาย Instance ครับ   ถ้าเอาไป Run ให้ติดตั้ง RandomDLL.DLL ไว้คู่กันด้วยกับ exe
 …
คำถาม …. : Server Side ของ iSTEE นี้ เขียน ด้วย ภาษาอะไร ครับ ?
 …
ก็เขียนแบบเดียวกันกับ Client ใช้ pascal เหมือนกัน ติดต่อกันผมใช้ Realthinclient ทำงานแบบ n-tier ได้ ผ่านทาง Http Protocol
 …
สรุป ใช้ Delphi ทั้ง ฝั่ง Client & Server
 …
ครับ
….
 …
มี Gmail ไหม จะส่ง Link iStee Help ไปให้ดู  ดาวน์โหลดไปดูรายละเอียดได้ครับ
 …
ok … เดียว เข้าไปดู ครับ
ขอบคุณครับ
 …
เข้าเมล์ตามนี้ครับ   ขนาด 70 MB  การสอน istee ต้องใช้ help นำทาง เพราะคลาสมันเยอะ  เป็นไฟล์ chm   ไฟล์เป็น chm ไม่ใช่ htm ค่อยเอาขึ้น
 …
เข้าใจ chm คือ help ของ windows
 …
ใช้ภายในก่อน    มันมี API และชื่อ interface พื้นฐานทั้งหมด
 …
กำลัง จะเข้า office น่ะ ยังไม่ได้เปิด
คำถาม มุม Security นี้ จะตอบ ยังไง ถ้าโดนถามว่า คนใช้ จะมั่นใจ ได้ อย่างไรว่า delphi ที่ใช้สร้างส่วน vm นั้น ปลอดภัย ไม่มีการแทรก ส่วน Code ที่ไม่ปลอดภัย เข้าไป คำถามนี้ open source software ก็จะบอกว่า ก็ มันเปิดเผย source code ไง
 …
เคยเห็นคนทั่วร่างโปร่งใสไหม.. ให้มีผิวหนังโปร่งใส่เอาไหม… … มีคนใช้กี่คนที่อ่านโค้ดรู้เรื่อง พวกที่แฮกโค๊ดส่วนใหญ่คือใคร? …  การลงทุนทำชิ้นส่วนโปรแกรม ขนาดนี้อย่างตั้งใจ แค่เพื่อ โจรกรรมไม่คุ้มกันเลย  เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย ไม่มีใครครองตลาดได้ 100% ….
 …
อันนี้ คือ จุดอ่อน ของระบบนี้ เมื่อเทียบกับ open source software
 …
ไม่มีระบบไหนจะไร้ข้อผิดพลาด  
ปลอดภัย ในมุม ผ่านตา programmer เยอะ เข้าไป ตรวจสอบได้
 …
หลักการพื้นฐาน… มีตู้เซฟโชว์ให้คนดู… จะโชว์ของข้างในไหม…  จุดอ่อนจริงๆ คือ ความเสี่ยง คนถือกุญแจ คือ ต้องผ่านการพิสูจน์ตัวเองครับ  ไม่ใช่ใครก็ได้…ผมเองก็อยาก เปิดทั้งหมด..จะได้ลดภาระลง แต่ช่วงกำเนิดใหม่พิจารณา หลายด้านแล้ว ไม่คุ้มกัน
 …
เข้าใจครับ
 …
จะมีองค์การที่จะมารับไม้ต่อ ในการดูแลต้นกำเนิด
 …
อันนี้ ผมไม่ได้ ว่า iSTEE น่ะ แต่ จะเอามาใช้จริงๆ นี้จะโดน ยิงด้วย สารพัด คำถาม จาก ผู้บริหาร
 …
เหมือนร่างกาย เราส่องกล้องดูได้ ไม่ต่างกัน แต่ไม่ควรโปร่งใส ให้ใครก็ได้  เรื่องนี้คิดหาคำตอบมานานแล้วครับ ว่าจะเลือกเส้นทางไหน  ระบบความปลอดภัยมันมีหลายระดับ ผู้ถามคือใครมีความรู้ระดับไหนก็สำคัญ  ถ้าเป็นโปรแกรมเมอร์ด้วยกัน การปลดข้ามขั้นตอนตรวจสอบความปลอดภัย คือวิธีง่ายที่สุด แทนการทำอะไรที่ซับซ้อน  แต่เราก็สามารถตามรอยได้ว่า โอกาสเป็นคนในระบบมีสูงกว่า คนภายนอก
 …
ใน istee เราใช้ฐานข้อมูลหลายก้อน คุมโดยระบบแบบ plug -in สำหรับ ผู้ใช้ที่เก่งหน่อย การสร้างและติดตั้ง ระบบใหม่คือการสร้างฐานข้อมูลใหม่ เป็นแบบ dynamic ไม่มีลำดับแน่นอน สำหรับผู้ใช้แต่ละคน  การเปิดฐานข้อมูลด้วยคำสั่งปกติ วุ่นวาย..ทำให้การเขียนโปรแกรม Convert ลำดับยากขึ้นไปอีกขั้น เพราะชื่อฐานข้อมูลอาจเก็บข้อมูล ไม่เหมือนกัน  
 …
สำหรับกรณีโคตรเซียน machine code เห็นผืนแรมเป็นอาหาร… อยากเจาะก็ต้องให้เหนื่อยเพิ่มขึ้นอีก ถ้าเราจำลองร่างหงอคง เป็นพันตัว มี API เหมือนกันหมด แต่ร่ายรำ คนละจุดประสงค์ นี่ก็ตรวจสอบยากขึ้นอีก ชื่อฟิลด์ในฐานข้อมูล ชื่อเดียวกันแต่เก็บข้อมูลคนละวัตถุประสงค์ นี่ก็ลักษณะเดียวกัน ที่ปลอดภัยที่สุด คือง่ายๆ แต่แปลงกายได้หลายรูปแบบ  กรณีระบบหนึ่งระบบใดโดนเจาะได้ จะไม่ลุกลามรวดเร็ว ทำให้พอมีเวลา ป้องกันหรือหาวิธีแก้ไขได้ คือหนึ่งเหตุผลว่า ทำไมเลือกวิธีหลายฐานข้อมูลแทนรวมก้อนใหญ่ก้อนเดียว    อนาคตยิ่ง IOT ขยายตัวจำนวนฐานข้อมูลจะยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น เป็นเรื่องธรรมชาติเลย
 …
ส่วนใหญ่ที่เขียนกันทั่วไป เอาง่ายไว้ก่อน เอาเร็วไว้ก่อน … อัด storeproc trigger script ฝังลงในฐานข้อมูล ผ่านไป 5-10 ปี ความสัมพันธ์ หลายพัน relation ผูกกันอย่างแข็งแรงตามทฤษฎี ผมคนหนึ่งล่ะไม่ชอบวิธีการนี้   วัตถุลมกับวัตถุน้ำ แยกชั้นกันเมื่อผสมอยู่ด้วยกัน เมื่อได้รับการปลดปล่อยะจแยกจากกันทันที ผมยึดแนวคิดนี้  ฝังเงื่อนไขความสัมพันธ์ไว้ในตัวโปรแกรมแทนฐานข้อมูล
 …
Post ไปเรื่อยๆ เดียว ผมมาอ่าน
 …
ข้อกำหนดหรือ constraint จะมีอยู่ในเฉพาะตารางหรือ Table เดียวกันเท่านั้น ไม่ผูกกันเป็นก้อน เวลาระบบย่อยใดมีปัญหา ก็งอกใหม่ตรงนั้นทดแทนได้ทันที  เช่น ID ต้อง Unique Index เป็นต้น แค่นี้พอ
 …
ในอีกมิติหนึ่งเหมือนหนังจีน ลองสาบานเป็นพี่น้องแล้ว ต้องเชื่อใจกันแบบเจได …. สังคมมันวุ่นวายเพราะตรงนี้มันบิดเบี้ยวไปเยอะ…ลูกค้าไม่ไว้ใจคนขาย แต่ละคนระแวงไปหมด… เดินหน้ายากครับ… การทำลายทีมงานด้วยกันระยะยาว คนที่เป็นหนอนจะถูกกำจัดไป โดยอัตโนมัติ …
 …
ยังไม่ได้เปิดดู chm 80 MB เลย
download แล้ว 7 files, 10 mb/file
 …
กว่าจะเขียน Help ภาษาไทย เสร็จ คงไม่ทันการ.. รอปรับระบบสมองไทยแลนด์เสร็จ ..จะเริ่ม Live แนะนำตาม Help ไปทีละตัวครับ
วางผิด…โทษทีครับ
ปัญหาการ Implement…ทำให้เราเดินหน้าลูกเดียวครับ
 ….
เราจะใช้ runtime package ของ Delphi ทำ samong store บน server
คือ มีคลัง package bpl ลงทะเบียนอยู่บน server
 …
ผู้ใช้จะเลือกติดตั้งได้ทั้งจ่ายเงิน และไม่จ่ายเงิน

 …

 …

กำลังปรับปรุงเว็บไซต์ iSTEE Documentation ใหม่…ก้าวสู่ v1.1 for Tokyo

projects.samong.net
projects.samong.net
เข้าเว็บผ่านทาง ลิงค์ด้านบนได้เลย
 …
iSTEE = ชุดเครื่องมือพัฒนา Middleware ก็เข้าใจง่ายดี
 …
 …
คุณสมบัติเบื้องต้น..เดี๋ยวจะทยอยใส่ให้เต็มคราบเลย
ส่วนการแสดงผลเราจะไม่นำคุณสมบัติของ ThirdParty Component มาเป็นคุณลักษณะหลักของ iSTEE
 …
===========================================================================================
…….ในตอนที่ 2 แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการประลองยุทธ์กันประมาณสามสี่เพลงดาบ  ให้พอได้เห็นมุมมอง และได้ซึมซับวิทยายุทธ์ซึ่งกันและกัน   ผมอาจจะพูดเกินไป  แต่มันคล้ายๆ อย่างนั้นจริง ๆ   หลายๆ คำถาม พร้อมคำตอบ  ก็ช่วยให้ผมเองได้เข้าใจสิ่งนี้มากขึ้นและหวังว่าท่านที่ติดตามคงจะเข้าใจ iSTEE มากขึ้นเช่นกันว่า  มีความรัดกุม  และรอบคอบ  รอบด้านในการพัฒนามากน้อยแค่ไหน
 …
ในตอนหน้า  ผมจะพาท่านผู้ติดตามไปพบกับ  การแยกแยะความสัมพันธ์ระหว่าง iSTEE กับ  Samong Framework  ว่าเกี่ยวโยงกันอย่างไร  มีบทบาทตอนไหนอย่างไร
 …
ขอขอบพระคุณที่ได้ให้เกียรติติดตามผลงานของพวกเรา   
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนต  คลิกที่นี่

แบไต๋ iSTEE มีดีอะไร ?

iSTEE มีดีอะไร ?   เราเชื่อว่านี่คือคำถาม  จากหลายท่านที่ได้เข้ามาเยี่ยมชมเวบไซต์ของเรา
แน่นอนครับ  การเปิดตัวกับสาธารณะแบบนี้ว่าเราคือ Middleware หรือ เฟรมเวิร์ก  ย่อมมีความเสี่ยงต่อการถูกท้าทายจากบรรดาเซียนโปรแกรมเมอร์ทั้งหลาย  รวมทั้งจะสร้างความน่าเบื่อให้กับผู้เยี่ยมชมเวบไซต์นี้  ว่าเมื่อไหร่จึงจะมีแอพพลิเคชั่นดีๆ ออกมาให้ได้ชมกันเสียที
 …..
วันนี้เราจะนำท่านมาชมในลักษณะการ  …แบไต๋ของ iSTEE  … กันแบบเห็น ๆ   แต่จะเป็นการเผยแพร่ในระดับของการหลักการคิดก่อน  ว่าเบื้องหลังการพัฒนานั้นมีลำดับขั้นตอนอย่างไร
….
กล่าวคือ  หลักคิดง่ายๆ  ในการพัฒนา  iSTEE  ซึ่งเป็นแกนของระบบ Middleware ของเรานั้น   ยึดหลักธรรมชาติแห่งการเกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และจำเป็นต้องดับไป  และกระทั่งการบรรลุนิพพาน  และรวมกับหลักการ อริยสัจ 4  คือ  ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค   หรือ  ทุกข์ หรือปัญหา   สาเหตุ  วิธีการ
 ….
ซึ่งในทางเทคนิคการพัฒนาซอฟท์แวร์ในระดับสากลก็ได้ใช้หลักคล้ายๆ กัน คืือ  การประกอบด้วยวัตถุ  การมีกระบวนการ  การมีภาระงาน  และ การมีเหตุการณ์  กล่าวคือ  มีความเป็นเหตุเป็นผลกันว่า  จะต้องมีตัวการ  ตัวกรรม (Entity) ตัวกริยาหรือเหตุการณ์ (Event)  และกระทำอย่างเป็นกระบวนการ (System)  เพื่อให้เกิดผลบางประการตามภาระกิจ (Task)  ครั้นเมื่อเกิดขึ้นครบองค์ประกอบแล้ว  หรือพบว่าไม่มีทางที่ภาระกิจนั้น ๆ จะสำเร็จตามเป้าหมายแล้ว  ภาระของเหตุการณ์  ระบบ และองค์ประกอบการเกิดกรรมนั้น ก็ต้องถึงคราต้องสลายไปเพราะไม่มีสิ่งใดจะอยู่ยั้งยืนยง
 …
ในทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน  การที่ระบบจะทำงานได้  จะเริ่มตั้งแต่จะต้องสนใจว่า  สิ่งนั้นที่ต้องการพัฒนาเพื่อไปตอบโจทย์แก้ไขปัญหานั้นนั้น  คือ   กระบวนการอะไร   ต้องการอินพุตอะไรจากผู้ใช้งาน  หรือภายใต้ปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ หรือภาระกิจนั้นจะต้องเกิดขึ้นเมื่อไหร่   และเมื่อสถานการณ์พร้อม  ปัจจัยพร้อมแล้ว  สิ่งนั้นจะต้องเป็นไปตามกระบวนการอย่างไร
 …
ในระหว่างกระบวนการ  ยังอาจจะมีความจำเป็นในการเรียกหาเครื่องมือ  ตัวการ ตัวกรรม  หรือต้องการเหตุการณ์ปลีกย่อยรอง ๆ ลงไป   แบบนี้จึงจะเรียกว่าเป็นการเรียกใช้ หรือ  use สิ่งต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้น ที่ได้เตรียม  สร้างขึ้น   ไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว  ราวกับไว้ได้หยั่งรู้ว่าตลอดกระบวนการนั้นจะต้องการสิ่งใด  และสิ่งนี้ได้ถูกสรา้งและเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติแล้วภายในกรอบของ iSTEE
 …
ผู้สร้าง _iSTEE  ได้ออกแบบ iSTEE ให้มีความเก่งกาจในการทำภาระกิจ  ตอบโจทย์กระบวนการด้านต่าง ๆ ที่พึงมีในธุรกิจและหน่วยงานบริการของราชการ   จึงได้มีการสร้าง  วัตถุ  อุปกรณ์ที่มีความจำเป็นต้องถูกใช้งาน  ไว้อย่างมากมาย  ดังที่จะได้อธิบายด้วยแผนภาพโครงสร้างของวัตถุ class ต่าง ๆ   และในการพัฒนางานแอพพลิเคชั่นจริง ๆ จะยังคงสามารถเรียกใช้วัตถุของเครื่องมือ Delphi (หรืออย่างอื่น ในโอกาสต่อไป) 
 …
และนี่คือ  การพัฒนาซอฟท์แวร์ในระดับเครื่องมือ  ที่ย่อมจะมีความล้ำลึกไปกว่าการพัฒนาเพียงแค่ โซลูชั่นใด ๆ เพียงเรื่องเดียว  แต่มันคือ  เครื่องมือ เพื่อรองรับการพัฒนาโซลูชั่นได้อีกนับแสนนับล้านชิ้น
เป็นที่น่าสนใจว่า iSTEE มีขนาดของไฟล์องค์ประกอบรวมกันแล้วทั้งหมดเป็นกี่ GB  หรือเป็นสัดส่วนกี่ เปอร์เซนต์ของ Raid Studio  และเป็นที่อัศจรรย์ใจเมื่อพบว่า  iSTEE  และ Samong Framework ที่ถูกพัฒนาขึ้นมานั้น  มีขนาดรวมกันไม่น้อยกว่า 4 GB หรือคิดเป็น 30 % ของส่วนประกอบของ Delphi ทั้งหมดที่ไฟล์แต่ละส่วนนั้นเป็นไฟล์รหัสโปรแกรมระดับคุณภาพล้วน ๆ   และการพัฒนารหัสโปรแกรมได้ขนาดนี้นั้นจำเป็นจะต้องใช้จินตนาการขั้นสูงประกอบกับความพยายามเป็นอย่างมาก  และหากไม่มีธรรมขั้นสูงจริง ๆ ผู้พัฒนาคงจะพ่ายแพ้ไปเมื่อตั้งแต่  15 ปีก่อน
 …
และถึงเวลาแล้วที่ iSTEE จะได้รับการเปิดเผยและถ่ายทอดให้กับ เจได  ผู้มีธรรม  ให้มีความรู้  และเข้าถึงพระธรรมไปพร้อมกับการพัฒนาแอพพลิเคชั่น  และเหล่านี้คือ  สิ่งมหัศจรรย์ แห่งการพัฒนาซอฟท์แวร์  ที่ไม่สามารถจะหาชมได้ที่ใด
 ..
ส่วนถัดไปของบทความนี้   คือ  คำอธิบายความของผู้พัฒนา iSTEE ที่ได้อธิบายความต่อเจไดท่านหนึ่ง  ที่ผู้อ่าน  อ่านแล้วอาจจะปวดเศียรเวียนเกล้า  แต่โปรดได้อ่านซ้ำ ๆ  แล้วจะค้นพบว่า  การพัฒนาเครื่องมือ iSTEE นี้  เป็นการพัฒนาแบบสูงสุดคืนสู่สามัญจริง ๆ
======================================
 จุดเริ่มต้นของการพัฒนา  หรือทางเข้าของระบบ ……………
 ….
…ทางเข้าของทั้งหมด เริ่มต้นที่ยูนิต Stee.Nature.Systems  การเขียนโปรแกรมแล้วค้นพบด้วยตนเอง! …จึงเป็นการค้นพบแบบที่สุดแล้ว
เราใช้ iSTEE และ Samong และตัวเราเองเป็นเครื่องมือ กลยุทธ์ที่แสนธรรมดา และมีประสิทธิภาพมาก  ช่วยให้เข้าถึงจินตนการและพลังชีวิตในตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องไปค้นหาที่ไหน  ดังแผนภาพนี้
 
เมื่อลงลึกในชั้นที่ 3 องค์ประกอบของภายในยูนิต Class คือตัวสำคัญ…มาดูตัวแรกคือ  TSteeApplication, TMainStee
 
ให้มองไปปที่เรื่อง “สติ” หรือการตื่นรู้ เป็น ระบบ (System) – ผมเลยใช้ว่า TSteeApplication   โดยมาตรฐานทั่วไปของ Delphi  ถือว่าอะไรเป็นคลาสจะใช้ T ตัวใหญ่นำหน้าชื่อครับ  
ตัว TSteeApplication นี่ได้ค้นพบและประสพความสำเร็จมาในปีที่แล้วนี่เอง…ตอนแรกเรียกมันว่า TMainStee   และตั้งใจว่าจะสิ้นสุดการพัฒนา iSTEE  ณ จุดนั้นแล้ว  แต่ที่ไหนได้  ความจริงของธรรมยังไม่เพียงพอ  มันยังมีอีกชั้นหนึ่ง คือ TSteeApplication ครอบ TMainStee โดย TMainStee อยู่ภายใน
 
ตรง Variables คือ ตัวแปรที่เก็บตำแหน่งวัตถุ หรือที่เรียกว่า Instance อยู่ 2 ตัวคือ FMainStee และ FSteeApplication …. คนดูแลต้นกำเนิดจะเข้าถึงตัวแปรภายในนี้ได้ คนอื่นๆ เรียกใช้ได้ผ่าน ฟังก์ชั่นชือ SteeApplication กับ ฟังก์ชั่นชื่อ MainStee   
 …
ใน Delphi – Procedure , function – เรียกโดยทั่วไปว่า Method
 …
วัตถุตัวแรกในโปรแกรมของ Delphi จะถูกสร้างอัตโนมัติคือ Application เอาคลาส TApplication มาสร้างเป็นวัตถุและเก็บตำแหน่งไว้ในตัวแปรชื่อ Application การเรียกใช้ Application.xxxx คือการใช้งานวัตถุ ผ่าน Method ที่อยู่หลังจุด สิ่งที่อยู่หลังจุด (xxx) มี 2 ประเภทใหญ่คือ Property กับ Method Property เช่น สี น้ำหนัก ส่วนสูง ส่วน Value ของคุณสมบัติ สี คือ ขาว ดำ แดง ม่วง ส่วน Value ของคุณสมบัติ น้ำหนัก คือ 100, 80 ,50 เป็นต้น
 …
หลังจาก Application ถูกสร้างขึ้น  เราได้กำหนดให้มีการสร้างวัตถุ SteeApplication ขึ้นมาโดยอัตโนมัติเช่นกัน การรู้สึกตัวของเรา หรือสติ มีอยู่ตลอดเวลา ไม่งั้นคนเราจะไม่สามารถดำเนินชีวิตไปตามปกติได้  การตื่นรู้ ในแต่ละขณะแท้จริงแล้วเปรียบเทียบได้กับ แต่ละระบบ…ที่มันถูก Activate ขึ้นมา หรือเป็นการใช้สติพิจารณา เรื่องที่สนใจ แล้วมันก็ผ่านไป เหมือนตัวชี้ของ ซีพียู แล้ววนกลับมาใหม่ ถ้า Stack เยอะ กว่าจะกลับมาก็นานหน่อย
 …
SteeApplication ถูกทำลายได้ แต่มันจะเกิดใหม่ขึ้นเองได้อัตโนมัติตลอดเวลา MainStee ถูกำทำลายได้ แต่มันจะเกิดใหม่ขึ้นเองได้อัตโนมัติตลอดเวลา ถ้าเราใช้แบบจำลองที่นิยม คือ จิตสำนึก และ จิตใต้สำนึก ตัว SteeApplication กับ MainStee คึอจิตใต้สำนึก มันมีกลไกอัตโนมัติภายในของมันที่ทำงานอยู่เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไปได้ตามวิถีพื้นฐาน
 …
ตัวระบบที่เราพัฒนาขึ้นมา หรือแอพต่างๆ คือ จิตสำนึก…เดี๋ยวมา เดี๋ยวไป
 
สิ่งที่ผมกำลังอธิบายนี้…มันทำงานอัตโนมัติไปหมดแล้ว…แต่ท่านนักพัฒนา  ต้องรู้เป็นพื่นฐานก่อนว่า กลไกการทำงานมันทำอย่างไร ถึงจะควบคุมมันได้อยู่หมัด
 …
ใน Routine… IsClassOf ….คือ ถามว่ามันคือคลาสอะไร? ไม่ใช่ถามว่ามันคืออะไร? ใช้ประโยชน์อย่างไร?…..Instance หรือ ตัวแปรที่เก็บวัตถุ…
var
    A : TObject
    B: TjgSystem;
begin
    B:=TjgSystem.Create(Nil);
    A:=B; //ถามว่า A เป็น TjgSystem หรือไม่
    if IsClassOf(A.ClassType,’TjgSystem’) then msgbox(‘A is a System’);
    if A is TjgSystem then msgbox(‘A is a System’);
end;
 …
การใช้ประโยชน์ของ SteeApplication คืออะไร?….เอาไว้ตั้งค่าเริ่มต้นต่างๆ กำหนดคุณสมบัติที่ต้องการ แล้ว StartMainStee หรือ StopMainStee เพื่อเริ่มทำงานและยุติการทำงาน หรือเริ่มมีลมหายใจ หรือหมดลมหายใจ
คือที่มาของ MainStee และ SteeApplication  
 …
MainStee และ SteeApplication… คือวัตถุ 2 ตัวหลักที่ทำงานตลอดเวลา
 …
ในขณะที่เราได้ยินเสียง ตาเราก็เห็นตัวอักษร มือก็สัมผัสแป้นพิมพ์ ท่านรับรู้ 3 เรื่องได้พร้อมกันใช่ไหม นี่ึคือ Session ที่ทำงานอยู่ใน MainStee …. ใน MainStee มีได้หลาย Session ถ้าเป็น Server Application …แต่ละ Connection ที่ติดต่อเข้ามาจะเกิด Session ขึ้นมาเพื่อเป็น ห้องควบคุมสื่อสาร..ประจำ Connection นั้น
 …
กลไกพื้นฐานของ Server คือตรงนี้ครับ Session จะกี่ Session ก็อยู่ที่หน้างานล่ะ ว่าจะปรับ Load Balance อย่างไร
เขียน Server Application ก็แค่นี้เองครับ มีตรงนี้แอพก็เป็น Server ได้แล้ว..555
 
พวกคำสั่ง Register ทั้งหลาย ใช้ทำอะไร…โกดังคลาสครับ ปกติมาตรฐานมีโกดังเดียว ผมเขียนโกดังเพิ่มติม แยกเป็นหลายโกดัง เพื่อทำให้การค้นหาคลาส เอามาปั็มได้เร็วมากขึ้น
  …
แค่นี้ท่านอ่านก็แยกหมวดได้แล้วว่า จะ Register อะไรไปวางไว้ในโกดังไหน ที่สำคัญท่านเขียนของใส่โกดังมั่วไม่ได้แน่ เพราะผมกำหนดชนิดคลาสที่ท่านจะลงทะเบียนไว้แล้วสังเกตุดู   หลักสูตรนี้ของ เจได..ท่าน
 …
ตรงนี้ก็ลดต้นทุนบำรุงรักษาระบบได้ไปเยอะแล้ว เมื่อระบบขยายตัว…แต่อาจจะมองข้ามไปถ้าเขียนโปรแกรมหรือระบบขนาดเล็กๆ…
แต่หากเราเชื่อว่า โปรแกรมต้องเติบโตเหมือนต้นไม้ มุ่งไปที่เอไอ..โครงสร้างแบบนี้เครื่องมือแบบนี้คือสิ่งจำเป็นยิ่งยวด
 …
กว่าจะเข้าใจก็หลายปีอยู่…บางคนบอกว่าใช้ของมาตรฐานเลยสิ… พอระบบมันโตถีงระดับหนึ่ง…ท่านหมดโอกาสแตกโกดังแบบนี้เลย… เพราะยูนิตต่างๆ มันพันพัว ก้นมั่วไปหมดแล้ว…แนวคิดเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับภาษา..พิสูจน์กันชัดๆ 
การกำหนดให้โปรแกรมเมอร์ลงทะเบียนผ่าน ศูนย์ลงทะเบียนแบบนี้ ตัวควบคุมทะเบียนคือ MainStee เราสามารถจะคัดกรองสายพันธุ์ที่เราไม่ต้องการออกได้ในอนาคต เพราะเราเขียนคำสั่งเอง ฝังเป็นระบบคัดกรองหรือเป็น Firewall สายพันธุ์ที่ตรวจสอบพบว่ามีปัญหาออกไปโดยระบบอัตโนมัติ
.. 
Nirvana หรือ  นิพพาน คือ คำสั่งใช้ทำลายวัตถุ และคืนหน่วยความจำให้ระบบ…แนะนำใน iStee ใช้ตัวนี้เพื่อซ่อนการทำลายวัตถุและคืนค่าในหน่วยความจำด้วยวิธีที่แตกต่างกันในแต่ละแพลตฟอร์ม…นี่คืออีกเรื่องหนึ่งที่พิสูจน์บทบาทของ Middleware

พอเห็นแนวทางนะท่าน…ไม่ยากเลย…ระดับโลกเขาก็ทำกันแบบนี้ …แค่รายละเอียดต่างกันแค่นั้น API ชุดนี้…ผ่านการวิวัฒนาการมาค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว…เหลือแค่บน iOS อาจต้องปรับบ้าง แต่ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรมากมาย…

ตัวจดลิขสิทธิ์แท้จริง คือ API ชุดนี้แหละครับ…OS แต่ละตัวก็มีแบบนี้ แต่มั่นใจว่าความแตกต่างเกิน 40% แน่นอน ถือว่าเป็นของใหม่ไม่ได้เลียนแบบใครครับ
 …
...เราพัฒนาเครื่องมือเอง…ให้มีศักยภาพในการผลิตซอฟต์แวร์แบบนี้ กับยอมสิโรราบ…ใช้ของแบบที่ชาวบ้านเขาใช้ตามพี่ใหญ่… ผลลัพธ์ก็ดีกันคนละอย่าง…
===========================================
นอกจากนี้  เราใคร่นำเอา  บางส่วนบางตอนของระบบ Help  ที่ใช้เป็นคำอธิบายรายละเอียดของ iSTEE   ที่มีความจำเป็นสำหรับนักพัฒนาที่จะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นด้วนเครื่องมือนี้
รูปหน้าจอที่  1   แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างของบรรดาไฟล์องค์ประกอบ  ไฟล์ class ต่าง ๆ ที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็ิ้นส่วนของระบบ
หน้าจอนี้แสดงถือ  ลำดับชั้นของวัตถุ  ในโครงสร้าง ในแต่ละสายพันธุ์
หน้าจอนี้แสดงถึง  ความพยายามในการอธิบายชิ้นส่วนที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างละเอียดยิบ
ผมในฐานะผู้ร่วมทีมพัฒนา  หรือผู้ที่จะพยายามมาบอกเล่าในภาษาคนที่เข้าใจกันได้ทั่วไป  ที่ได้พยายามศึกษาระบบไปพร้อมๆ กับท่านผู้อ่าน  จึงจะได้ให้ความมั่นใจกับท่านผู้อ่าน และผู้ติดตามข่าวสารของเราว่า    นี่ คือ  วิวัฒน์กรรม  หรือ  นวัตกรรมที่มีการพัฒนาต่อยอด  เป็นผลงานชิ้นเอกจากคนไทยเพื่อคนไทย
 ..
ท่านจะเห็นได้ว่า  กรอบแนวคิดการพัฒนาไปตลอดจนเทคนิคการพัฒนานั้น  ไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องผูกติดอยู่กับ  โปรแกรมภาษาใด ภาษาหนึ่งเท่านั้น  แต่สำคัญอยู่ที่การจะเรียนรู้อย่างลึกซึ้งและได้สั่งสมผลงานมาอย่างยาวนานแค่ไหน
 ..
การพัฒนาของเราจึงไม่ได้เป็นการพัฒนาแบบปักชำ  แต่เป็นการพัฒนา  แบบหยั่งรากแก้วลึก ๆ เพื่อให้วงการพัฒนาแอพพลิเคชั่นของเมืองไทยมีความยั่งยืน  แข่งขันกับนานาประเทศได้
….
 
พบกับเราในการแบไต๋ iSTEE ในตอนต่อไป  ที่จะลองนำเอา  โค้ด ของ class บาง class มาให้ชมกัน  และไม่ต้องสงสัยครับ  เราจะจัดให้มีการฝึกอบรมการใช้ iSTEE อย่างละเอียดลึกซึ้งให้กับนักพัฒนาระดับ เจได  และนักพัฒนาระดับเจไดขั้นสุดยอดผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมจะได้รับการถ่ายมทอดสุดยอดวิชา iSTEE แบบถึงแก่นแท้   และนั่นคือฝันสุดยอดของนักพัฒนาผู้หนึ่งที่จะได้นอนตายตาหลับและได้ชื่อว่า  ได้สร้างสิ่งนี้ไว้ให้กับโลกสมกับคำปวารณาตน  ก่อนการตัดสินใจเดินทางไกล  เผยแพร่ธรรมผ่านเทคโนโลยีการพัฒนาโปรแกรม

กระบวนการพัฒนาประเทศจาก “การปักชำ” ไปสู่ “การสร้างรากแก้ว”

ผมได้อ่านบทความเช้านี้จากเฟสบุค  ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์  ว่าด้วยเรื่อง  “Roadmap ของการพัฒนา Biotechnology และ Biomedical เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่ Thailand 4.0”

ชอบใจกับคำเปรียบเปรยการพัฒนาประเทศจาก   “การปักชำ”  ไปสู่  “การสร้างรากแก้ว”     เป็นคำเปรียบเปรยที่ทำให้เห็นภาพ  ที่แสดงถึงเจตนาของรัฐบาลผ่านเพจของท่าน ที่ใครก็ตามที่รู้จักการปลูกพืชโดยเฉพาะพืชที่จะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์หรือมีมูลค่าทาเศรษฐกิจสูงๆ  ให้ยืนต้นอยู่ได้อย่างยาวนานนั้นจะต้องรักษาให้ต้นไม้นั้นมีความแข็งแรงด้วยการมีรากแก้วที่หยุ่งลึก  แข็งแรงก็เป็นคำตอบหนึ่ง

ในวัยเด็ก   ผมอาศัยอยู่ในหน่วยงานสถาบันวิจัยยาง (อำเภอ คลองท่อม จังหวัดกระบี่)  สังกัดกรมเกษตรและสหกรณ์  ที่มีการทดลองปลูกยางพาราสายพันธุ์ต่างๆ  กัน  พร้อมการเก็บสถิติผลการให้น้ำยาง  การทนต่อสภาพแวดล้อม และโรคภัยไข้เจ็บของต้นยางพารา  

นอกจากการทดลองเรื่องสายพันธุ์ยางพาราแล้ว  หน่วยงานฯ ก็ได้ทำการปลูกพืชแซม  ชนิดต่างๆ ระหว่างร่องหรือระหว่างแถวยางพาราที่ห่างกันประมาณ  4 – 5 เมตร (ผมจำได้ไม่แน่ชัด  ที่ตัวเองได้ใช้เงินที่ได้จากการทำสวนยางแต่ไม่ค่อยได้เข้าไปดูแลสวนยางเอง  น่าอับอายมาก)  ซึ่งน่าจะมีสองเจตนา  คือ การค้นหาพืชแซมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของยางพารา ( เช่น พืีชตระกูลถั่ว  หรือข้าวโพดก็มีให้เห็นกัน) ระหว่างช่วงเวลาการรอการเก็บเกี่ยวผล  หรือการรักษาไม่ให้สวนยางรกรุงรัง   หรือ  อาจจะเน้นเรื่องการมีรายได้ระหว่างรอผล 6 – 7 ปี

เรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร   “ไทยแลนด์ 4.0”   “ปักชำ”  “รากแก้ว”  และสวนยาง

ผมตีความให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง  และเชื่อว่ารัฐบาลก็คิดเช่นนั้น   กล่าวคือ

เราจำเป็นที่จะต้องสร้างฐานการพัฒนาเศรษฐกิจแบบรากแก้ว  ที่แปลว่าต้องสร้างความแข็งแรง  โดยเน้นที่ตัวทรัพยากรบุคคลที่เป็นรากแก้วสำคัญ  เน้นโดยเน้นให้การสนับสนุนบุคคลากรจำพวก  ผู้ที่มีแนวความคิดดี  ผู้ที่มีความสามารถ  และผู้ที่ความขยันขันแข็งและไม่ควรเน้นที่จะไปส่งเสริม  นักคิด  หรือ SME ที่มีผลงานแบบฉาบฉวยหรือเน้นธุรกิจเฉพาะตน หรือที่ผมเปรียบว่าเป็น  “การปักชำ”  เหมือนการไปตัดยอดกุหลาบพันธ์ุดีสีสวย  มาเสียบ หรือมาต่อยอด ทาบกิ่ง เพื่อเป็นการส่งเสริมกันช่วงสั้น ๆ  ให้หลงไหลได้ปลื้มว่าสำเร็จมากมายก่ายกองในรอบ 4 ปีของรัฐบาลโน้นนี่นั่น   แต่สุดท้ายต้นไม้ต้นนั้น  พืชพันธุ์สีสวยนั้นนั้นก็ล้มหายตายไป  ไม่อดทนต่อลมฟ้าอากาศ  โรคภัย    

แต่ควรเน้นไปที่การแสวงหานักคิด  นักพัฒนา  ที่แม้นจะยังไม่มีผลงานที่ชัดเจนในเวลานั้น  แต่ต้องมีแววสดใส  แม้นจะไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ก็ตามเหตุเพราะทุก ๆ การพัฒนาย่อมต้องการปัจจัยด้านทรัพยากร  ทีมงานและเงินทุนมากมาย

แต่ในขณะเดียวกัน  หากรัฐบาลจะรอให้ทีมนักคิดสายพันธุ์รากแก้วเหล่านี้เติบโต จนสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้  ก็คงต้องใช้เวลานาน  จนรัฐบาลสิ้นสมัยไปก็ได้  ทางออกสำหรับรัฐบาลสำหรับปัญหานี้  คือ  เทคนิคการใช้พืชแซม   ที่ผมหมายถึง  การส่งเสริมนักนวัตกรรม  นักประดิษฐ์คิดค้น  ที่อาจจะไม่ใช่งานนวัตกรรมประเภทพลิกฟ้า  พลิกแผ่นดิน  พิลิึกกึกกือ  แต่เป็นงานนวัตกรรมที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้รวดเร็ว    โดยอาจจะส่งเสริมผ่านการประกวดนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ถนัดทำกันอย่างแพร่หลายในตอนนี้  ที่จะไม่ค่อยเห็นการควานหานักนวัตกรรมสายพันธุ์รากแก้ว

หากเป็นการประดิษฐ์คิดค้นซอฟต์แวร์    การปักชำ  จะหมายถึง  นักพัฒนาแอพพลิเคชั่น  แนว Solution เป็นเรื่อง ๆ จบๆ รับเงินกันไป   และนักพัฒนารากแก้ว  เช่น นักพัฒนาต่อยอด  Middleware , framework หรือ iOT  อินเตอร์เฟส 

โดยสรุปคือ  รัฐบาลจำเป็นจะต้องแบ่งสัดส่วนการส่งเสริมนักนวัตกรรม  ทั้งแบบสายพันธ์เร่งด่วน  และสายพันธุ์รากแก้ว   เพื่อให้การเติบโตทางเศรษบกิจเป็นไปได้อย่างสมดุล  ทั้งระยะสั้นจากการปักชำ  และในระยะยาวจากพืชพันธุ์รากแก้ว

อ่านบทความจากเพจของ  ดร สุวิทย์  เมษินทรีย์  ด้านล่างนี้  

“Roadmap ของการพัฒนา Biotechnology และ Biomedical เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่ Thailand 4.0”

อย่างที่ทราบกันดี Thailand 4.0 มีแนวคิดที่จะเปลี่ยนกระบวนการพัฒนาประเทศจาก “การปักชำ” ไปสู่ “การสร้างรากแก้ว” ของตัวเอง โดยท่านนายกรัฐมนตรีได้เน้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง จาก “ระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอกเป็นหลัก” สู่ “ระบบเศรษฐกิจที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองอย่างเหมาะสม”

การไปกล่าวปาฐกถาพิเศษตามคำเชิญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยมหิดล ของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงมีนัยทางยุทธศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง เพราะมีการประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการเปิดตัวยุทธศาสตร์การพัฒนา Biotechnology (เกษตร/อาหาร) และ Biomedical (การแพทย์/สุขภาพ) ถือเป็นการกำหนด “Vision for the Future” ของประเทศ ซึ่งหากทำดีๆ ประเทศไทยมีโอกาสประกาศศักดาในเวทีโลกใน 3-5 ปีจากนี้ไป

มิเพียงเท่านั้น การเยี่ยมชมบริษัท Siam Bioscience ของท่านนายกฯ ก็มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศอย่างยิ่งเช่นกัน โมเดลธุรกิจของ Siam Bioscience ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบของการขับเคลื่อน Thailand 4.0 อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด เพราะ Biopharma ที่ผลิตโดยSiam Bioscience เป็นผลิตภัณฑ์ที่มี knowledge content สูงมาก ซึ่งเราสามารถผลิตตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ด้วย high knowledge talents ที่เป็นคนไทยล้วนๆ มิเพียงเท่านั้น ยังเป็นการลงทุนแบบประชารัฐโดยคนไทยล้วนๆ (ระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดลกับทุนลดาวัลย์) ที่สำคัญ เป็นการ ทดแทนการนำเข้า และมีศักยภาพการส่งออกที่สูงมาก
ผมได้ประมวล Roadmap ของยุทธศาสตร์การพัฒนา Biotechnology สำหรับด้านการเกษตรและอาหาร และยุทธศาสตร์การพัฒนา Biomedical สำหรับด้าน Health และ Wellness (ที่อยู่ในพิมพ์เขียวและแผนปฎิบัติการขับเคลื่อน Thailand 4.0) เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่งคง มั่นคั่งและยั่งยืน ตามโมเดล Thailand 4.0 เป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วภายใน ปี 2579 หรือ 20 ปีจากนี้ (ตามรูปข้างล่างนี้ครับ)

มุมคิดการพัฒนาคนยุคใหม่

#การพัฒนาคนยุคปัจจุบัน ทำให้องค์กรจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่คนในองค์กรกลับมีความสุขในการทำงานลดลง ความเครียดเพิ่มมากขึ้น

#หลักสูตรฝึกอบรมด้านการพัฒนาคนสำหรับทุกกลุ่มธุรกิจหรือนักธุรกิจอิสระต่างๆ ที่ช่วยให้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สร้างแรงจูงใจในการทำงาน เพื่อให้ทำงานได้มีความสุขมากขึ้น รักษาสมดุลชีวิตและการทำงานให้ดีขึ้น โดยมีหลักการสำคัญที่ใช้ในการฝึกอบรมคือ การเปลี่ยนวิธีคิด มองโลกในเชิงบวก สร้างมนุษยสัมพันธ์ และพฤติกรรมอันพึงประสงค์ กระบวนการเหล่านี้ให้ผลเพียงสั้น ๆ ไม่นานวิถีความเคยชินเดิมก็กลับมา

  #การพัฒนาที่มุ่งให้ทุกคน ”มีสติ” เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ในตนเองหรือรู้จักตัวเองดีขึ้น แต่ไม่ได้มุ่งเน้นถึงวิธีการ “ใช้สติ” ซึ่งเป็นเรื่องภายในของบุคคลที่ยังไม่ได้รับความสนใจอย่างจริงจัง ทั้ง ๆ ที่การทำงานเกี่ยวกับมนุษย์เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก และจิตวิญญาณ (Spirituality) ทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้คนรู้เท่าทันความคิด ความรู้สึก ตามสถานการณ์แต่ละขณะ เพื่อทำให้ชีวิตราบรื่นและมีความสุข

#การพัฒนาแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ เข้ามาเสริมกับแนวคิดการพัฒนาคนในแง่ของมุมมอง วิธีคิด และวิธีการในการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคนด้วยวิถีสมดุลแห่งยุคดิจิตอล ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางความคิดที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนให้มีสติและบ่มเพาะการใช้สติบวกแอพพลิเคชั่น เพื่อเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนเกิดผล สามารถนำใช้ได้จริง จนมีความสะดวกไปกับการดำเนินชีวิต

#การเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับการเพิ่มศักยภาพของมนุษย์ยุคดิจิตอล ผ่านสมองไทยแลนด์ โดยเป็นนำภาพใหญ่ ๆ ที่รวมกันอยู่ เช่น นวัตกรรม (Problem Solving) + ซอฟต์แวร์ (Technology) + จิตวิญญาณ (Spirituality) ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาคนยุคใหม่ที่ผสมผสานระหว่างแนวคิดทฤษฎี ควบคู่ไปกับการใช้แอพพลิเคชั่นด้านดิจิตอล

#มุ่งเน้นกระบวนการที่ช่วยพัฒนาคนให้มีความเข้าใจตนเองและผู้อื่นได้จริงๆ มีความรักความเมตตา นำหน้าการพัฒนาคนด้วยปัญญา ศีล สมาธิ ซึ่งจะเป็นการยกระดับการพัฒนาคนเพิ่มขึ้นไปอีก ด้วยวิถีแห่งสมดุล เรามาร่วมแรงร่วมใจกัน ใช้เวลาสั้น กระชับ เดินร่วมกัน ย่อมไปได้ไกลด้วยแนวทางการบูรณาการอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน…
“The Digital Coach”

-ดร.นิพัทธ์​พนธ์ สุวรรณชนะ (แอนดี้) –