Enterprise Architecture & IOT Platform

  • งานสถาปัตยกรรม   มีความสำคัญยิ่งต่อโครงการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่สำหรับการอยู่อาศัย  หรือสำหรับศูนย์การค้า
  • งานสถาปัตยกรรมผังเมือง  จำเป็นอย่างยิ่งก่อนที่จะสร้างบ้านแปลงเมืองให้มีระบบต่างๆ ถูกต้องสมบูรณ์
  • งานออกแบบโครงสร้าง  การพัฒนา  การแปรรูปองค์กรใดๆ  ทั้งภาคธุรกิจ  และภาครัฐ  ที่จะต้องดีพร้อม  ทุกมุมทุกองศา  ก่อนการก่อสร้างองค์กรเพื่อให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในยุคดิจิตัล  ที่องค์กรโดยเฉพาะภาครัฐที่มีขนาดใหญ่มาก   มีความซับซ้อนมาก  ที่ต้องให้บริการประชาชนและนักลงทุนต่างชาติจำนวนมาก  ที่มี demand สูงๆ  เน้นความฉับไวมาก ๆ ก็จำเป็นที่จะต้องพลิกโฉมองค์กรให้มีประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการ

ใช่ครับผมกำลังเกริ่นเรื่องความจำเป็นในการออกแบบสถาปัตยกรรมองค์กร (Enterprise Architecture)   เครือข่ายองค์กร  ทั้งทางกว้าง  และทางลึก  ให้มีการประสานสัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพ   รวมไปถึงการมีระบบไอทีดิจิตัลที่สอดรับกับโครงสร้างองค์กรของภาครัฐอย่างแท้จริง

ระบบไอทีดิจิตัลที่จะติดตั้งใช้งานสำหรับภาครัฐ   จึงไม่ใช่เพียงการช็อปปิ้ง  ERP สำเร็จรูปมาใช้โดยให้ข้าราชการปรับตัว   ปรับกระบวนการการทำงานให้เข้ากับ ERP เหล่านั้น  ซึ่งล้วนเป็นสูญเสียในเชิงประสิทธิภาพ  ในเชิงระบบงาน   และเสียความเป็นอิสระภาพที่ภาครัฐอาจจะต้องตกเป็นทาส  ERP จากต่างด้าวสืบไปทั้งด้านค่าใช้จ่ายและการร้องขอการบริการในภายภาคหน้า

ถึงเวลาที่องค์กรภาครัฐ  จะได้ออกแบบองค์กรก่อน   โดยนำเอาหลักการออกแบบองค์กรสมัยใหม่  และสถาปัตยกรรมไอทีดิจิตัลประสมประสานกันเข้าไป   ผมหมายความว่าจำเป็นจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมไอที  และรู้ดีในเรื่องสถาปัตยกรรมโครงสร้างองค์กร  ปัญหาการไหลของงานในองค์กร  รวมไปถึงข้อกฏหมายของประเทศ  ให้มีการทำงานร่วมกันของคนในองค์กร (Callobrative)  ในการร่วมออกแบบงาน    โดยเปิดใจ  เปิดข้อเท็จจริง  ข้อบกพร่อง  จุดคอขวด  เพื่อออกแบบระบบที่แย่น้อยที่สุด   เมื่อเห็นว่าดีแล้วก็ถึงคราวการพัฒนาโปรแกรมระบบทางด้าน  ไอทีดิจิตัล  หรือ  ERP สำหรับภาครัฐ

ผมขอยกตัวอย่างแผนผัง  ส่วนประกอบงานในระบบ ERP มาให้ชมกัน    พร้อมกันนี้ก็นำเอาภาพเปรียบเทียบว่า  ผู้เล่นหรือผู้ผลิตและให้บริการ  ERP ต่าง ๆ นั้น  เน้น Module ไหนกันบ้าง

ภาพโครงสร้างส่วนประกอบ Module สำคัญ ๆ ในระบบ ERP

ผู้ผลิตและให้บริการ ERP  สำหรับองค์กร

ประการแรกที่จะสังเกตได้จากแผนผัง  คือ  ขนาด  หรือจำนวนของ  module  ที่มีอยู่มากมาย   และหากจะคิดพิจารณาต่อไปว่า  แล้วจะมีกี่องค์กร  กี่ภาคธุรกิจ  และองค์กรเหล่านั้นมีความต้องการ module  อะไรที่เหมือนกัน  มีความต้องการ module  อะไรที่ต่างกัน   หากนับรวมส่วนที่ต่างกันอาจจะได้ module นับ หมื่นนับแสนชิ้น  หากนับส่วนที่เหมือนกันอาจจะมีนับหมื่นนับแสนชิ้นเช่นกัน  และย่อมจะมีความต้องการนักพัฒนาจำนวนมาก  ทั้งในขั้นตอนการผลิต  ทดสอบและบริการหลังการขาย

มาถึงจุดนี้จึงจะเห็นในอีกมิติหนึ่งว่า  การพัฒนา ERP ไปสู่ธุรกิจนั้น  มีขนาด  มูลค่าตลาดที่ใหญ่มาก ๆ  หากผู้ใดสามารถผลิตออกมาโดยตอบโจทย์สารพัดได้ในระยะเวลาอันสั้นก็จะเป็นเจ้าตลาดได้อย่างง่ายดาย  แต่ความยากคือ  ใครจะออกแบบ 1  ERP  ให้ตอบโจทย์ใครได้ทั้งหมด   หมายความว่าสุดท้ายผู้นั้นก็จะเป็นเพียงผู้เล่น ERP ที่ผลิตเพียง  Module  หนึ่ง ๆ  อีกรายหนึ่งแค่นั้นเอง

แปลว่าหากองค์กรใด ๆ สามารถสร้างคน  ให้สามารถออกแบบสถาปัตกรรมโครงสร้างระบบงาน  และสร้างงาน module  ERP  ได้เอง  และประสานกับองค์กรที่เกี่ยวข้องได้  และทำขนานกันไป  ก็จะเกิดเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ  ต้นทุนต่ำ  และมีความยั่งยืน  เครื่องมือ ERP ของระบบนั้นจะมีความสามารถตรงตามที่ต้องการ  ที่จะสามารถถ่ายทอด  ส่งมอบข้อมูล  รายงาน  การประมวลผลที่จำเป็นระหว่างกันได้  ก็จะยิ่งทำให้ระบบพัฒนาได้เร็ว และมีเสถียรภาพ

ในอีกมิติ  คือ  มิติการพัฒนา และการบำรุงรักษา   ใครจะเป็นผู้พัฒนา  จะพัฒนาด้วยระบบอะไร  และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา  จะต้องมีมูลค่าขนาดไหน  ต้องการบุคลากรกี่คน  ล้วนเป็นคำถามที่ใหญ่มาก ๆ

ภาพมิติ  ERP องค์กร  และ ERP ภาครัฐนั้นดูใหญ่มาก ๆ  แต่ก็สามารถอธิบายเทียบเคียงได้กับอีกเทรนด์หนึ่ง  ที่กำลังมาแรง และกำลังจะแซงนำทิ้งห่างเราไปอย่างรวดเร็ว  นั่นคือเรื่อง  ระบบ IOT   โดยภาพแรกที่นำเสนอนี้  คือ   Layer  หรือระดับชั้น  หรือ  Platform ย่อย ๆ ของระบบ IOT    ที่ไล่เรียงมาจากอุปกรณ์ระดับ ภาคสนาม  การส่งข้อมูล  การคำนวณแยกแยะข้อมูลเบื้องต้น  การจัดเก็บ การประมวลผล  ไปจนถึงการนำเสนอ  การใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกัน

ที่มา  Automation.com

ในแต่ละชั้นของระบบ IOT นั้นมีความต้องการ  3 ส่วน  คือ

  • การออกแบบภาพรวมระบบในแต่ละชั้น
  • การออกแบบการสื่อสารทะลุขึ้นไป  ลงไปยังชั้นล่าง   การออกแบบฮาร์ดแวร์  ในแต่ละชั้น  เช่น  ชั้นล่างต้องการอุปกรณ์ชนิดไหน   ส่วนชั้นเครือข่ายก็ต้องออกแบบว่าต้องการเครือข่าย  การสื่อสารชนิดไหน  และ
  • การออกแบบ  พัฒนาซอฟต์แวร์ในแต่ละชั้น  และให้ทั้งหมดมันร้อยเรียงคุยกัน  ทำงานกันได้ถูกต้อง

มีคำถามว่า  เราจะต้องการนักพัฒนาจำนวนมากมายแค่ไหน  และสามารถหาได้หรือไม่ในสภาพตลาดปัจจุบัน  คำตอบที่ผมขอท้าทายวงการเลยคือ  “ไม่มี ไม่มีเหลือ  และจะตายหมด   ต่างคนต่างอยู่  หรือจะมีการจับกลุ่มกันก็น้อยมาก  และจับกลุ่มกันก็เพื่อแข่งขันกับอีกกลุ่มหนึ่ง  และไม่นานก็จะมีผู้แพ้และเดินออกไปจากวงการ  ต่อมาก็จะเกิดการแข่งขันกันภายในกลุ่ม  จนต้องแยกทางกันไป”

จะเห็นว่า  ปัญหามีสองส่วนใหญ่คือ  เรื่อง

  • เทคนิค  เทคโนโลยีที่จะมาตอบโ๗ทย์ความต้องการขนาดใหญ่  ที่ซับซ้อน   และ
  • อีกด้านคือจิตวิญญาณ  พลังในการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน

มีคนกล่าวว่า   “ไทยแลนด์ 4.0  คำตอบ  คือ  คน”  แต่ผมขอแย้งว่า  คือ  “จิตวิญญาณ”  ของคนต่างหาก  หากคนมีจิตวิญญาณดี  คิดดี  ทำดี  มีความคิดในการร่วมกันทำงาน  มีกลไกในการควบคุมดูแลกันเอง  มีรายได้ที่ต่อเนื่องและมากเพียงพอ  ให้กินอิ่มนอนหลับ  ฝันดี  มีไอเดียบรรเจิด  งานที่ออกมาจากกลุ่มก้อนของพวกเขาเหล่านั้นก็จะเป็นงานสร้างสรร  มีคุณภาพ  และพวกเขาจะสร้างอะไรต่อไปอีกก็ได้  ประเทศนี้ก็จะเล็กนิดเดียวสำหรับพวกเขา

  • พวกเขาอยู่ที่ไหน  จะให้เกิดการรวมพลังกันได้อย่างไร

ผมได้แตกประเด็นออกมาไกล  ไกลมาก   ที่เริ่มจาก สถาปัตกรรม  ถึง  ERP องค์กร  ERP รัฐบาล  ถึง  สถาปัตยกรรมของ ไอโอที  มาจนถึงความจำเป็นในการสร้างนักพัฒนา  เพื่อความยั่งยืนและแข่งขันได้ของประเทศ

คำตอบอยู่ที่ไหน

  1. การมีเทคโนโลยีที่จำเป็นของตนเอง
  2. เทคโนโลยีที่มีสายพันธุ์ต้นแบบ
  3. เทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นขยายตัวเติบโตได้แบบเซล  แบบรังผึ้ง  ด้วยเทคโนโลยี  Microservices
  4. เทคโนโลยีที่สื่อสารได้ด้วย API กับเทคโนโลยีค่ายอื่น
  5. แนวคิดการสร้างคนอย่างมีเอกลักษณ์
  6. เทคนิคการพัฒนาคนเหล่านั้นให้สร้างงานได้รวดเร็ว
  7. พันธมิตร  แนวร่วม  หรือช่องทางการสนับสนุนด้านการเงิน
  8. โครงการหรือชิ้นงานเพื่อพิสูจน์ความสามารถ
  9. การสนับสนุนจากภาครัฐ

วันนี้เราอยากจะบอกว่า  เราเดินทางในที่สว่างมาแล้วใกล้ครบเวลา 2 ปี   เรามีการพัฒนาความพร้อมเป็นอย่างมากในระยะเวลาที่ผ่านมา    และเราปัจจัยพร้อมสำหรับข้อ  1 – 6  เราสามารถแสดงให้ท่านเห็นได้ว่าเทคโนโลยีและแนวคิดของเราสามารถตอบโจทย์ด้านไอทีดิจิตัลได้   นับมาตั้งแต่เรื่อง  IOT  ไปจนถึงงานระดับ Enterprise

ระดับชั้น  รูปแบบการให้บริการ

การออกแบบมองระบบรวมเปนชั้น ๆ ของแพลตฟอร์มย่อย  ที่มีส่วนเชื่อมโยงถึงกัน  มีองค์ประกอบการกระจายข้อมูลแบบ blockchain 

iSTEE & Samong platform  คือ  คำตอบที่ไม่ต้องพิสูจน์อีก  ผู้ที่กล้าหาญที่มองเห็นอนาคตเท่านั้น  ที่จะรีบหยิบฉวยโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้  และร่วมเดินทางไปกับเรา

องค์กรภาครัฐ  ภาคเอกชน  ที่สนใจในแนวคิดดังกล่าวแล้ว  สามารถติดต่อมาได้ที่   email : paipat.s@samongthailand.com

Samong IOT กับงานวิจัย คิดจริง ทำจริง

แวดวงไทยแลนด์  4.0  พูดคุยกันมากครับ  เรื่อง   Big Data  IOT  และ  AI    โดย    3  เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกัน  ที่พอจะอธิบายได้ง่าย ๆ ว่า

  • IOT  คือ  ตัวนำเข้า  ข้อมูลจากภาคสนาม  จากการวัดจากระบบงาน  จากกระบวนการผลิตต่าง ๆ ที่สนใจ
  • Big Data   คือ  ข้อมูลขนาดใหญ่ที่เกิดจาก  การบันทึกผ่าน IOT  เช่นการบัยทึกข้อมูลอัตโนมัติทุก ๆ  1 นาที  หรือทุก ๆ 5 นาที  ก็จะทำให้เกิดข้อมูลจำนวนมาก
  • AI  คือ  ระบบ  อัจฉริยะ  คือ ระบบประมวลผลที่ประยุกต์แล้วว่า  เราต้องการให้ระบบนั้นฉลาดแค่ไหน อย่างไร

ดังนั้น

  • ระบบ AI สำหรับงานใด ๆ  จะไม่เกิดขึ้นหากยังไม่มี Big Data
  • Big Data จะยังไม่เกิดขึ้นหากยังไม่มี IOT

ห่างหายกันไปนานครับการโครงการดีๆ  ไอเดียเด็ด ๆ   จากทีมงาน สมอง ( ไทยแลนด์)

คราวนี้เรามีผลงานโครงการการติดตั้ง IOT  สำหรับการควบคุมการทำงานของสถานีวิจัยการบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมการเกษตร   ร่วมกับ  บริษัท  Inno Green Tech จำกัด  เจ้าของลิขสิทธิ์งานวิจัย   โดยโครงการวิจัยนี้ได้ดำเนินการติดตั้งมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว  กระทั่งมาถึงบทบาทของ IOT

โดยเจ้าระบบควบคุม ด้วย  IOT  นี้  จะต้องมีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของระบบดังนี้

  1. ควบคุมการทำงานปั๊มน้ำตามระดับของ ลูกลอย   รวมปั๊มทั้งหมด  6 ตัว
  2. วัดอัตราการไหลของปั๊มน้ำทั้ง  6
  3. วัดแรงดันของระบบอีก 5 จุด
  4. วัดการใช้กำลังไฟฟ้า โวลต์แอมป์ กำลัง
  5. วัดค่า pH, EC, Temp compensation
  6. และระบบจะต้องทำงานในโหมด Auto Manual ได้  สั่ง Start Stop ได้
  7. บันทึกค่าจำนวน 20 พารามิเตอร์ขึ้น Server ได้
  8. สั่ง ปรับค่า calibrate  เครื่องวัดต่าง ๆ ได้ ผ่านทาง Internet
  9. ใช้การสื่อสารผ่าน Lan  หรือ wifi
  10. มี Data Logger
  11. มีพัดลมควบคุมอุณหภูมิภายในตู้
  12. จอแสดงผล  LCD

โดยจะต้องให้ทำงานได้สมบูรณ์  ประหยัด  ปลอดภัย  ใช้อุปกรณ์ Arduino ให้น้อยที่สุด

คำถามคือ  จะต้องใช้  เจ้า IOT  รุ่นไหนดี     เพราะจะเห็นว่าต้องใช้  input  output  เยอะมาก ๆ  คือ

  • Analog Input  =  11 (pH,EC, millivolt, temp )
  • Digital Input =  6 (ระดับน้ำ)
  • Interrupt = 6 (flow meter  6 ตัว)
  • Serial Port = 1 ชุด
  • PZEM 004T – Energy port = 1 ชุด

จะเห็นว่า

  • UNO ตัวเดียวรับไม่ไหว
  • จะเห็นว่าAT Mega  น่าสนใจ  
  • จะเห็นว่า  DUE ก็น่าสนใจ

ผลการทดสอบสรุปได้ผลดังนี้ครับ

  • DUE   มันเป็น  32 บิตทำงานเร็วมากสุดยอดเลยโดยเฉพาะการอ่าน port interrupt  และมี port interrupt เยอะ  เพราะ Digital pin มันใช้ทำ  interrupt  ได้ทุกขา  แต่น่าเสียดาย  Software Serial ใช้การไม่ได้บน DUE รุ่นนี้  เลยต้องทำใจ  เก็บไว้ใช้งานหน้าที่ไม่ต้องการ ใช้ Software Serial
  • AT Mega จึงเป็นตัวเลือกที่ดี   แต่ใช้  Interrupt Port ได้เพียง 4 ขา  คือ  2,3,18,19  ส่วน 20,21 ต้องเก็บไว้ใช้กับจอ LCD  มันโยกไปใช้ ขา SDA1, SCL1   ไม่ได้  เป็นความผิดพลาดที่ชาว Arduino ตำหนิ  Mega กันขรม
  • ในเมื่อจะต้องใช้ flow  ให้ได้อีกตัว  ก็เดือดร้อนต้องหา UNO มาวัด  flow  โดยใช้ขา interrupt 2  แล้วพ่วงเข้า  Software Serial port
  • และเจ้า pzem ตัววัดพลังงานไฟฟ้า  ก็ต้องย้ายไปเกาะเข้า  Serial Port 3 (ขา 14,15)   วางไว้ที่  16,17 ไม่ได้

ผลการทดสอบฉลุยครับ    โดยรอบการทำงานก็จะช้าหน่อยแต่ก็พอรับได้คือราว ๆ 30 วินาทีต่อรอบ  โค้ดยาว  พันกว่าบรรทัด  รวม 56 KByte    และให้ส่งค่าไป Server ทุกๆ 5 นาที

มีภาพมาให้ชมกันคร่าว ๆ ครับ  สำหรับโค้ดและระบบ Server ต้องขอสงวนไว้ครับ  ที่จะไม่นำมาเปิดเผยในที่นี่

  

ลุยเองกันเต็ม ๆ ยาวๆ  3 วันเต็ม ๆ

 

    Arduino DUE 32 bit prcessor  Arduino AT Mega 

Application  Samong IOT

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โครงการนี้ได้ใช้  แพลตฟอร์ม Server  “Samong IOT”  verison 1   ที่พัฒนาขึ้นมาเองอย่างเต็มที่  ทำให้มีความยืดหยุ่น  เพิ่มเติมฟังก์ชั่นได้ตามความต้องการ   โดยแพลตฟอร์มนี้จะได้รับการพัฒนาไปสู่แพลตฟอร์มขนาดใหญ่  ที่จะสามารถบริหารจัดการระบบควบคุมได้ไม่จำกัดจำนวน  และไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ

 ภาพรวมของชุดอุปกรณ์

จากโครงการนี้จะเป็นโครงการนำร่อง ของงานบำบัดน้ำเสีย  เปลี่ยนน้ำที่มีกลิ่นรุนแรง  มาเป็นน้ำที่ไม่มีกลิ่นได้อย่างมหัศจรรย์   ที่จะนำมาซึ่งสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสังคม  รวมทั้งจะเป็นการแสดงให้เห็นซึ่งศักยภาพของงาน IOT

Samong  IOT  คือ  อีกโครงการจาก  สมอง (ไทยแลนด์)    ติดตามบทความด้าน  IOT ได้ที่    http://samongiot.com

Samong IOT กับ ArduiNo ESP8266

เรื่องเล่า เสาร์ อาทิตย์

พักนี้ ไปง่วนๆ กับเรื่อง Smart IOT Smart Farm อะไรประมาณนี้ครับ โดยผ่านการสัมมนาเรื่อง Arduino ที่เป็นบอร์ดอิเลกทรอนิกส์ ช่วยให้การเชื่อมต่อ Things หรือ สิ่งของ ที่เขาเรียกกันว่า IOT นั่นหละครับ

เดี่ยวนี้วงการ IOT ล้ำหน้าไปเยอะทีเดียว สำหรับท่านที่ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้ หรือ ติดตามแต่ก็ไม่ได้เจาะลึก ก็อาจจะรู้สึกว่าบ้านเราไปไม่ถึงไหน แต่ผมว่าอย่าได้ประมาทเชียว ท่านใด ผู้ปกครอง ท่านไหน หากให้การส่งเสริมบุตรหลานของท่านให้ศึกษาเรื่องนี้ ผมว่าเป็นงานอาชีพที่ดีเลยทีเดียวครับ

ในห้องสัมมนานี้ ประกอบด้วย ผู้เข้าเรียนในวัย 40 อัพเกือยทั้งนั้นเลยครับ เป็นการสะท้อนอะไรบางอย่างครับ มีทั้งท่านในวงการอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณครูวิทยาศาสตร์ และแม้แต่ คุณพี่ตำรวจก็มาเรียนด้วย

การส่งเสริมของภาครัฐก็ไม่เลวเลย โครงการ NetPIE ได้ช่วยให้ ผู้สนใจเรื่อง IOT ได้มีที่ประลองความรู้ สามารถทำการทดลองเชื่อมต่อ อุปกรณ์เข้ากับ Server และทำการสั่งการควบคุมอุปกรณ์ได้ จากทางไกล เรียกว่า ควบคุมโรงงานขนาดย่อม ๆ ที่ไม่ซับซ้อนได้เลย และหากจะให้มันซับซ้อนขึ้นก็ต้องเขียนโปรแกรมกันเองละครับ

ในโอกาสนี้ผมได้เรียนเชิญ คณาจารย์ เพื่อนฝูงที่มีความชำนาญ มาร่วมงานสอนในฐานะ อาจารย์พิเศษด้วย โดยจะเปิดทำการสอน Arduino รอบปฐมฤกษ์ น่าจะต้นเดือน พฤษภาคม นะครับ ท่านใดสนใจ อยากจะส่งบุตรหลานมาเรียนก็เชิญกันได้ครับ รายละเอียด ค่าใช้จ่าย และอุปกรณ์ที่จะแนกมีอะไรบ้างมาว่ากันอีกที

ผมเก็บภาพมาให้ชมแต่พองามกันลืม

ว่าแล้วงานนี้  ก็เอาชื่อ Samong is the Digital Brain ขึ้นจอ OLED กันเลย    และงานนี้เช่นกัน  ก็เอาความรู้  ประสบการณ์ด้าน GPS  ไปแบ่งปันกับเพื่อน ๆ ในห้องสัมมนา  จริง ๆ จะเอาไปขายนะ  แต่ขายไม่ออก (ฮา)

 

 

 

 

สำหรับโครงการต่อไปของ  สมอง (ไทยแลนด์)   ในด้าน  IOT  คือ  การประยุกต์ใช้ประโยชน์ของ  IOT  โดยเบื้องต้นจะเป็นการต่อยอดจากระบบเดิม ๆ ที่  NETPIE ได้ให้บริการด้าน Server แล้ว   ทีมงานของเราก็จะทำการพัฒนางานการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่จัดเก็บไว้บน  Server  เพื่อให้เห็นว่า iSTEE & Samong Frame work  จะเพิ่งพลังให้  Smart IOT ได้แค่ไหน  โปรดติดตาม  ในโครงการ Samong.NETPIE  

ขอบพระคุณที่ติดตามครับ