Monthly Archives: ตุลาคม 2018

“เลิกทาสไอที สงครามครั้งสุดท้าย”

หลาย ๆ บทความที่ผ่านมา  ที่เราพาท่านเริ่มต้นและจบลงเหมือนจะกลั้นหายใจแล้วกระโดดหน้าผาดิ่งพสุธาอะไรประมาณนั้น  แต่แล้วก็ต้องตื่นจากฝันขยี้ตาเบา ๆ  เอ๊ะนี่ฝันไป  และดูๆ เหมือนจะไปไม่ถึงสวรรค์ซักกะที

มีผู้ติดตามอ่านบางท่านติชมเราแรงส์ๆ  ว่า  ทำไมมันเยิ่นเย้อ  ไม่ไคลแม็กซ์  ซะที  ฝันลมๆ แล้ง ๆ ตลอด จะลงทุนด้วยก็ไม่กล้า

ใช่ครับ  เราไม่รีบร้อนเรื่องเงิน  และเพราะความจริงที่พวกเราได้ค่อย ๆ ถ่ายทอดออกมานั้น  เพราะมันไม่ใช่ฝันที่เราจะเดินทางไปสู่ฝั่งได้ในพริบตา

เพราะ  ในชีวิตจริง  ธุรกิจจริง ๆ  ไม่มีความสำเร็จใด ๆ ที่จะได้มาโดยบังเอิญเลย  ล้วนต้องเจ็บปวด  ต้องอาศัยปัจจัย  ความพยาบามและความพร้อมต่าง ๆ มากมาย

แม้นสถาปนิกเก่ง ๆ ยังต้องใช้เวลา  ต้องการบรรยากาศในการบิวท์อารมณ์ ก่อนจะสร้างผลงานดีๆ ออกมา  และยังต้องใช้เวลาอีกพอควรแม้นว่าจะตกผลึกความคิดไอเดียปิ๊ง ๆ เพื่อประดิษฐ์งานชิ้นเอกได้แล้ว

“5G”  คือ  จุดเริ่มต้นของยุคดิจิทัลใหม่อย่างสมบูรณ์ที่สุด  กล่าวคือ  ความเร็วและประสิทธิภาพ  จะช่วยให้งานใหญ่ๆ ยาก ๆ  บรรจุและติดตั้งปฏิบัติการได้สำเร็จในเครื่องอิเลกทรอนิกส์เล็ก ๆ  และจะเป็นสิ่งเสริมให้งานแอพพลิเคชั่นในระดับแพลตฟอร์มเกิดขึ้นได้อย่างมีความเชื่อมั่น  เติบโตรวดเร็วและปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งาน

งานของสมองไทยแลนด์  ได้ก้าวเดินมายาวนาน  มีร่องรอย  มีการออกแบบ  สร้างสิ่งแวดล้อม  ปัจจัยที่จำเป็นไว้ก่อนอย่างพร้อมสรรพ  ผมยกตัวอย่างเช่นว่า ในการสร้างแพลตฟอร์ม 1 ระบบ จำเป็นจะต้องมีพื้นที่สำหรับเฟสการเดินเรื่องต่าง ๆ กัน เช่น

  • การเตรียมพื้นที่ออนไลน์เวบไซต์ทำงานสำหรับโปรแกรมเมอร์ที่จะเป็นคู่มือการผลิต (ที่จะต้องรองรับนักพัฒนาจำนวนมาก  มาทำงานต่อเนื่องการรุ่นต่อรุ่น เป็นเวอร์ชั่น  ที่ยากที่ใครจะจดจำไว้ในสมอง  และนี่คือมาตรฐานการทำงาน)
  • เราเตรียมเวบไซต์คู่มือออนไลน์สำหรับผู้ใช้งานเหมือนแพลตฟอร์มระดับโลกทั้งสอง  และจะเป็นทางเข้าสำหรับเวบแอพพลิเคชั่น
  • และเราเตรียมเวบไซต์ออนไลน์สำหรับผู้ดูแลแพลตฟอร์ม  ซึ่งหมายถึง  ลูกค้า องค์กร  ที่จะมาบริหารธุรกิจบนแพลตฟอร์มที่ร้องขอให้พัฒนาต่อยอดในอนาคต

ในด้านเทคนิคการพัฒนาแพลตฟอร์ม  เรามุ่งเน้นไปที่การออกแบบโครงสร้างและโมเดลทางธุรกิจมากกว่าการลงมือพัฒนาโค้ด  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรามีโซลูชั่นเรื่องโค้ดอย่างชัดเจน  และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นการจะสร้างความมั่นใจและเตรียมความพร้อมให้กับลูกค้าระดับเจ้าของแพลตฟอร์ม (Platform Operator) ที่จะต้องบริหารธุรกิจเชิงปฏิบัติการหรือ Operation Management   ได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกันกับซอฟต์แวร์  และประสพความสำเร็จอย่างแท้จริง

การออกแบบแพลตฟอร์ม  จึงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการออกแบบสถาปัตยกรรมโครงสร้างฐานข้อมูลหลายระดับ  ทั้งความลึก  ความกว้าง  ที่มีความเป็น Microservices และรองรับ  Blockchain  พร้อมการเข้าออกประตูระบบด้วย API  อีกชั้นหนึ่ง

เหล่านี้คือ  สิ่งที่ผู้ให้บริการพัฒนาระบบทั่วไปไม่ได้คิดไปถึง   เพราะระบบเหล่านั้นเป็นเพียงระบบขนาดเล็ก  ไม่มีบูรณาการกับระบบอื่น ๆ  หรือจะเรียกว่าระบบไม่มีการเจริญเติบโต หรือจะเรียกว่า  “ไม้ล้มลุก”  ก็ได้

หลาย ๆ StartUp ที่ไปต่อไม่ได้  เพราะไม่มี Dev หรือหมดตัวกับการเริ่มต้น Dev-Ops  หรือ  Scale ไม่ได้  หรือหาคนร่วมลงทุนจริง ๆ ไม่ได้  เพราะโมเดลธุรกิจมันไม่ใช่ตั้งแต่ต้น

หลาย ๆ StartUp ที่ฟังดูดี  แต่เหมือนจะมีการระดมทุนอยู่บ่อย ๆ  ประมาณว่าทำเพื่อขาย  หรือไม่ก็มีผลประกอบการที่ไม่สวยงาม  ผมว่าคนจะลงทุนซื้อเขาก็ไม่โง่นะ   จึงเข้าทำนองว่าทำได้แค่แหกตาชาวบ้าน  ปลุกกระแส StartUp ให้แตกตื่น  จบลงตรงที่  ใครมาทางไหนก็กลับไปทางนั้นแถมหมดตูดอีกตะหาก

ดูเหมือนจะมืดมน  หมดหนทางจริง ๆ  ที่จะให้  Tech StartUp ของไทยเดินไปได้

Tech StartUp ของไทยจึงยังต้องเป็นลูกมือ  เป็น “ทาสไอที”  “ทาสเครื่องมือ”  “ทาส  ดิจิทัล”  ไปอีกยาวนาน

บทความนี้ผมเขียนขึ้นเนื่องในโอกาส  วันสำคัญ  วันปิยะมหาราช   พระมหากษัตริย์  ผู้ทรงบุกเบิกและพัฒนาระบบสื่อสาร  คมนาคม  เทคโนโลยีต่าง ๆ ของไทย  และทรงเป็นผู้ประกาศปลดเปลื้อง ระบบทาสไว้ในสมัยของพระองค์

วันนี้  “เราจะเลิกเป็นทาสไอทีกันอย่างไร”   หรืออย่างน้อย  เราจะแข่งขันกับชาวโลกได้อย่างไร

ทาสไอทีฟังดูเป็น “วาทะกรรมดิจิทัล”  อีกแล้ว   ผมคิดออกเมื่อวันวานนี้นี่เอง  แต่จะแก้ออกอย่างไรนี่ซิท้าทายกว่า

แต่ผมกล้าพูดว่า  อย่างน้อยเราจะทำให้คนไทย และชาวโลกได้เห็นว่า  เรามี  “สติตื่นรู้   สติดิจิทัล”  แล้ว  และสร้างบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญมาก ๆ  ผมมีภาพสวยๆ จาก Internet  มาแชร์  เขาว่าด้วยรูปแบบของ  Blockchain  ที่นำมาใช้กับการ  Tracking สินทรัพย์  ในแวดวง  Fintech

และอีกภาพคือ  สถาปัตยกรรม  การออกแบบโครงสร้างงาน  และฐานข้อมูลทั้งทางกว้างและทางลึก  และความเหมือนที่เข้ากันได้ (Applicability)  กับเรื่อง  Blockchain

ลองพิจารณาดูนะครับว่า  ในทุก ๆ ระบบงาน  มีสิ่งที่เหมือนกันอย่างไร  และมีสิ่งที่ต่างกันอย่างไร

หรืออาจจะลองคิดดูว่า  ร้านค้าธุรกิจต่าง ๆ ที่แตกต่างกันที่หน้าร้าน  แต่ระบบจัดการภายในเหมือนกันอย่างไร

นี่แหละครับตัวอย่างสถาปัตยกรรมแพลตฟอร์ม   ที่พร้อมจะ “แปลงกายสยายปีก”  โดยมีคุณสมบัติพันธุกรรมเดียวกัน  พร้อมเติบโตและแข็งแรงปลอดภัย

…..  ดูเหมือนบทความนี้จะจบลงแค่การขายฝันอีกครั้ง

ปล่าวเลยครับ  นี่เป็นการแง้ม  การปล่อยข่าว  การประกาศตัวสงครามไอทีครั้งสุดท้ายต่างหาก  ที่จะต้องไม่ผิดพลาด  แต่จะเดินหน้าสำเร็จเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้คนจริง ๆ พร้อมๆ ไปกับการสร้างงานนับแสนนับล้านตำแหน่ง  และอาจจะเป็นการประกาศเลิกทาสไอทีกันเลยทีเดียว  เหลือจากนั้นก็เป็นความสมัครใจของผู้คนเอง  ว่าจะเป็นอยู่อย่างนี้สืบไป  หรือจะปลดเปลื้องพันธนาการ  แล้วเดินหน้าด้วยจินตนาการที่เสริมพลังด้วย  Samong Platform  & iSTEE Framework

นับถอยหลังหลักเดือนเท่านั้น  กับ ปรากฏการณ์   “เลิกทาสไอที  สงครามครั้งสุดท้าย”

โอกาสการร่วมเดินทางมีได้หลากหลาย  ทั้งการเป็นนักพัฒนาร่วมฯ   นักลงทุน  ผู้ถือหุ้น  และเจ้าของแพลตฟอร์มที่ออกแบบเติมสีตีเส้นตามใจของท่าน  

กดไลก์  กดเพจ  กดแชร์  รอๆ กันได้เลยครับ

เจอกันในบทความหน้านะครับ  ขอบคุณครับ

สติดิจิทัล (Mindfulness Digital Technology)

ในโลกใบเดิม  … ที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลได้พัฒนารวดเร็วแซงหน้าการหมุนของโลก  จนแทบจะหลุดพ้นไปสู่อีกจักรวาลแบบไม่มีวันหวนกลับ  มนุษย์ยังคงเป็นสัตว์โลกสายพันธุ์เดิมเพียงสายพันธุ์เดียว  ที่สร้างนวัตกรรมป่วนโลกได้มากที่สุด   แต่มีมนุษย์เพียงไม่กี่ชนชาติที่เป็นผู้นำเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างแท้จริง

ความเร็วของเทคโนโลยีการสื่อสาร (Speed of Communication)  ความล้ำของเทคโนโลยีการคิดคำนวณ (Computing & Processing Technology)  และขนาดของอุปกรณ์โปรเซสเซอร์ที่เล็กลงตรงกันข้ามกับความสามารถที่เพิ่มขึ้น  ช่องว่างของระดับชั้นเทคโนโลยีของชนชาติชั้นนำกับชนชาติผู้ตามที่เปิดกว้างและจะค่อยๆ ถ่างมากขึ้นจน  “ผู้นำมองไม่เห็นผู้ตาม”  จนผู้ตาม “หลงตน” นึกว่าเดินนำหน้าอยู่อย่างลำพัง  พร้อมกับการประกาศ  ประเทศ…. นี้ มีพละกำลังมากพอที่จะเดินไปสู่ 4.0  

ผมหมายถึง   ประเทศของเราก็อินเทรนด์ไม่น้อยที่จะพูดจาภาษาโลก  แต่ในกะโหลกของชนชั้นนำในชาติกลับไม่มีอะไร  มีแต่เชื้อร้ายที่ยังไม่มีตัวยารักษา

“วาทะกรรมดิจิทัล”  เช่น  บล็อกเชน (Blockchain)  ระบบอัจฉริยะ “ปัญญาประดิษฐ์” Artificial Intelligence (AI)  ที่พูดกันมาก  ได้ยินกันบ่อยและอีกนาม  Robotic Process Automation  หรือ RPA ที่คำนี้ถูกพูดถึงกันเพียงในวงแคบๆ เท่านั้น

รวมไปถึง  Enterprise Architecture  Machine learning, Deep learning Digital Transformation  และ  Digital Government  ที่เป็นอีก  “กระบวนวาทะกรรมดิจิทัล”  เป็นคำศัพท์ให้นักวิชาการได้ท่องจำ  แต่กลับยังไม่มีปรากฏการณ์ที่เป็นรูปเป็นร่างมากนักใน “ประเทศผู้นำส่วนหลัง” แห่งนี้  แต่ก็ใช้เป็น “คำ” ทำมาหากิน  ใช้จัดสรรงบประมาณกันอย่างสนุกมือ

อะไรที่กำลังจะมาพลิกผัน  และล้มล้างการดำรงชีวิตและวิธีการทำงาน  การบริหารงานแบบเดิม ๆ และจะมีผลอย่างไร ? 

ดิจิทัล  เงินดิจิทัล (Crypto currency)  บล็อกเชน (Blockchain)  Artificial Intelligence (AI)  การเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง (Internet of Things : IOT)  ทั้งหมดทั้งหลาย  ผสมรวมกันเป็นเนื้อเดียว  วนรอบซ้ำๆ ในการพัฒนาและใช้งาน (Dev-Ops Process)  จนแยกแยะก่อนหลังไม่ได้  จนกลายเป็นนวัตกรรมชิ้นใหม่  “AI ซ้อน AI”  ที่ยากจะจินตนาการถึงเทคโนโลยีเบื้องหลัง  และยากที่จะยับยั้งไม่ให้มันเกิดขึ้น

 

 

แต่ทราบหรือไม่ว่า ในขณะที่ท่านกำลังเลื่อนหน้า News Feed ในเฟสบุค  หรือแอพพลิเคชั่นในโซเชียลต่าง ๆ นั้น   มี  AI บางตัวกำลังทำงานอยู่ตรงหน้าท่าน   

การเมือง  การทหารได้ล้ำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผู้เล่น  AI  

 

 

 

 

RPA  คือ Robot ที่มองไม่เห็นตัว  แต่มันคือ  “Digital Processing Robot”  ที่จะแปลงกระบวนการการทำงานที่เกิดซ้ำๆ  ในทุกๆ กระบวนธุรกิจให้เป็นงานที่สำเร็จ  ปิดงานจบได้โดยอัตโมมัติ  เช่น  กระบวนการทำงานของธนาคารที่เคยใช้พนักงานจำนวนมาก    กลับเป็นการใช้พนักงานน้อยลงในขณะที่ขนาดของธุรกรรมการเงินกลับโตขึ้นอย่างมหาศาล  และดำเนินการจบกระบวนการได้อย่างรวดเร็ว  เช่น  การอนมุติสินเชื่อ  ที่ดำเนินการอัตโนมัติ   เพราะระบบมีชุดข้อมูลของลูกค้าอย่างมากเพียงพอแล้ว  ระบบทำงานด้วยซอฟต์แวร์  และโปรแกรมการเรียนรู้การทำงานของคน  จนมันสามารถทำงานนั้น ๆ ได้

การวิเคราะห์  การตัดสินใจ  เดิมที่เป็นการแข่งขันระหว่าง “คน”  ความเชี่ยวชาญ  ความฉลาด  มุมมอง  ของนักธุรกิจ  นักลงทุน  เช่น  การซื้อขายหุ้น  ไม่ผิดที่ในวันนี้จะพูดว่า  นักเลงหุ้นตัวน้อย ๆ กำลังคำนวณโอกาสการทำเงินแข่งกับซอฟต์แวรฺอัจฉริยะของนักเลงหุ้นขาใหญ่   แปลว่า  แมงเม่าจะทยอยตายตามกันไป  การทำเงินจากการเก็งกำไรจะยากขึ้น  การสร้างรายได้จากการเคลื่อนย้ายการส่งมอบบริการจริง ๆ  จะมีความยั่งยืนและแน่นอนกว่า  และแน่นอนการแข่งขันจะทำให้มันยากขึ้น

การแข่งขันของทุนธนาคาร  ที่หันมาแตกไลน์ธุรกิจใหม่  การสร้างทีมเทคโนโลยีของตนเอง  หรือการเกิด Corporate Veture Capaital (CVC)  เพื่อสนับสนุนการสร้างเทคโนโลยีเพื่อนำองค์กรหนีไปสู่ที่ยืน  หรือสนามแข่งแห่งใหม่   คือ  การเกิด “สติ” ของทุนเหล่านั้น  เพื่อต่อลมหายใจ

ไม่ห่างไกลจากความจริงมากนักหากจะกล่าวอีกว่า  “ผืนดินบนโลกใบนี้แม้นจะกว้างใหญ่เพียงพอ  แต่แทบจะไม่มีที่ยืนสำหรับชนชาติที่ล้าหลังทางความคิด”

การไม่ฉลาดคิด  การไม่คิดนอกกรอบ  การไม่ส่งเสริม  การไม่ลงมือทำอย่างจริงจัง  คือ การยืนยันและยอมรับความพ่ายแพ้ของชนชาติโดยปริยาย  ที่รายได้  เศรษฐกิจ  และความเป็นอยู่ของประชาในชาติจะถดถอย  ที่จะใช้ที่ยืนเป็นหลุมฝังศพแบบตายทั้งเป็น

ในบรรยากาศของความปั่นป่วนของดิจิทัล (Digital Disruption) เช่นนี้  เราจึงอยากจะขอปลุก  ปลุกสำนึก  ปลุกสติ  “สติดิจิทัล”  ของประเทศนี้  แต่มันคืออะไร ?

  • สติดิจิทัล  ความหมายแรก  คือ  สำนึก  หรือตื่นรู้ในทิศทางของเทคโนโลยีปัจจุบันและอนาคต  เพื่อเดินไปในทิศที่ถูกต้อง
    • สำหรับนักพัฒนา  หมายถึง  การเกิดสำนึกตื่นรู้ว่า  ทิศทางที่ถูกต้องที่ควรจะเดินไปอย่างปลอดภัยและประสพความสำเร็จคืออะไร  หมายถึง  การเลือกที่จะศึกษาเจาะลึกสร้างเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับอนาคต
    • สำหรับผู้บริหารประเทศ  หมายถึง  การเกิดสำนึกตื่นรู้ว่า  จะให้การสนับสนุนการพัฒนา  จะสร้างสิ่งแวดล้อมทางนวัตกรรม (Ecosystem) อย่างไร  และยังหมายความไปถึง  “ยุทธศาสตร์ข้ามชาติ”  มากกว่า  “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี”   
  • สติดิจิทัล  ในความหมายที่สอง  คือ  วัตถุประสงค์แห่งงานนวัตกรรม  เทคโนโลยี  ที่ผู้สร้างได้ถ่ายทอดลงในผลงาน  เช่น  นักสร้างเกมส์  สร้างความสนุกตื่นเต้นและจินตนาการลงในเกมส์   นักสร้างแอพบริการ  สร้างความสะดวกในการใช้บริการ   นักสร้างระบบชำระเงิน  หวังสร้างความสะดวกในการชำระเงินแลกกับรายได้ในรูปแบบต่าง ๆ  แต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถมองหาแอพพลิเคชั่นที่สร้างความสำนึก  ความตื่นรู้  สร้างการวางแผนในการมีชีวิต  สร้างนิสัยการออม  สร้างแนวคิดการก้าวเดินอย่างมั่นคงและปลอดหนี้

และน่าเสียดายที่เราจะไม่สามารถมองเห็นแอพพลิเคชั่นหรือ  แพลตฟอร์ม  ที่มีการเชื่อมโยง  ที่มีพัฒนาการยั่งยืน

และน่าเสียดายที่เราจะไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ถ่ายทอดออกมาจากสมองคนไทย  ที่สนับสนุนโดยรัฐบาลไทย

 

 

 

 

 

  • สติดิจิทัล  ในความหมายที่สาม  คือ  แอพพลิเคชั่นแพลตฟอร์ม (Application Platform) หรือ  แอพพลิเคชั่นที่เชื่อมโยงหลากหลายแพลตฟอร์ม (Multiple Platform Application)  ที่มีระบบเครือข่ายเส้นประสาท (Neural  Network System)  มีระบบเฝ้าติดตามและควบคุม (Monitoring & Control System)  คือ  ระบบแอพพลิเคชั่นอัจฉริยะ  ที่ทำงาน 24 ชั่วโมง  ปกป้องความเป็นส่วนตัว  ปกป้ององค์กร  ช่วยบริหารงานองค์กร   และมีฟังก์ชั่นหลากหลายแตกหน่อไปตามเจตนาของนักพัฒนา  ที่ทำงานอยู่บนแนวความคิดที่ถูกต้อง และพร้อมขยายสายพันธุ์ความล้ำเลิศ  พัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรม  เพื่อไล่ปิดช่องว่างทางเทคโนโลยี  และไม่เป็นผู้ตามอยู่เพียงลำพัง

การมีสติดิจิทัล  จึงมีความสำคัญ  ที่จะต้องรู้ทัน  รู้ลึก  และรู้ไปไกลในวันข้างหน้า   เพื่อการสร้างความอยู่รอด  ความมั่นคง  ปลอดภัย  ไม่ต่างไปจากการที่คนต้องมีสติสัมปชัญญะ

สมองไทยแลนด์   ในบทบาทผู้นำแห่ง  “สติดิจิทัล”  ในทุกๆ ความหมายและพร้อมนำเสนอ  “Samong.AI”  คือ  “Mindfullness Digital technology” หรือ  กระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างมีสติ  ที่จุดหมายมีนักรบ  มีระบบอัจฉริยะรองรับการพัฒนางาน  และสุดยอดที่สุดที่จะยืนยันความมหัศจรรย์เหล่านั้นคือ  เรามีสติ  เรามีเครื่องมือที่ดีพอจะสร้างดิจิทัลแห่งอนาคตขึ้นมา  และพร้อมที่จะเดินไปด้วยกันกับเครือข่าย  กับการให้บริการแพลตฟอร์มอย่างกว้างขวาง

3 หมื่นล้าน ผ่าทางตัน ไปไม่สุด ขุดไม่เจอ !

ฟันธง !!

ฟันธงได้เลยครับว่า  ความพยายามในการถมทะเลแดงเดือดแวดวงไอที  โดย  “รัฐบาล Start Up”   ที่กล้าหาญประกาศไทยแลนด์ 4.0  จะกลายเป็นเพียงการละลายน้ำพริกครกใหญ่ใบเบ้อเร่อลงทะเลดิจิตัล  ที่กว้างใหญ่กว่าแม่น้ำหลายๆ สายหลายเท่ามากนัก

เป็นความพยายามในการผลักดันเม็ดเงิน มหาศาล  หลายครั้งหลายครา  เพื่อลงไปสู่กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่  กลุ่มคนไอทีและรวมไปถึง SME ในหลายสาขา  ผ่านการอนุมัติวงเงินกู้ช่องทางของแบงก์พานิชย์  และแบงก์เฉพาะกิจเครื่องมือของรัฐ   แต่ผลลัพธ์  กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า   เงินตกใต้โต๊ะ  เพราะไม่สามารถสร้างหน่อนักธุรกิจ ดิจิตัล ไอที  Fintech , Ed Tech, Med Tech, health Tech ให้เดินหน้าได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย  เพราะในความเป็นจริงคือ  แบงก์แทบทุกแบงก์ไม่กล้าปล่อยเงินกู้ทำนองนี้  เพราะด้านหนึ่งก็กลัวเรื่อง NPL  ที่คนลงชื่ออนุมัติฯ  จะพาลติดคุก  (ดังคำอ้างของแบงเกอร์หลายราย)  แต่ก็ขอขอบคุณที่แบงก์ได้ปล่อยเงินกู้เล็ก ๆ น้อยให้กับ SME รถเข็น  รายย่อยๆ  จำนวนหนึ่ง  ได้ต่อยอดต่อลมหายใจไปตายเอาดาบหน้า

เพราะแบงก์เหล่านี้ยังติดอยู่กับภาพเดิม ๆ ไม่เข้าใจ  ความสำคัญเรื่องนวัตกรรมแม่แต่น้อย   คุณต้องมีของ  ต้องมีหลักทรัพย์   แล้วสตาร์ทอัพที่ไหนจะมี

การฟูมฟัก  Startup ในค่ายตัวเอง ของหลายแบงก์ช่างเป็นการกระทำที่สกปรก  น่าละอาย เป็นอย่างยิ่ง   เวที StartUp เหล่านั้นไม่ต่างกับการประกวดนางสาวไทย  เพื่อดูดดูทรวดทรง  ดูดความคิด  หลอกหลอน  Start Up  ให้ได้หลงไปกับการออกงาน  ออกบูธ  งานแล้วงานเล่า  จนหมดเงินหมดทอง  หมดแรงกันทุกก๊วนทุกเหล่า

จบลงด้วยการที่ทุนเหล่านั้นเปิดตัวทีมธุรกิจไฮเทคของตนเอง  ทิ้งไว้เพียง Start Up หลงโรง  ตกเวทีเหี่ยวตาย

สตาร์ทอัพเอง  ก็เป็นฝัน  ไม่มีของ  ไม่มีเทคโนโลยี  ขี่กระแส  ไร้สติ

มหาลัยหลายค่ายก็ไม่ต่างกัน  เหล่าคณาจารย์ที่ยังยึดติดกับการทำผลงานและการแก่งแย่งยศตำแหน่ง ชื่อเสียง  เพียงสมัยละไม่กี่ปี   ยินดีทำลายพันธมิตรได้ในทุกโอกาส  งานวิจัยน้ำจิ้ม  การปั้นโครงการเพื่อดูดเงินเข้ามหาลัย  ปั้นขยะลงถัง  ที่ลงท้ายด้วยความว่างเปล่า  เป็นมาอย่างนี้และจะมีสืบต่อไป

แต่ยังดี  ที่มีองค์กรใหญ่ ๆ ไม่น้อยที่มองเห็นทางรอด  ที่จะนำเรือฝ่าคลื่นด้วยการพัฒนาคนในองค์กรและเดินหน้าอย่างเต็มที่  (อยากให้รัฐบาล มองโมเดลนี้ไว้ดี ๆ)

อีก  3 หมื่นล้าน  ชะตากรรมที่ไม่ต่างกัน  แค่ต่างคนพูด  ไปไม่สุด  ขุดไม่เจอ  ประกาศตอนนี้ตีกะลาล่อหมาล่อแมว   อีก  6 เดือนจะเลือกตั้ง  ขาดคนคุมบังเหียน  ม้าก็หลงป่า  การหว่านเงินภาษีรอบนี้ก็จะล้มเหลวอีกเช่นเคย

“เครื่องจักรซอมบี้”   หรือ  Start Up ที่ไร้พลัง  ไร้การสนับสนุนอย่างจริงจัง  ก็จะเต็มบ้านเต็มเมือง

การคิดสร้างโมเดลไทยแลนด์ 4.0   ไม่ต่างจากการคิด โมเดลธุรกิจ   คิดผิด  ทำผิด  มักง่าย   แจกเงินพอเป็นพิธึการ  แล้วก็ล้มหายตายจาก  ขาดความยั่งยืน  ไม่ได้คิดเรื่องรากฐานที่จะสามารถสร้างความยั่งยืนได้

ภูเขาน้ำแข็งไทยแลนด์  4.0  ยังมีเรื่องที่จมอยู่ใต้น้ำมากมายนัก

ไทยแลนด์  4.0  ยังต้องใช้เวลาอีกยาวนาน  ต้องผ่านการสูญเสีย  ผ่านบทเรียน  รัฐบาลต้องข้ามศพ Start Up ไปอีกจำนวนมาก

รัฐฐาลต้องมีสติ  นั่งลงแล้วคิด   สร้างพลัง  สร้างการทำงานร่วมกัน  ตั้งคำถาม  ตั้งโจทย์นวัตกรรมให้ชัดเจน  ต้องเป็นคำถามที่จะสร้างผลกระทบให้ใหญ่หลวง  สร้างแรงเหวี่ยงให้มากมายกว่าพายุหลาย ๆ ลูกรวมกัน  วันนั้น  คือจุดก่อตัวพายุไทยแลนด์  4.0 อย่างแท้จริง

Start Up ต้องคิด  ว่ามันไม่ง่ายอย่างนั้น  อย่างไรจะยั่งยืน

“สังคมตั้งแต่รากหญ้า  สูงขึ้นไปจนจดฝ้าเพดานทำเนียบฯ  ย่อมต้องมีความสัมพันธ์  พึ่งพาและเชื่อมโยง  ทำงานผ่านหลายแพลตฟอร์ม  แพลตฟอร์มที่จะต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติ  มีสายพันธ์กรรม  มีการพัฒนา”

“แพลตฟอร์มมาตรฐาน   ความคิดที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น  การพึ่งพาตนเอง  ปลอดหนี้  ทีมนักพัฒนาวิจัยภายในองค์กรที่แข็งแรง  มีจิตใจมุ่งมั่น   สร้างงานเพื่อองค์กร  เพื่อ  Digital  Transform  องค์กร”  คือ  สัญญาณเตือน  และคำแนะนำจากเรา

 

เราจะเดินให้สุด  ฉุดเครือข่ายนักพัฒนา  สร้างรายได้ที่มั่นคง  สร้างงานที่เข้มแข็ง  สร้างแพลตฟอร์มสังคมใหม่  คนไทยได้ประโยชน์

วันนั้นรัฐบาลจะตื่นรู้

ด้วยจิตคารวะ