Author archives:

Samong DOA Jedi นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ตอนที่ 1/2

Samong DOA Jedi  101  หรือ Samong.DOA101

เป็นโครงการความร่วมมือแรกที่ทีมงานสมอง (ไทยแลนด์) ได้รับความไว้วางใจจากฝ่ายฝึกอบรม  กรมท่าอากาศยาน  (Department of Airports)  ให้ทำการฝึกอบรมนักพัฒนาซอฟต์แวร์  เพื่อเป็นก้าวแรกของการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่  ความเป็นองค์กรแห่งยุคดิจิตัล

รูปแบบการฝึกอบรมมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว  ที่ผ่านการเตรียมหลักสูตรมาอย่างเข้มข้น  ที่ประกอบไปด้วยการอบรมทั้งทางด้านเทคโนโลยี  คือ  (1) การฝึกการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยเครื่องมือ Delphi 10.2 Tokyo  และ  (2) การพัฒนาปลูกฝังแนวความคิดที่ถูกต้อง

ในด้านเทคโนโลยี  เราได้ทำการถ่ายทอดมาตรฐานกระบวนการการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เป็นไปตามหลัก Software Development  Life Cycle และหลัก DevOps  และตามด้วยการพัฒนาระบบงานด้วยหลัก Object Oriented อันประกอบด้วย Object Oriented Analysis (OOA), Object Analysis Design(OOD) และ Object Oriented Programming (OOP)   และหลัก Minimum Viable Product(MVP)  โดยสามารถทำให้ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมสามารถมองเห็นภาพกว้าง  ภาพความสัมพันธ์  ให้สามารถออกแบบระบบได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน  และลงท้ายด้วยการลงมือเขียนโค้ดให้เป็นไปตามแผนงานที่ออกแบบไว้  แม้นจะไม่มีความชำนาญในทันทีเพราะมีความจำกัดเรื่องกรอบเวลา  ที่นักรบ  นักพัฒนา  เหล่านี้ได้มองเห็นอย่างทะลุว่าการพัฒนาซอฟต์แวร์มีขั้นตอนอย่างไร

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต https://www.slideshare.net/HungHoNgoc/group-8-presentationmetricsforobjectorientedsystem

ในด้านการพัฒนาปลูกฝังแนวความคิดที่ถูกต้อง  ด้วยกระบวนการ Softside  เราได้ถ่ายทอด  ส่งมอบความคิดในการพัฒนาซอฟต์แวร์  ให้เป็นผู้มีความรักในงานระบบที่นักพัฒนาจะทำการสร้างขึ้นในอนาคต  แนวคิดที่มองซอฟต์แวร์เปรียบเหมือนสิ่งมีชีวิต  ที่จะสามารถพัฒนาเติบโต  ให้ดูแลรักษาได้ง่าย  มีต้นทุนการรักษาต่ำและเป็นประโยชน์ยั่งยืน  การสามารถที่จะใช้ซ้ำ (Reuse) ของชิ้นส่วน  การแชร์ชิ้นส่วน  และการสร้างเครือข่ายนักพัฒนา  การสร้างรายได้จากลิขสิทธิ์ชิ้นส่วน  สร้างความเข้มแข็งเป็นเกราะป้องกันตนเองของนักพัฒนา  เพื่อเดินหน้าไปสู่เส้นทางอันโหดร้ายแห่งยุคดิจิตัล Thailand 4.0

การถ่ายทอด  พัฒนาแนวคิดที่ถูกต้อง  ดำเนินการโดย  อาจารย์นักจิตวิทยา  นักอบรมสไตล์แคมป์  ที่หาตัวจับยากในวงการฝึกอบรมยุคดิจิตัล  ที่มีทักษะผสมผสาน  ประกอบด้วยขั้นตอนการให้ความรู้ตามหลักธรรมะ  ความเข้าใจหลักธรรม  สัจธรรมที่พิสูจน์มาแล้วกว่า 2500 ปี  อันเป็นที่มาของหลัก iSTEE   เราฝึกฝนการทำงานร่วมกัน (Collaborative) ด้วยเครื่องมือ Google App (G-Suite)  ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรได้อย่างรวดเร็ว  ทำให้นักพัฒนาได้เห็นว่าพวกเขาสามารถทำการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนของซอฟต์แวร์ในอนาคตกันเองได้อย่างไรและจพควบคุมเวอร์ชั่นของซอฟต์แวร์ได้อย่างไร  นอกจากนี้  เครื่องมือพื้นฐานนี้ยังสามารถใช้ในการจัดการงานระบบเอกสาร  งานฐานข้อมูลภายในหน่วยงานได้อย่างง่ายดายรวดเร็ว  เพื่อเป็นการเตรียมการออกแบบโครงสร้างฐานข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ก่อนที่จะนำไปสู่การพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีความจำเป็นจริง ๆ

ผู้เข้าอบรมเป็นตัวแทนมาจากหลายหน่วยงาน  และจำแนกได้เป็น 12 ระบบงาน  ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน  การรวมประสบการณ์และความต้องการ  ก่อให้เกิดการริเริ่มการออกแบบระบบซอฟต์แวร์ที่จำเป็นที่จะมารองรับการทำงานขององค์กรในอนาคตซึ่งเป็นระบบหรือซอฟต์แวร์ที่จะไม่มีใครจากภายนอกจะมาพัฒนาให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น  และหากจะเป็นการว่าจ้างทำการพัฒนาให้ทุกส่วนจะก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการผลิตและการบำรุงรักษาที่มีมูลค่ามหาศาลที่จะตกเป็นภาระแก่ภาษีของประเทศชาติ  การริเริ่มการออกแบบระบบจากหน่วยย่อยตามหลัก MVP  ที่ผ่านการแชร์ประสบการณ์ความต้องการจากทุกท่าอากาศยาน  ก็จะเป็นเมล็ดพันธ์  เป็นระบบงานให้กับหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ได้อย่างไม่สิ้นสุด  ที่อาจจะทำให้กรมท่าอากาศยาน  กลายเป็นองค์กรต้นแบบแห่งยุคดิจิตัล

 

  • การมองเห็นความต้องการของตนเองที่ชัดเจน
  • การมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน
  • การสนับสนุนที่ชัดเจน
  • การให้การอบรมด้วยแนวคิดที่ถูกต้อง  บนหลักความยากไม่ใช่เรื่อง โค้ด แต่เป็นเรื่องของการสร้างหลักการคิดที่ถูกต้อง
  • ความมุ่งมั่นของนักพัฒนา

ความเปลี่ยนแปลงในองค์กรจะก่อตัวขึ้นและเติบโตอย่างต่อเนื่อง  เปรียบเหมือน เมล็ดพันธ์ุ  ที่ได้รับการปลูกฝังอย่างตั้งใจ จริงจัง อย่างเข้มข้น เมล็ดพันธุ์ที่มีน้ำใจน้ำสปริต  ความรักองค์กรเป็นน้ำหล่อเลี้ยง  และการสนับสนุนจากผู้บริหาร  และในวันหนึ่งเมล็ดพันธุ์  กล้าไม้เหล่านี้จะเติบโต  เป็นร่มเงา  ให้ดอกให้ผล  ให้ความเจริญแก่กรมท่าอากาศยาน และนำมาซึ่งความเป็นโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจของประเทศชาติ  สร้างความสะดวกสบาย  รับใช้ประชาชนให้  “ยิ้มแย้ม  ยินดี  สุขขี ที่บ้านเรา

เราขอขอบคุณกับเสียงสะท้อน  ผลการประเมิน  ที่บ่งบอกถึงความประหลาดใจ  ประทับใจ  ความมีปิติ  ต่อบรรยากาศการถ่ายทอดปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ “สมอง” และปลูกจิตวิญญาณของทีมงานวิทยากร  ในสไตล์ที่ไม่มีใครทำมาก่อน   ที่สามารถทำให้การเรียนรู้เรื่องที่ยากๆ กลายเป็นเรื่องง่าย ๆ สนุกสนานจนบางท่านอยากเรียนต่ออีกหลายๆ วัน

ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์ทั้งจากหน่วยงานของกรมฯ  หน่วยงานภาคเอกชน  และขอขอบคุณผู้ร่วมเข้ารับการฝึกอบรม  และในโอกาสเดียวกันนี้เราใคร่ขออนุญาตนำภาพบางส่วนมาประกอบบทความแห่งประวัติศาสตร์นี้

วันนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นประกาศ  การเดินหน้าภาระกิจในการขับเคลื่อนแนวคิดตามพละกำลังของเราที่มีและเราจะเดินหน้าต่อไป   และยินดีที่จะให้บริการแก่องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องการยกระดับความแข็งแกร่งของทีมงานทั้งทางด้านจิตวิญญาณและเทคโนโลยี

พบกันในตอนหน้า  ที่เราจะมานำเสนอ  คลิปวิดีโอจากงานอบรมสัมมนาในครั้งนี้  รวมทั้งมาติดตาม  การต่อยอดของนักพัฒนาจากกรมท่า  ในนาม  DOA Jedi หรือ นักรบจิตวิญญาณสายพันธ์  รุ่นที่ 1/1 (DOA 101)

Roadmap to startup ตอนที่ 1 (ฉบับร่าง ฯ)

ผมเขียนบันทึกนี้  ขึ้นจากประสบการณ์การคลุกคลีกับ ค่าย Workshop StartUp 2 กลุ่ม  ทั้งสองกลุ่มเรียกว่าอยู่ในขั้น Pre-Accelator  ที่แปลว่า  สตาร์ทอัพชั้นประถม  ประมาณนั้น    ที่ผมเองรับไม่ได้  เพราะว่าเราแก่แล้ว  และคิดว่าเราน่าจะรู้ดี   จะมาเรียกประถม  ปฐม  ได้อย่างไร

แต่เอาเหอะ  ประถมก็ประถม  อยากรู้มันก็ต้องลอง

ผมแบ่งถารถ่ายทอดเรื่องราวออกเป็น 3 ตอนนะครับ   

  1. บรรยากาศรวมๆ จาก หลายค่ายรวมกัน
  2. ส่วนวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสตาร์ทอัพ
  3. Pitching นั้นสำคัญอย่างไร และเทคสิคการจัดทำ Pitch Deck
  4. Pitching Demo Day

ขอเล่าบรรยากาศรวมๆ จาก 2 ค่ายก่อนละกันครับ  แต่ก่อนอื่นขอบอกว่า  เรื่อง  นี้เป็นการประเมินส่วนตัว  ที่เกิดจากการสังเกตและพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ที่เข้าร่วมโครงการ  และเป็นเรื่องราวที่ไม่อยากจะให้ร้ายผู้ใด  แต่กลับอยากให้เรื่องนี้เป็นประโยชน์กับผู้อ่านของ เวบ สมอง (ไทยแลนด์) ของเรา

ปฐมบท :  อารมณ์ไหน  จึงสมัครเข้าร่วมโครงการ Start Up  และเข้าร่วมกับโครงการไหนบ้าง

อารมณ์แรกที่มาของการเข้าร่วม  คือ  ความอยากรู้ว่าบนเส้นทางสายนี้จะเป็นอย่างไร  และสองยอมรับว่า  เราน่าจะมีโอกาสพบกับแหล่งทุน  สำหรับการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ของเราที่ต้องการทุนไม่น้อยกว่า 30 ล้่านบาท

ค่ายแรกที่เข้าร่วม  คือ Disrupt Skillane 101 ที่เป็นหลักสูตรออนไลน์  ศึกษาเทคนิคกระบวนการว่าด้วยสตารทอัพที่ดำเนินการสอนโดย  คนดังแห่งวงการสตารทอัพไทยและในหลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อหลักสูตรได้เข้าร่วม workshop ได้พบปะกับเหล่าเพื่อนฝูง  และปะทะไหล่กับ คนดังในแวดวง

ก่อน     การเข้าร่วมหลักสูตร  ยอมรับว่า  เข้าใจสตาร์ทอัพในแบบที่เขาว่านั้นน้อยมาก ๆ

ไม่เพียงเท่านั้น  ก่อนการเข้าอบรมประมาณ 2 สัปดาห์  กระผมก็ได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มเฟสบุคของผู้สมัครเรียนทั้งหมด  และได้เริ่มทักทายกับทุกคน  ก็มีตอบรับเป็นเพื่อนบ้าง  ไม่ตอบรับบ้าง  ก็ไม่ว่ากระไร  ว่าไปเหมือนตั้งหาเสียงไว้ล่วงหน้า  เพราะรู้ว่าจะมีการโหวตไอเดียในรอบแรกโดยกลุ่มผู้เข้า workdhop (และขอบอกว่า  ในวันที่ workshop  นั้นการหาเสียงของผม  ใช้การได้ดี  คือ  ผมได้คะแนนเสียงสนับสนุนจากคนที่รู้จักพูดคุยกันถูกคอ  ก่อนการเข้าร่วมงาน ฯ )

ระหว่าง   การฟังเนื้อหาจากวิดีโอออนไลน์  ตื่นเต้นมาก  มีเรื่องใหม่และบรรยากาศร้าวใจ  มองเห็นโอกาส  และโลกสวย  และคิดว่าเราน่าจะทำได้ดี  ได้ฟังเทคนิคต่างๆ พอสมควร  แต่ยังไม่เน้น  กะเอาไว้มาทำ workshop แล้วค่อยตั้งใจเรียนอีกที  ส่วนเทคนิคอะไรอย่างไร  เอาไง้สรุปในตอนท้ายนะครับ

ระหว่าง  การทำ workshop สองวัน   ผมได้สัมผัสและพูดคนกับ StartUp จำนวนมาก  ได้เห้นสายตาแห่งความหวัง  สายตาการค้นหา  สายตาคำถาม  ก็เหมือนๆ ผมเองนะแหละที่ส่งสัญญาณสายตาแบบนั้น   เราได้สัมผัสกับ StartUp ที่ว่ากันว่าเขาประสบความสำเร็จแล้ว  ได้ขยายกิจการแล้วสมใจ  ได้รับคำแนะนำจากพวกเขาเหล่านั้นดีพอสมควร   ได้รับฟังคำวิจารณ์พอสมควร

ในค่ายนี้  ใช้เวลา  2 วัน  วันแรกฟังบรรยายและซักซ้อมเรื่องเทคนิคต่างๆ   และ บ่ายของวันแรกได้มีการประกวดนำเสนอไอเดีย   คนละ 3 นาที  โดยมีผู้เข้าร่วม 34 ไอเดีย  ยอมรับว่าลุ้นและกังวลมากว่าเราจะผ่านรอบนี้ไปได้หรือไม่   และหากผ่าน  จะไม่กังวลกับการนำเสนอ 8 นาทีในวันที่ 2  เลยว่าผลจะออกมาอย่างไร   มีคนเข้าร่วงานนี้ราว 80 คน  มีคนขึ้นประกวด 34 คน  แปลว่าจะมีคนโหวตแค่ 50 คน  โหวตให้กับ 34 คนและคัดออกมา 10 ทีม  แปลว่าหากทีมไนได้รับการโหวตอย่างน้อย  5  ก็จะได้ผ่านเข้าไปรอบต่อไป

ทายสิครับ  ผมได้กี่โหวต  3  โหวตครับ  รวมกับของตังเอง  แต่ผ่านเข้ารอบ  เพราะมีบางไอเดียมีการโหวตด้วยจำนวนคะแนนสูงมาก  คือ  มากกว่า 5  ซึ่งผมมารู้ในภายหลังว่า  มันน่ามีการเมืองด้วย  แต่เอาเหอะ  ถือว่าเราไม่ได้ใช้การเมือง  แต่ใช้การนำเสนอ  บวกกับการสร้างมิตรออนไลน์ก่อนการสัมมนาเล็กน้อย

จากนั้น  ก็มีการปรับกลุ่มมนำเอาคนที่ไม่ผ่านรอบนี้  มารวมกับหลายทีม  คราวนี้  ก็มีคนเดินมาหาเรา เพิ่มอีก 5 คนจนครบ  และคนที่เดินมาก็ยอมรับว่า  จริงๆ ก็ชอบไอเดียเราเช่นกัน  แต่ก็โหวตใครไม่ได้  เพราะตัวเองเป็นผู้แข่งขันด้วย  และผมเห็นสายตาของผู้ที่ไม่ผ่านการโหวตนั้น  รู้สึกได้ว่ามันโหดร้ายขนาดไหน  และผมไม่อยากอยู่ในสถานการณ์นั้นเช่นกัน  สถานการณ์ผู้ตกรอบแรก

มันเหมือนประกวดนางงามนะ  คือ ไอเดียถูกใจ   หรือ  หล่อ หรือ สวยนี่ก็ได้รับการโหวตได้ด้วย  คือจะบอกว่า  มันมีเรื่องแบบนี้จริง ๆ ในวงการนี้ด้วยและต่อจากนั้นเราก็มาทำ Workshop ร่วมกัน

การเตรียมการเรื่องสไลด์ในคิืนนั้น  ผมต้องแหกโผการทำสไลด์มาอยู่ในจุดยืนจริงๆ ของเรา  ขอย้ำว่าตรวนี้สำคัญ  คือต้องการฉายตัวตนตามวัตถุประสงค์ของการเข้าร่วม  และเพื่อการเผยแพร่ชื่อสมองไทยแลนด์  ให้เป็นที่รู้จัก

และหลังจากการสัมมนา  ขอบอกครับว่า  ผมได้ยินคำว่ารู้สึกผิดหวัง  หมดหวังกับการได้รับการสนับสนุนในไอเดีย  บางท่านต้องถึงกับบ่นว่า  คนที่บ้านผมไม่มีใครรับไอเดียเขาได้เลย  แต่เขาหลายนั้นก็ดีใจว่าอย่างน้อง  ก็ได้มาเจอบางคนที่เข้าใจและรับฟังไอเดียกัน  และกลายเป็นกัลยาณมิตรกันได้ในระเวลาไม่กี่ชั่วโมงใน 2 วันนั้น

สำหรับผมเอง  มีทั้งความรู้สึกว่าดี  ได้ประสบการณ์ได้เห็นสิ่งที่ควรจะทำ  และสิ่งที่ตัวเองต้องแก้ไข หากยังอยากจะเดินบนเส้นทางนี้  และอีกความรู้สึกหนึ่งที่ประมวลจากนิยาม  การปฏิบัติ  และสถานการณ์ทั้งหมดว่า  แนวคิดการปั้น  การเลือกสตาร์ทอัพด้วยวิธีการใน 2 วันแบบนี้  กลับกลายจะเป็นการทำลาย Start Up เสียมากกว่า

ความคิดผมจะถูกหรือผิดอย่างไร ? รอมายืนยันกันในตอนต่อไปนะครับ 

ยังไม่จบบรรยากาศจากอีกค่ายเลยแต่เรื่องยาวมากแล้ว  ก็พักไว้ก่อน แล้วพบกันในตอนต่อไปครับ

ราตรสวัสดิ์

อนาคต ERP จาก Desktop ถึง RPA บน Cloud ? นะออเจ้า

นาคต ERP จาก Desktop ฤาจะไปไกลถึง RPA ?

ด้วยกำลังนั่งทางใน  พิจารณา ว่าด้วยหน้าตาของ ERP แห่งอนาคต  ว่าจะมีหน้าตามีแขนขาอย่างไร

ERP  ย่อมาจาก Enterprise Resources Planning   หรือ  โปรแกรมการวางแผนการจัดการทรัพยากรใองค์กรธุรกิจ  จะเรียกง่าย ๆ ว่าโปรแกรมช่วยในการทำงานของไม่ผิดนัก

ยุคสมัยก่อนที่ยังไม่มีไฟฟ้า  ประปา  หรือ  คอมพิวเตอร์  นั้น  เจ้าของกิจการผู้ทำการค้าขาย  ทำการจัดเก็บข้อมูล  ทำการคำนวณ  ทำการวิเคราะห์อย่างไรนี่น่าคิดอยู่  เลยกลายเป็นว่า  เจ้าของคนไหนหัวดี  ความจำดี  คำนวณเก่ง  แถมปากเก่ง  คิดการ  เอาเปรียบ ทำกำไรได้เก่งก็ร่ำรวยกันไป  เรียกว่า  ช่องว่างระหว่างคนเก่งกับไม่เก่งนั้นกว้างมาก ๆ

เอาละ  พอต่อมามีเครื่องคิดเลข  มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้งาน   ก็เป็นการช่วยให้  เจ้าของกิจการ ที่สมอง ไม่เก่งมากนัก  ก็พออาจจะปรับช่องว่างกับคนหัวดีขึ้นมาได้  ด้วยการอาศัยความสามารถของคอมพิวเตอร์  หรือ  ว่าจ้างคนเก่งมาช่วยทำงานเฉพาะอย่าง  เช่น  งานบัญชี  งานการเงิน  งานการผลิต

ก็ทำให้กิจการที่รู้จักประยุกต์ใช้  หรือหูไวตาไวกับเทคโนโลยี  ก็สามารถปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้

ต่อมาก็เป็นยุคแห่งการมีโปรแกรม  ช่วยงานองค์กรที่มีความสามารถ  Feature หรือลูกเล่นแบบสุดยอดออกมามากขึ้น  ทำงานได้หลายอย่าง  หลายฟังก์ชั่น  หลายหน้าที   โดยมีคนคอยใส่  คอยป้อนข้อมูล  กดปุ่มโน่นนี่ไป   เป็นว่ายุกต์นั้น  และก็หมายถึงยุคนี้ด้วย (2018)  ก็ยังมีคน กับ คอมพิวเตอร์คู่กัน

ผมพักไว้ตรงนี้ก่อน  เรื่อง  คน กับ คอม ทำนาประสาคน  หรือ คนกับคอมฯ ทำนาประสาคอมฯ

กลับไปดูเรื่อง  ที่อยู่ที่ใช้ของ  โปรแกรมพวกนี้

  • ที่เริ่มจากคอมตัวเดียว
  • ต่อมาก็เป็นระบบเครือข่าย  ทำงานในออฟฟิต
  • ต่อมาก็  ไม่ต้องไปออฟฟิตแล้ว  ต่อสายหมุนโมเด็ม  เข้าออฟฟิตก็ได้
  • เท่ห์หน่อย  ก็เป็นการฝากระบบ ERP ไว้บน  Server  ในแบบ  Hosting
  • ด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยี  ทั้งระบบเครือข่าย  ระบบการสื่อสาร  และเครือข่ายมือถือ  ที่มีความเร็วมากขึ้น  จนทำให้ทุกอย่าง  ห่างกันเพียงแค่หยิบมือเดียว
  • บัดนี้  เทคโนโลยีทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ไปไกลมาก  จนระบบ ERP ต้องเคลื่อนย้ายไปสู่อีกระบบใหม่  คือ Cloud  ที่อันที่จริงมันก็คือ Server นะแหละ  แต่เพียงแต่เป็นการจัด Configuration ทั้งด้าน  ฮาร์ดแวร์และด้านซอฟต์แวร์  ทำให้เรียกได้ว่า ระบบ ที่อยู่บน Cloud นั้นมันจะตายยาก  หรือไม่ดับไม่เจ๊งลงได้    ก็กลายเป็นสิ่งใหม่  งานด้าน ซอฟต์แวร์ จึงได้พัฒนาการไปกองอยู่บน Cloud หมดแล้ว

ไอ้แบบนี้แหละ  คือ Saas  หรือ Software as a Service ที่มีบริการให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ในระบบ Cloud กันเลย  อยากจะใช้ก็ใช้เท่าที่อยากใช้  ใช้และจ่ายตามที่ต้องการใช้  เลยเรียกว่า  as a Service  คือ  ตามใจคุณที่อยากจะใช้นะแหละ  ไม่ต้องซื้อซอฟต์แบบเหมาเข่งอีกต่อไป   เขาจะแยกเป็นโมดูล  เป็นส่วน ๆ  ที่มันต่อถึงกันได้ราวๆ กับมีชีวิต  แบบว่า เอ้อ  ซอฟต์แวร์มันต้องฉลาด  แต่คนเขียนมันขึ้นมาต้องฉลาดกว่าอยู่ดี   ด้วยวิธีการแบบนี้  เจ้าของโปรแกรม  หรือคนผลิตโปรแกรม  หากจะแก้ไขปรับปรุงก็แก้ไขอยู่ทีเดียวนั่นแหละ  เรียกว่าสบาย  ไม่ต้องออกท้องที่  วิ่งทั่วไทยเหมือนคนขายซอฟต์แวร์ยุคก่อน  ขายได้แต่กำไรไม่เหลือ  หายไปกับค่ารถค่าน้ำมัน

ผู้ใช้งานไม่ต้องเป็นภาระ  ทั้งด้านการลงทุน  ด้านการจ้างพนักงานดูแล  ไปจนการออกรายงานต่าง ๆ

จากที่เดิมต้องเป็นแบบว่าคนต้องมาคอยออกแรงคิด  ออกแรงทำบ้าง  แต่ต่อไปนี้งานประเภทที่ทำประจำหรืองาน Routine  นั้นกำลังจะถูกโปรแกรมให้มั้นทำเองเสร็จเอง  โดยการเรียนรู้ของเครื่องนี่แหละ 

แหละมันคือ  RPA  หรือ Robotics Process Automation  นี่เองเป็นกระบวนการอัตโนมัติแบบหุ่นยนต์  ที่เรามองไม่เห็นตัวตนของหุ่นยนต์  แต่เป็นผลลัพธ์มาจากเทคโนโลยีการเขียนซอฟต์แวร์    ตรงนี้แหละครับ  คือ  กำเนิดของ Virtual  Office   ที่อะไร ๆ  ก็ Virtual   ตัวผู้คนเอง  ก็จะมีผู้ช่วย  Personnel Assistant ที่มันคือ  แอพฯ บนมือถือ เหมือนสิริ  ใน iphone  Virtul พวกนี้จะถูกเขียนมาให้เรียนรู้  จดจำ  แล้ววันหนึ่งมันก็กลับมาสอนเรา  เตือนเรา  ในเรื่องต่าง ๆ นานา  ที่วัน ๆ หนึ่งเราจะไม่สามารถจนจำเรื่องราวได้ทั้งหมด

เขียนอ้อมไป อ้อมมานานมาก  ขอกลับมา  มาตกผลึกเรื่อง  ที่ว่า  แล้ว ERP มันมีฟังก์ชั่นอะไรกันบ้าง  มีใครผลิตกันบ้าง  มีแนวโน้มจะไปกันทางไหน

ผมขอยกตัวอย่างพอได้เห็นภาพ  โดยอ้างอิงมาจากเวบไซต์    http://www.vridhisoftech.com/remco-erp/  และ https://gbenterprisesystems2014.wordpress.com/2014/11/16/5-erp-vendors-their-products-features-and-market-share/

ที่อาจจะเก่าหน่อย คือ ปี 2014 แต่ก็  ไม่แตกต่างกันมากนัก  จะต่างก็เรื่องของที่อยู่  คุณภาพ  และต้นทุนการหามาใช้งาน

จะเห็นว่า  มีผู้ผลิต ERP ออกกันมาหลายเจ้า รายใหญ่ๆ ทั้งนั้น  ไม่ต้องหาว่ามีชื่อไทย ๆ บ้างหรือไม่   แต่ก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่  รัฐบาลให้ความสำคัญในการร่วมกันผลิต ERP ให้กับ  SME ของไทยได้ใช้งานกัน  โดยเริ่มทดลองกันมาตั้งแต่ปี 2015 ที่มีผู้ใช้งานไม่มากนัก  เพียง 150 ราย (ตอนนี้ 2018 ………. )

ERP แบบ ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  มีความสามารถอะไรบ้างลองดาวน์โหลดเอกสารมาอ่านกันดู  ตามลิงก์นี่ครับ

มาดูในแง่  Feature  ว่า  ในแต่ละ Module มันทำอะไรได้บ้าง   นี่เป็นตัวอย่างของเจ้า  Remco-ERP

ครานี้  มาถึงตอนที่ว่า  หาก  คุณจะยังต้องการมีที่ยืนอยู่ในสนาม ธุรกิจ  และธุรกิจของคุณมันต้องวุ่นวายกับข้อมูล  กับตัวเลข  และซ้ำจต้องให้การบริการลูกค้า  ที่นับวันจะมีตัวเลือกทางเลือกมากมาย   มีตำถามว่า   คุณจะแข่งขันได้อีกต่อไปมั๊ย

มีสองทางเลือก  คือ  ยอมแพ้  กับ  เดินหน้าหามันมาใช้ให้ได้

หากจะต้องหามาใช้  ก็ต้องเริ่มดูรอบด้าน  ทั้งเรื่องฟังก์ชั่น  และหน้าที่ของมัน

ก็กลายเป็นเรื่องทั้งจำเป็นและยากไม่น้อย  ที่ องค์กร  บริษัทเล็ก ๆ จะเอื้อมถึง

จึงเป็นเวลาของ  เรื่อง  ของดี  ราคาเหมาะสม  จะออกโรง

ใครละ  ผู้ให้บริการรายไหนละ  และจะมีคนไทยซักคนมั๊ย จะมีปัญญาสร้างมันขึ้นมา

มันจึงเป็นเรื่องราว  มหากาพย์ที่ใหญ่มาก  

เทคโนโนโลยีอะไร  ที่จะไปถึง AI, RPA เหล่านั้นได้ซื้อเขาเหอะ  เป็นคำยอดฮิต  แต่หากเราผลิตมันได้ละ  เรารู้ว่าจะต้องทำอย่างไร  เรารู้ว่าจะเจออะไร  เรารู้วางจะต้องระดมสรรพกำลังขนาดไหน   การเดินทางไกลจึงเริ่มแล้ว  ที่จะต้องเดินอย่างอดทน  พร้อมเพื่อนร่วมทาง  และปลอดหนี้

ก่อนจบ  มีสไลด์ย่อ ๆ ว่าด้วยปัญหาใน SME  ที่เป็นที่มาของการผลิต ERP ฉบับ  DIP ขึ้นมา

ติดตามบทความดี ๆ กันต่อไปครับ

Samong IOT กับ ArduiNo ESP8266

เรื่องเล่า เสาร์ อาทิตย์

พักนี้ ไปง่วนๆ กับเรื่อง Smart IOT Smart Farm อะไรประมาณนี้ครับ โดยผ่านการสัมมนาเรื่อง Arduino ที่เป็นบอร์ดอิเลกทรอนิกส์ ช่วยให้การเชื่อมต่อ Things หรือ สิ่งของ ที่เขาเรียกกันว่า IOT นั่นหละครับ

เดี่ยวนี้วงการ IOT ล้ำหน้าไปเยอะทีเดียว สำหรับท่านที่ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้ หรือ ติดตามแต่ก็ไม่ได้เจาะลึก ก็อาจจะรู้สึกว่าบ้านเราไปไม่ถึงไหน แต่ผมว่าอย่าได้ประมาทเชียว ท่านใด ผู้ปกครอง ท่านไหน หากให้การส่งเสริมบุตรหลานของท่านให้ศึกษาเรื่องนี้ ผมว่าเป็นงานอาชีพที่ดีเลยทีเดียวครับ

ในห้องสัมมนานี้ ประกอบด้วย ผู้เข้าเรียนในวัย 40 อัพเกือยทั้งนั้นเลยครับ เป็นการสะท้อนอะไรบางอย่างครับ มีทั้งท่านในวงการอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณครูวิทยาศาสตร์ และแม้แต่ คุณพี่ตำรวจก็มาเรียนด้วย

การส่งเสริมของภาครัฐก็ไม่เลวเลย โครงการ NetPIE ได้ช่วยให้ ผู้สนใจเรื่อง IOT ได้มีที่ประลองความรู้ สามารถทำการทดลองเชื่อมต่อ อุปกรณ์เข้ากับ Server และทำการสั่งการควบคุมอุปกรณ์ได้ จากทางไกล เรียกว่า ควบคุมโรงงานขนาดย่อม ๆ ที่ไม่ซับซ้อนได้เลย และหากจะให้มันซับซ้อนขึ้นก็ต้องเขียนโปรแกรมกันเองละครับ

ในโอกาสนี้ผมได้เรียนเชิญ คณาจารย์ เพื่อนฝูงที่มีความชำนาญ มาร่วมงานสอนในฐานะ อาจารย์พิเศษด้วย โดยจะเปิดทำการสอน Arduino รอบปฐมฤกษ์ น่าจะต้นเดือน พฤษภาคม นะครับ ท่านใดสนใจ อยากจะส่งบุตรหลานมาเรียนก็เชิญกันได้ครับ รายละเอียด ค่าใช้จ่าย และอุปกรณ์ที่จะแนกมีอะไรบ้างมาว่ากันอีกที

ผมเก็บภาพมาให้ชมแต่พองามกันลืม

ว่าแล้วงานนี้  ก็เอาชื่อ Samong is the Digital Brain ขึ้นจอ OLED กันเลย    และงานนี้เช่นกัน  ก็เอาความรู้  ประสบการณ์ด้าน GPS  ไปแบ่งปันกับเพื่อน ๆ ในห้องสัมมนา  จริง ๆ จะเอาไปขายนะ  แต่ขายไม่ออก (ฮา)

 

 

 

 

สำหรับโครงการต่อไปของ  สมอง (ไทยแลนด์)   ในด้าน  IOT  คือ  การประยุกต์ใช้ประโยชน์ของ  IOT  โดยเบื้องต้นจะเป็นการต่อยอดจากระบบเดิม ๆ ที่  NETPIE ได้ให้บริการด้าน Server แล้ว   ทีมงานของเราก็จะทำการพัฒนางานการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่จัดเก็บไว้บน  Server  เพื่อให้เห็นว่า iSTEE & Samong Frame work  จะเพิ่งพลังให้  Smart IOT ได้แค่ไหน  โปรดติดตาม  ในโครงการ Samong.NETPIE  

ขอบพระคุณที่ติดตามครับ

Samong Platform ปกป้องและเข้าใจคุณ

มีคำถามว่า  แท้ที่จริงแล้วใครร่ำรวยจากกิจการเหล่านี้    

  • StartUp หลายรายไปไม่รอด  แต่ VC ทำกำไระยะสั้นขาย StartUp เป็นช่วง ๆ หลายต่อ  แนวโน้ม  StartUp คงเป็นแค่ตำนาน
  • Samong Thailand ไม่ได้เป็น StartUp พันธุ์นั้น  หากแต่เราคือ  ผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทยพันธุ์แท้
  • มีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนางานวิจัยเพื่อคิดค้นนวัตกรรมซอฟต์แวร์  ให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยและเทคโนโลยีในทุกด้านได้นำเอาไปใช้งาน
  • ด้วยแอพพลิเคชั่นแรก  ที่ไม่สนุก  ไม่ทำเน้นทำกำไร  แต่ต้องรอดได้ในระยะยาว  แต่เพื่อเป็นเพื่อนคุณ  ดูแลคุณ  ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูล  ความรวดเร็ว  จนเกินที่คุณจะรับมือตามลำพัง
  • ให้เราได้ดูแลคุณ  เพราะเราพร้อมจะปกป้องคุณ  Privacy ของคุณต้องมีค่าที่สุด

iSTEE & Samong Framework คือ  เครื่องมือ แนวคิด และซอฟต์แวร์  ในการพัฒนางานด้านซอฟต์แวร์  ที่พร้อมจะต่อยอดพัฒนาการไปสู่การผลิตแอพพลิเคชั่นที่มีความซับซ้อน  ที่มีฐานข้อมูลแบบกระจาย  ให้บริการด้วย Microservices  รองรับการใช้งาน Blockchain และพร้อมเดินหน้าสู่ AI & Robotics

RPA หรือ Robotics Process Automation คือ Virtual Robotics คือ  กระบวนการ Process Automation ที่ระบบคอมพิวเตอร์ จะจัดการงานหลายอย่างแทนคน  เป็นการะทำในเบื้องหลัง  โดยไม่มี ตัวหุ่นยนต์ให้เห็นในงาน Physical Robot ทั่วไป   

Samong Framework ทำให้ RPA  เกิดขึ้นได้

 

 

 

 

ถ้ามีวัตถุซอฟต์แวร์หรือคนหลายล้านคน ทำงานอยู่ในหน่วยความจำเครื่องหรือระบบเครือข่าย ด้านขวามือ ในแต่ระดับก็มีบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน หากเรานำสูตรปัญญาประดิษฐ์หรือชุดคำสั่งซอฟต์แวร์ทำงานแบบอัตโนมัติ บรรจุไว้ที่ต้นกำเนิดในระดับ Gene ด้านซ้าย ท่านนึกออกไหมว่า มันจะเกิดอะไรขึ้น? วัตถุที่ทำหน้าที่คล้ายอวัยวะของร่างกาย หลายล้านชิ้นในทุกระดับที่ทำงานร่วมกันอยู่ จะมีความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ พร้อมกันได้ทั้งหมดในเวลาอันสั้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด ในขณะที่ความสามารถของระบบจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ ขึ้นอยู่กับจำนวนองค์ประกอบที่นำมาทำงานร่วมกัน จำนวนยิ่งมาก ยิ่งทวีคูณ นี่แหละ Disruption ของแท้เป็น Dynamic Disruption เปรียบเหมือน หลุมดำ ยิ่งขยาย ยิ่งแกร่ง ภาพนี้คือ โลกของ รูป และ นาม ภาพนี้คือ โลกของ จิต และ กาย ด้านซ้าย คือ โลกของคลาส และสายพันธ์ุกรรมซอฟต์แวร์ ที่จะนำไปสร้างเป็นวัตถุซอฟต์แวร์ ทำงานในระบบคอมพิวเตอร์ เปรียบเหมือน แม่พิมพ์ ด้านขวา คือ โลกของวัตถุซอฟต์แวร์ ที่จำลองควบคุมการทำงานต่างๆ ทั้งส่วนคิดและส่วนความจำ ทำงานเป็นเครือข่ายความสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงกัน ภาพนี้คือ โครงสร้างของของระบบเทคโนโลยีเชิงวัตถุ นวัตกรรมสมองแพลตฟอร์ม (Samong Platform) ข้อสังเกตง่ายๆ คนมีอวัยวะเหมือนกัน 32 ประการ แต่ทำงานได้มากมายแตกต่างกัน สมองแพลตฟอร์มก็เช่นเดียวกัน มีระบบภายในส่วนหนึ่งที่เปรียบเสมือนอวัยวะบางส่วนที่คล้ายกัน แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ทำงานได้กับธุรกิจมากมายหลายประเภท รวมถึงส่วนบุคคลด้วย

iSTEE & Samong Framework เกิดมาเพื่อสิ่งใด ?

ก่อนอื่นต้องให้เครดิตกับผู้สร้างภาพ Inforgraphic  ดังต่อไปนี้  ที่จะขออธิบายภาพด้วยข้อความสั้นใต้ภาพ  ก่อนที่จะสรุปในภาพรวมว่าทำไมต้องให้บทความนี้มีชื่อเรียกเช่นนี้  และต้องให้เครดิตสำหรับท่านที่พยายามแสวงหาภาพตัวแทนในจักรวาลแห่งนี้เพื่ออธิบายภาพแห่งอนาคตของ Digital Platform ที่มันควรจะเป็น  โดยไม่ได้เป็นการประดิษฐ์ประดอยขึ้นมาเอง

เปิดเรื่องด้วยรูปนี้ว่า  มันคือ มิติของแพลตฟอร์ฒที่จะเชื่อมประสานอย่างน้อย 4 ส่วน คือ กลุ่มลูกค้า (Customers)  กลุ่มสิ่งของ (IOT Device)  ระบบ IT ดั้งเดิม  และสิ่งแวดล้อมต่าง  (Ecosystems)   โดยตัวเชื่อมที่จะทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นมาได้คือ  ระบบอัจฉริยะ

 

 

 

 

 

 

ในภาพที่ 2 นี้เป็นการมองในเรื่อง  แพลตฟอร์มของธุรกิจทางดิจิตอลว่า  แพลตฟอร์มของธุรกิจดิจิตอลที่ดีคือธุรกิจที่ประยุกต์เอาส่วนที่ดีที่สุดจากนวัตกรรมด้านต่าง ๆ

กล่าวคือ  Digital Platform ที่ดีเหมาะแก่การลงทุน  คือ  Platform ที่เป็นส่วนผสมระหว่าง  5 Platform คือ

  • Process Platforms  แพลตฟอร์มภาคการผลิตอุตสาหกรรม
  • Application Platforms  แพลตฟอร์มแอพพลิเคชั่น
  • Internet of Things Platform แพลตฟอร์มการเชื่อมต่อ
  • Integration & Development Platform  แพลตฟอร์มการพัฒนาและวิจัย
  • Analytic & Cognitive Platforms  แพลตฟอร์มการวิเคราะห์และการบ่งชี้จดจำ

 

 

 

  ในอีกมุมมองหนึ่ง  ที่มองเชิงมิติลำดับชั้น  หรือจะเรียกว่า Digital Dimension หรือ มิติแห่งดิจิตอล  ว่าจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชั้น  คือ ชั้น นอกสุดเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมเพื่อดิจิตอล  หรือจะเรียกว่าปัจจัย  อันประกอบไปด้วย  รัฐบาล  ลูกค้า  การค้าปลีก  นักพัฒนา  ผู้สร้างเนื้อหาสื่อ  และองค์กรธุรกิจ

และชั้นในคือ ชั้นที่เรียกว่า  Digital Platform ที่จะต้องประกอบด้วยแอพพลิเคชั่นที่มีการบริการภายในของตนเอง  ในลักษณะของ Microservices  และการอาศัยและเชื่อมต่อกับงานพัฒนาจากนักพัฒนาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง

รวมกันเป็นระบบ Digital Dimension ที่เป็นอัจฉริยะสมบูรณ์

ที่มา : Peter-Service

 

 

 

 

 

รูปนี้  ถือ่าเป็นพระเอกของงานก็ว่าได้   ต้องชมว่าผู้สร้าง  มีความล้ำลึกมาก  ในการมองมิติตั้งแต่อดีต  ปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้  รูปนี่สามารถที่จะทะยอยตีความไปได้ทั้งแนวราบ  ที่ละชั้น  ตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึง 4  คือ 4th Platform คือ แพลตฟอร์มคลื่นที่  4 หรือ 4th wave   และการตีความในแนวดิ่ง  อย่างที่ผมกำลังจะอธิบายต่อไป

เรามาลองย่อยภาพนี้ออกเป็นส่วน ๆ  ตามรูป

ภาพนี้เป็นการมองในแง่กายภาพของระบบคอมพิวเตอร์เทคโนโลยี  ที่เริ่มต้นด้วยการมีศูนย์กลางคอมพิวเตอร์  เหมือนที่เป็นอยู่ในอดีต   และเปลี่ยนไปเป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบกระจายทั้งการจัดเก็บข้อมูลและการประมวลผล  ต่อมากลายเป็นชุมชนทางดิจิตอลในระดับสากลที่มีโมเดลทางธุรกิจในแบบผสม  และไปสู่  ชุมชนทางดิจิตอลที่กลายเป็นสถาบัน   โดยรวมในมุมมองนี้เห็นว่า  ในเชิงของที่ตั้งของเทคโนโลยีจะกลายไปสู่สถาบันของชุมชนแห่งดิจิตอล

 

 

 

 

 

 

 

 

  

ในภาพนี้มองในด้านผลลัพธ์ของกระบวนการในทุก ๆ กระบวนการ  ที่ยุคแรกจะมองกันในเรื่องประสิทธิภาพของระบบ  ที่ต่อมามองในเรื่องของการเพิ่มผลผลิตหรือการสร้างได้เร็ว  ต่อมาก็เป็นเรื่องของการจัดการความรู้แบบ Realtime และการวิเคราะห์ข้อมูล  และบนสุดคือการมองเรื่องการสร้างแอพพลิเคชั่นในแบบชิ้นส่วนที่จะหยิบมาประกอบกันได้เป็นระบบๆ เฉพาะงานได้ทันที

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ต่อมาเป็นมุมมองในแง่ของการใช้ประโยชน์  ที่ก่อนหน้าจะใช้ในเรื่องของ Automation  คลี่คลายไปสู่เรื่องของการแบ่งปัน  การทำงานร่วมกัน  และการรวบรวมองค์ประกอบไอทีเขาด้วยกัน  จนอนาคตจะเป็นรูปแบบของการการให้บริการด้าน IT ที่มีความพัฒนาเปลี่ยนแปลงเชิงรูปแบบอย่างต่อเนื่อง  มีการแบ่งปันมุมมอง และเกิดสภาวะของสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้

 

 

 

 

 

 

 

 ในภาพนี้เป็นส่วนกลางของภาพที่ให้คำสรุปสภาวะสิ่งแวดล้อมในการใช้งานเทคโนโลยีว่าเป็นอย่างไร  กล่าวคือ

  • เป็นแค่การประมวลผล  หรือ Computing ในแบบ Standalone ที่มีแอพพลิเคชั่น รันบนเครื่อง ๆ เดียว
  • ต่อมาเน้นการใช้ประโยชน์เป็นเครือข่าย  ที่เริ่มมีการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์ผ่านทางสายและการ์ดเครือข่าย
  • เริ่มเกิดแอพพลิเคชั่นในลักษณะที่มีการเชื่อมต่อระหว่างข้อมูล  การเชื่อมต่อกับบุคคล  ด้วยความสามารถของ Cloud computing
  • และสุดยอดที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้คือ  การเชื่อมต่อแบบทุกช่องทางของผู้คน  ของระบบอัจฉริยะและกิจกรรมต่าง ๆ  ที่อาจจะเรียกว่า  สภาวะสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ หรือ Smart ที่เรียกกันจนติดปาก  ที่มีการเชื่อมต่อกันของอุปกรณ์  มีความอัจฉริยะของเครื่องที่เรียนรู้ด้วยตนเองไปจนถึงระบบที่เครื่องเรียนรู้จากคนในแบบของ AI

 

 

 

 

 

 

ในขณะนี่ด้านซ้ายของภาพ  เป็นการมองกันในแง่ของจำนวนของอุปกรณ์  ที่เริ่มจากระบบที่มีคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว  ไปจนกระทั่งเป็นระบบที่มีอุปกรณ์นับพันๆ ล้านชิ้นต่อถึงกัน

และเกิดคำถามว่า  ระบบอัจฉริยะส่วนกลางนั้น  จะเกิดขึ้น  หรือถูกพัฒนาให้เกิดผลลัพธ์ที่ทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพและเป็นอัจฉริยะจริง ๆ ได้อย่างไร

ภาพนี้เป็นเพียงภาพเดียวที่ทีมงานเราดัดแปลงแก้ไขเล็กน้อยในบริเวณส่วนกลาง  ว่าเราจะแทนที่มันด้วยระบบที่เราเรียกว่า Samong Platform  ที่ประกอบด้วย iSTEE Middleware และ Samong Platform  ที่มีความสามารถครบถ้วนเพียงพอทีจะสร้างเป็นระบบอัจฉริยะเกิดขึ้นได้จริง ๆ  โดยกลไกสำคัญคือ  ความสามารถในการสร้างระบบที่ต้องมีบริการย่อย ๆ จำนวนมากที่เรียกว่า Microservices  ที่ต้องมีการพัฒนาด้วยแนวคิดเชิงวัตถุที่ล้ำลึกจริง ๆ 

แทบจะกล่าวได้ว่า  iSTEE  ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อมายืนอยู่ในตำแหน่งนี้จริง ๆ  โดย i  ในส่วนหน้าของ iSTEE หมายถึง Intelligence  คือ  อัจฉริยะปัญญา  ปัญญาที่เกิดจากปัญญาแห่งการใช้สติตรึกตรอง  วิจัยค้นคว้า  พยายาม  จนสามารถที่จะค้นพบเครื่องมือ  ที่นำไปสู่สภาวะอัจฉริยะขึ้นมา

จึงไม่ได้เป็นเรื่องราวของความบังเอิญที่สิ่งดี ๆ จะเกิดขึ้น

 

 

 

 

 

แต่จะหาประโยชน์อะไรไม่ได้เลยหาก  iSTEE ไม่ได้ถูกนำไปใช้ หรือก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมใดๆ ได้

 

ในภาพนี้  คือ มิติของเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่จะมาถึงในปี 2017  ซึ่งก็ผ่านมาแล้ว  และก็เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นจริง ๆ 

โดยเทคโนโลยีที่จะอยู่ในกลุ่ม  Disruptive & Strategic ที่เรียกว่า  เป็นการปฏิวัติเชิงกลยุทธ์เลยคือ  เทคโนโลยีเรื่อง ดังต่อไปนั้

  • การเปิดเชื่อมต่อ API  การเกิดขึ้นของธุรกิจทางสังคม
  • และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น  คือ 
  • การเชื่อมต่อของสิ่งต่างๆ ผ่านระบบเครือข่ายการสื่อสาร
  • การพัฒนาของวิทยาศาสตร์ข้อมูล  และ Big Data
  • การเรียนรู้ด้วยตนเองของเครื่องและ AI
  • การเกิดและการใช้งาน Blockchain  และสภาวะเศรษฐกิจในแบบการพึ่งพา  การได้ประโยชน์ร่วมกัน  
  • จะเห็นว่า  ขวาสุดตกขอบในแง่ของการปฏิวัติเทคโนโลยีคือเรื่อง Blockchain
  • และเหนือสุดเลยเมฆ และชิดขอบฟ้า  คือ  เรื่อง  สิ่งแวดล้อมธุรกิจสังคมที่พึ่งพากัน  ได้ประโยชน์ร่วมกัน  ที่มันดูอนิจจังจริง ๆ ว่า  มนุษย์โลก  สัตว์โลกต่างต้องพึ่งพากัน  คือ จุดสมดุลที่สุด  ดีที่สุด

 

นอกจากนี้  ยังจะได้เห็นเทคโนโลยีสำคัญ ๆ ต่าง จะทะยอยพัฒนาขนานกันไปตามเส้นทาง ดังแสดงในส่วน Horizon ของแผนภาพ

ทำไม iSTEE จึงเรียกตัวเองว่าคืออัจฉริยะที่จะยืนเป็นสูนย์กลางของสภาวะทางเทคโนโลยี

  • เพราะ  iSTEE มีการออกแบบในการทำงานในแบบ Microservices ที่มีฐานข้อมูลแบบกระจายส่วนที่มีความปลอดภัยสูงของแต่ละก้อนข้อมูล 
  • เพราะ iSTEE มีการออกแบบรองรับโครงสร้างการใช้ Blockchain
  • เพราะ iSTEE มีจุดเด่นในการสร้างการบริการแบบ SaaS  ที่จะเป็นการใช้งานร่วมกัน  ได้ประโยชน์สูงสุดร่วมกัน
  • iSTEE  จึงเป็นเทคโนโลยี  ในชั้นกลยุทธ์ชิดขอบขวาและขอบฟ้า  ภายใต้กรอบแนวคิด Samong is the Digital Brain
  • iSTEE จะกอบกู้  SME  ที่เป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย  ด้วยการสร้างโซลูชั่นที่ตอบโจทย์  สิ่งนั้นคือ …. Samong SaaS , SME Rescue
  • iSTEE & Samong Platform เป็นแพลตฟอร์มที่เกิดมาด้วยความเข้าใจถึงปัญหาของสังคม 
  • Samong Platform จึงจะเป็นเครื่องมือที่จะปกป้องและเข้าใจคุณ

ขอขอบคุณภาพ  จาก Internet

คุณค่าของการสร้าง Digital Culture

คุณค่าของการสร้าง Digital Culture

ทุกวันนี้มีผู้คนเริ่มเข้ามาถามผมว่า การสร้าง Digital Culture นั้นเราสามารถจะเริ่มต้นอย่างไร

ผมอยากแบ่งปันมุมมองการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลในองค์กรอย่างเป็นระบบ เพราะถ้าอยากประสบความสำเร็จ และก้าวไปให้ถึงศักยภาพสูงสุดด้านการนำองค์กรไปสู่องค์กรแห่งดิจิทัล คุณต้องยอมรับเรื่อง Digital Culture ต้องพยายามทำให้ทุกคนในองค์กรทำให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต

1) โครงสร้างจะต้องแข็งแกร่ง วัฒนธรรมดิจิทัลจึงไม่ควรเป็นนโยบายข้อหนึ่งเท่านั้น แต่ควรเป็นหนึ่งในกลยุทธที่ใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรและพัฒนาองค์กร ซึ่งการเริ่มต้นที่ดีควรเริ่มจากผู้บริหารระดับสูงก่อน

โดยการให้ผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพทั้งด้านการพัฒนาคนและเทคโนโลยีเข้ามาทำหน้าที่เป็นโค้ชสำหรับผู้บริหารก่อน เพื่อพิสูจน์ถึงประโยชน์ที่ได้จากการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลด้วยตนเอง จะเห็นได้ว่าทางปฏิบัติทางผู้บริหารไม่ควรมองข้ามการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก จากประสบการณ์ผม พอผลลัพธ์ออกมาดี ผู้บริหารระดับสูงจะเป็นแม่ทัพใหญ่ในการผลักวัฒนธรรมดิจิทัลด้วยตนเองเลย

กระบวนการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลจะต้องสอดคล้องไปกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆในองค์กร ซึ่งจะต้องเพิ่มความสามารถของคนในองค์กร หรือบางองค์กรมีคัดเลือกคนกลุ่มหนึ่งมาสร้างเป็น Change Digital Agent เพื่อสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและพัฒนาเครื่องมือด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

2) พื้นฐานต้องพร้อม คือการสร้างทักษะพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีให้คนในองค์กร ประเด็นนี้ที่สำคัญคือ การคัดเลือกโค้ชดิจิทัลเพื่อเข้ามาช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจทั้งในระบบเทคโนโลยีและธุรกิจ ถ้าเคยมีประสบการณ์ทั้งด้านคนและเทคโนโลยีจะเป็นประโยชน์ต่อความเข้าใจบริบทของทุกฝ่ายได้รวดเร็ว

3) สร้างระบบติดตามผลที่ดี เป็นการรวบรวมข้อมูลด้านคุณภาพและการนำทักษะดิจิทัลไปใช้ โดยอาจขอ Feedback จากผู้นำแต่ละหน่วยงาน และนำผลมาแบ่งปันให้ผู้บริหารที่สนับสนุนได้เห็นความคืบหน้า เพื่อชี้ให้ผู้บริหารเห็นประโยชน์ถึงการมีทักษะดิจิทัล และใช้ได้ในการบริหารจัดการในองค์กร

4) สร้างกลุ่มหรือทีม Change Digital Agent เพื่อให้เกิดผลักดันวัฒนธรรมดิจิทัลแพร่หลายออกไปในการบริหารคนและทีม ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บริหารสามารถใช้ทักษะดิจิทัลในการประชุม การระดมสมองกับทีมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อขยายวัฒนธรรมดิจิทัลให้แพร่หลายออกไปในกลุ่มต่างๆ

5) เพิ่มพลังให้แก่การบริหารด้าน HR ด้วยเครื่องมือดิจิทัล เพื่อให้สอดคล้องกับการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล เช่น การแจ้งเตือนประชาสัมพันธ์ข่าวสาร ระบบการตอบแทน หรือระบบอื่นๆ เป็นต้น

6) การประเมินผล การประเมินผลสำเร็จเป็นงานที่สำคัญ ซึ่งอาศัยการประเมินจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานว่า พวกเขารับรู้ได้อย่างไรว่า ผู้บริหารช่วยให้เขาบรรลุเป้าหมายในการมีทักษะดิจิทัล ซึ่งจะเป็นการตรวจสอบเพื่อที่จะได้ปรับปรุงและแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่งให้มีความแข็งแรงและมั่นคงยิ่งขึ้น

7) การประเมินผลจากภายนอก เพื่อสร้างความมั่นใจว่า องค์กรนี้มีโครงสร้างที่แข็งแรง เพราะการประเมินจากภายนอกจะช่วยเสริมให้ผู้บริหารและบุคลากรในองค์กรสามารถสร้างความร่วมมือ (Collaboration) และความน่าเชื่อถือได้อย่างยั่งยืน

8) สร้างชุมชนดิจิทัลแห่งความร่วมมือ คือการสร้างและกระชับความสัมพันธ์ ในลักษณะที่เอื้อประโยชน์แก่กันและกัน ต้องทำให้คนชุมชนรู้สึกว่าการช่วยกระจายวัฒนธรรมดิจิทัลจะช่วยสร้างชื่อเสียงให้แก่ตัวเองด้วย

ดังนั้น ถ้าหากเราจะเพิ่มขีดความสามารถในแข่งขันขององค์กรในยุคจิทัล สิ่งสำคัญก็คือ เราต้องยอมรับและเข้าใจบทบาทที่เปลี่ยนไปของเทคโนโลยีดิจิทัลในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันความร่วมมือ (Collaboration) ซึ่งในทางการปฏิบัติอาจใช้เวลา 1 – 5 ปี ที่จะนำไปสู่หัวใจแห่งการนำองค์กรไปสู่วัฒนธรรมดิจิทัลได้อย่างแท้จริง

#ดร.แอนดี้

26-02-2561

#Digital Coach

ขอแนะนำ Smart Digital Home #1

Smart Digital Home คุณค่าที่คุณเอื้อมถึง

  • House  กับ Home ความหมายที่แตกต่าง  โดย House มีความหมายถึง  ตัวบ้านและสิ่งต่อพ่วง  ตามภาษากฏหมาย
  • แต่ Home หมายรวมถึง  บ้าน  สมาชิกของบ้าน   บรรยากาศ  และความรัก  ความอบอุ่น  ความผูกพัน  และความปลอดภัย

     เมื่อ House มีความสำคัญเป็นส่วนหนึ่งของ Home   และมนุษย์  มีความห่วงไยในทรัพย์สิน  และสมาชิกทุกคนในบ้าน  จึงได้เกิดผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยในการดูแลบ้าน  โดยใช้ประโยชน์จาก เทคโนโลยี

      ง่ายที่สุดเริ่มจากการใช้  Electronic component  จำพวก Switch  ร่วมกับวงจรเซนเซอร์ แบะบอร์ด IOT ที่สามารถวัดและแปรผลและทำการส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายมือถือ  ไปยังเจ้าของบ้านได้  ก็ช่วยให้ เจ้าของบ้านรู้สึกมีความใกล้ชิดกับบ้านและคลายกังวลไปได้มาก

      ถึงการใช้กล้องวงจรปิด  การใช้ระบบกันขโมยติดตั้งในประตูหน้าต่าง   จนมาถึงในปัจจุบัน  ที่ราวกับว่า  อุปกรณ์ทุกตัวในบ้านมีชีวิต  คือมี Sensor มีตัวตรวจจับ  มีส่วนแสดงผลของตัวมันเอง   เพื่อเป็นต้นทางสื่อไปยังสมาชิกภายในบ้าน  จะทั้งการแสดงผลต่อหน้าและการแสดงผลแบบทางไกล  และจนกระทั่งอุปกรณ์ต่าง ๆ ในบ้านแทบจะคุยกันได้เองทั้งหมด

ขอบคุณ คลิปวิดีโอประกอบจาก Youtube
เราจึงสามารถสรุปย่อ ๆ ถึงระบบ บ้านอัจฉริยะได้เป็นข้อ ๆ ดังนี้

  • ความสามารถในการตรวจวัดสถานะของระบบต่างๆ ในตัวบ้าน
  • ความสามารถในการส่งข้อมูลไปยังศูนย์กลางของบ้าน
  • ความสามารถในการส่งข้อมูลไปยังเจ้าของบ้าน
  • ความสามารถในการส่งข้อมูลไปหน่วยงานสาธารณะเช่น  โรงพยาบาล  สถานีตำรวจ
  • ความสามารถในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์กับอุปกรณ์
  • ความสามารถในการมองเห็นภาพเหตุการณ์ภายในบ้านแบบออนไลน์  เรียลไทม์
  • ความสามารถในการรับคำสั่งทางไกลจากเจ้าของบ้านให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • ความสามารถในการแชทหากันระหว่างสมาชิก  เหมือนทุกคนกำลังอยู่ในตัวบ้าน

     จะดีอีกไม่น้อย  หากระบบจะสามารถวิเคราะห์ข้อมูล Big Data ที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันให้ย้อนกลับมาเกิดประโยชน์ได้อีกมากมาย  รวมทั้งจะสามารถปกป้อง Privacy  Data  ของบ้านและสมาชิกภายในบ้าน

ขอบคุณคลิปจาก Youtube
     

      ทั้งหมดทั้งหลายก็จะทำให้ Home ในความหมายรวม  เกิดขึ้นได้  แม้นสมาชิกจะอยู่ห่างไกลกัน

     สมอง  (ไทยแลนด์)  กับเทคโนโลยีของตัวเอง  จึงพร้อมที่จะเติมฝัน  เติมช่องว่างที่มีอยู่ในตลาดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น  ในนาม Smart Digital Home  ในระดับราคาที่คุณเอื้อมถึง

หากท่านผู้อ่านอยากจะแนะนำ  อยากจะเห็นความสามารถอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวไว้  ท่านสามารถระบุไว้ในช่องความคิดเห็นหรือ อีเมล์หาเรา  paipat@samongthailandcom

เครือข่ายระบบอัจฉริยะสมองแพลตฟอร์ม

องค์ความรู้/เทคโนโลยี:

       เทคโนโลยี “เครือข่ายระบบอัจฉริยะสมองแพลตฟอร์ม” การผลิตซอฟต์แวร์สำหรับให้บริการด้านต่างๆให้มีความเชื่อมโยงกัน เพื่อตอบสนองความต้องการด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน

รายละเอียด:

       ในสังคุมยุคดิจิตอล การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแนวโน้มปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่พัฒนามาจากแพลตฟอร์ม ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ความต้องการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลและการสื่อสารจึงเพิ่มมากขึ้น

(เพิ่มเติม…)

คลังโชว์ร่วมลงทุนสตาร์ตอัพ เดือนก.พ. เฉียด 200 ล้าน

“คลัง” เผยความคืบหน้าการร่วมลงทุนสตาร์ตอัพ เดือนก.พ. 61 เฉียด 200 ล้าน

นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยรายงานความคืบหน้าการดำเนินการของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ (National Startup Committee: NSC) (คณะกรรมการฯ) ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานคณะกรรมการฯ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2561 พบว่าจำนวน Startup ที่ลงทะเบียนกับ http://startupthailand.org ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ จำนวน 713 ราย และมีจำนวนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรายใหม่ (SMEs/New Startup) ที่ขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 637) พ.ศ. 2560 เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรสุทธิของ SMEs/New Startup เป็นระยะเวลา 5 รอบระยะเวลาบัญชี มี SMEs/New Startup เข้ามาจดทะเบียนและยื่นขอรับการรับรองกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แล้วจำนวน 148 ราย ได้รับการรับรองจาก สวทช. แล้วจำนวน 91 ราย และได้ขอใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับกรมสรรพากรแล้วจำนวน 71 ราย

ขณะที่จำนวน Startup ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ผ่านการร่วมลงทุนกับธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้อนุมัติ การร่วมลงทุนใน Startup แล้ว 35 ราย วงเงินรวม 768 ล้านบาท โดยมี Startup 9 ราย ที่ได้มีการร่วมลงทุนแล้ว คิดเป็นเงินร่วมลงทุน 196 ล้านบาท

Ads by AdAsia

ด้านจำนวนกลุ่มนักลงทุนในประเทศไทยที่ลงทะเบียนกับ Web Portal ปัจจุบันมีกลุ่มนักลงทุนเข้าลงทะเบียนบนเว็บไซต์ http://startupthailand.org แล้วจำนวน 69 ราย เป็นกิจการเงินร่วมลงทุน (Venture Capital: VC) และทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน (Private Equity Trust: PE Trust) ที่ขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 636) พ.ศ. 2560 เพื่อขอรับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินปันผลและรายได้จากการโอนหุ้นของบริษัทเป้าหมาย เป็นระยะเวลา 10 รอบระยะเวลาบัญชี มีผู้จดแจ้งการเป็น VC และ PE Trust กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้ว จำนวนทั้งสิ้น 30 ราย

ความเคลื่อนไหวที่สำคัญในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ผลการศึกษาสถานภาพการพัฒนาผู้ประกอบการและระบบนิเวศของวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup Survey 2017)

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ในฐานะคณะทำงานเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น (คณะทำงานชุดที่ 2) ภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ ร่วมกับสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ (Thai Tech Startup Association: TTSA) ดำเนินการศึกษาสถานภาพการพัฒนาผู้ประกอบการและระบบนิเวศของ Startup ระหว่างช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2560 ซึ่งมีกิจการ Startup เข้าร่วมตอบแบบสำรวจทั้งหมด 205 ราย

จากผลการศึกษาพบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานของ Startup ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า ในช่วงปี 2551 – 2560 การก่อตั้งธุรกิจ Startup ในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 มีจำนวน Startup ที่ก่อตั้งใหม่สูงถึง 72 ราย สำหรับการจัดกลุ่ม Startup ในช่วงต่าง ๆ พบว่า Startup ที่อยู่ในช่วงหลังระดับแนวคิดเริ่มต้นธุรกิจแต่ยังไม่ได้ลงมือดำเนินธุรกิจ (Idea Stage) ทั้งนี้ยังไม่ได้รับการระดมทุนมีอัตราสูงที่สุดคิดเป็นร้อยละ 61 รองลงมาเป็น Startup ที่ได้รับการระดมทุนแล้วคิดเป็นร้อยละ 25 (โดยแบ่งเป็น Startup ระดับ Seed Round (มีมูลค่าการระดมทุน 600,000 บาท – 100 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 69 ระดับ Series A (มีมูลค่าการระดมทุน 33 – 495 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 25 และระดับ Series B – C (มีมูลค่าการระดมทุน 66 ล้านบาทขึ้นไป) คิดเป็นร้อยละ 6)) สำหรับ Startup ที่อยู่ในช่วง Idea Stage/Pre-Seed มีอัตราน้อยที่สุดคิดเป็นร้อยละ 14 โดยในการจัด 5 อันดับอุตสาหกรรมที่กิจการ Startup ในประเทศไทยดำเนินการ ได้แก่ อันดับที่ 1 กลุ่มอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ อันดับที่ 2 การขนส่งและลอจิสติกส์/เทคโนโลยีทางการเงิน อันดับที่ 3 เทคโนโลยีทางการตลาด อันดับที่ 4 เทคโนโลยีการท่องเที่ยว และอันดับที่ 5 เทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซ

ทั้งนี้ ยังพบว่าในประเด็นความเห็นของ Startup ปัญหาสำคัญข้อหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมากของ Startup คือ การขาดแคลนทรัพยากรบุคคล เช่น โปรแกรมเมอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี นักพัฒนาหรือวิเคราะห์ธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ เป็นต้น โดยผู้ประกอบการ Startup ของไทยมีความคาดหวังต่ออนาคตของประเทศไทย คือ (1) อยากสร้างความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม (2) อยากสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ และ (3) ตั้งใจที่จะเป็นพี่เลี้ยง (Mentor) ให้แก่ผู้ประกอบการน้องใหม่

จากผลการศึกษาดังกล่าว สรุปได้ว่าการพัฒนา Startup ยังมีความจำเป็นต้องสร้างบุคลากรเพื่อรองรับต่อความต้องการของ Startup และการกระจายอุตสาหกรรมที่ Startup ดำเนินการควรมีการสร้างความหลากหลายไม่ให้กระจุกตัวที่อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง สำหรับรายงานการศึกษาฉบับเต็ม ปัจจุบัน สวทน. ได้จัดทำรายงานการศึกษาดังกล่าวในรูปแบบอินโฟกราฟฟิก (Infographic) ฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อเผยแพร่แก่บุคคลทั่วไปและผู้ที่สนใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ที่มา :  http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/794326