Author archives:

“เลิกทาสไอที สงครามครั้งสุดท้าย”

หลาย ๆ บทความที่ผ่านมา  ที่เราพาท่านเริ่มต้นและจบลงเหมือนจะกลั้นหายใจแล้วกระโดดหน้าผาดิ่งพสุธาอะไรประมาณนั้น  แต่แล้วก็ต้องตื่นจากฝันขยี้ตาเบา ๆ  เอ๊ะนี่ฝันไป  และดูๆ เหมือนจะไปไม่ถึงสวรรค์ซักกะที

มีผู้ติดตามอ่านบางท่านติชมเราแรงส์ๆ  ว่า  ทำไมมันเยิ่นเย้อ  ไม่ไคลแม็กซ์  ซะที  ฝันลมๆ แล้ง ๆ ตลอด จะลงทุนด้วยก็ไม่กล้า

ใช่ครับ  เราไม่รีบร้อนเรื่องเงิน  และเพราะความจริงที่พวกเราได้ค่อย ๆ ถ่ายทอดออกมานั้น  เพราะมันไม่ใช่ฝันที่เราจะเดินทางไปสู่ฝั่งได้ในพริบตา

เพราะ  ในชีวิตจริง  ธุรกิจจริง ๆ  ไม่มีความสำเร็จใด ๆ ที่จะได้มาโดยบังเอิญเลย  ล้วนต้องเจ็บปวด  ต้องอาศัยปัจจัย  ความพยาบามและความพร้อมต่าง ๆ มากมาย

แม้นสถาปนิกเก่ง ๆ ยังต้องใช้เวลา  ต้องการบรรยากาศในการบิวท์อารมณ์ ก่อนจะสร้างผลงานดีๆ ออกมา  และยังต้องใช้เวลาอีกพอควรแม้นว่าจะตกผลึกความคิดไอเดียปิ๊ง ๆ เพื่อประดิษฐ์งานชิ้นเอกได้แล้ว

“5G”  คือ  จุดเริ่มต้นของยุคดิจิทัลใหม่อย่างสมบูรณ์ที่สุด  กล่าวคือ  ความเร็วและประสิทธิภาพ  จะช่วยให้งานใหญ่ๆ ยาก ๆ  บรรจุและติดตั้งปฏิบัติการได้สำเร็จในเครื่องอิเลกทรอนิกส์เล็ก ๆ  และจะเป็นสิ่งเสริมให้งานแอพพลิเคชั่นในระดับแพลตฟอร์มเกิดขึ้นได้อย่างมีความเชื่อมั่น  เติบโตรวดเร็วและปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งาน

งานของสมองไทยแลนด์  ได้ก้าวเดินมายาวนาน  มีร่องรอย  มีการออกแบบ  สร้างสิ่งแวดล้อม  ปัจจัยที่จำเป็นไว้ก่อนอย่างพร้อมสรรพ  ผมยกตัวอย่างเช่นว่า ในการสร้างแพลตฟอร์ม 1 ระบบ จำเป็นจะต้องมีพื้นที่สำหรับเฟสการเดินเรื่องต่าง ๆ กัน เช่น

  • การเตรียมพื้นที่ออนไลน์เวบไซต์ทำงานสำหรับโปรแกรมเมอร์ที่จะเป็นคู่มือการผลิต (ที่จะต้องรองรับนักพัฒนาจำนวนมาก  มาทำงานต่อเนื่องการรุ่นต่อรุ่น เป็นเวอร์ชั่น  ที่ยากที่ใครจะจดจำไว้ในสมอง  และนี่คือมาตรฐานการทำงาน)
  • เราเตรียมเวบไซต์คู่มือออนไลน์สำหรับผู้ใช้งานเหมือนแพลตฟอร์มระดับโลกทั้งสอง  และจะเป็นทางเข้าสำหรับเวบแอพพลิเคชั่น
  • และเราเตรียมเวบไซต์ออนไลน์สำหรับผู้ดูแลแพลตฟอร์ม  ซึ่งหมายถึง  ลูกค้า องค์กร  ที่จะมาบริหารธุรกิจบนแพลตฟอร์มที่ร้องขอให้พัฒนาต่อยอดในอนาคต

ในด้านเทคนิคการพัฒนาแพลตฟอร์ม  เรามุ่งเน้นไปที่การออกแบบโครงสร้างและโมเดลทางธุรกิจมากกว่าการลงมือพัฒนาโค้ด  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรามีโซลูชั่นเรื่องโค้ดอย่างชัดเจน  และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นการจะสร้างความมั่นใจและเตรียมความพร้อมให้กับลูกค้าระดับเจ้าของแพลตฟอร์ม (Platform Operator) ที่จะต้องบริหารธุรกิจเชิงปฏิบัติการหรือ Operation Management   ได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกันกับซอฟต์แวร์  และประสพความสำเร็จอย่างแท้จริง

การออกแบบแพลตฟอร์ม  จึงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการออกแบบสถาปัตยกรรมโครงสร้างฐานข้อมูลหลายระดับ  ทั้งความลึก  ความกว้าง  ที่มีความเป็น Microservices และรองรับ  Blockchain  พร้อมการเข้าออกประตูระบบด้วย API  อีกชั้นหนึ่ง

เหล่านี้คือ  สิ่งที่ผู้ให้บริการพัฒนาระบบทั่วไปไม่ได้คิดไปถึง   เพราะระบบเหล่านั้นเป็นเพียงระบบขนาดเล็ก  ไม่มีบูรณาการกับระบบอื่น ๆ  หรือจะเรียกว่าระบบไม่มีการเจริญเติบโต หรือจะเรียกว่า  “ไม้ล้มลุก”  ก็ได้

หลาย ๆ StartUp ที่ไปต่อไม่ได้  เพราะไม่มี Dev หรือหมดตัวกับการเริ่มต้น Dev-Ops  หรือ  Scale ไม่ได้  หรือหาคนร่วมลงทุนจริง ๆ ไม่ได้  เพราะโมเดลธุรกิจมันไม่ใช่ตั้งแต่ต้น

หลาย ๆ StartUp ที่ฟังดูดี  แต่เหมือนจะมีการระดมทุนอยู่บ่อย ๆ  ประมาณว่าทำเพื่อขาย  หรือไม่ก็มีผลประกอบการที่ไม่สวยงาม  ผมว่าคนจะลงทุนซื้อเขาก็ไม่โง่นะ   จึงเข้าทำนองว่าทำได้แค่แหกตาชาวบ้าน  ปลุกกระแส StartUp ให้แตกตื่น  จบลงตรงที่  ใครมาทางไหนก็กลับไปทางนั้นแถมหมดตูดอีกตะหาก

ดูเหมือนจะมืดมน  หมดหนทางจริง ๆ  ที่จะให้  Tech StartUp ของไทยเดินไปได้

Tech StartUp ของไทยจึงยังต้องเป็นลูกมือ  เป็น “ทาสไอที”  “ทาสเครื่องมือ”  “ทาส  ดิจิทัล”  ไปอีกยาวนาน

บทความนี้ผมเขียนขึ้นเนื่องในโอกาส  วันสำคัญ  วันปิยะมหาราช   พระมหากษัตริย์  ผู้ทรงบุกเบิกและพัฒนาระบบสื่อสาร  คมนาคม  เทคโนโลยีต่าง ๆ ของไทย  และทรงเป็นผู้ประกาศปลดเปลื้อง ระบบทาสไว้ในสมัยของพระองค์

วันนี้  “เราจะเลิกเป็นทาสไอทีกันอย่างไร”   หรืออย่างน้อย  เราจะแข่งขันกับชาวโลกได้อย่างไร

ทาสไอทีฟังดูเป็น “วาทะกรรมดิจิทัล”  อีกแล้ว   ผมคิดออกเมื่อวันวานนี้นี่เอง  แต่จะแก้ออกอย่างไรนี่ซิท้าทายกว่า

แต่ผมกล้าพูดว่า  อย่างน้อยเราจะทำให้คนไทย และชาวโลกได้เห็นว่า  เรามี  “สติตื่นรู้   สติดิจิทัล”  แล้ว  และสร้างบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญมาก ๆ  ผมมีภาพสวยๆ จาก Internet  มาแชร์  เขาว่าด้วยรูปแบบของ  Blockchain  ที่นำมาใช้กับการ  Tracking สินทรัพย์  ในแวดวง  Fintech

และอีกภาพคือ  สถาปัตยกรรม  การออกแบบโครงสร้างงาน  และฐานข้อมูลทั้งทางกว้างและทางลึก  และความเหมือนที่เข้ากันได้ (Applicability)  กับเรื่อง  Blockchain

ลองพิจารณาดูนะครับว่า  ในทุก ๆ ระบบงาน  มีสิ่งที่เหมือนกันอย่างไร  และมีสิ่งที่ต่างกันอย่างไร

หรืออาจจะลองคิดดูว่า  ร้านค้าธุรกิจต่าง ๆ ที่แตกต่างกันที่หน้าร้าน  แต่ระบบจัดการภายในเหมือนกันอย่างไร

นี่แหละครับตัวอย่างสถาปัตยกรรมแพลตฟอร์ม   ที่พร้อมจะ “แปลงกายสยายปีก”  โดยมีคุณสมบัติพันธุกรรมเดียวกัน  พร้อมเติบโตและแข็งแรงปลอดภัย

…..  ดูเหมือนบทความนี้จะจบลงแค่การขายฝันอีกครั้ง

ปล่าวเลยครับ  นี่เป็นการแง้ม  การปล่อยข่าว  การประกาศตัวสงครามไอทีครั้งสุดท้ายต่างหาก  ที่จะต้องไม่ผิดพลาด  แต่จะเดินหน้าสำเร็จเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้คนจริง ๆ พร้อมๆ ไปกับการสร้างงานนับแสนนับล้านตำแหน่ง  และอาจจะเป็นการประกาศเลิกทาสไอทีกันเลยทีเดียว  เหลือจากนั้นก็เป็นความสมัครใจของผู้คนเอง  ว่าจะเป็นอยู่อย่างนี้สืบไป  หรือจะปลดเปลื้องพันธนาการ  แล้วเดินหน้าด้วยจินตนาการที่เสริมพลังด้วย  Samong Platform  & iSTEE Framework

นับถอยหลังหลักเดือนเท่านั้น  กับ ปรากฏการณ์   “เลิกทาสไอที  สงครามครั้งสุดท้าย”

โอกาสการร่วมเดินทางมีได้หลากหลาย  ทั้งการเป็นนักพัฒนาร่วมฯ   นักลงทุน  ผู้ถือหุ้น  และเจ้าของแพลตฟอร์มที่ออกแบบเติมสีตีเส้นตามใจของท่าน  

กดไลก์  กดเพจ  กดแชร์  รอๆ กันได้เลยครับ

เจอกันในบทความหน้านะครับ  ขอบคุณครับ

สติดิจิทัล (Mindfulness Digital Technology)

ในโลกใบเดิม  … ที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลได้พัฒนารวดเร็วแซงหน้าการหมุนของโลก  จนแทบจะหลุดพ้นไปสู่อีกจักรวาลแบบไม่มีวันหวนกลับ  มนุษย์ยังคงเป็นสัตว์โลกสายพันธุ์เดิมเพียงสายพันธุ์เดียว  ที่สร้างนวัตกรรมป่วนโลกได้มากที่สุด   แต่มีมนุษย์เพียงไม่กี่ชนชาติที่เป็นผู้นำเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างแท้จริง

ความเร็วของเทคโนโลยีการสื่อสาร (Speed of Communication)  ความล้ำของเทคโนโลยีการคิดคำนวณ (Computing & Processing Technology)  และขนาดของอุปกรณ์โปรเซสเซอร์ที่เล็กลงตรงกันข้ามกับความสามารถที่เพิ่มขึ้น  ช่องว่างของระดับชั้นเทคโนโลยีของชนชาติชั้นนำกับชนชาติผู้ตามที่เปิดกว้างและจะค่อยๆ ถ่างมากขึ้นจน  “ผู้นำมองไม่เห็นผู้ตาม”  จนผู้ตาม “หลงตน” นึกว่าเดินนำหน้าอยู่อย่างลำพัง  พร้อมกับการประกาศ  ประเทศ…. นี้ มีพละกำลังมากพอที่จะเดินไปสู่ 4.0  

ผมหมายถึง   ประเทศของเราก็อินเทรนด์ไม่น้อยที่จะพูดจาภาษาโลก  แต่ในกะโหลกของชนชั้นนำในชาติกลับไม่มีอะไร  มีแต่เชื้อร้ายที่ยังไม่มีตัวยารักษา

“วาทะกรรมดิจิทัล”  เช่น  บล็อกเชน (Blockchain)  ระบบอัจฉริยะ “ปัญญาประดิษฐ์” Artificial Intelligence (AI)  ที่พูดกันมาก  ได้ยินกันบ่อยและอีกนาม  Robotic Process Automation  หรือ RPA ที่คำนี้ถูกพูดถึงกันเพียงในวงแคบๆ เท่านั้น

รวมไปถึง  Enterprise Architecture  Machine learning, Deep learning Digital Transformation  และ  Digital Government  ที่เป็นอีก  “กระบวนวาทะกรรมดิจิทัล”  เป็นคำศัพท์ให้นักวิชาการได้ท่องจำ  แต่กลับยังไม่มีปรากฏการณ์ที่เป็นรูปเป็นร่างมากนักใน “ประเทศผู้นำส่วนหลัง” แห่งนี้  แต่ก็ใช้เป็น “คำ” ทำมาหากิน  ใช้จัดสรรงบประมาณกันอย่างสนุกมือ

อะไรที่กำลังจะมาพลิกผัน  และล้มล้างการดำรงชีวิตและวิธีการทำงาน  การบริหารงานแบบเดิม ๆ และจะมีผลอย่างไร ? 

ดิจิทัล  เงินดิจิทัล (Crypto currency)  บล็อกเชน (Blockchain)  Artificial Intelligence (AI)  การเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง (Internet of Things : IOT)  ทั้งหมดทั้งหลาย  ผสมรวมกันเป็นเนื้อเดียว  วนรอบซ้ำๆ ในการพัฒนาและใช้งาน (Dev-Ops Process)  จนแยกแยะก่อนหลังไม่ได้  จนกลายเป็นนวัตกรรมชิ้นใหม่  “AI ซ้อน AI”  ที่ยากจะจินตนาการถึงเทคโนโลยีเบื้องหลัง  และยากที่จะยับยั้งไม่ให้มันเกิดขึ้น

 

 

แต่ทราบหรือไม่ว่า ในขณะที่ท่านกำลังเลื่อนหน้า News Feed ในเฟสบุค  หรือแอพพลิเคชั่นในโซเชียลต่าง ๆ นั้น   มี  AI บางตัวกำลังทำงานอยู่ตรงหน้าท่าน   

การเมือง  การทหารได้ล้ำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผู้เล่น  AI  

 

 

 

 

RPA  คือ Robot ที่มองไม่เห็นตัว  แต่มันคือ  “Digital Processing Robot”  ที่จะแปลงกระบวนการการทำงานที่เกิดซ้ำๆ  ในทุกๆ กระบวนธุรกิจให้เป็นงานที่สำเร็จ  ปิดงานจบได้โดยอัตโมมัติ  เช่น  กระบวนการทำงานของธนาคารที่เคยใช้พนักงานจำนวนมาก    กลับเป็นการใช้พนักงานน้อยลงในขณะที่ขนาดของธุรกรรมการเงินกลับโตขึ้นอย่างมหาศาล  และดำเนินการจบกระบวนการได้อย่างรวดเร็ว  เช่น  การอนมุติสินเชื่อ  ที่ดำเนินการอัตโนมัติ   เพราะระบบมีชุดข้อมูลของลูกค้าอย่างมากเพียงพอแล้ว  ระบบทำงานด้วยซอฟต์แวร์  และโปรแกรมการเรียนรู้การทำงานของคน  จนมันสามารถทำงานนั้น ๆ ได้

การวิเคราะห์  การตัดสินใจ  เดิมที่เป็นการแข่งขันระหว่าง “คน”  ความเชี่ยวชาญ  ความฉลาด  มุมมอง  ของนักธุรกิจ  นักลงทุน  เช่น  การซื้อขายหุ้น  ไม่ผิดที่ในวันนี้จะพูดว่า  นักเลงหุ้นตัวน้อย ๆ กำลังคำนวณโอกาสการทำเงินแข่งกับซอฟต์แวรฺอัจฉริยะของนักเลงหุ้นขาใหญ่   แปลว่า  แมงเม่าจะทยอยตายตามกันไป  การทำเงินจากการเก็งกำไรจะยากขึ้น  การสร้างรายได้จากการเคลื่อนย้ายการส่งมอบบริการจริง ๆ  จะมีความยั่งยืนและแน่นอนกว่า  และแน่นอนการแข่งขันจะทำให้มันยากขึ้น

การแข่งขันของทุนธนาคาร  ที่หันมาแตกไลน์ธุรกิจใหม่  การสร้างทีมเทคโนโลยีของตนเอง  หรือการเกิด Corporate Veture Capaital (CVC)  เพื่อสนับสนุนการสร้างเทคโนโลยีเพื่อนำองค์กรหนีไปสู่ที่ยืน  หรือสนามแข่งแห่งใหม่   คือ  การเกิด “สติ” ของทุนเหล่านั้น  เพื่อต่อลมหายใจ

ไม่ห่างไกลจากความจริงมากนักหากจะกล่าวอีกว่า  “ผืนดินบนโลกใบนี้แม้นจะกว้างใหญ่เพียงพอ  แต่แทบจะไม่มีที่ยืนสำหรับชนชาติที่ล้าหลังทางความคิด”

การไม่ฉลาดคิด  การไม่คิดนอกกรอบ  การไม่ส่งเสริม  การไม่ลงมือทำอย่างจริงจัง  คือ การยืนยันและยอมรับความพ่ายแพ้ของชนชาติโดยปริยาย  ที่รายได้  เศรษฐกิจ  และความเป็นอยู่ของประชาในชาติจะถดถอย  ที่จะใช้ที่ยืนเป็นหลุมฝังศพแบบตายทั้งเป็น

ในบรรยากาศของความปั่นป่วนของดิจิทัล (Digital Disruption) เช่นนี้  เราจึงอยากจะขอปลุก  ปลุกสำนึก  ปลุกสติ  “สติดิจิทัล”  ของประเทศนี้  แต่มันคืออะไร ?

  • สติดิจิทัล  ความหมายแรก  คือ  สำนึก  หรือตื่นรู้ในทิศทางของเทคโนโลยีปัจจุบันและอนาคต  เพื่อเดินไปในทิศที่ถูกต้อง
    • สำหรับนักพัฒนา  หมายถึง  การเกิดสำนึกตื่นรู้ว่า  ทิศทางที่ถูกต้องที่ควรจะเดินไปอย่างปลอดภัยและประสพความสำเร็จคืออะไร  หมายถึง  การเลือกที่จะศึกษาเจาะลึกสร้างเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับอนาคต
    • สำหรับผู้บริหารประเทศ  หมายถึง  การเกิดสำนึกตื่นรู้ว่า  จะให้การสนับสนุนการพัฒนา  จะสร้างสิ่งแวดล้อมทางนวัตกรรม (Ecosystem) อย่างไร  และยังหมายความไปถึง  “ยุทธศาสตร์ข้ามชาติ”  มากกว่า  “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี”   
  • สติดิจิทัล  ในความหมายที่สอง  คือ  วัตถุประสงค์แห่งงานนวัตกรรม  เทคโนโลยี  ที่ผู้สร้างได้ถ่ายทอดลงในผลงาน  เช่น  นักสร้างเกมส์  สร้างความสนุกตื่นเต้นและจินตนาการลงในเกมส์   นักสร้างแอพบริการ  สร้างความสะดวกในการใช้บริการ   นักสร้างระบบชำระเงิน  หวังสร้างความสะดวกในการชำระเงินแลกกับรายได้ในรูปแบบต่าง ๆ  แต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถมองหาแอพพลิเคชั่นที่สร้างความสำนึก  ความตื่นรู้  สร้างการวางแผนในการมีชีวิต  สร้างนิสัยการออม  สร้างแนวคิดการก้าวเดินอย่างมั่นคงและปลอดหนี้

และน่าเสียดายที่เราจะไม่สามารถมองเห็นแอพพลิเคชั่นหรือ  แพลตฟอร์ม  ที่มีการเชื่อมโยง  ที่มีพัฒนาการยั่งยืน

และน่าเสียดายที่เราจะไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ถ่ายทอดออกมาจากสมองคนไทย  ที่สนับสนุนโดยรัฐบาลไทย

 

 

 

 

 

  • สติดิจิทัล  ในความหมายที่สาม  คือ  แอพพลิเคชั่นแพลตฟอร์ม (Application Platform) หรือ  แอพพลิเคชั่นที่เชื่อมโยงหลากหลายแพลตฟอร์ม (Multiple Platform Application)  ที่มีระบบเครือข่ายเส้นประสาท (Neural  Network System)  มีระบบเฝ้าติดตามและควบคุม (Monitoring & Control System)  คือ  ระบบแอพพลิเคชั่นอัจฉริยะ  ที่ทำงาน 24 ชั่วโมง  ปกป้องความเป็นส่วนตัว  ปกป้ององค์กร  ช่วยบริหารงานองค์กร   และมีฟังก์ชั่นหลากหลายแตกหน่อไปตามเจตนาของนักพัฒนา  ที่ทำงานอยู่บนแนวความคิดที่ถูกต้อง และพร้อมขยายสายพันธุ์ความล้ำเลิศ  พัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรม  เพื่อไล่ปิดช่องว่างทางเทคโนโลยี  และไม่เป็นผู้ตามอยู่เพียงลำพัง

การมีสติดิจิทัล  จึงมีความสำคัญ  ที่จะต้องรู้ทัน  รู้ลึก  และรู้ไปไกลในวันข้างหน้า   เพื่อการสร้างความอยู่รอด  ความมั่นคง  ปลอดภัย  ไม่ต่างไปจากการที่คนต้องมีสติสัมปชัญญะ

สมองไทยแลนด์   ในบทบาทผู้นำแห่ง  “สติดิจิทัล”  ในทุกๆ ความหมายและพร้อมนำเสนอ  “Samong.AI”  คือ  “Mindfullness Digital technology” หรือ  กระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างมีสติ  ที่จุดหมายมีนักรบ  มีระบบอัจฉริยะรองรับการพัฒนางาน  และสุดยอดที่สุดที่จะยืนยันความมหัศจรรย์เหล่านั้นคือ  เรามีสติ  เรามีเครื่องมือที่ดีพอจะสร้างดิจิทัลแห่งอนาคตขึ้นมา  และพร้อมที่จะเดินไปด้วยกันกับเครือข่าย  กับการให้บริการแพลตฟอร์มอย่างกว้างขวาง

3 หมื่นล้าน ผ่าทางตัน ไปไม่สุด ขุดไม่เจอ !

ฟันธง !!

ฟันธงได้เลยครับว่า  ความพยายามในการถมทะเลแดงเดือดแวดวงไอที  โดย  “รัฐบาล Start Up”   ที่กล้าหาญประกาศไทยแลนด์ 4.0  จะกลายเป็นเพียงการละลายน้ำพริกครกใหญ่ใบเบ้อเร่อลงทะเลดิจิตัล  ที่กว้างใหญ่กว่าแม่น้ำหลายๆ สายหลายเท่ามากนัก

เป็นความพยายามในการผลักดันเม็ดเงิน มหาศาล  หลายครั้งหลายครา  เพื่อลงไปสู่กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่  กลุ่มคนไอทีและรวมไปถึง SME ในหลายสาขา  ผ่านการอนุมัติวงเงินกู้ช่องทางของแบงก์พานิชย์  และแบงก์เฉพาะกิจเครื่องมือของรัฐ   แต่ผลลัพธ์  กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า   เงินตกใต้โต๊ะ  เพราะไม่สามารถสร้างหน่อนักธุรกิจ ดิจิตัล ไอที  Fintech , Ed Tech, Med Tech, health Tech ให้เดินหน้าได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย  เพราะในความเป็นจริงคือ  แบงก์แทบทุกแบงก์ไม่กล้าปล่อยเงินกู้ทำนองนี้  เพราะด้านหนึ่งก็กลัวเรื่อง NPL  ที่คนลงชื่ออนุมัติฯ  จะพาลติดคุก  (ดังคำอ้างของแบงเกอร์หลายราย)  แต่ก็ขอขอบคุณที่แบงก์ได้ปล่อยเงินกู้เล็ก ๆ น้อยให้กับ SME รถเข็น  รายย่อยๆ  จำนวนหนึ่ง  ได้ต่อยอดต่อลมหายใจไปตายเอาดาบหน้า

เพราะแบงก์เหล่านี้ยังติดอยู่กับภาพเดิม ๆ ไม่เข้าใจ  ความสำคัญเรื่องนวัตกรรมแม่แต่น้อย   คุณต้องมีของ  ต้องมีหลักทรัพย์   แล้วสตาร์ทอัพที่ไหนจะมี

การฟูมฟัก  Startup ในค่ายตัวเอง ของหลายแบงก์ช่างเป็นการกระทำที่สกปรก  น่าละอาย เป็นอย่างยิ่ง   เวที StartUp เหล่านั้นไม่ต่างกับการประกวดนางสาวไทย  เพื่อดูดดูทรวดทรง  ดูดความคิด  หลอกหลอน  Start Up  ให้ได้หลงไปกับการออกงาน  ออกบูธ  งานแล้วงานเล่า  จนหมดเงินหมดทอง  หมดแรงกันทุกก๊วนทุกเหล่า

จบลงด้วยการที่ทุนเหล่านั้นเปิดตัวทีมธุรกิจไฮเทคของตนเอง  ทิ้งไว้เพียง Start Up หลงโรง  ตกเวทีเหี่ยวตาย

สตาร์ทอัพเอง  ก็เป็นฝัน  ไม่มีของ  ไม่มีเทคโนโลยี  ขี่กระแส  ไร้สติ

มหาลัยหลายค่ายก็ไม่ต่างกัน  เหล่าคณาจารย์ที่ยังยึดติดกับการทำผลงานและการแก่งแย่งยศตำแหน่ง ชื่อเสียง  เพียงสมัยละไม่กี่ปี   ยินดีทำลายพันธมิตรได้ในทุกโอกาส  งานวิจัยน้ำจิ้ม  การปั้นโครงการเพื่อดูดเงินเข้ามหาลัย  ปั้นขยะลงถัง  ที่ลงท้ายด้วยความว่างเปล่า  เป็นมาอย่างนี้และจะมีสืบต่อไป

แต่ยังดี  ที่มีองค์กรใหญ่ ๆ ไม่น้อยที่มองเห็นทางรอด  ที่จะนำเรือฝ่าคลื่นด้วยการพัฒนาคนในองค์กรและเดินหน้าอย่างเต็มที่  (อยากให้รัฐบาล มองโมเดลนี้ไว้ดี ๆ)

อีก  3 หมื่นล้าน  ชะตากรรมที่ไม่ต่างกัน  แค่ต่างคนพูด  ไปไม่สุด  ขุดไม่เจอ  ประกาศตอนนี้ตีกะลาล่อหมาล่อแมว   อีก  6 เดือนจะเลือกตั้ง  ขาดคนคุมบังเหียน  ม้าก็หลงป่า  การหว่านเงินภาษีรอบนี้ก็จะล้มเหลวอีกเช่นเคย

“เครื่องจักรซอมบี้”   หรือ  Start Up ที่ไร้พลัง  ไร้การสนับสนุนอย่างจริงจัง  ก็จะเต็มบ้านเต็มเมือง

การคิดสร้างโมเดลไทยแลนด์ 4.0   ไม่ต่างจากการคิด โมเดลธุรกิจ   คิดผิด  ทำผิด  มักง่าย   แจกเงินพอเป็นพิธึการ  แล้วก็ล้มหายตายจาก  ขาดความยั่งยืน  ไม่ได้คิดเรื่องรากฐานที่จะสามารถสร้างความยั่งยืนได้

ภูเขาน้ำแข็งไทยแลนด์  4.0  ยังมีเรื่องที่จมอยู่ใต้น้ำมากมายนัก

ไทยแลนด์  4.0  ยังต้องใช้เวลาอีกยาวนาน  ต้องผ่านการสูญเสีย  ผ่านบทเรียน  รัฐบาลต้องข้ามศพ Start Up ไปอีกจำนวนมาก

รัฐฐาลต้องมีสติ  นั่งลงแล้วคิด   สร้างพลัง  สร้างการทำงานร่วมกัน  ตั้งคำถาม  ตั้งโจทย์นวัตกรรมให้ชัดเจน  ต้องเป็นคำถามที่จะสร้างผลกระทบให้ใหญ่หลวง  สร้างแรงเหวี่ยงให้มากมายกว่าพายุหลาย ๆ ลูกรวมกัน  วันนั้น  คือจุดก่อตัวพายุไทยแลนด์  4.0 อย่างแท้จริง

Start Up ต้องคิด  ว่ามันไม่ง่ายอย่างนั้น  อย่างไรจะยั่งยืน

“สังคมตั้งแต่รากหญ้า  สูงขึ้นไปจนจดฝ้าเพดานทำเนียบฯ  ย่อมต้องมีความสัมพันธ์  พึ่งพาและเชื่อมโยง  ทำงานผ่านหลายแพลตฟอร์ม  แพลตฟอร์มที่จะต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติ  มีสายพันธ์กรรม  มีการพัฒนา”

“แพลตฟอร์มมาตรฐาน   ความคิดที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น  การพึ่งพาตนเอง  ปลอดหนี้  ทีมนักพัฒนาวิจัยภายในองค์กรที่แข็งแรง  มีจิตใจมุ่งมั่น   สร้างงานเพื่อองค์กร  เพื่อ  Digital  Transform  องค์กร”  คือ  สัญญาณเตือน  และคำแนะนำจากเรา

 

เราจะเดินให้สุด  ฉุดเครือข่ายนักพัฒนา  สร้างรายได้ที่มั่นคง  สร้างงานที่เข้มแข็ง  สร้างแพลตฟอร์มสังคมใหม่  คนไทยได้ประโยชน์

วันนั้นรัฐบาลจะตื่นรู้

ด้วยจิตคารวะ

Enterprise Architecture & IOT Platform

  • งานสถาปัตยกรรม   มีความสำคัญยิ่งต่อโครงการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่สำหรับการอยู่อาศัย  หรือสำหรับศูนย์การค้า
  • งานสถาปัตยกรรมผังเมือง  จำเป็นอย่างยิ่งก่อนที่จะสร้างบ้านแปลงเมืองให้มีระบบต่างๆ ถูกต้องสมบูรณ์
  • งานออกแบบโครงสร้าง  การพัฒนา  การแปรรูปองค์กรใดๆ  ทั้งภาคธุรกิจ  และภาครัฐ  ที่จะต้องดีพร้อม  ทุกมุมทุกองศา  ก่อนการก่อสร้างองค์กรเพื่อให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในยุคดิจิตัล  ที่องค์กรโดยเฉพาะภาครัฐที่มีขนาดใหญ่มาก   มีความซับซ้อนมาก  ที่ต้องให้บริการประชาชนและนักลงทุนต่างชาติจำนวนมาก  ที่มี demand สูงๆ  เน้นความฉับไวมาก ๆ ก็จำเป็นที่จะต้องพลิกโฉมองค์กรให้มีประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการ

ใช่ครับผมกำลังเกริ่นเรื่องความจำเป็นในการออกแบบสถาปัตยกรรมองค์กร (Enterprise Architecture)   เครือข่ายองค์กร  ทั้งทางกว้าง  และทางลึก  ให้มีการประสานสัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพ   รวมไปถึงการมีระบบไอทีดิจิตัลที่สอดรับกับโครงสร้างองค์กรของภาครัฐอย่างแท้จริง

ระบบไอทีดิจิตัลที่จะติดตั้งใช้งานสำหรับภาครัฐ   จึงไม่ใช่เพียงการช็อปปิ้ง  ERP สำเร็จรูปมาใช้โดยให้ข้าราชการปรับตัว   ปรับกระบวนการการทำงานให้เข้ากับ ERP เหล่านั้น  ซึ่งล้วนเป็นสูญเสียในเชิงประสิทธิภาพ  ในเชิงระบบงาน   และเสียความเป็นอิสระภาพที่ภาครัฐอาจจะต้องตกเป็นทาส  ERP จากต่างด้าวสืบไปทั้งด้านค่าใช้จ่ายและการร้องขอการบริการในภายภาคหน้า

ถึงเวลาที่องค์กรภาครัฐ  จะได้ออกแบบองค์กรก่อน   โดยนำเอาหลักการออกแบบองค์กรสมัยใหม่  และสถาปัตยกรรมไอทีดิจิตัลประสมประสานกันเข้าไป   ผมหมายความว่าจำเป็นจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมไอที  และรู้ดีในเรื่องสถาปัตยกรรมโครงสร้างองค์กร  ปัญหาการไหลของงานในองค์กร  รวมไปถึงข้อกฏหมายของประเทศ  ให้มีการทำงานร่วมกันของคนในองค์กร (Callobrative)  ในการร่วมออกแบบงาน    โดยเปิดใจ  เปิดข้อเท็จจริง  ข้อบกพร่อง  จุดคอขวด  เพื่อออกแบบระบบที่แย่น้อยที่สุด   เมื่อเห็นว่าดีแล้วก็ถึงคราวการพัฒนาโปรแกรมระบบทางด้าน  ไอทีดิจิตัล  หรือ  ERP สำหรับภาครัฐ

ผมขอยกตัวอย่างแผนผัง  ส่วนประกอบงานในระบบ ERP มาให้ชมกัน    พร้อมกันนี้ก็นำเอาภาพเปรียบเทียบว่า  ผู้เล่นหรือผู้ผลิตและให้บริการ  ERP ต่าง ๆ นั้น  เน้น Module ไหนกันบ้าง

ภาพโครงสร้างส่วนประกอบ Module สำคัญ ๆ ในระบบ ERP

ผู้ผลิตและให้บริการ ERP  สำหรับองค์กร

ประการแรกที่จะสังเกตได้จากแผนผัง  คือ  ขนาด  หรือจำนวนของ  module  ที่มีอยู่มากมาย   และหากจะคิดพิจารณาต่อไปว่า  แล้วจะมีกี่องค์กร  กี่ภาคธุรกิจ  และองค์กรเหล่านั้นมีความต้องการ module  อะไรที่เหมือนกัน  มีความต้องการ module  อะไรที่ต่างกัน   หากนับรวมส่วนที่ต่างกันอาจจะได้ module นับ หมื่นนับแสนชิ้น  หากนับส่วนที่เหมือนกันอาจจะมีนับหมื่นนับแสนชิ้นเช่นกัน  และย่อมจะมีความต้องการนักพัฒนาจำนวนมาก  ทั้งในขั้นตอนการผลิต  ทดสอบและบริการหลังการขาย

มาถึงจุดนี้จึงจะเห็นในอีกมิติหนึ่งว่า  การพัฒนา ERP ไปสู่ธุรกิจนั้น  มีขนาด  มูลค่าตลาดที่ใหญ่มาก ๆ  หากผู้ใดสามารถผลิตออกมาโดยตอบโจทย์สารพัดได้ในระยะเวลาอันสั้นก็จะเป็นเจ้าตลาดได้อย่างง่ายดาย  แต่ความยากคือ  ใครจะออกแบบ 1  ERP  ให้ตอบโจทย์ใครได้ทั้งหมด   หมายความว่าสุดท้ายผู้นั้นก็จะเป็นเพียงผู้เล่น ERP ที่ผลิตเพียง  Module  หนึ่ง ๆ  อีกรายหนึ่งแค่นั้นเอง

แปลว่าหากองค์กรใด ๆ สามารถสร้างคน  ให้สามารถออกแบบสถาปัตกรรมโครงสร้างระบบงาน  และสร้างงาน module  ERP  ได้เอง  และประสานกับองค์กรที่เกี่ยวข้องได้  และทำขนานกันไป  ก็จะเกิดเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ  ต้นทุนต่ำ  และมีความยั่งยืน  เครื่องมือ ERP ของระบบนั้นจะมีความสามารถตรงตามที่ต้องการ  ที่จะสามารถถ่ายทอด  ส่งมอบข้อมูล  รายงาน  การประมวลผลที่จำเป็นระหว่างกันได้  ก็จะยิ่งทำให้ระบบพัฒนาได้เร็ว และมีเสถียรภาพ

ในอีกมิติ  คือ  มิติการพัฒนา และการบำรุงรักษา   ใครจะเป็นผู้พัฒนา  จะพัฒนาด้วยระบบอะไร  และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา  จะต้องมีมูลค่าขนาดไหน  ต้องการบุคลากรกี่คน  ล้วนเป็นคำถามที่ใหญ่มาก ๆ

ภาพมิติ  ERP องค์กร  และ ERP ภาครัฐนั้นดูใหญ่มาก ๆ  แต่ก็สามารถอธิบายเทียบเคียงได้กับอีกเทรนด์หนึ่ง  ที่กำลังมาแรง และกำลังจะแซงนำทิ้งห่างเราไปอย่างรวดเร็ว  นั่นคือเรื่อง  ระบบ IOT   โดยภาพแรกที่นำเสนอนี้  คือ   Layer  หรือระดับชั้น  หรือ  Platform ย่อย ๆ ของระบบ IOT    ที่ไล่เรียงมาจากอุปกรณ์ระดับ ภาคสนาม  การส่งข้อมูล  การคำนวณแยกแยะข้อมูลเบื้องต้น  การจัดเก็บ การประมวลผล  ไปจนถึงการนำเสนอ  การใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกัน

ที่มา  Automation.com

ในแต่ละชั้นของระบบ IOT นั้นมีความต้องการ  3 ส่วน  คือ

  • การออกแบบภาพรวมระบบในแต่ละชั้น
  • การออกแบบการสื่อสารทะลุขึ้นไป  ลงไปยังชั้นล่าง   การออกแบบฮาร์ดแวร์  ในแต่ละชั้น  เช่น  ชั้นล่างต้องการอุปกรณ์ชนิดไหน   ส่วนชั้นเครือข่ายก็ต้องออกแบบว่าต้องการเครือข่าย  การสื่อสารชนิดไหน  และ
  • การออกแบบ  พัฒนาซอฟต์แวร์ในแต่ละชั้น  และให้ทั้งหมดมันร้อยเรียงคุยกัน  ทำงานกันได้ถูกต้อง

มีคำถามว่า  เราจะต้องการนักพัฒนาจำนวนมากมายแค่ไหน  และสามารถหาได้หรือไม่ในสภาพตลาดปัจจุบัน  คำตอบที่ผมขอท้าทายวงการเลยคือ  “ไม่มี ไม่มีเหลือ  และจะตายหมด   ต่างคนต่างอยู่  หรือจะมีการจับกลุ่มกันก็น้อยมาก  และจับกลุ่มกันก็เพื่อแข่งขันกับอีกกลุ่มหนึ่ง  และไม่นานก็จะมีผู้แพ้และเดินออกไปจากวงการ  ต่อมาก็จะเกิดการแข่งขันกันภายในกลุ่ม  จนต้องแยกทางกันไป”

จะเห็นว่า  ปัญหามีสองส่วนใหญ่คือ  เรื่อง

  • เทคนิค  เทคโนโลยีที่จะมาตอบโ๗ทย์ความต้องการขนาดใหญ่  ที่ซับซ้อน   และ
  • อีกด้านคือจิตวิญญาณ  พลังในการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน

มีคนกล่าวว่า   “ไทยแลนด์ 4.0  คำตอบ  คือ  คน”  แต่ผมขอแย้งว่า  คือ  “จิตวิญญาณ”  ของคนต่างหาก  หากคนมีจิตวิญญาณดี  คิดดี  ทำดี  มีความคิดในการร่วมกันทำงาน  มีกลไกในการควบคุมดูแลกันเอง  มีรายได้ที่ต่อเนื่องและมากเพียงพอ  ให้กินอิ่มนอนหลับ  ฝันดี  มีไอเดียบรรเจิด  งานที่ออกมาจากกลุ่มก้อนของพวกเขาเหล่านั้นก็จะเป็นงานสร้างสรร  มีคุณภาพ  และพวกเขาจะสร้างอะไรต่อไปอีกก็ได้  ประเทศนี้ก็จะเล็กนิดเดียวสำหรับพวกเขา

  • พวกเขาอยู่ที่ไหน  จะให้เกิดการรวมพลังกันได้อย่างไร

ผมได้แตกประเด็นออกมาไกล  ไกลมาก   ที่เริ่มจาก สถาปัตกรรม  ถึง  ERP องค์กร  ERP รัฐบาล  ถึง  สถาปัตยกรรมของ ไอโอที  มาจนถึงความจำเป็นในการสร้างนักพัฒนา  เพื่อความยั่งยืนและแข่งขันได้ของประเทศ

คำตอบอยู่ที่ไหน

  1. การมีเทคโนโลยีที่จำเป็นของตนเอง
  2. เทคโนโลยีที่มีสายพันธุ์ต้นแบบ
  3. เทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นขยายตัวเติบโตได้แบบเซล  แบบรังผึ้ง  ด้วยเทคโนโลยี  Microservices
  4. เทคโนโลยีที่สื่อสารได้ด้วย API กับเทคโนโลยีค่ายอื่น
  5. แนวคิดการสร้างคนอย่างมีเอกลักษณ์
  6. เทคนิคการพัฒนาคนเหล่านั้นให้สร้างงานได้รวดเร็ว
  7. พันธมิตร  แนวร่วม  หรือช่องทางการสนับสนุนด้านการเงิน
  8. โครงการหรือชิ้นงานเพื่อพิสูจน์ความสามารถ
  9. การสนับสนุนจากภาครัฐ

วันนี้เราอยากจะบอกว่า  เราเดินทางในที่สว่างมาแล้วใกล้ครบเวลา 2 ปี   เรามีการพัฒนาความพร้อมเป็นอย่างมากในระยะเวลาที่ผ่านมา    และเราปัจจัยพร้อมสำหรับข้อ  1 – 6  เราสามารถแสดงให้ท่านเห็นได้ว่าเทคโนโลยีและแนวคิดของเราสามารถตอบโจทย์ด้านไอทีดิจิตัลได้   นับมาตั้งแต่เรื่อง  IOT  ไปจนถึงงานระดับ Enterprise

ระดับชั้น  รูปแบบการให้บริการ

การออกแบบมองระบบรวมเปนชั้น ๆ ของแพลตฟอร์มย่อย  ที่มีส่วนเชื่อมโยงถึงกัน  มีองค์ประกอบการกระจายข้อมูลแบบ blockchain 

iSTEE & Samong platform  คือ  คำตอบที่ไม่ต้องพิสูจน์อีก  ผู้ที่กล้าหาญที่มองเห็นอนาคตเท่านั้น  ที่จะรีบหยิบฉวยโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้  และร่วมเดินทางไปกับเรา

องค์กรภาครัฐ  ภาคเอกชน  ที่สนใจในแนวคิดดังกล่าวแล้ว  สามารถติดต่อมาได้ที่   email : paipat.s@samongthailand.com

Samong IOT กับงานวิจัย คิดจริง ทำจริง

แวดวงไทยแลนด์  4.0  พูดคุยกันมากครับ  เรื่อง   Big Data  IOT  และ  AI    โดย    3  เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกัน  ที่พอจะอธิบายได้ง่าย ๆ ว่า

  • IOT  คือ  ตัวนำเข้า  ข้อมูลจากภาคสนาม  จากการวัดจากระบบงาน  จากกระบวนการผลิตต่าง ๆ ที่สนใจ
  • Big Data   คือ  ข้อมูลขนาดใหญ่ที่เกิดจาก  การบันทึกผ่าน IOT  เช่นการบัยทึกข้อมูลอัตโนมัติทุก ๆ  1 นาที  หรือทุก ๆ 5 นาที  ก็จะทำให้เกิดข้อมูลจำนวนมาก
  • AI  คือ  ระบบ  อัจฉริยะ  คือ ระบบประมวลผลที่ประยุกต์แล้วว่า  เราต้องการให้ระบบนั้นฉลาดแค่ไหน อย่างไร

ดังนั้น

  • ระบบ AI สำหรับงานใด ๆ  จะไม่เกิดขึ้นหากยังไม่มี Big Data
  • Big Data จะยังไม่เกิดขึ้นหากยังไม่มี IOT

ห่างหายกันไปนานครับการโครงการดีๆ  ไอเดียเด็ด ๆ   จากทีมงาน สมอง ( ไทยแลนด์)

คราวนี้เรามีผลงานโครงการการติดตั้ง IOT  สำหรับการควบคุมการทำงานของสถานีวิจัยการบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมการเกษตร   ร่วมกับ  บริษัท  Inno Green Tech จำกัด  เจ้าของลิขสิทธิ์งานวิจัย   โดยโครงการวิจัยนี้ได้ดำเนินการติดตั้งมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว  กระทั่งมาถึงบทบาทของ IOT

โดยเจ้าระบบควบคุม ด้วย  IOT  นี้  จะต้องมีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของระบบดังนี้

  1. ควบคุมการทำงานปั๊มน้ำตามระดับของ ลูกลอย   รวมปั๊มทั้งหมด  6 ตัว
  2. วัดอัตราการไหลของปั๊มน้ำทั้ง  6
  3. วัดแรงดันของระบบอีก 5 จุด
  4. วัดการใช้กำลังไฟฟ้า โวลต์แอมป์ กำลัง
  5. วัดค่า pH, EC, Temp compensation
  6. และระบบจะต้องทำงานในโหมด Auto Manual ได้  สั่ง Start Stop ได้
  7. บันทึกค่าจำนวน 20 พารามิเตอร์ขึ้น Server ได้
  8. สั่ง ปรับค่า calibrate  เครื่องวัดต่าง ๆ ได้ ผ่านทาง Internet
  9. ใช้การสื่อสารผ่าน Lan  หรือ wifi
  10. มี Data Logger
  11. มีพัดลมควบคุมอุณหภูมิภายในตู้
  12. จอแสดงผล  LCD

โดยจะต้องให้ทำงานได้สมบูรณ์  ประหยัด  ปลอดภัย  ใช้อุปกรณ์ Arduino ให้น้อยที่สุด

คำถามคือ  จะต้องใช้  เจ้า IOT  รุ่นไหนดี     เพราะจะเห็นว่าต้องใช้  input  output  เยอะมาก ๆ  คือ

  • Analog Input  =  11 (pH,EC, millivolt, temp )
  • Digital Input =  6 (ระดับน้ำ)
  • Interrupt = 6 (flow meter  6 ตัว)
  • Serial Port = 1 ชุด
  • PZEM 004T – Energy port = 1 ชุด

จะเห็นว่า

  • UNO ตัวเดียวรับไม่ไหว
  • จะเห็นว่าAT Mega  น่าสนใจ  
  • จะเห็นว่า  DUE ก็น่าสนใจ

ผลการทดสอบสรุปได้ผลดังนี้ครับ

  • DUE   มันเป็น  32 บิตทำงานเร็วมากสุดยอดเลยโดยเฉพาะการอ่าน port interrupt  และมี port interrupt เยอะ  เพราะ Digital pin มันใช้ทำ  interrupt  ได้ทุกขา  แต่น่าเสียดาย  Software Serial ใช้การไม่ได้บน DUE รุ่นนี้  เลยต้องทำใจ  เก็บไว้ใช้งานหน้าที่ไม่ต้องการ ใช้ Software Serial
  • AT Mega จึงเป็นตัวเลือกที่ดี   แต่ใช้  Interrupt Port ได้เพียง 4 ขา  คือ  2,3,18,19  ส่วน 20,21 ต้องเก็บไว้ใช้กับจอ LCD  มันโยกไปใช้ ขา SDA1, SCL1   ไม่ได้  เป็นความผิดพลาดที่ชาว Arduino ตำหนิ  Mega กันขรม
  • ในเมื่อจะต้องใช้ flow  ให้ได้อีกตัว  ก็เดือดร้อนต้องหา UNO มาวัด  flow  โดยใช้ขา interrupt 2  แล้วพ่วงเข้า  Software Serial port
  • และเจ้า pzem ตัววัดพลังงานไฟฟ้า  ก็ต้องย้ายไปเกาะเข้า  Serial Port 3 (ขา 14,15)   วางไว้ที่  16,17 ไม่ได้

ผลการทดสอบฉลุยครับ    โดยรอบการทำงานก็จะช้าหน่อยแต่ก็พอรับได้คือราว ๆ 30 วินาทีต่อรอบ  โค้ดยาว  พันกว่าบรรทัด  รวม 56 KByte    และให้ส่งค่าไป Server ทุกๆ 5 นาที

มีภาพมาให้ชมกันคร่าว ๆ ครับ  สำหรับโค้ดและระบบ Server ต้องขอสงวนไว้ครับ  ที่จะไม่นำมาเปิดเผยในที่นี่

  

ลุยเองกันเต็ม ๆ ยาวๆ  3 วันเต็ม ๆ

 

    Arduino DUE 32 bit prcessor  Arduino AT Mega 

Application  Samong IOT

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โครงการนี้ได้ใช้  แพลตฟอร์ม Server  “Samong IOT”  verison 1   ที่พัฒนาขึ้นมาเองอย่างเต็มที่  ทำให้มีความยืดหยุ่น  เพิ่มเติมฟังก์ชั่นได้ตามความต้องการ   โดยแพลตฟอร์มนี้จะได้รับการพัฒนาไปสู่แพลตฟอร์มขนาดใหญ่  ที่จะสามารถบริหารจัดการระบบควบคุมได้ไม่จำกัดจำนวน  และไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ

 ภาพรวมของชุดอุปกรณ์

จากโครงการนี้จะเป็นโครงการนำร่อง ของงานบำบัดน้ำเสีย  เปลี่ยนน้ำที่มีกลิ่นรุนแรง  มาเป็นน้ำที่ไม่มีกลิ่นได้อย่างมหัศจรรย์   ที่จะนำมาซึ่งสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสังคม  รวมทั้งจะเป็นการแสดงให้เห็นซึ่งศักยภาพของงาน IOT

Samong  IOT  คือ  อีกโครงการจาก  สมอง (ไทยแลนด์)    ติดตามบทความด้าน  IOT ได้ที่    http://samongiot.com

Samong DOA Jedi นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ตอนที่ 1/2

Samong DOA Jedi  101  หรือ Samong.DOA101

เป็นโครงการความร่วมมือแรกที่ทีมงานสมอง (ไทยแลนด์) ได้รับความไว้วางใจจากฝ่ายฝึกอบรม  กรมท่าอากาศยาน  (Department of Airports)  ให้ทำการฝึกอบรมนักพัฒนาซอฟต์แวร์  เพื่อเป็นก้าวแรกของการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่  ความเป็นองค์กรแห่งยุคดิจิตัล

รูปแบบการฝึกอบรมมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว  ที่ผ่านการเตรียมหลักสูตรมาอย่างเข้มข้น  ที่ประกอบไปด้วยการอบรมทั้งทางด้านเทคโนโลยี  คือ  (1) การฝึกการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยเครื่องมือ Delphi 10.2 Tokyo  และ  (2) การพัฒนาปลูกฝังแนวความคิดที่ถูกต้อง

ในด้านเทคโนโลยี  เราได้ทำการถ่ายทอดมาตรฐานกระบวนการการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เป็นไปตามหลัก Software Development  Life Cycle และหลัก DevOps  และตามด้วยการพัฒนาระบบงานด้วยหลัก Object Oriented อันประกอบด้วย Object Oriented Analysis (OOA), Object Analysis Design(OOD) และ Object Oriented Programming (OOP)   และหลัก Minimum Viable Product(MVP)  โดยสามารถทำให้ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมสามารถมองเห็นภาพกว้าง  ภาพความสัมพันธ์  ให้สามารถออกแบบระบบได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน  และลงท้ายด้วยการลงมือเขียนโค้ดให้เป็นไปตามแผนงานที่ออกแบบไว้  แม้นจะไม่มีความชำนาญในทันทีเพราะมีความจำกัดเรื่องกรอบเวลา  ที่นักรบ  นักพัฒนา  เหล่านี้ได้มองเห็นอย่างทะลุว่าการพัฒนาซอฟต์แวร์มีขั้นตอนอย่างไร

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต https://www.slideshare.net/HungHoNgoc/group-8-presentationmetricsforobjectorientedsystem

ในด้านการพัฒนาปลูกฝังแนวความคิดที่ถูกต้อง  ด้วยกระบวนการ Softside  เราได้ถ่ายทอด  ส่งมอบความคิดในการพัฒนาซอฟต์แวร์  ให้เป็นผู้มีความรักในงานระบบที่นักพัฒนาจะทำการสร้างขึ้นในอนาคต  แนวคิดที่มองซอฟต์แวร์เปรียบเหมือนสิ่งมีชีวิต  ที่จะสามารถพัฒนาเติบโต  ให้ดูแลรักษาได้ง่าย  มีต้นทุนการรักษาต่ำและเป็นประโยชน์ยั่งยืน  การสามารถที่จะใช้ซ้ำ (Reuse) ของชิ้นส่วน  การแชร์ชิ้นส่วน  และการสร้างเครือข่ายนักพัฒนา  การสร้างรายได้จากลิขสิทธิ์ชิ้นส่วน  สร้างความเข้มแข็งเป็นเกราะป้องกันตนเองของนักพัฒนา  เพื่อเดินหน้าไปสู่เส้นทางอันโหดร้ายแห่งยุคดิจิตัล Thailand 4.0

การถ่ายทอด  พัฒนาแนวคิดที่ถูกต้อง  ดำเนินการโดย  อาจารย์นักจิตวิทยา  นักอบรมสไตล์แคมป์  ที่หาตัวจับยากในวงการฝึกอบรมยุคดิจิตัล  ที่มีทักษะผสมผสาน  ประกอบด้วยขั้นตอนการให้ความรู้ตามหลักธรรมะ  ความเข้าใจหลักธรรม  สัจธรรมที่พิสูจน์มาแล้วกว่า 2500 ปี  อันเป็นที่มาของหลัก iSTEE   เราฝึกฝนการทำงานร่วมกัน (Collaborative) ด้วยเครื่องมือ Google App (G-Suite)  ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรได้อย่างรวดเร็ว  ทำให้นักพัฒนาได้เห็นว่าพวกเขาสามารถทำการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนของซอฟต์แวร์ในอนาคตกันเองได้อย่างไรและจพควบคุมเวอร์ชั่นของซอฟต์แวร์ได้อย่างไร  นอกจากนี้  เครื่องมือพื้นฐานนี้ยังสามารถใช้ในการจัดการงานระบบเอกสาร  งานฐานข้อมูลภายในหน่วยงานได้อย่างง่ายดายรวดเร็ว  เพื่อเป็นการเตรียมการออกแบบโครงสร้างฐานข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ก่อนที่จะนำไปสู่การพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีความจำเป็นจริง ๆ

ผู้เข้าอบรมเป็นตัวแทนมาจากหลายหน่วยงาน  และจำแนกได้เป็น 12 ระบบงาน  ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน  การรวมประสบการณ์และความต้องการ  ก่อให้เกิดการริเริ่มการออกแบบระบบซอฟต์แวร์ที่จำเป็นที่จะมารองรับการทำงานขององค์กรในอนาคตซึ่งเป็นระบบหรือซอฟต์แวร์ที่จะไม่มีใครจากภายนอกจะมาพัฒนาให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น  และหากจะเป็นการว่าจ้างทำการพัฒนาให้ทุกส่วนจะก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการผลิตและการบำรุงรักษาที่มีมูลค่ามหาศาลที่จะตกเป็นภาระแก่ภาษีของประเทศชาติ  การริเริ่มการออกแบบระบบจากหน่วยย่อยตามหลัก MVP  ที่ผ่านการแชร์ประสบการณ์ความต้องการจากทุกท่าอากาศยาน  ก็จะเป็นเมล็ดพันธ์  เป็นระบบงานให้กับหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ได้อย่างไม่สิ้นสุด  ที่อาจจะทำให้กรมท่าอากาศยาน  กลายเป็นองค์กรต้นแบบแห่งยุคดิจิตัล

 

  • การมองเห็นความต้องการของตนเองที่ชัดเจน
  • การมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน
  • การสนับสนุนที่ชัดเจน
  • การให้การอบรมด้วยแนวคิดที่ถูกต้อง  บนหลักความยากไม่ใช่เรื่อง โค้ด แต่เป็นเรื่องของการสร้างหลักการคิดที่ถูกต้อง
  • ความมุ่งมั่นของนักพัฒนา

ความเปลี่ยนแปลงในองค์กรจะก่อตัวขึ้นและเติบโตอย่างต่อเนื่อง  เปรียบเหมือน เมล็ดพันธ์ุ  ที่ได้รับการปลูกฝังอย่างตั้งใจ จริงจัง อย่างเข้มข้น เมล็ดพันธุ์ที่มีน้ำใจน้ำสปริต  ความรักองค์กรเป็นน้ำหล่อเลี้ยง  และการสนับสนุนจากผู้บริหาร  และในวันหนึ่งเมล็ดพันธุ์  กล้าไม้เหล่านี้จะเติบโต  เป็นร่มเงา  ให้ดอกให้ผล  ให้ความเจริญแก่กรมท่าอากาศยาน และนำมาซึ่งความเป็นโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจของประเทศชาติ  สร้างความสะดวกสบาย  รับใช้ประชาชนให้  “ยิ้มแย้ม  ยินดี  สุขขี ที่บ้านเรา

เราขอขอบคุณกับเสียงสะท้อน  ผลการประเมิน  ที่บ่งบอกถึงความประหลาดใจ  ประทับใจ  ความมีปิติ  ต่อบรรยากาศการถ่ายทอดปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ “สมอง” และปลูกจิตวิญญาณของทีมงานวิทยากร  ในสไตล์ที่ไม่มีใครทำมาก่อน   ที่สามารถทำให้การเรียนรู้เรื่องที่ยากๆ กลายเป็นเรื่องง่าย ๆ สนุกสนานจนบางท่านอยากเรียนต่ออีกหลายๆ วัน

ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์ทั้งจากหน่วยงานของกรมฯ  หน่วยงานภาคเอกชน  และขอขอบคุณผู้ร่วมเข้ารับการฝึกอบรม  และในโอกาสเดียวกันนี้เราใคร่ขออนุญาตนำภาพบางส่วนมาประกอบบทความแห่งประวัติศาสตร์นี้

วันนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นประกาศ  การเดินหน้าภาระกิจในการขับเคลื่อนแนวคิดตามพละกำลังของเราที่มีและเราจะเดินหน้าต่อไป   และยินดีที่จะให้บริการแก่องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องการยกระดับความแข็งแกร่งของทีมงานทั้งทางด้านจิตวิญญาณและเทคโนโลยี

พบกันในตอนหน้า  ที่เราจะมานำเสนอ  คลิปวิดีโอจากงานอบรมสัมมนาในครั้งนี้  รวมทั้งมาติดตาม  การต่อยอดของนักพัฒนาจากกรมท่า  ในนาม  DOA Jedi หรือ นักรบจิตวิญญาณสายพันธ์  รุ่นที่ 1/1 (DOA 101)

Roadmap to startup ตอนที่ 1 (ฉบับร่าง ฯ)

ผมเขียนบันทึกนี้  ขึ้นจากประสบการณ์การคลุกคลีกับ ค่าย Workshop StartUp 2 กลุ่ม  ทั้งสองกลุ่มเรียกว่าอยู่ในขั้น Pre-Accelator  ที่แปลว่า  สตาร์ทอัพชั้นประถม  ประมาณนั้น    ที่ผมเองรับไม่ได้  เพราะว่าเราแก่แล้ว  และคิดว่าเราน่าจะรู้ดี   จะมาเรียกประถม  ปฐม  ได้อย่างไร

แต่เอาเหอะ  ประถมก็ประถม  อยากรู้มันก็ต้องลอง

ผมแบ่งถารถ่ายทอดเรื่องราวออกเป็น 3 ตอนนะครับ   

  1. บรรยากาศรวมๆ จาก หลายค่ายรวมกัน
  2. ส่วนวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสตาร์ทอัพ
  3. Pitching นั้นสำคัญอย่างไร และเทคสิคการจัดทำ Pitch Deck
  4. Pitching Demo Day

ขอเล่าบรรยากาศรวมๆ จาก 2 ค่ายก่อนละกันครับ  แต่ก่อนอื่นขอบอกว่า  เรื่อง  นี้เป็นการประเมินส่วนตัว  ที่เกิดจากการสังเกตและพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ที่เข้าร่วมโครงการ  และเป็นเรื่องราวที่ไม่อยากจะให้ร้ายผู้ใด  แต่กลับอยากให้เรื่องนี้เป็นประโยชน์กับผู้อ่านของ เวบ สมอง (ไทยแลนด์) ของเรา

ปฐมบท :  อารมณ์ไหน  จึงสมัครเข้าร่วมโครงการ Start Up  และเข้าร่วมกับโครงการไหนบ้าง

อารมณ์แรกที่มาของการเข้าร่วม  คือ  ความอยากรู้ว่าบนเส้นทางสายนี้จะเป็นอย่างไร  และสองยอมรับว่า  เราน่าจะมีโอกาสพบกับแหล่งทุน  สำหรับการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ของเราที่ต้องการทุนไม่น้อยกว่า 30 ล้่านบาท

ค่ายแรกที่เข้าร่วม  คือ Disrupt Skillane 101 ที่เป็นหลักสูตรออนไลน์  ศึกษาเทคนิคกระบวนการว่าด้วยสตารทอัพที่ดำเนินการสอนโดย  คนดังแห่งวงการสตารทอัพไทยและในหลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อหลักสูตรได้เข้าร่วม workshop ได้พบปะกับเหล่าเพื่อนฝูง  และปะทะไหล่กับ คนดังในแวดวง

ก่อน     การเข้าร่วมหลักสูตร  ยอมรับว่า  เข้าใจสตาร์ทอัพในแบบที่เขาว่านั้นน้อยมาก ๆ

ไม่เพียงเท่านั้น  ก่อนการเข้าอบรมประมาณ 2 สัปดาห์  กระผมก็ได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มเฟสบุคของผู้สมัครเรียนทั้งหมด  และได้เริ่มทักทายกับทุกคน  ก็มีตอบรับเป็นเพื่อนบ้าง  ไม่ตอบรับบ้าง  ก็ไม่ว่ากระไร  ว่าไปเหมือนตั้งหาเสียงไว้ล่วงหน้า  เพราะรู้ว่าจะมีการโหวตไอเดียในรอบแรกโดยกลุ่มผู้เข้า workdhop (และขอบอกว่า  ในวันที่ workshop  นั้นการหาเสียงของผม  ใช้การได้ดี  คือ  ผมได้คะแนนเสียงสนับสนุนจากคนที่รู้จักพูดคุยกันถูกคอ  ก่อนการเข้าร่วมงาน ฯ )

ระหว่าง   การฟังเนื้อหาจากวิดีโอออนไลน์  ตื่นเต้นมาก  มีเรื่องใหม่และบรรยากาศร้าวใจ  มองเห็นโอกาส  และโลกสวย  และคิดว่าเราน่าจะทำได้ดี  ได้ฟังเทคนิคต่างๆ พอสมควร  แต่ยังไม่เน้น  กะเอาไว้มาทำ workshop แล้วค่อยตั้งใจเรียนอีกที  ส่วนเทคนิคอะไรอย่างไร  เอาไง้สรุปในตอนท้ายนะครับ

ระหว่าง  การทำ workshop สองวัน   ผมได้สัมผัสและพูดคนกับ StartUp จำนวนมาก  ได้เห้นสายตาแห่งความหวัง  สายตาการค้นหา  สายตาคำถาม  ก็เหมือนๆ ผมเองนะแหละที่ส่งสัญญาณสายตาแบบนั้น   เราได้สัมผัสกับ StartUp ที่ว่ากันว่าเขาประสบความสำเร็จแล้ว  ได้ขยายกิจการแล้วสมใจ  ได้รับคำแนะนำจากพวกเขาเหล่านั้นดีพอสมควร   ได้รับฟังคำวิจารณ์พอสมควร

ในค่ายนี้  ใช้เวลา  2 วัน  วันแรกฟังบรรยายและซักซ้อมเรื่องเทคนิคต่างๆ   และ บ่ายของวันแรกได้มีการประกวดนำเสนอไอเดีย   คนละ 3 นาที  โดยมีผู้เข้าร่วม 34 ไอเดีย  ยอมรับว่าลุ้นและกังวลมากว่าเราจะผ่านรอบนี้ไปได้หรือไม่   และหากผ่าน  จะไม่กังวลกับการนำเสนอ 8 นาทีในวันที่ 2  เลยว่าผลจะออกมาอย่างไร   มีคนเข้าร่วงานนี้ราว 80 คน  มีคนขึ้นประกวด 34 คน  แปลว่าจะมีคนโหวตแค่ 50 คน  โหวตให้กับ 34 คนและคัดออกมา 10 ทีม  แปลว่าหากทีมไนได้รับการโหวตอย่างน้อย  5  ก็จะได้ผ่านเข้าไปรอบต่อไป

ทายสิครับ  ผมได้กี่โหวต  3  โหวตครับ  รวมกับของตังเอง  แต่ผ่านเข้ารอบ  เพราะมีบางไอเดียมีการโหวตด้วยจำนวนคะแนนสูงมาก  คือ  มากกว่า 5  ซึ่งผมมารู้ในภายหลังว่า  มันน่ามีการเมืองด้วย  แต่เอาเหอะ  ถือว่าเราไม่ได้ใช้การเมือง  แต่ใช้การนำเสนอ  บวกกับการสร้างมิตรออนไลน์ก่อนการสัมมนาเล็กน้อย

จากนั้น  ก็มีการปรับกลุ่มมนำเอาคนที่ไม่ผ่านรอบนี้  มารวมกับหลายทีม  คราวนี้  ก็มีคนเดินมาหาเรา เพิ่มอีก 5 คนจนครบ  และคนที่เดินมาก็ยอมรับว่า  จริงๆ ก็ชอบไอเดียเราเช่นกัน  แต่ก็โหวตใครไม่ได้  เพราะตัวเองเป็นผู้แข่งขันด้วย  และผมเห็นสายตาของผู้ที่ไม่ผ่านการโหวตนั้น  รู้สึกได้ว่ามันโหดร้ายขนาดไหน  และผมไม่อยากอยู่ในสถานการณ์นั้นเช่นกัน  สถานการณ์ผู้ตกรอบแรก

มันเหมือนประกวดนางงามนะ  คือ ไอเดียถูกใจ   หรือ  หล่อ หรือ สวยนี่ก็ได้รับการโหวตได้ด้วย  คือจะบอกว่า  มันมีเรื่องแบบนี้จริง ๆ ในวงการนี้ด้วยและต่อจากนั้นเราก็มาทำ Workshop ร่วมกัน

การเตรียมการเรื่องสไลด์ในคิืนนั้น  ผมต้องแหกโผการทำสไลด์มาอยู่ในจุดยืนจริงๆ ของเรา  ขอย้ำว่าตรวนี้สำคัญ  คือต้องการฉายตัวตนตามวัตถุประสงค์ของการเข้าร่วม  และเพื่อการเผยแพร่ชื่อสมองไทยแลนด์  ให้เป็นที่รู้จัก

และหลังจากการสัมมนา  ขอบอกครับว่า  ผมได้ยินคำว่ารู้สึกผิดหวัง  หมดหวังกับการได้รับการสนับสนุนในไอเดีย  บางท่านต้องถึงกับบ่นว่า  คนที่บ้านผมไม่มีใครรับไอเดียเขาได้เลย  แต่เขาหลายนั้นก็ดีใจว่าอย่างน้อง  ก็ได้มาเจอบางคนที่เข้าใจและรับฟังไอเดียกัน  และกลายเป็นกัลยาณมิตรกันได้ในระเวลาไม่กี่ชั่วโมงใน 2 วันนั้น

สำหรับผมเอง  มีทั้งความรู้สึกว่าดี  ได้ประสบการณ์ได้เห็นสิ่งที่ควรจะทำ  และสิ่งที่ตัวเองต้องแก้ไข หากยังอยากจะเดินบนเส้นทางนี้  และอีกความรู้สึกหนึ่งที่ประมวลจากนิยาม  การปฏิบัติ  และสถานการณ์ทั้งหมดว่า  แนวคิดการปั้น  การเลือกสตาร์ทอัพด้วยวิธีการใน 2 วันแบบนี้  กลับกลายจะเป็นการทำลาย Start Up เสียมากกว่า

ความคิดผมจะถูกหรือผิดอย่างไร ? รอมายืนยันกันในตอนต่อไปนะครับ 

ยังไม่จบบรรยากาศจากอีกค่ายเลยแต่เรื่องยาวมากแล้ว  ก็พักไว้ก่อน แล้วพบกันในตอนต่อไปครับ

ราตรสวัสดิ์

อนาคต ERP จาก Desktop ถึง RPA บน Cloud ? นะออเจ้า

นาคต ERP จาก Desktop ฤาจะไปไกลถึง RPA ?

ด้วยกำลังนั่งทางใน  พิจารณา ว่าด้วยหน้าตาของ ERP แห่งอนาคต  ว่าจะมีหน้าตามีแขนขาอย่างไร

ERP  ย่อมาจาก Enterprise Resources Planning   หรือ  โปรแกรมการวางแผนการจัดการทรัพยากรใองค์กรธุรกิจ  จะเรียกง่าย ๆ ว่าโปรแกรมช่วยในการทำงานของไม่ผิดนัก

ยุคสมัยก่อนที่ยังไม่มีไฟฟ้า  ประปา  หรือ  คอมพิวเตอร์  นั้น  เจ้าของกิจการผู้ทำการค้าขาย  ทำการจัดเก็บข้อมูล  ทำการคำนวณ  ทำการวิเคราะห์อย่างไรนี่น่าคิดอยู่  เลยกลายเป็นว่า  เจ้าของคนไหนหัวดี  ความจำดี  คำนวณเก่ง  แถมปากเก่ง  คิดการ  เอาเปรียบ ทำกำไรได้เก่งก็ร่ำรวยกันไป  เรียกว่า  ช่องว่างระหว่างคนเก่งกับไม่เก่งนั้นกว้างมาก ๆ

เอาละ  พอต่อมามีเครื่องคิดเลข  มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้งาน   ก็เป็นการช่วยให้  เจ้าของกิจการ ที่สมอง ไม่เก่งมากนัก  ก็พออาจจะปรับช่องว่างกับคนหัวดีขึ้นมาได้  ด้วยการอาศัยความสามารถของคอมพิวเตอร์  หรือ  ว่าจ้างคนเก่งมาช่วยทำงานเฉพาะอย่าง  เช่น  งานบัญชี  งานการเงิน  งานการผลิต

ก็ทำให้กิจการที่รู้จักประยุกต์ใช้  หรือหูไวตาไวกับเทคโนโลยี  ก็สามารถปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้

ต่อมาก็เป็นยุคแห่งการมีโปรแกรม  ช่วยงานองค์กรที่มีความสามารถ  Feature หรือลูกเล่นแบบสุดยอดออกมามากขึ้น  ทำงานได้หลายอย่าง  หลายฟังก์ชั่น  หลายหน้าที   โดยมีคนคอยใส่  คอยป้อนข้อมูล  กดปุ่มโน่นนี่ไป   เป็นว่ายุกต์นั้น  และก็หมายถึงยุคนี้ด้วย (2018)  ก็ยังมีคน กับ คอมพิวเตอร์คู่กัน

ผมพักไว้ตรงนี้ก่อน  เรื่อง  คน กับ คอม ทำนาประสาคน  หรือ คนกับคอมฯ ทำนาประสาคอมฯ

กลับไปดูเรื่อง  ที่อยู่ที่ใช้ของ  โปรแกรมพวกนี้

  • ที่เริ่มจากคอมตัวเดียว
  • ต่อมาก็เป็นระบบเครือข่าย  ทำงานในออฟฟิต
  • ต่อมาก็  ไม่ต้องไปออฟฟิตแล้ว  ต่อสายหมุนโมเด็ม  เข้าออฟฟิตก็ได้
  • เท่ห์หน่อย  ก็เป็นการฝากระบบ ERP ไว้บน  Server  ในแบบ  Hosting
  • ด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยี  ทั้งระบบเครือข่าย  ระบบการสื่อสาร  และเครือข่ายมือถือ  ที่มีความเร็วมากขึ้น  จนทำให้ทุกอย่าง  ห่างกันเพียงแค่หยิบมือเดียว
  • บัดนี้  เทคโนโลยีทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ไปไกลมาก  จนระบบ ERP ต้องเคลื่อนย้ายไปสู่อีกระบบใหม่  คือ Cloud  ที่อันที่จริงมันก็คือ Server นะแหละ  แต่เพียงแต่เป็นการจัด Configuration ทั้งด้าน  ฮาร์ดแวร์และด้านซอฟต์แวร์  ทำให้เรียกได้ว่า ระบบ ที่อยู่บน Cloud นั้นมันจะตายยาก  หรือไม่ดับไม่เจ๊งลงได้    ก็กลายเป็นสิ่งใหม่  งานด้าน ซอฟต์แวร์ จึงได้พัฒนาการไปกองอยู่บน Cloud หมดแล้ว

ไอ้แบบนี้แหละ  คือ Saas  หรือ Software as a Service ที่มีบริการให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ในระบบ Cloud กันเลย  อยากจะใช้ก็ใช้เท่าที่อยากใช้  ใช้และจ่ายตามที่ต้องการใช้  เลยเรียกว่า  as a Service  คือ  ตามใจคุณที่อยากจะใช้นะแหละ  ไม่ต้องซื้อซอฟต์แบบเหมาเข่งอีกต่อไป   เขาจะแยกเป็นโมดูล  เป็นส่วน ๆ  ที่มันต่อถึงกันได้ราวๆ กับมีชีวิต  แบบว่า เอ้อ  ซอฟต์แวร์มันต้องฉลาด  แต่คนเขียนมันขึ้นมาต้องฉลาดกว่าอยู่ดี   ด้วยวิธีการแบบนี้  เจ้าของโปรแกรม  หรือคนผลิตโปรแกรม  หากจะแก้ไขปรับปรุงก็แก้ไขอยู่ทีเดียวนั่นแหละ  เรียกว่าสบาย  ไม่ต้องออกท้องที่  วิ่งทั่วไทยเหมือนคนขายซอฟต์แวร์ยุคก่อน  ขายได้แต่กำไรไม่เหลือ  หายไปกับค่ารถค่าน้ำมัน

ผู้ใช้งานไม่ต้องเป็นภาระ  ทั้งด้านการลงทุน  ด้านการจ้างพนักงานดูแล  ไปจนการออกรายงานต่าง ๆ

จากที่เดิมต้องเป็นแบบว่าคนต้องมาคอยออกแรงคิด  ออกแรงทำบ้าง  แต่ต่อไปนี้งานประเภทที่ทำประจำหรืองาน Routine  นั้นกำลังจะถูกโปรแกรมให้มั้นทำเองเสร็จเอง  โดยการเรียนรู้ของเครื่องนี่แหละ 

แหละมันคือ  RPA  หรือ Robotics Process Automation  นี่เองเป็นกระบวนการอัตโนมัติแบบหุ่นยนต์  ที่เรามองไม่เห็นตัวตนของหุ่นยนต์  แต่เป็นผลลัพธ์มาจากเทคโนโลยีการเขียนซอฟต์แวร์    ตรงนี้แหละครับ  คือ  กำเนิดของ Virtual  Office   ที่อะไร ๆ  ก็ Virtual   ตัวผู้คนเอง  ก็จะมีผู้ช่วย  Personnel Assistant ที่มันคือ  แอพฯ บนมือถือ เหมือนสิริ  ใน iphone  Virtul พวกนี้จะถูกเขียนมาให้เรียนรู้  จดจำ  แล้ววันหนึ่งมันก็กลับมาสอนเรา  เตือนเรา  ในเรื่องต่าง ๆ นานา  ที่วัน ๆ หนึ่งเราจะไม่สามารถจนจำเรื่องราวได้ทั้งหมด

เขียนอ้อมไป อ้อมมานานมาก  ขอกลับมา  มาตกผลึกเรื่อง  ที่ว่า  แล้ว ERP มันมีฟังก์ชั่นอะไรกันบ้าง  มีใครผลิตกันบ้าง  มีแนวโน้มจะไปกันทางไหน

ผมขอยกตัวอย่างพอได้เห็นภาพ  โดยอ้างอิงมาจากเวบไซต์    http://www.vridhisoftech.com/remco-erp/  และ https://gbenterprisesystems2014.wordpress.com/2014/11/16/5-erp-vendors-their-products-features-and-market-share/

ที่อาจจะเก่าหน่อย คือ ปี 2014 แต่ก็  ไม่แตกต่างกันมากนัก  จะต่างก็เรื่องของที่อยู่  คุณภาพ  และต้นทุนการหามาใช้งาน

จะเห็นว่า  มีผู้ผลิต ERP ออกกันมาหลายเจ้า รายใหญ่ๆ ทั้งนั้น  ไม่ต้องหาว่ามีชื่อไทย ๆ บ้างหรือไม่   แต่ก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่  รัฐบาลให้ความสำคัญในการร่วมกันผลิต ERP ให้กับ  SME ของไทยได้ใช้งานกัน  โดยเริ่มทดลองกันมาตั้งแต่ปี 2015 ที่มีผู้ใช้งานไม่มากนัก  เพียง 150 ราย (ตอนนี้ 2018 ………. )

ERP แบบ ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  มีความสามารถอะไรบ้างลองดาวน์โหลดเอกสารมาอ่านกันดู  ตามลิงก์นี่ครับ

มาดูในแง่  Feature  ว่า  ในแต่ละ Module มันทำอะไรได้บ้าง   นี่เป็นตัวอย่างของเจ้า  Remco-ERP

ครานี้  มาถึงตอนที่ว่า  หาก  คุณจะยังต้องการมีที่ยืนอยู่ในสนาม ธุรกิจ  และธุรกิจของคุณมันต้องวุ่นวายกับข้อมูล  กับตัวเลข  และซ้ำจต้องให้การบริการลูกค้า  ที่นับวันจะมีตัวเลือกทางเลือกมากมาย   มีตำถามว่า   คุณจะแข่งขันได้อีกต่อไปมั๊ย

มีสองทางเลือก  คือ  ยอมแพ้  กับ  เดินหน้าหามันมาใช้ให้ได้

หากจะต้องหามาใช้  ก็ต้องเริ่มดูรอบด้าน  ทั้งเรื่องฟังก์ชั่น  และหน้าที่ของมัน

ก็กลายเป็นเรื่องทั้งจำเป็นและยากไม่น้อย  ที่ องค์กร  บริษัทเล็ก ๆ จะเอื้อมถึง

จึงเป็นเวลาของ  เรื่อง  ของดี  ราคาเหมาะสม  จะออกโรง

ใครละ  ผู้ให้บริการรายไหนละ  และจะมีคนไทยซักคนมั๊ย จะมีปัญญาสร้างมันขึ้นมา

มันจึงเป็นเรื่องราว  มหากาพย์ที่ใหญ่มาก  

เทคโนโนโลยีอะไร  ที่จะไปถึง AI, RPA เหล่านั้นได้ซื้อเขาเหอะ  เป็นคำยอดฮิต  แต่หากเราผลิตมันได้ละ  เรารู้ว่าจะต้องทำอย่างไร  เรารู้ว่าจะเจออะไร  เรารู้วางจะต้องระดมสรรพกำลังขนาดไหน   การเดินทางไกลจึงเริ่มแล้ว  ที่จะต้องเดินอย่างอดทน  พร้อมเพื่อนร่วมทาง  และปลอดหนี้

ก่อนจบ  มีสไลด์ย่อ ๆ ว่าด้วยปัญหาใน SME  ที่เป็นที่มาของการผลิต ERP ฉบับ  DIP ขึ้นมา

ติดตามบทความดี ๆ กันต่อไปครับ

Samong IOT กับ ArduiNo ESP8266

เรื่องเล่า เสาร์ อาทิตย์

พักนี้ ไปง่วนๆ กับเรื่อง Smart IOT Smart Farm อะไรประมาณนี้ครับ โดยผ่านการสัมมนาเรื่อง Arduino ที่เป็นบอร์ดอิเลกทรอนิกส์ ช่วยให้การเชื่อมต่อ Things หรือ สิ่งของ ที่เขาเรียกกันว่า IOT นั่นหละครับ

เดี่ยวนี้วงการ IOT ล้ำหน้าไปเยอะทีเดียว สำหรับท่านที่ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้ หรือ ติดตามแต่ก็ไม่ได้เจาะลึก ก็อาจจะรู้สึกว่าบ้านเราไปไม่ถึงไหน แต่ผมว่าอย่าได้ประมาทเชียว ท่านใด ผู้ปกครอง ท่านไหน หากให้การส่งเสริมบุตรหลานของท่านให้ศึกษาเรื่องนี้ ผมว่าเป็นงานอาชีพที่ดีเลยทีเดียวครับ

ในห้องสัมมนานี้ ประกอบด้วย ผู้เข้าเรียนในวัย 40 อัพเกือยทั้งนั้นเลยครับ เป็นการสะท้อนอะไรบางอย่างครับ มีทั้งท่านในวงการอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณครูวิทยาศาสตร์ และแม้แต่ คุณพี่ตำรวจก็มาเรียนด้วย

การส่งเสริมของภาครัฐก็ไม่เลวเลย โครงการ NetPIE ได้ช่วยให้ ผู้สนใจเรื่อง IOT ได้มีที่ประลองความรู้ สามารถทำการทดลองเชื่อมต่อ อุปกรณ์เข้ากับ Server และทำการสั่งการควบคุมอุปกรณ์ได้ จากทางไกล เรียกว่า ควบคุมโรงงานขนาดย่อม ๆ ที่ไม่ซับซ้อนได้เลย และหากจะให้มันซับซ้อนขึ้นก็ต้องเขียนโปรแกรมกันเองละครับ

ในโอกาสนี้ผมได้เรียนเชิญ คณาจารย์ เพื่อนฝูงที่มีความชำนาญ มาร่วมงานสอนในฐานะ อาจารย์พิเศษด้วย โดยจะเปิดทำการสอน Arduino รอบปฐมฤกษ์ น่าจะต้นเดือน พฤษภาคม นะครับ ท่านใดสนใจ อยากจะส่งบุตรหลานมาเรียนก็เชิญกันได้ครับ รายละเอียด ค่าใช้จ่าย และอุปกรณ์ที่จะแนกมีอะไรบ้างมาว่ากันอีกที

ผมเก็บภาพมาให้ชมแต่พองามกันลืม

ว่าแล้วงานนี้  ก็เอาชื่อ Samong is the Digital Brain ขึ้นจอ OLED กันเลย    และงานนี้เช่นกัน  ก็เอาความรู้  ประสบการณ์ด้าน GPS  ไปแบ่งปันกับเพื่อน ๆ ในห้องสัมมนา  จริง ๆ จะเอาไปขายนะ  แต่ขายไม่ออก (ฮา)

 

 

 

 

สำหรับโครงการต่อไปของ  สมอง (ไทยแลนด์)   ในด้าน  IOT  คือ  การประยุกต์ใช้ประโยชน์ของ  IOT  โดยเบื้องต้นจะเป็นการต่อยอดจากระบบเดิม ๆ ที่  NETPIE ได้ให้บริการด้าน Server แล้ว   ทีมงานของเราก็จะทำการพัฒนางานการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่จัดเก็บไว้บน  Server  เพื่อให้เห็นว่า iSTEE & Samong Frame work  จะเพิ่งพลังให้  Smart IOT ได้แค่ไหน  โปรดติดตาม  ในโครงการ Samong.NETPIE  

ขอบพระคุณที่ติดตามครับ

Samong Platform ปกป้องและเข้าใจคุณ

มีคำถามว่า  แท้ที่จริงแล้วใครร่ำรวยจากกิจการเหล่านี้    

  • StartUp หลายรายไปไม่รอด  แต่ VC ทำกำไระยะสั้นขาย StartUp เป็นช่วง ๆ หลายต่อ  แนวโน้ม  StartUp คงเป็นแค่ตำนาน
  • Samong Thailand ไม่ได้เป็น StartUp พันธุ์นั้น  หากแต่เราคือ  ผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทยพันธุ์แท้
  • มีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนางานวิจัยเพื่อคิดค้นนวัตกรรมซอฟต์แวร์  ให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยและเทคโนโลยีในทุกด้านได้นำเอาไปใช้งาน
  • ด้วยแอพพลิเคชั่นแรก  ที่ไม่สนุก  ไม่ทำเน้นทำกำไร  แต่ต้องรอดได้ในระยะยาว  แต่เพื่อเป็นเพื่อนคุณ  ดูแลคุณ  ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูล  ความรวดเร็ว  จนเกินที่คุณจะรับมือตามลำพัง
  • ให้เราได้ดูแลคุณ  เพราะเราพร้อมจะปกป้องคุณ  Privacy ของคุณต้องมีค่าที่สุด

iSTEE & Samong Framework คือ  เครื่องมือ แนวคิด และซอฟต์แวร์  ในการพัฒนางานด้านซอฟต์แวร์  ที่พร้อมจะต่อยอดพัฒนาการไปสู่การผลิตแอพพลิเคชั่นที่มีความซับซ้อน  ที่มีฐานข้อมูลแบบกระจาย  ให้บริการด้วย Microservices  รองรับการใช้งาน Blockchain และพร้อมเดินหน้าสู่ AI & Robotics

RPA หรือ Robotics Process Automation คือ Virtual Robotics คือ  กระบวนการ Process Automation ที่ระบบคอมพิวเตอร์ จะจัดการงานหลายอย่างแทนคน  เป็นการะทำในเบื้องหลัง  โดยไม่มี ตัวหุ่นยนต์ให้เห็นในงาน Physical Robot ทั่วไป   

Samong Framework ทำให้ RPA  เกิดขึ้นได้

 

 

 

 

ถ้ามีวัตถุซอฟต์แวร์หรือคนหลายล้านคน ทำงานอยู่ในหน่วยความจำเครื่องหรือระบบเครือข่าย ด้านขวามือ ในแต่ระดับก็มีบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน หากเรานำสูตรปัญญาประดิษฐ์หรือชุดคำสั่งซอฟต์แวร์ทำงานแบบอัตโนมัติ บรรจุไว้ที่ต้นกำเนิดในระดับ Gene ด้านซ้าย ท่านนึกออกไหมว่า มันจะเกิดอะไรขึ้น? วัตถุที่ทำหน้าที่คล้ายอวัยวะของร่างกาย หลายล้านชิ้นในทุกระดับที่ทำงานร่วมกันอยู่ จะมีความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ พร้อมกันได้ทั้งหมดในเวลาอันสั้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด ในขณะที่ความสามารถของระบบจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ ขึ้นอยู่กับจำนวนองค์ประกอบที่นำมาทำงานร่วมกัน จำนวนยิ่งมาก ยิ่งทวีคูณ นี่แหละ Disruption ของแท้เป็น Dynamic Disruption เปรียบเหมือน หลุมดำ ยิ่งขยาย ยิ่งแกร่ง ภาพนี้คือ โลกของ รูป และ นาม ภาพนี้คือ โลกของ จิต และ กาย ด้านซ้าย คือ โลกของคลาส และสายพันธ์ุกรรมซอฟต์แวร์ ที่จะนำไปสร้างเป็นวัตถุซอฟต์แวร์ ทำงานในระบบคอมพิวเตอร์ เปรียบเหมือน แม่พิมพ์ ด้านขวา คือ โลกของวัตถุซอฟต์แวร์ ที่จำลองควบคุมการทำงานต่างๆ ทั้งส่วนคิดและส่วนความจำ ทำงานเป็นเครือข่ายความสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงกัน ภาพนี้คือ โครงสร้างของของระบบเทคโนโลยีเชิงวัตถุ นวัตกรรมสมองแพลตฟอร์ม (Samong Platform) ข้อสังเกตง่ายๆ คนมีอวัยวะเหมือนกัน 32 ประการ แต่ทำงานได้มากมายแตกต่างกัน สมองแพลตฟอร์มก็เช่นเดียวกัน มีระบบภายในส่วนหนึ่งที่เปรียบเสมือนอวัยวะบางส่วนที่คล้ายกัน แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ทำงานได้กับธุรกิจมากมายหลายประเภท รวมถึงส่วนบุคคลด้วย