Monthly Archives: เมษายน 2018

Roadmap to startup ตอนที่ 1 (ฉบับร่าง ฯ)

ผมเขียนบันทึกนี้  ขึ้นจากประสบการณ์การคลุกคลีกับ ค่าย Workshop StartUp 2 กลุ่ม  ทั้งสองกลุ่มเรียกว่าอยู่ในขั้น Pre-Accelator  ที่แปลว่า  สตาร์ทอัพชั้นประถม  ประมาณนั้น    ที่ผมเองรับไม่ได้  เพราะว่าเราแก่แล้ว  และคิดว่าเราน่าจะรู้ดี   จะมาเรียกประถม  ปฐม  ได้อย่างไร

แต่เอาเหอะ  ประถมก็ประถม  อยากรู้มันก็ต้องลอง

ผมแบ่งถารถ่ายทอดเรื่องราวออกเป็น 3 ตอนนะครับ   

  1. บรรยากาศรวมๆ จาก หลายค่ายรวมกัน
  2. ส่วนวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสตาร์ทอัพ
  3. Pitching นั้นสำคัญอย่างไร และเทคสิคการจัดทำ Pitch Deck
  4. Pitching Demo Day

ขอเล่าบรรยากาศรวมๆ จาก 2 ค่ายก่อนละกันครับ  แต่ก่อนอื่นขอบอกว่า  เรื่อง  นี้เป็นการประเมินส่วนตัว  ที่เกิดจากการสังเกตและพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ที่เข้าร่วมโครงการ  และเป็นเรื่องราวที่ไม่อยากจะให้ร้ายผู้ใด  แต่กลับอยากให้เรื่องนี้เป็นประโยชน์กับผู้อ่านของ เวบ สมอง (ไทยแลนด์) ของเรา

ปฐมบท :  อารมณ์ไหน  จึงสมัครเข้าร่วมโครงการ Start Up  และเข้าร่วมกับโครงการไหนบ้าง

อารมณ์แรกที่มาของการเข้าร่วม  คือ  ความอยากรู้ว่าบนเส้นทางสายนี้จะเป็นอย่างไร  และสองยอมรับว่า  เราน่าจะมีโอกาสพบกับแหล่งทุน  สำหรับการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ของเราที่ต้องการทุนไม่น้อยกว่า 30 ล้่านบาท

ค่ายแรกที่เข้าร่วม  คือ Disrupt Skillane 101 ที่เป็นหลักสูตรออนไลน์  ศึกษาเทคนิคกระบวนการว่าด้วยสตารทอัพที่ดำเนินการสอนโดย  คนดังแห่งวงการสตารทอัพไทยและในหลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อหลักสูตรได้เข้าร่วม workshop ได้พบปะกับเหล่าเพื่อนฝูง  และปะทะไหล่กับ คนดังในแวดวง

ก่อน     การเข้าร่วมหลักสูตร  ยอมรับว่า  เข้าใจสตาร์ทอัพในแบบที่เขาว่านั้นน้อยมาก ๆ

ไม่เพียงเท่านั้น  ก่อนการเข้าอบรมประมาณ 2 สัปดาห์  กระผมก็ได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มเฟสบุคของผู้สมัครเรียนทั้งหมด  และได้เริ่มทักทายกับทุกคน  ก็มีตอบรับเป็นเพื่อนบ้าง  ไม่ตอบรับบ้าง  ก็ไม่ว่ากระไร  ว่าไปเหมือนตั้งหาเสียงไว้ล่วงหน้า  เพราะรู้ว่าจะมีการโหวตไอเดียในรอบแรกโดยกลุ่มผู้เข้า workdhop (และขอบอกว่า  ในวันที่ workshop  นั้นการหาเสียงของผม  ใช้การได้ดี  คือ  ผมได้คะแนนเสียงสนับสนุนจากคนที่รู้จักพูดคุยกันถูกคอ  ก่อนการเข้าร่วมงาน ฯ )

ระหว่าง   การฟังเนื้อหาจากวิดีโอออนไลน์  ตื่นเต้นมาก  มีเรื่องใหม่และบรรยากาศร้าวใจ  มองเห็นโอกาส  และโลกสวย  และคิดว่าเราน่าจะทำได้ดี  ได้ฟังเทคนิคต่างๆ พอสมควร  แต่ยังไม่เน้น  กะเอาไว้มาทำ workshop แล้วค่อยตั้งใจเรียนอีกที  ส่วนเทคนิคอะไรอย่างไร  เอาไง้สรุปในตอนท้ายนะครับ

ระหว่าง  การทำ workshop สองวัน   ผมได้สัมผัสและพูดคนกับ StartUp จำนวนมาก  ได้เห้นสายตาแห่งความหวัง  สายตาการค้นหา  สายตาคำถาม  ก็เหมือนๆ ผมเองนะแหละที่ส่งสัญญาณสายตาแบบนั้น   เราได้สัมผัสกับ StartUp ที่ว่ากันว่าเขาประสบความสำเร็จแล้ว  ได้ขยายกิจการแล้วสมใจ  ได้รับคำแนะนำจากพวกเขาเหล่านั้นดีพอสมควร   ได้รับฟังคำวิจารณ์พอสมควร

ในค่ายนี้  ใช้เวลา  2 วัน  วันแรกฟังบรรยายและซักซ้อมเรื่องเทคนิคต่างๆ   และ บ่ายของวันแรกได้มีการประกวดนำเสนอไอเดีย   คนละ 3 นาที  โดยมีผู้เข้าร่วม 34 ไอเดีย  ยอมรับว่าลุ้นและกังวลมากว่าเราจะผ่านรอบนี้ไปได้หรือไม่   และหากผ่าน  จะไม่กังวลกับการนำเสนอ 8 นาทีในวันที่ 2  เลยว่าผลจะออกมาอย่างไร   มีคนเข้าร่วงานนี้ราว 80 คน  มีคนขึ้นประกวด 34 คน  แปลว่าจะมีคนโหวตแค่ 50 คน  โหวตให้กับ 34 คนและคัดออกมา 10 ทีม  แปลว่าหากทีมไนได้รับการโหวตอย่างน้อย  5  ก็จะได้ผ่านเข้าไปรอบต่อไป

ทายสิครับ  ผมได้กี่โหวต  3  โหวตครับ  รวมกับของตังเอง  แต่ผ่านเข้ารอบ  เพราะมีบางไอเดียมีการโหวตด้วยจำนวนคะแนนสูงมาก  คือ  มากกว่า 5  ซึ่งผมมารู้ในภายหลังว่า  มันน่ามีการเมืองด้วย  แต่เอาเหอะ  ถือว่าเราไม่ได้ใช้การเมือง  แต่ใช้การนำเสนอ  บวกกับการสร้างมิตรออนไลน์ก่อนการสัมมนาเล็กน้อย

จากนั้น  ก็มีการปรับกลุ่มมนำเอาคนที่ไม่ผ่านรอบนี้  มารวมกับหลายทีม  คราวนี้  ก็มีคนเดินมาหาเรา เพิ่มอีก 5 คนจนครบ  และคนที่เดินมาก็ยอมรับว่า  จริงๆ ก็ชอบไอเดียเราเช่นกัน  แต่ก็โหวตใครไม่ได้  เพราะตัวเองเป็นผู้แข่งขันด้วย  และผมเห็นสายตาของผู้ที่ไม่ผ่านการโหวตนั้น  รู้สึกได้ว่ามันโหดร้ายขนาดไหน  และผมไม่อยากอยู่ในสถานการณ์นั้นเช่นกัน  สถานการณ์ผู้ตกรอบแรก

มันเหมือนประกวดนางงามนะ  คือ ไอเดียถูกใจ   หรือ  หล่อ หรือ สวยนี่ก็ได้รับการโหวตได้ด้วย  คือจะบอกว่า  มันมีเรื่องแบบนี้จริง ๆ ในวงการนี้ด้วยและต่อจากนั้นเราก็มาทำ Workshop ร่วมกัน

การเตรียมการเรื่องสไลด์ในคิืนนั้น  ผมต้องแหกโผการทำสไลด์มาอยู่ในจุดยืนจริงๆ ของเรา  ขอย้ำว่าตรวนี้สำคัญ  คือต้องการฉายตัวตนตามวัตถุประสงค์ของการเข้าร่วม  และเพื่อการเผยแพร่ชื่อสมองไทยแลนด์  ให้เป็นที่รู้จัก

และหลังจากการสัมมนา  ขอบอกครับว่า  ผมได้ยินคำว่ารู้สึกผิดหวัง  หมดหวังกับการได้รับการสนับสนุนในไอเดีย  บางท่านต้องถึงกับบ่นว่า  คนที่บ้านผมไม่มีใครรับไอเดียเขาได้เลย  แต่เขาหลายนั้นก็ดีใจว่าอย่างน้อง  ก็ได้มาเจอบางคนที่เข้าใจและรับฟังไอเดียกัน  และกลายเป็นกัลยาณมิตรกันได้ในระเวลาไม่กี่ชั่วโมงใน 2 วันนั้น

สำหรับผมเอง  มีทั้งความรู้สึกว่าดี  ได้ประสบการณ์ได้เห็นสิ่งที่ควรจะทำ  และสิ่งที่ตัวเองต้องแก้ไข หากยังอยากจะเดินบนเส้นทางนี้  และอีกความรู้สึกหนึ่งที่ประมวลจากนิยาม  การปฏิบัติ  และสถานการณ์ทั้งหมดว่า  แนวคิดการปั้น  การเลือกสตาร์ทอัพด้วยวิธีการใน 2 วันแบบนี้  กลับกลายจะเป็นการทำลาย Start Up เสียมากกว่า

ความคิดผมจะถูกหรือผิดอย่างไร ? รอมายืนยันกันในตอนต่อไปนะครับ 

ยังไม่จบบรรยากาศจากอีกค่ายเลยแต่เรื่องยาวมากแล้ว  ก็พักไว้ก่อน แล้วพบกันในตอนต่อไปครับ

ราตรสวัสดิ์

อนาคต ERP จาก Desktop ถึง RPA บน Cloud ? นะออเจ้า

นาคต ERP จาก Desktop ฤาจะไปไกลถึง RPA ?

ด้วยกำลังนั่งทางใน  พิจารณา ว่าด้วยหน้าตาของ ERP แห่งอนาคต  ว่าจะมีหน้าตามีแขนขาอย่างไร

ERP  ย่อมาจาก Enterprise Resources Planning   หรือ  โปรแกรมการวางแผนการจัดการทรัพยากรใองค์กรธุรกิจ  จะเรียกง่าย ๆ ว่าโปรแกรมช่วยในการทำงานของไม่ผิดนัก

ยุคสมัยก่อนที่ยังไม่มีไฟฟ้า  ประปา  หรือ  คอมพิวเตอร์  นั้น  เจ้าของกิจการผู้ทำการค้าขาย  ทำการจัดเก็บข้อมูล  ทำการคำนวณ  ทำการวิเคราะห์อย่างไรนี่น่าคิดอยู่  เลยกลายเป็นว่า  เจ้าของคนไหนหัวดี  ความจำดี  คำนวณเก่ง  แถมปากเก่ง  คิดการ  เอาเปรียบ ทำกำไรได้เก่งก็ร่ำรวยกันไป  เรียกว่า  ช่องว่างระหว่างคนเก่งกับไม่เก่งนั้นกว้างมาก ๆ

เอาละ  พอต่อมามีเครื่องคิดเลข  มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้งาน   ก็เป็นการช่วยให้  เจ้าของกิจการ ที่สมอง ไม่เก่งมากนัก  ก็พออาจจะปรับช่องว่างกับคนหัวดีขึ้นมาได้  ด้วยการอาศัยความสามารถของคอมพิวเตอร์  หรือ  ว่าจ้างคนเก่งมาช่วยทำงานเฉพาะอย่าง  เช่น  งานบัญชี  งานการเงิน  งานการผลิต

ก็ทำให้กิจการที่รู้จักประยุกต์ใช้  หรือหูไวตาไวกับเทคโนโลยี  ก็สามารถปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้

ต่อมาก็เป็นยุคแห่งการมีโปรแกรม  ช่วยงานองค์กรที่มีความสามารถ  Feature หรือลูกเล่นแบบสุดยอดออกมามากขึ้น  ทำงานได้หลายอย่าง  หลายฟังก์ชั่น  หลายหน้าที   โดยมีคนคอยใส่  คอยป้อนข้อมูล  กดปุ่มโน่นนี่ไป   เป็นว่ายุกต์นั้น  และก็หมายถึงยุคนี้ด้วย (2018)  ก็ยังมีคน กับ คอมพิวเตอร์คู่กัน

ผมพักไว้ตรงนี้ก่อน  เรื่อง  คน กับ คอม ทำนาประสาคน  หรือ คนกับคอมฯ ทำนาประสาคอมฯ

กลับไปดูเรื่อง  ที่อยู่ที่ใช้ของ  โปรแกรมพวกนี้

  • ที่เริ่มจากคอมตัวเดียว
  • ต่อมาก็เป็นระบบเครือข่าย  ทำงานในออฟฟิต
  • ต่อมาก็  ไม่ต้องไปออฟฟิตแล้ว  ต่อสายหมุนโมเด็ม  เข้าออฟฟิตก็ได้
  • เท่ห์หน่อย  ก็เป็นการฝากระบบ ERP ไว้บน  Server  ในแบบ  Hosting
  • ด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยี  ทั้งระบบเครือข่าย  ระบบการสื่อสาร  และเครือข่ายมือถือ  ที่มีความเร็วมากขึ้น  จนทำให้ทุกอย่าง  ห่างกันเพียงแค่หยิบมือเดียว
  • บัดนี้  เทคโนโลยีทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ไปไกลมาก  จนระบบ ERP ต้องเคลื่อนย้ายไปสู่อีกระบบใหม่  คือ Cloud  ที่อันที่จริงมันก็คือ Server นะแหละ  แต่เพียงแต่เป็นการจัด Configuration ทั้งด้าน  ฮาร์ดแวร์และด้านซอฟต์แวร์  ทำให้เรียกได้ว่า ระบบ ที่อยู่บน Cloud นั้นมันจะตายยาก  หรือไม่ดับไม่เจ๊งลงได้    ก็กลายเป็นสิ่งใหม่  งานด้าน ซอฟต์แวร์ จึงได้พัฒนาการไปกองอยู่บน Cloud หมดแล้ว

ไอ้แบบนี้แหละ  คือ Saas  หรือ Software as a Service ที่มีบริการให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ในระบบ Cloud กันเลย  อยากจะใช้ก็ใช้เท่าที่อยากใช้  ใช้และจ่ายตามที่ต้องการใช้  เลยเรียกว่า  as a Service  คือ  ตามใจคุณที่อยากจะใช้นะแหละ  ไม่ต้องซื้อซอฟต์แบบเหมาเข่งอีกต่อไป   เขาจะแยกเป็นโมดูล  เป็นส่วน ๆ  ที่มันต่อถึงกันได้ราวๆ กับมีชีวิต  แบบว่า เอ้อ  ซอฟต์แวร์มันต้องฉลาด  แต่คนเขียนมันขึ้นมาต้องฉลาดกว่าอยู่ดี   ด้วยวิธีการแบบนี้  เจ้าของโปรแกรม  หรือคนผลิตโปรแกรม  หากจะแก้ไขปรับปรุงก็แก้ไขอยู่ทีเดียวนั่นแหละ  เรียกว่าสบาย  ไม่ต้องออกท้องที่  วิ่งทั่วไทยเหมือนคนขายซอฟต์แวร์ยุคก่อน  ขายได้แต่กำไรไม่เหลือ  หายไปกับค่ารถค่าน้ำมัน

ผู้ใช้งานไม่ต้องเป็นภาระ  ทั้งด้านการลงทุน  ด้านการจ้างพนักงานดูแล  ไปจนการออกรายงานต่าง ๆ

จากที่เดิมต้องเป็นแบบว่าคนต้องมาคอยออกแรงคิด  ออกแรงทำบ้าง  แต่ต่อไปนี้งานประเภทที่ทำประจำหรืองาน Routine  นั้นกำลังจะถูกโปรแกรมให้มั้นทำเองเสร็จเอง  โดยการเรียนรู้ของเครื่องนี่แหละ 

แหละมันคือ  RPA  หรือ Robotics Process Automation  นี่เองเป็นกระบวนการอัตโนมัติแบบหุ่นยนต์  ที่เรามองไม่เห็นตัวตนของหุ่นยนต์  แต่เป็นผลลัพธ์มาจากเทคโนโลยีการเขียนซอฟต์แวร์    ตรงนี้แหละครับ  คือ  กำเนิดของ Virtual  Office   ที่อะไร ๆ  ก็ Virtual   ตัวผู้คนเอง  ก็จะมีผู้ช่วย  Personnel Assistant ที่มันคือ  แอพฯ บนมือถือ เหมือนสิริ  ใน iphone  Virtul พวกนี้จะถูกเขียนมาให้เรียนรู้  จดจำ  แล้ววันหนึ่งมันก็กลับมาสอนเรา  เตือนเรา  ในเรื่องต่าง ๆ นานา  ที่วัน ๆ หนึ่งเราจะไม่สามารถจนจำเรื่องราวได้ทั้งหมด

เขียนอ้อมไป อ้อมมานานมาก  ขอกลับมา  มาตกผลึกเรื่อง  ที่ว่า  แล้ว ERP มันมีฟังก์ชั่นอะไรกันบ้าง  มีใครผลิตกันบ้าง  มีแนวโน้มจะไปกันทางไหน

ผมขอยกตัวอย่างพอได้เห็นภาพ  โดยอ้างอิงมาจากเวบไซต์    http://www.vridhisoftech.com/remco-erp/  และ https://gbenterprisesystems2014.wordpress.com/2014/11/16/5-erp-vendors-their-products-features-and-market-share/

ที่อาจจะเก่าหน่อย คือ ปี 2014 แต่ก็  ไม่แตกต่างกันมากนัก  จะต่างก็เรื่องของที่อยู่  คุณภาพ  และต้นทุนการหามาใช้งาน

จะเห็นว่า  มีผู้ผลิต ERP ออกกันมาหลายเจ้า รายใหญ่ๆ ทั้งนั้น  ไม่ต้องหาว่ามีชื่อไทย ๆ บ้างหรือไม่   แต่ก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่  รัฐบาลให้ความสำคัญในการร่วมกันผลิต ERP ให้กับ  SME ของไทยได้ใช้งานกัน  โดยเริ่มทดลองกันมาตั้งแต่ปี 2015 ที่มีผู้ใช้งานไม่มากนัก  เพียง 150 ราย (ตอนนี้ 2018 ………. )

ERP แบบ ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  มีความสามารถอะไรบ้างลองดาวน์โหลดเอกสารมาอ่านกันดู  ตามลิงก์นี่ครับ

มาดูในแง่  Feature  ว่า  ในแต่ละ Module มันทำอะไรได้บ้าง   นี่เป็นตัวอย่างของเจ้า  Remco-ERP

ครานี้  มาถึงตอนที่ว่า  หาก  คุณจะยังต้องการมีที่ยืนอยู่ในสนาม ธุรกิจ  และธุรกิจของคุณมันต้องวุ่นวายกับข้อมูล  กับตัวเลข  และซ้ำจต้องให้การบริการลูกค้า  ที่นับวันจะมีตัวเลือกทางเลือกมากมาย   มีตำถามว่า   คุณจะแข่งขันได้อีกต่อไปมั๊ย

มีสองทางเลือก  คือ  ยอมแพ้  กับ  เดินหน้าหามันมาใช้ให้ได้

หากจะต้องหามาใช้  ก็ต้องเริ่มดูรอบด้าน  ทั้งเรื่องฟังก์ชั่น  และหน้าที่ของมัน

ก็กลายเป็นเรื่องทั้งจำเป็นและยากไม่น้อย  ที่ องค์กร  บริษัทเล็ก ๆ จะเอื้อมถึง

จึงเป็นเวลาของ  เรื่อง  ของดี  ราคาเหมาะสม  จะออกโรง

ใครละ  ผู้ให้บริการรายไหนละ  และจะมีคนไทยซักคนมั๊ย จะมีปัญญาสร้างมันขึ้นมา

มันจึงเป็นเรื่องราว  มหากาพย์ที่ใหญ่มาก  

เทคโนโนโลยีอะไร  ที่จะไปถึง AI, RPA เหล่านั้นได้ซื้อเขาเหอะ  เป็นคำยอดฮิต  แต่หากเราผลิตมันได้ละ  เรารู้ว่าจะต้องทำอย่างไร  เรารู้ว่าจะเจออะไร  เรารู้วางจะต้องระดมสรรพกำลังขนาดไหน   การเดินทางไกลจึงเริ่มแล้ว  ที่จะต้องเดินอย่างอดทน  พร้อมเพื่อนร่วมทาง  และปลอดหนี้

ก่อนจบ  มีสไลด์ย่อ ๆ ว่าด้วยปัญหาใน SME  ที่เป็นที่มาของการผลิต ERP ฉบับ  DIP ขึ้นมา

ติดตามบทความดี ๆ กันต่อไปครับ

Samong IOT กับ ArduiNo ESP8266

เรื่องเล่า เสาร์ อาทิตย์

พักนี้ ไปง่วนๆ กับเรื่อง Smart IOT Smart Farm อะไรประมาณนี้ครับ โดยผ่านการสัมมนาเรื่อง Arduino ที่เป็นบอร์ดอิเลกทรอนิกส์ ช่วยให้การเชื่อมต่อ Things หรือ สิ่งของ ที่เขาเรียกกันว่า IOT นั่นหละครับ

เดี่ยวนี้วงการ IOT ล้ำหน้าไปเยอะทีเดียว สำหรับท่านที่ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้ หรือ ติดตามแต่ก็ไม่ได้เจาะลึก ก็อาจจะรู้สึกว่าบ้านเราไปไม่ถึงไหน แต่ผมว่าอย่าได้ประมาทเชียว ท่านใด ผู้ปกครอง ท่านไหน หากให้การส่งเสริมบุตรหลานของท่านให้ศึกษาเรื่องนี้ ผมว่าเป็นงานอาชีพที่ดีเลยทีเดียวครับ

ในห้องสัมมนานี้ ประกอบด้วย ผู้เข้าเรียนในวัย 40 อัพเกือยทั้งนั้นเลยครับ เป็นการสะท้อนอะไรบางอย่างครับ มีทั้งท่านในวงการอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณครูวิทยาศาสตร์ และแม้แต่ คุณพี่ตำรวจก็มาเรียนด้วย

การส่งเสริมของภาครัฐก็ไม่เลวเลย โครงการ NetPIE ได้ช่วยให้ ผู้สนใจเรื่อง IOT ได้มีที่ประลองความรู้ สามารถทำการทดลองเชื่อมต่อ อุปกรณ์เข้ากับ Server และทำการสั่งการควบคุมอุปกรณ์ได้ จากทางไกล เรียกว่า ควบคุมโรงงานขนาดย่อม ๆ ที่ไม่ซับซ้อนได้เลย และหากจะให้มันซับซ้อนขึ้นก็ต้องเขียนโปรแกรมกันเองละครับ

ในโอกาสนี้ผมได้เรียนเชิญ คณาจารย์ เพื่อนฝูงที่มีความชำนาญ มาร่วมงานสอนในฐานะ อาจารย์พิเศษด้วย โดยจะเปิดทำการสอน Arduino รอบปฐมฤกษ์ น่าจะต้นเดือน พฤษภาคม นะครับ ท่านใดสนใจ อยากจะส่งบุตรหลานมาเรียนก็เชิญกันได้ครับ รายละเอียด ค่าใช้จ่าย และอุปกรณ์ที่จะแนกมีอะไรบ้างมาว่ากันอีกที

ผมเก็บภาพมาให้ชมแต่พองามกันลืม

ว่าแล้วงานนี้  ก็เอาชื่อ Samong is the Digital Brain ขึ้นจอ OLED กันเลย    และงานนี้เช่นกัน  ก็เอาความรู้  ประสบการณ์ด้าน GPS  ไปแบ่งปันกับเพื่อน ๆ ในห้องสัมมนา  จริง ๆ จะเอาไปขายนะ  แต่ขายไม่ออก (ฮา)

 

 

 

 

สำหรับโครงการต่อไปของ  สมอง (ไทยแลนด์)   ในด้าน  IOT  คือ  การประยุกต์ใช้ประโยชน์ของ  IOT  โดยเบื้องต้นจะเป็นการต่อยอดจากระบบเดิม ๆ ที่  NETPIE ได้ให้บริการด้าน Server แล้ว   ทีมงานของเราก็จะทำการพัฒนางานการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่จัดเก็บไว้บน  Server  เพื่อให้เห็นว่า iSTEE & Samong Frame work  จะเพิ่งพลังให้  Smart IOT ได้แค่ไหน  โปรดติดตาม  ในโครงการ Samong.NETPIE  

ขอบพระคุณที่ติดตามครับ