Monthly Archives: มีนาคม 2018

Samong Platform ปกป้องและเข้าใจคุณ

มีคำถามว่า  แท้ที่จริงแล้วใครร่ำรวยจากกิจการเหล่านี้    

  • StartUp หลายรายไปไม่รอด  แต่ VC ทำกำไระยะสั้นขาย StartUp เป็นช่วง ๆ หลายต่อ  แนวโน้ม  StartUp คงเป็นแค่ตำนาน
  • Samong Thailand ไม่ได้เป็น StartUp พันธุ์นั้น  หากแต่เราคือ  ผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทยพันธุ์แท้
  • มีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนางานวิจัยเพื่อคิดค้นนวัตกรรมซอฟต์แวร์  ให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยและเทคโนโลยีในทุกด้านได้นำเอาไปใช้งาน
  • ด้วยแอพพลิเคชั่นแรก  ที่ไม่สนุก  ไม่ทำเน้นทำกำไร  แต่ต้องรอดได้ในระยะยาว  แต่เพื่อเป็นเพื่อนคุณ  ดูแลคุณ  ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูล  ความรวดเร็ว  จนเกินที่คุณจะรับมือตามลำพัง
  • ให้เราได้ดูแลคุณ  เพราะเราพร้อมจะปกป้องคุณ  Privacy ของคุณต้องมีค่าที่สุด

iSTEE & Samong Framework คือ  เครื่องมือ แนวคิด และซอฟต์แวร์  ในการพัฒนางานด้านซอฟต์แวร์  ที่พร้อมจะต่อยอดพัฒนาการไปสู่การผลิตแอพพลิเคชั่นที่มีความซับซ้อน  ที่มีฐานข้อมูลแบบกระจาย  ให้บริการด้วย Microservices  รองรับการใช้งาน Blockchain และพร้อมเดินหน้าสู่ AI & Robotics

RPA หรือ Robotics Process Automation คือ Virtual Robotics คือ  กระบวนการ Process Automation ที่ระบบคอมพิวเตอร์ จะจัดการงานหลายอย่างแทนคน  เป็นการะทำในเบื้องหลัง  โดยไม่มี ตัวหุ่นยนต์ให้เห็นในงาน Physical Robot ทั่วไป   

Samong Framework ทำให้ RPA  เกิดขึ้นได้

 

 

 

 

ถ้ามีวัตถุซอฟต์แวร์หรือคนหลายล้านคน ทำงานอยู่ในหน่วยความจำเครื่องหรือระบบเครือข่าย ด้านขวามือ ในแต่ระดับก็มีบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน หากเรานำสูตรปัญญาประดิษฐ์หรือชุดคำสั่งซอฟต์แวร์ทำงานแบบอัตโนมัติ บรรจุไว้ที่ต้นกำเนิดในระดับ Gene ด้านซ้าย ท่านนึกออกไหมว่า มันจะเกิดอะไรขึ้น? วัตถุที่ทำหน้าที่คล้ายอวัยวะของร่างกาย หลายล้านชิ้นในทุกระดับที่ทำงานร่วมกันอยู่ จะมีความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ พร้อมกันได้ทั้งหมดในเวลาอันสั้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด ในขณะที่ความสามารถของระบบจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ ขึ้นอยู่กับจำนวนองค์ประกอบที่นำมาทำงานร่วมกัน จำนวนยิ่งมาก ยิ่งทวีคูณ นี่แหละ Disruption ของแท้เป็น Dynamic Disruption เปรียบเหมือน หลุมดำ ยิ่งขยาย ยิ่งแกร่ง ภาพนี้คือ โลกของ รูป และ นาม ภาพนี้คือ โลกของ จิต และ กาย ด้านซ้าย คือ โลกของคลาส และสายพันธ์ุกรรมซอฟต์แวร์ ที่จะนำไปสร้างเป็นวัตถุซอฟต์แวร์ ทำงานในระบบคอมพิวเตอร์ เปรียบเหมือน แม่พิมพ์ ด้านขวา คือ โลกของวัตถุซอฟต์แวร์ ที่จำลองควบคุมการทำงานต่างๆ ทั้งส่วนคิดและส่วนความจำ ทำงานเป็นเครือข่ายความสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงกัน ภาพนี้คือ โครงสร้างของของระบบเทคโนโลยีเชิงวัตถุ นวัตกรรมสมองแพลตฟอร์ม (Samong Platform) ข้อสังเกตง่ายๆ คนมีอวัยวะเหมือนกัน 32 ประการ แต่ทำงานได้มากมายแตกต่างกัน สมองแพลตฟอร์มก็เช่นเดียวกัน มีระบบภายในส่วนหนึ่งที่เปรียบเสมือนอวัยวะบางส่วนที่คล้ายกัน แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ทำงานได้กับธุรกิจมากมายหลายประเภท รวมถึงส่วนบุคคลด้วย

iSTEE & Samong Framework เกิดมาเพื่อสิ่งใด ?

ก่อนอื่นต้องให้เครดิตกับผู้สร้างภาพ Inforgraphic  ดังต่อไปนี้  ที่จะขออธิบายภาพด้วยข้อความสั้นใต้ภาพ  ก่อนที่จะสรุปในภาพรวมว่าทำไมต้องให้บทความนี้มีชื่อเรียกเช่นนี้  และต้องให้เครดิตสำหรับท่านที่พยายามแสวงหาภาพตัวแทนในจักรวาลแห่งนี้เพื่ออธิบายภาพแห่งอนาคตของ Digital Platform ที่มันควรจะเป็น  โดยไม่ได้เป็นการประดิษฐ์ประดอยขึ้นมาเอง

เปิดเรื่องด้วยรูปนี้ว่า  มันคือ มิติของแพลตฟอร์ฒที่จะเชื่อมประสานอย่างน้อย 4 ส่วน คือ กลุ่มลูกค้า (Customers)  กลุ่มสิ่งของ (IOT Device)  ระบบ IT ดั้งเดิม  และสิ่งแวดล้อมต่าง  (Ecosystems)   โดยตัวเชื่อมที่จะทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นมาได้คือ  ระบบอัจฉริยะ

 

 

 

 

 

 

ในภาพที่ 2 นี้เป็นการมองในเรื่อง  แพลตฟอร์มของธุรกิจทางดิจิตอลว่า  แพลตฟอร์มของธุรกิจดิจิตอลที่ดีคือธุรกิจที่ประยุกต์เอาส่วนที่ดีที่สุดจากนวัตกรรมด้านต่าง ๆ

กล่าวคือ  Digital Platform ที่ดีเหมาะแก่การลงทุน  คือ  Platform ที่เป็นส่วนผสมระหว่าง  5 Platform คือ

  • Process Platforms  แพลตฟอร์มภาคการผลิตอุตสาหกรรม
  • Application Platforms  แพลตฟอร์มแอพพลิเคชั่น
  • Internet of Things Platform แพลตฟอร์มการเชื่อมต่อ
  • Integration & Development Platform  แพลตฟอร์มการพัฒนาและวิจัย
  • Analytic & Cognitive Platforms  แพลตฟอร์มการวิเคราะห์และการบ่งชี้จดจำ

 

 

 

  ในอีกมุมมองหนึ่ง  ที่มองเชิงมิติลำดับชั้น  หรือจะเรียกว่า Digital Dimension หรือ มิติแห่งดิจิตอล  ว่าจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชั้น  คือ ชั้น นอกสุดเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมเพื่อดิจิตอล  หรือจะเรียกว่าปัจจัย  อันประกอบไปด้วย  รัฐบาล  ลูกค้า  การค้าปลีก  นักพัฒนา  ผู้สร้างเนื้อหาสื่อ  และองค์กรธุรกิจ

และชั้นในคือ ชั้นที่เรียกว่า  Digital Platform ที่จะต้องประกอบด้วยแอพพลิเคชั่นที่มีการบริการภายในของตนเอง  ในลักษณะของ Microservices  และการอาศัยและเชื่อมต่อกับงานพัฒนาจากนักพัฒนาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง

รวมกันเป็นระบบ Digital Dimension ที่เป็นอัจฉริยะสมบูรณ์

ที่มา : Peter-Service

 

 

 

 

 

รูปนี้  ถือ่าเป็นพระเอกของงานก็ว่าได้   ต้องชมว่าผู้สร้าง  มีความล้ำลึกมาก  ในการมองมิติตั้งแต่อดีต  ปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้  รูปนี่สามารถที่จะทะยอยตีความไปได้ทั้งแนวราบ  ที่ละชั้น  ตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึง 4  คือ 4th Platform คือ แพลตฟอร์มคลื่นที่  4 หรือ 4th wave   และการตีความในแนวดิ่ง  อย่างที่ผมกำลังจะอธิบายต่อไป

เรามาลองย่อยภาพนี้ออกเป็นส่วน ๆ  ตามรูป

ภาพนี้เป็นการมองในแง่กายภาพของระบบคอมพิวเตอร์เทคโนโลยี  ที่เริ่มต้นด้วยการมีศูนย์กลางคอมพิวเตอร์  เหมือนที่เป็นอยู่ในอดีต   และเปลี่ยนไปเป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบกระจายทั้งการจัดเก็บข้อมูลและการประมวลผล  ต่อมากลายเป็นชุมชนทางดิจิตอลในระดับสากลที่มีโมเดลทางธุรกิจในแบบผสม  และไปสู่  ชุมชนทางดิจิตอลที่กลายเป็นสถาบัน   โดยรวมในมุมมองนี้เห็นว่า  ในเชิงของที่ตั้งของเทคโนโลยีจะกลายไปสู่สถาบันของชุมชนแห่งดิจิตอล

 

 

 

 

 

 

 

 

  

ในภาพนี้มองในด้านผลลัพธ์ของกระบวนการในทุก ๆ กระบวนการ  ที่ยุคแรกจะมองกันในเรื่องประสิทธิภาพของระบบ  ที่ต่อมามองในเรื่องของการเพิ่มผลผลิตหรือการสร้างได้เร็ว  ต่อมาก็เป็นเรื่องของการจัดการความรู้แบบ Realtime และการวิเคราะห์ข้อมูล  และบนสุดคือการมองเรื่องการสร้างแอพพลิเคชั่นในแบบชิ้นส่วนที่จะหยิบมาประกอบกันได้เป็นระบบๆ เฉพาะงานได้ทันที

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ต่อมาเป็นมุมมองในแง่ของการใช้ประโยชน์  ที่ก่อนหน้าจะใช้ในเรื่องของ Automation  คลี่คลายไปสู่เรื่องของการแบ่งปัน  การทำงานร่วมกัน  และการรวบรวมองค์ประกอบไอทีเขาด้วยกัน  จนอนาคตจะเป็นรูปแบบของการการให้บริการด้าน IT ที่มีความพัฒนาเปลี่ยนแปลงเชิงรูปแบบอย่างต่อเนื่อง  มีการแบ่งปันมุมมอง และเกิดสภาวะของสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้

 

 

 

 

 

 

 

 ในภาพนี้เป็นส่วนกลางของภาพที่ให้คำสรุปสภาวะสิ่งแวดล้อมในการใช้งานเทคโนโลยีว่าเป็นอย่างไร  กล่าวคือ

  • เป็นแค่การประมวลผล  หรือ Computing ในแบบ Standalone ที่มีแอพพลิเคชั่น รันบนเครื่อง ๆ เดียว
  • ต่อมาเน้นการใช้ประโยชน์เป็นเครือข่าย  ที่เริ่มมีการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์ผ่านทางสายและการ์ดเครือข่าย
  • เริ่มเกิดแอพพลิเคชั่นในลักษณะที่มีการเชื่อมต่อระหว่างข้อมูล  การเชื่อมต่อกับบุคคล  ด้วยความสามารถของ Cloud computing
  • และสุดยอดที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้คือ  การเชื่อมต่อแบบทุกช่องทางของผู้คน  ของระบบอัจฉริยะและกิจกรรมต่าง ๆ  ที่อาจจะเรียกว่า  สภาวะสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ หรือ Smart ที่เรียกกันจนติดปาก  ที่มีการเชื่อมต่อกันของอุปกรณ์  มีความอัจฉริยะของเครื่องที่เรียนรู้ด้วยตนเองไปจนถึงระบบที่เครื่องเรียนรู้จากคนในแบบของ AI

 

 

 

 

 

 

ในขณะนี่ด้านซ้ายของภาพ  เป็นการมองกันในแง่ของจำนวนของอุปกรณ์  ที่เริ่มจากระบบที่มีคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว  ไปจนกระทั่งเป็นระบบที่มีอุปกรณ์นับพันๆ ล้านชิ้นต่อถึงกัน

และเกิดคำถามว่า  ระบบอัจฉริยะส่วนกลางนั้น  จะเกิดขึ้น  หรือถูกพัฒนาให้เกิดผลลัพธ์ที่ทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพและเป็นอัจฉริยะจริง ๆ ได้อย่างไร

ภาพนี้เป็นเพียงภาพเดียวที่ทีมงานเราดัดแปลงแก้ไขเล็กน้อยในบริเวณส่วนกลาง  ว่าเราจะแทนที่มันด้วยระบบที่เราเรียกว่า Samong Platform  ที่ประกอบด้วย iSTEE Middleware และ Samong Platform  ที่มีความสามารถครบถ้วนเพียงพอทีจะสร้างเป็นระบบอัจฉริยะเกิดขึ้นได้จริง ๆ  โดยกลไกสำคัญคือ  ความสามารถในการสร้างระบบที่ต้องมีบริการย่อย ๆ จำนวนมากที่เรียกว่า Microservices  ที่ต้องมีการพัฒนาด้วยแนวคิดเชิงวัตถุที่ล้ำลึกจริง ๆ 

แทบจะกล่าวได้ว่า  iSTEE  ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อมายืนอยู่ในตำแหน่งนี้จริง ๆ  โดย i  ในส่วนหน้าของ iSTEE หมายถึง Intelligence  คือ  อัจฉริยะปัญญา  ปัญญาที่เกิดจากปัญญาแห่งการใช้สติตรึกตรอง  วิจัยค้นคว้า  พยายาม  จนสามารถที่จะค้นพบเครื่องมือ  ที่นำไปสู่สภาวะอัจฉริยะขึ้นมา

จึงไม่ได้เป็นเรื่องราวของความบังเอิญที่สิ่งดี ๆ จะเกิดขึ้น

 

 

 

 

 

แต่จะหาประโยชน์อะไรไม่ได้เลยหาก  iSTEE ไม่ได้ถูกนำไปใช้ หรือก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมใดๆ ได้

 

ในภาพนี้  คือ มิติของเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่จะมาถึงในปี 2017  ซึ่งก็ผ่านมาแล้ว  และก็เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นจริง ๆ 

โดยเทคโนโลยีที่จะอยู่ในกลุ่ม  Disruptive & Strategic ที่เรียกว่า  เป็นการปฏิวัติเชิงกลยุทธ์เลยคือ  เทคโนโลยีเรื่อง ดังต่อไปนั้

  • การเปิดเชื่อมต่อ API  การเกิดขึ้นของธุรกิจทางสังคม
  • และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น  คือ 
  • การเชื่อมต่อของสิ่งต่างๆ ผ่านระบบเครือข่ายการสื่อสาร
  • การพัฒนาของวิทยาศาสตร์ข้อมูล  และ Big Data
  • การเรียนรู้ด้วยตนเองของเครื่องและ AI
  • การเกิดและการใช้งาน Blockchain  และสภาวะเศรษฐกิจในแบบการพึ่งพา  การได้ประโยชน์ร่วมกัน  
  • จะเห็นว่า  ขวาสุดตกขอบในแง่ของการปฏิวัติเทคโนโลยีคือเรื่อง Blockchain
  • และเหนือสุดเลยเมฆ และชิดขอบฟ้า  คือ  เรื่อง  สิ่งแวดล้อมธุรกิจสังคมที่พึ่งพากัน  ได้ประโยชน์ร่วมกัน  ที่มันดูอนิจจังจริง ๆ ว่า  มนุษย์โลก  สัตว์โลกต่างต้องพึ่งพากัน  คือ จุดสมดุลที่สุด  ดีที่สุด

 

นอกจากนี้  ยังจะได้เห็นเทคโนโลยีสำคัญ ๆ ต่าง จะทะยอยพัฒนาขนานกันไปตามเส้นทาง ดังแสดงในส่วน Horizon ของแผนภาพ

ทำไม iSTEE จึงเรียกตัวเองว่าคืออัจฉริยะที่จะยืนเป็นสูนย์กลางของสภาวะทางเทคโนโลยี

  • เพราะ  iSTEE มีการออกแบบในการทำงานในแบบ Microservices ที่มีฐานข้อมูลแบบกระจายส่วนที่มีความปลอดภัยสูงของแต่ละก้อนข้อมูล 
  • เพราะ iSTEE มีการออกแบบรองรับโครงสร้างการใช้ Blockchain
  • เพราะ iSTEE มีจุดเด่นในการสร้างการบริการแบบ SaaS  ที่จะเป็นการใช้งานร่วมกัน  ได้ประโยชน์สูงสุดร่วมกัน
  • iSTEE  จึงเป็นเทคโนโลยี  ในชั้นกลยุทธ์ชิดขอบขวาและขอบฟ้า  ภายใต้กรอบแนวคิด Samong is the Digital Brain
  • iSTEE จะกอบกู้  SME  ที่เป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย  ด้วยการสร้างโซลูชั่นที่ตอบโจทย์  สิ่งนั้นคือ …. Samong SaaS , SME Rescue
  • iSTEE & Samong Platform เป็นแพลตฟอร์มที่เกิดมาด้วยความเข้าใจถึงปัญหาของสังคม 
  • Samong Platform จึงจะเป็นเครื่องมือที่จะปกป้องและเข้าใจคุณ

ขอขอบคุณภาพ  จาก Internet

คุณค่าของการสร้าง Digital Culture

คุณค่าของการสร้าง Digital Culture

ทุกวันนี้มีผู้คนเริ่มเข้ามาถามผมว่า การสร้าง Digital Culture นั้นเราสามารถจะเริ่มต้นอย่างไร

ผมอยากแบ่งปันมุมมองการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลในองค์กรอย่างเป็นระบบ เพราะถ้าอยากประสบความสำเร็จ และก้าวไปให้ถึงศักยภาพสูงสุดด้านการนำองค์กรไปสู่องค์กรแห่งดิจิทัล คุณต้องยอมรับเรื่อง Digital Culture ต้องพยายามทำให้ทุกคนในองค์กรทำให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต

1) โครงสร้างจะต้องแข็งแกร่ง วัฒนธรรมดิจิทัลจึงไม่ควรเป็นนโยบายข้อหนึ่งเท่านั้น แต่ควรเป็นหนึ่งในกลยุทธที่ใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรและพัฒนาองค์กร ซึ่งการเริ่มต้นที่ดีควรเริ่มจากผู้บริหารระดับสูงก่อน

โดยการให้ผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพทั้งด้านการพัฒนาคนและเทคโนโลยีเข้ามาทำหน้าที่เป็นโค้ชสำหรับผู้บริหารก่อน เพื่อพิสูจน์ถึงประโยชน์ที่ได้จากการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลด้วยตนเอง จะเห็นได้ว่าทางปฏิบัติทางผู้บริหารไม่ควรมองข้ามการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก จากประสบการณ์ผม พอผลลัพธ์ออกมาดี ผู้บริหารระดับสูงจะเป็นแม่ทัพใหญ่ในการผลักวัฒนธรรมดิจิทัลด้วยตนเองเลย

กระบวนการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลจะต้องสอดคล้องไปกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆในองค์กร ซึ่งจะต้องเพิ่มความสามารถของคนในองค์กร หรือบางองค์กรมีคัดเลือกคนกลุ่มหนึ่งมาสร้างเป็น Change Digital Agent เพื่อสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและพัฒนาเครื่องมือด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

2) พื้นฐานต้องพร้อม คือการสร้างทักษะพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีให้คนในองค์กร ประเด็นนี้ที่สำคัญคือ การคัดเลือกโค้ชดิจิทัลเพื่อเข้ามาช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจทั้งในระบบเทคโนโลยีและธุรกิจ ถ้าเคยมีประสบการณ์ทั้งด้านคนและเทคโนโลยีจะเป็นประโยชน์ต่อความเข้าใจบริบทของทุกฝ่ายได้รวดเร็ว

3) สร้างระบบติดตามผลที่ดี เป็นการรวบรวมข้อมูลด้านคุณภาพและการนำทักษะดิจิทัลไปใช้ โดยอาจขอ Feedback จากผู้นำแต่ละหน่วยงาน และนำผลมาแบ่งปันให้ผู้บริหารที่สนับสนุนได้เห็นความคืบหน้า เพื่อชี้ให้ผู้บริหารเห็นประโยชน์ถึงการมีทักษะดิจิทัล และใช้ได้ในการบริหารจัดการในองค์กร

4) สร้างกลุ่มหรือทีม Change Digital Agent เพื่อให้เกิดผลักดันวัฒนธรรมดิจิทัลแพร่หลายออกไปในการบริหารคนและทีม ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บริหารสามารถใช้ทักษะดิจิทัลในการประชุม การระดมสมองกับทีมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อขยายวัฒนธรรมดิจิทัลให้แพร่หลายออกไปในกลุ่มต่างๆ

5) เพิ่มพลังให้แก่การบริหารด้าน HR ด้วยเครื่องมือดิจิทัล เพื่อให้สอดคล้องกับการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล เช่น การแจ้งเตือนประชาสัมพันธ์ข่าวสาร ระบบการตอบแทน หรือระบบอื่นๆ เป็นต้น

6) การประเมินผล การประเมินผลสำเร็จเป็นงานที่สำคัญ ซึ่งอาศัยการประเมินจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานว่า พวกเขารับรู้ได้อย่างไรว่า ผู้บริหารช่วยให้เขาบรรลุเป้าหมายในการมีทักษะดิจิทัล ซึ่งจะเป็นการตรวจสอบเพื่อที่จะได้ปรับปรุงและแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่งให้มีความแข็งแรงและมั่นคงยิ่งขึ้น

7) การประเมินผลจากภายนอก เพื่อสร้างความมั่นใจว่า องค์กรนี้มีโครงสร้างที่แข็งแรง เพราะการประเมินจากภายนอกจะช่วยเสริมให้ผู้บริหารและบุคลากรในองค์กรสามารถสร้างความร่วมมือ (Collaboration) และความน่าเชื่อถือได้อย่างยั่งยืน

8) สร้างชุมชนดิจิทัลแห่งความร่วมมือ คือการสร้างและกระชับความสัมพันธ์ ในลักษณะที่เอื้อประโยชน์แก่กันและกัน ต้องทำให้คนชุมชนรู้สึกว่าการช่วยกระจายวัฒนธรรมดิจิทัลจะช่วยสร้างชื่อเสียงให้แก่ตัวเองด้วย

ดังนั้น ถ้าหากเราจะเพิ่มขีดความสามารถในแข่งขันขององค์กรในยุคจิทัล สิ่งสำคัญก็คือ เราต้องยอมรับและเข้าใจบทบาทที่เปลี่ยนไปของเทคโนโลยีดิจิทัลในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันความร่วมมือ (Collaboration) ซึ่งในทางการปฏิบัติอาจใช้เวลา 1 – 5 ปี ที่จะนำไปสู่หัวใจแห่งการนำองค์กรไปสู่วัฒนธรรมดิจิทัลได้อย่างแท้จริง

#ดร.แอนดี้

26-02-2561

#Digital Coach

ขอแนะนำ Smart Digital Home #1

Smart Digital Home คุณค่าที่คุณเอื้อมถึง

  • House  กับ Home ความหมายที่แตกต่าง  โดย House มีความหมายถึง  ตัวบ้านและสิ่งต่อพ่วง  ตามภาษากฏหมาย
  • แต่ Home หมายรวมถึง  บ้าน  สมาชิกของบ้าน   บรรยากาศ  และความรัก  ความอบอุ่น  ความผูกพัน  และความปลอดภัย

     เมื่อ House มีความสำคัญเป็นส่วนหนึ่งของ Home   และมนุษย์  มีความห่วงไยในทรัพย์สิน  และสมาชิกทุกคนในบ้าน  จึงได้เกิดผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยในการดูแลบ้าน  โดยใช้ประโยชน์จาก เทคโนโลยี

      ง่ายที่สุดเริ่มจากการใช้  Electronic component  จำพวก Switch  ร่วมกับวงจรเซนเซอร์ แบะบอร์ด IOT ที่สามารถวัดและแปรผลและทำการส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายมือถือ  ไปยังเจ้าของบ้านได้  ก็ช่วยให้ เจ้าของบ้านรู้สึกมีความใกล้ชิดกับบ้านและคลายกังวลไปได้มาก

      ถึงการใช้กล้องวงจรปิด  การใช้ระบบกันขโมยติดตั้งในประตูหน้าต่าง   จนมาถึงในปัจจุบัน  ที่ราวกับว่า  อุปกรณ์ทุกตัวในบ้านมีชีวิต  คือมี Sensor มีตัวตรวจจับ  มีส่วนแสดงผลของตัวมันเอง   เพื่อเป็นต้นทางสื่อไปยังสมาชิกภายในบ้าน  จะทั้งการแสดงผลต่อหน้าและการแสดงผลแบบทางไกล  และจนกระทั่งอุปกรณ์ต่าง ๆ ในบ้านแทบจะคุยกันได้เองทั้งหมด

ขอบคุณ คลิปวิดีโอประกอบจาก Youtube
เราจึงสามารถสรุปย่อ ๆ ถึงระบบ บ้านอัจฉริยะได้เป็นข้อ ๆ ดังนี้

  • ความสามารถในการตรวจวัดสถานะของระบบต่างๆ ในตัวบ้าน
  • ความสามารถในการส่งข้อมูลไปยังศูนย์กลางของบ้าน
  • ความสามารถในการส่งข้อมูลไปยังเจ้าของบ้าน
  • ความสามารถในการส่งข้อมูลไปหน่วยงานสาธารณะเช่น  โรงพยาบาล  สถานีตำรวจ
  • ความสามารถในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์กับอุปกรณ์
  • ความสามารถในการมองเห็นภาพเหตุการณ์ภายในบ้านแบบออนไลน์  เรียลไทม์
  • ความสามารถในการรับคำสั่งทางไกลจากเจ้าของบ้านให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • ความสามารถในการแชทหากันระหว่างสมาชิก  เหมือนทุกคนกำลังอยู่ในตัวบ้าน

     จะดีอีกไม่น้อย  หากระบบจะสามารถวิเคราะห์ข้อมูล Big Data ที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันให้ย้อนกลับมาเกิดประโยชน์ได้อีกมากมาย  รวมทั้งจะสามารถปกป้อง Privacy  Data  ของบ้านและสมาชิกภายในบ้าน

ขอบคุณคลิปจาก Youtube
     

      ทั้งหมดทั้งหลายก็จะทำให้ Home ในความหมายรวม  เกิดขึ้นได้  แม้นสมาชิกจะอยู่ห่างไกลกัน

     สมอง  (ไทยแลนด์)  กับเทคโนโลยีของตัวเอง  จึงพร้อมที่จะเติมฝัน  เติมช่องว่างที่มีอยู่ในตลาดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น  ในนาม Smart Digital Home  ในระดับราคาที่คุณเอื้อมถึง

หากท่านผู้อ่านอยากจะแนะนำ  อยากจะเห็นความสามารถอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวไว้  ท่านสามารถระบุไว้ในช่องความคิดเห็นหรือ อีเมล์หาเรา  paipat@samongthailandcom

เครือข่ายระบบอัจฉริยะสมองแพลตฟอร์ม

องค์ความรู้/เทคโนโลยี:

       เทคโนโลยี “เครือข่ายระบบอัจฉริยะสมองแพลตฟอร์ม” การผลิตซอฟต์แวร์สำหรับให้บริการด้านต่างๆให้มีความเชื่อมโยงกัน เพื่อตอบสนองความต้องการด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน

รายละเอียด:

       ในสังคุมยุคดิจิตอล การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแนวโน้มปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่พัฒนามาจากแพลตฟอร์ม ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ความต้องการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลและการสื่อสารจึงเพิ่มมากขึ้น

(เพิ่มเติม…)

คลังโชว์ร่วมลงทุนสตาร์ตอัพ เดือนก.พ. เฉียด 200 ล้าน

“คลัง” เผยความคืบหน้าการร่วมลงทุนสตาร์ตอัพ เดือนก.พ. 61 เฉียด 200 ล้าน

นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยรายงานความคืบหน้าการดำเนินการของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ (National Startup Committee: NSC) (คณะกรรมการฯ) ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานคณะกรรมการฯ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2561 พบว่าจำนวน Startup ที่ลงทะเบียนกับ http://startupthailand.org ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ จำนวน 713 ราย และมีจำนวนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรายใหม่ (SMEs/New Startup) ที่ขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 637) พ.ศ. 2560 เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรสุทธิของ SMEs/New Startup เป็นระยะเวลา 5 รอบระยะเวลาบัญชี มี SMEs/New Startup เข้ามาจดทะเบียนและยื่นขอรับการรับรองกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แล้วจำนวน 148 ราย ได้รับการรับรองจาก สวทช. แล้วจำนวน 91 ราย และได้ขอใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับกรมสรรพากรแล้วจำนวน 71 ราย

ขณะที่จำนวน Startup ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ผ่านการร่วมลงทุนกับธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้อนุมัติ การร่วมลงทุนใน Startup แล้ว 35 ราย วงเงินรวม 768 ล้านบาท โดยมี Startup 9 ราย ที่ได้มีการร่วมลงทุนแล้ว คิดเป็นเงินร่วมลงทุน 196 ล้านบาท

Ads by AdAsia

ด้านจำนวนกลุ่มนักลงทุนในประเทศไทยที่ลงทะเบียนกับ Web Portal ปัจจุบันมีกลุ่มนักลงทุนเข้าลงทะเบียนบนเว็บไซต์ http://startupthailand.org แล้วจำนวน 69 ราย เป็นกิจการเงินร่วมลงทุน (Venture Capital: VC) และทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน (Private Equity Trust: PE Trust) ที่ขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 636) พ.ศ. 2560 เพื่อขอรับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินปันผลและรายได้จากการโอนหุ้นของบริษัทเป้าหมาย เป็นระยะเวลา 10 รอบระยะเวลาบัญชี มีผู้จดแจ้งการเป็น VC และ PE Trust กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้ว จำนวนทั้งสิ้น 30 ราย

ความเคลื่อนไหวที่สำคัญในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ผลการศึกษาสถานภาพการพัฒนาผู้ประกอบการและระบบนิเวศของวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup Survey 2017)

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ในฐานะคณะทำงานเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น (คณะทำงานชุดที่ 2) ภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ ร่วมกับสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ (Thai Tech Startup Association: TTSA) ดำเนินการศึกษาสถานภาพการพัฒนาผู้ประกอบการและระบบนิเวศของ Startup ระหว่างช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2560 ซึ่งมีกิจการ Startup เข้าร่วมตอบแบบสำรวจทั้งหมด 205 ราย

จากผลการศึกษาพบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานของ Startup ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า ในช่วงปี 2551 – 2560 การก่อตั้งธุรกิจ Startup ในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 มีจำนวน Startup ที่ก่อตั้งใหม่สูงถึง 72 ราย สำหรับการจัดกลุ่ม Startup ในช่วงต่าง ๆ พบว่า Startup ที่อยู่ในช่วงหลังระดับแนวคิดเริ่มต้นธุรกิจแต่ยังไม่ได้ลงมือดำเนินธุรกิจ (Idea Stage) ทั้งนี้ยังไม่ได้รับการระดมทุนมีอัตราสูงที่สุดคิดเป็นร้อยละ 61 รองลงมาเป็น Startup ที่ได้รับการระดมทุนแล้วคิดเป็นร้อยละ 25 (โดยแบ่งเป็น Startup ระดับ Seed Round (มีมูลค่าการระดมทุน 600,000 บาท – 100 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 69 ระดับ Series A (มีมูลค่าการระดมทุน 33 – 495 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 25 และระดับ Series B – C (มีมูลค่าการระดมทุน 66 ล้านบาทขึ้นไป) คิดเป็นร้อยละ 6)) สำหรับ Startup ที่อยู่ในช่วง Idea Stage/Pre-Seed มีอัตราน้อยที่สุดคิดเป็นร้อยละ 14 โดยในการจัด 5 อันดับอุตสาหกรรมที่กิจการ Startup ในประเทศไทยดำเนินการ ได้แก่ อันดับที่ 1 กลุ่มอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ อันดับที่ 2 การขนส่งและลอจิสติกส์/เทคโนโลยีทางการเงิน อันดับที่ 3 เทคโนโลยีทางการตลาด อันดับที่ 4 เทคโนโลยีการท่องเที่ยว และอันดับที่ 5 เทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซ

ทั้งนี้ ยังพบว่าในประเด็นความเห็นของ Startup ปัญหาสำคัญข้อหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมากของ Startup คือ การขาดแคลนทรัพยากรบุคคล เช่น โปรแกรมเมอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี นักพัฒนาหรือวิเคราะห์ธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ เป็นต้น โดยผู้ประกอบการ Startup ของไทยมีความคาดหวังต่ออนาคตของประเทศไทย คือ (1) อยากสร้างความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม (2) อยากสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ และ (3) ตั้งใจที่จะเป็นพี่เลี้ยง (Mentor) ให้แก่ผู้ประกอบการน้องใหม่

จากผลการศึกษาดังกล่าว สรุปได้ว่าการพัฒนา Startup ยังมีความจำเป็นต้องสร้างบุคลากรเพื่อรองรับต่อความต้องการของ Startup และการกระจายอุตสาหกรรมที่ Startup ดำเนินการควรมีการสร้างความหลากหลายไม่ให้กระจุกตัวที่อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง สำหรับรายงานการศึกษาฉบับเต็ม ปัจจุบัน สวทน. ได้จัดทำรายงานการศึกษาดังกล่าวในรูปแบบอินโฟกราฟฟิก (Infographic) ฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อเผยแพร่แก่บุคคลทั่วไปและผู้ที่สนใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ที่มา :  http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/794326