การบริหารสมดุลชีวิตยุคดิจิตอล 4.0

คำถามที่น่าสนใจและมีอิทธิพลสำหรับคนในยุคนี้ คือ จะมีแนวคิดหรือสิ่งใดกันที่ใช้ช่วยให้ชีวิตผู้คนดีขึ้นและสามารถพัฒนาคนภายในองค์กรได้ทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งนี้เพราะ “คน” ก็ยังเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดต่อการนำพาองค์กรไปก้าวข้างหน้า ที่ผ่านมาผลจากการพัฒนาคน หากมีการประเมินผล ส่วนใหญ่จะพบว่า องค์กรมีประสิทธิภาพดีขึ้น แต่ในมิติด้านบุคลากร ความสุขในการทำงานกลับลดลง ความเครียดเพิ่มมากขึ้น ต่างคนต่างมุ่งเน้นการแสวงหารายได้หรือความร่ำรวย ทำให้ผู้เขียนได้ตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรที่ช่วยให้มนุษย์ได้พบศักยภาพที่แท้ของตนเองและปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่มุ่งเน้นการแสวงหาครอบครองและการเอาชนะธรรมชาติมาเป็นวิถีแห่งสมดุล เรียบง่าย อบอุ่น สงบเป็นมิตรกับธรรมชาติและสรรพสิ่งรอบ ๆ ตัว

จากมุมมองส่วนตัวที่ได้นำแนวคิดการพัฒนาคนที่มุ่งเน้นทั้งวิธีคิดและวิธีการ โดยพัฒนาอยู่บนฐานรากขององค์ความรู้ ภูมิปัญญา ปรัชญาแนวคิดทั้งแนวตะวันตกและตะวันออก จนกระทั่งทำให้ตนเองมีความรู้สึกสนใจมากเป็นพิเศษในการนำองค์ความรู้ ภูมิปัญญาทางตะวันออกที่มีการหลอมรวมทั้งความรู้และวิธีการในรูปแบบการพัฒนาทางศีลธรรมและจิตวิญญาณแบบศาสนาเข้ากับวิธีคิดเชิงวิทยาศาสตร์ ที่มีความหนักแน่นและน่าเชื่อถือ มีเหตุมีผล เป็นระบบ วิทยาศาสตร์ยังให้น้ำหนักกับหลักฐานที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจน มาหลอมรวมและผสมผสานกันทั้งในแง่มุมของผลลัพธ์ที่จับต้องได้ กับความเชื่อที่ทรงพลัง เพื่อบูรณาการแนวทางการพัฒนาคนเข้าสู่ “วิถีแห่งสมดุล”

นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้ค้นพบว่า แนวทางการพัฒนาที่ช่วยให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ค้นพบศักยภาพที่แท้ของตนเอง และได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่มีคุณค่าจากฝึกอบรมเพื่อนำเอาไปใช้ได้จริงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในยุคปัจจุบันให้สำเร็จนั้น การพัฒนาวิถีคิดเพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถใช้เป็นคำตอบสำหรับการนำไปปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวันได้ เปรียบเสมือนการตอบคำถามเดิมในแต่ละช่วงเวลา แต่คำตอบต่างกันตามปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ดังนั้นการยกระดับการฝึกอบรมพัฒนาให้ต่อยอดจนสามารถไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายบริบทของการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับการฝึกอบรมพัฒนาทั้งในแง่วิธีคิดและกระบวนการจัดการเรียนรู้ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อช่วยกันขับเคลื่อนไปสู่ทิศทางใหม่ เพื่อช่วยให้คนได้ค้นพบศักยภาพ ตระหนักรู้ และสำนึกรับผิดชอบในตนเอง

เครื่องมือการพัฒนาคน กลายเป็นประเด็นที่ได้ถูกจับตามองมากขึ้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผู้เขียนเอง พบว่า เป้าหมายของการฝึกอบรมและพัฒนาได้ถููกตั้งไว้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เสริมสร้างแรงจูงใจในการทำงาน ทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้น รักษาสมดุลชีวิตและการทำงานให้ดีขึ้น หลักการที่นิยมใช้กันคือ การเปลี่ยนวิธีคิด มองโลกในแง่บวก การสร้างมนุษย์สัมพันธ์ และการเปลี่ยนพฤติกรรมที่พึงประสงค์ จริง ๆ แล้วกระบวนการดังกล่าวส่งผลได้เพียงระยะสั้นๆ เพราะอีกไม่นานความเคยชินเดิมก็กลับมา ผู้เขียนจึงมองว่าแนวทางการบ่มเพาะคนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขัดเกลาตนเองจากภายใน หรือ .“การสร้างชีวิตให้สมดุล” อย่างผู้ตื่น รู้ และเบิกบาน เริ่มได้รับความสนใจตอบรับกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งสุดท้ายก็เป็นไปตามความจริงของธรรมชาติไม่พ้น  ซึ่งเป็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และจำเป็นต้องดับไป ฉะนั้นแนวทางการพัฒนาคนให้สามารถนำทักษะที่ได้ฝึกฝนไปใช้จริงจนสามารถสร้างความสำเร็จได้ มุ่งเน้นการพัฒนาภายใต้แนวคิด “iSTEE”

i=idol, Intelligent หมายถึง ความฉลาดหลักแหลม

S=System หมายถึง ระบบ

T=Task หมายถึง กิจกรรม

E=Event หมายถึง เหตุการณ์

E=Entity หมายถึง ปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ

iSTEE คือ เครื่องมือพัฒนาปัญญาที่ถูกนำมาผนวกเข้ากับเทคโนโลยีจนกลายเป็นแอพพลิชั่นที่ทำงานภายใต้โครงการ Samong framwork  “เมื่อเห็นความคิด ก็เจริญปัญญา” ถูกพัฒนาให้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และมีกระบวนการถ่ายทอดที่ทำให้เกิดการเรียนรู้และนำเอาไปใช้จริง โดยการนำวิถีคิดเชิงวิทยาศาสตร์ “คิดให้ครบ คิดให้รอบ จบที่วิถีทางแห่งสมดุล” เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นไปตามเหตุและปัจจัย แนวคิดพัฒนาคนโครงการสมองไทยแลนด์ จึงเป็นเรื่องราวของการสร้างนวัตกรรมส่งผ่านเทคโนโลยีแอพพลิเคชั่น ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความรู้สึก และจิตวิญญาณ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหา ผ่านซอฟท์แวร์ (เทคโนโลยี) จะเกิดผลอะไร แก้ไข ด้วยคุณค่าอะไร โดยใช้พลังสติในตัวเองเป็นผู้ควบคุมการมีสติ การใช้สติ รู้เท่าทันความคิด ความรู้สึกของตนเอง จนสามารถยั้งคิด ไตร่ตรอง และตอบสนองอย่างเหมาะสม

ในขณะเดียวกัน ข่าวดีสำหรับการพัฒนาชีวิตให้รุ่งเรืองเป็นเรื่องง่ายหากถูกวิธี ในความเป็นจริงผู้คนในยุคปัจจุบันสามารถทราบถึงปัญหาในชีวิต ความต้องการในชีวิต และการวางแผนชีวิตมากขึ้น แต่จะประเมินตัวเองอย่างไร เพื่อวิเคราะห์จุดเด่นและจุดด้อยของตัวเอง จากนั้นจะได้ทราบว่าสิ่งที่ต้องแก้ไขคืออะไร ควรจะเก็บสะสมข้อมูลหรือประวัติอย่างไร ดังนั้นเพื่อช่วยให้คนได้สำรวจ ทำความรู้จัก ประเมินตัวเอง ทำความเข้าใจ ว่ามีจุดแข็งในด้านใด โดยมีผลงานทางวิชาการรองรับ ทีมงานสมองไทยแลนด์จึงได้ทำการวิจัยพัฒนาจนสามารถผลิตแอพพลิเคชั่นฐานข้อมูล รุ่น ATOM.S001 รองรับระบบปฏิบัติการ Android เพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหารจัดการสมดุลชีวิต โดยการประเมินตนเองที่อาศัยความซื่อสัตย์ต่อตนเอง และไม่ต้องรวบรวมความคิด ในการให้คะแนนในการสำรวจด้านต่างๆความเป็นจริง และทำการบันทึกลงในแอพพลิเคชั่นดังกล่าว โดยทำต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่งและสามารถประเมินพัฒนาการได้ในแต่ละรอบ

การบริหารจัดการสมดุลชีวิต จึงเป็นเครื่องมือที่มุ่งเน้นให้คนมีแผนที่ มีกองกำลัง มีฐานสติบัญชาการ มีความพร้อม ไม่ประมาทกับการตัดสินใจดำเนินชีวิต ไม่เสี่ยงกับการล้มละลายหรือการจมอยู่ในกองหนี้ ด้วยเหตุที่ว่าการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุล โดยใช้แอพพลิเคชั่นประกอบการฝึกอบรมเป็นคู่มือที่สามารถนำมาใช้ได้จริง ทำให้ผู้คนสามารถค้นหาว่าส่วนใดในชีวิตที่ต้องแก้ไขและแก้ไขอย่างไร ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิวัติวงการฝึกอบรมไปสู่การใช้ชุดความคิดบวกกับเครื่องมือยุค 4.0 จนนำไปสู่การพัฒนาจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์์ เพื่อสร้างความคุ้มค่าสำหรับการพัฒนาชีวิตคน จนสามารถนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพ ก้าวไปสู่เพื่อนคู่คิด ดูแลชีวิตล้ำสมัย พัฒนาเป็นเครื่องมือพัฒนาตนเองประจำตัวเป็นคู่มือชีวิต เป็นเพื่อนคู่กายดูแลซึ่งกันและกัน สามารถถ่ายทอดประสบการณ์สู่คนรุ่นใหม่ ด้วยเหตุนี้เครื่องมือดังกล่าวจึงมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตยุคดิจิตอลของทุกคนจริงๆ ซึ่งท่านผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดหลักสูตรสัมมนา บริหารจัดการชีวิตสมดุลยุคดิจิตอล สามารถติดต่อรายละเอียดได้ที่ ดร. นิพัทธ์พนธ์ สุวรรณชนะ (โค้ช ดร. แอนดี้) Fb: @dr.andy99

ดร. นิพัทธ์พนธ์ สุวรรณชนะ

 

สมดุลแห่งชีวิต

สำหรับท่านผู้ติดตามเวบไซต์ของเรา  ที่อาจจะได้อ่านบทความบางส่วนบางเรื่องมาแบบว่า  ผ่านหูผ่านตาในหัวข้อเรื่อง “สมดุลแห่งชีวิต”  หรือจากการทดลองใช้งาน “ATOM.S001” หรือ “Samong.ME” มาแล้ว  แต่อาจจะยังไม่ได้มีเวลาอ่านหนังสือ “สมดุลแห่งชีวิต” อย่างเอาจริงเอาจัง หรือยังไม่เข้าใจประโยชน์ของแอพพลิเคชั่นดังกล่าวนี้   วันนี้ผมขออนุญาตมาเล่าในส่วนของหนังสือให้ฟังโดยสรุป  ไม่เชิงจะเป็นการวิจารณ์  หรือ  มาโฆษณาขายหนังสืออีกต่อหนึ่ง   แต่ถ้าผู้พิมพ์จะตีพิมพ์ใหม่  ผมจะซื้อมาเป็นของตัวเองซักเล่ม  และซื้อเป็นของที่ระลึกเนื่องในโอกาสสำคัญ ๆ สำหรับคนที่เรารัก  ที่เหมาะสำหรับผู้รับหลายวัยหลายอาชีพ  หลายสถานะ (ทำงาน หางาน กำลังสร้างธุรกิจ เป็นต้น)  อีกหลาย ๆ เล่ม  ส่วนการใช้งานแอพพลิเคชั่นจะเอาไว้ในโอกาสต่อไป (มีอธิบายในระบบออนไลน์แล้ว)

ที่มาที่ผมได้หยิบจับหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน  ก็เพราะ 

เป็นความดื้อของผมเองมากกว่า  ที่พยายามจะไม่เชื่อสิ่งใด โดยที่ไม่ได้ศึกษาค้นคว้าอย่างระเอียด  ที่ได้พยายามสอบถามทีมงานพัฒนาของเราว่า  

  1. คุณเอาจินตนาการอะไรจากไหนมาพัฒนาเป็นแอพพลิเคชั่นสมดุลชีวิต   คือ จะถามว่ามั่วหรือปล่าว แบบตรง ๆ ก็เกรงใจ  (แต่ก็ถามไปแล้ว)
  2. แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร   จะให้ผมนำข้อดีของมันไปบอกต่อ  ไปแนะคนอื่นได้อย่างไร   มันไม่น่าเห็นสนุกตรงไหน  หรือไม่เห็นจะทำเงินแบบเกมส์ หรือแบบ  Bitcoin หรือเมื่อไหร่คุณจะทำแอพ Fin Tech หรือแอพตลาด ๆ Solution  อะไรก็ได้ให้สมกับการออกโรงโฆษณา Samong มาอย่างยาวนาน

จึงได้รับคำตอบกลับมาว่า  คุณไปอ่านที่เวบไซต์ที่บันทึกร่องรอยการพัฒนางานของผมซิ   พร้อมกับบอกชื่อหนังสือมา  พร้อมสำทับว่า “มันดีมากแต่อ่านเอาเองนะ”  และให้ผมไปตามหาซื้อมาอ่าน   ผมเองก็ตั้งใจแล้วว่าจะดีหรือไม่ดีอย่างไรก็จะหามาอ่าน ให้จงได้  และผมก็ใช้ความพยามอยู่สองวัน  ที่ทุกครั้งที่ไปห้างจะต้องแวะร้านหนังสือ  หรือดูจากร้านค้าออนไลน์  ก็พบว่าไม่มีในสตอกเหลือแล้ว   เลยคิดไปว่ามันคงไม่ดีหรือไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายอย่างแน่นอนเลย  แต่ก็ต้องหาคำตอบกันต่อไป  จนต้องหันมาใช้การค้นหาหนังสือในรูปแบบ e-book  จากร้าน SE-ED ออนไลน์

รูปร่างหน้าตาของหนังสือก็ประมาณนี้ครับ  กอปปี้มาลงไว้แค่นี้ก็เสียวแล้วกับกฏหมายลิขสิทธิ์  

ผมไม่รู้จักผู้เขียน  ผู้แปลและผู้เรียบเรียงเป็นการส่วนตัวเลย (แต่เพิ่งทักทายไปทางเฟสบุ๊คเมื่อครู่ใหญ่ที่ผ่านมา)  และไม่ได้อ่านหนังสือต่าง ๆ มานานพอสมควรแล้ว (สมดุลด้านความรู้ของผมคงจะแย่แน่ ๆ )  

ในด้านความประทับใจต่อหนังสือ  ผมให้คะแนนเต็ม 10 เลยนะครับ  โดยได้ ให้คะแนน  8  คะแนนทันทีที่อ่านบทนำจบ  และอีกสองคะแนนในส่วนที่เหลืออีกจำนวนกว่า 300 หน้า  (จะให้มากกว่า 2 ไม่ได้เพราะคะแนนเต็ม 10)  แต่พออ่านจบก็ต้องบอกว่าขอผมเปลี่ยนใจ  ขอเฉลี่ยคะแนนไปแบบเท่าๆ กันให้กับทุก ๆ หน้า  เพราะเกือบทุกหน้ามีสาระสำคัญ ๆ ที่เราหยิบเอาไปใช้ได้ทันที

หรือว่าระยะหลังนี่ผมอ่านหนังสือมาน้อย  เลยเห็นอะไรก็ดีไปเสียทั้งหมด   จึงอย่าได้เชื่อผมทั้งหมดนะครับ  ขอแนะนำให้ลองหาอ่านเองเต็ม ๆ อีกครั้งหนึ่ง (หรือจะติดต่อมาให้ผมเล่าเรื่องเพิ่มเติมในด้านต่าง ๆ เป็นตอนๆ ไป

ประวัติของผู้เขียนน่าสนใจครับ  ที่ได้แต่งงานสองครั้งสองครา  กับภรรยาคนเดิม  ที่เลิกรากันไปรอบนึง  แต่สามารถฟื้นฟูสัมพันธ์ภาพกลับคืนมา  ด้วยวิธีการตามหนังสือที่ตนเขียนขึ้นมาเอง  ที่ก่อนหน้านั้นชีวิตคู่ก็พังไม่เป็นท่า  ขาดสมดุลเพราะขาดการประเมินและปรับปรุง

ในด้านงานอาชีพ  เขาเป็นนักพูดนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ   ที่มีความรู้ได้รับประสบการณ์มาจากการศึกษาค้นคว้าตามความชอบความสนใจของตนเอง  หลังจากที่ได้เดินทางผิดในธุรกิจมากว่าสองสามปี  แต่ด้วยความที่เป็นนักคิดที่ได้วางเป้าหมายไว้บ้าง จึงทำให้ผู้เขียนไม่ถึงกับหมดหนทางและสามารถกลับมาได้ในที่สุด  ทำให้เราได้อ่านหนังสือดี ๆ เช่นนี้  

หลังจากเขาประสบความสำเร็จ  มีทรัพย์สิน  มีรถเบนซ์  (ที่รอบนี้มีปัญญาเติมน้ำมัน และค่าซ่อมแซม) ชนิดที่ว่าไม่ได้ซื้อรถหรูมาเพื่อประดับความเท่ห์ในแวดวงธุรกิจ  แต่ซื้อมาใช้เพราะมีความพร้อมเพียงพอจริง ๆ   ผมเล่าถึงความสำเร็จของผู้เขียนก่อนเช่นนี้เพื่อให้เห็นว่าผู้เขียน  ประสบความสำเร็จได้จริง ๆ จากการใช้หลักสมดุลแห่งชีวิตนี้  (แน่นอนที่เราจะไม่เดินตามนักพูดนักเขียนที่ไม่มีความสำเร็จอะไรให้น่าภาคภูมิใจ)

โดยรวม  หนังสือ  สมดุลแห่งชีวิต นี้เป็นการว่าด้วย  การสำรวจ   ทำความรู้จัก  ประเมินตัวเอง  ทำความเข้าใจตัวเอง   ว่ามีจุดอ่อนจุดแข็งในด้าน สำคัญๆ  ตามที่ได้มีการศึกษาค้นคว้ามาแล้ว  มีงานวิชาการรองรับ  

ในการใช้ประโยชน์จากหนังสือ  ที่ผู้อ่านจะต้องใช้ความซื่อสัตย์กับตนเอง  ให้คะแนนในการสำรวจด้านต่าง ๆ ตามความจริง  หรือจะให้คะแนนตัวเองน้อยกว่าจริงเล็กน้อยเพื่อให้ได้ผลการปรับปรุงที่เป็นเลิศ  และทำการบันทึกลงไปในหนังสือ (หากเป็นส่วนของแอพ ฯ ก็จะมีส่วนของการจัดเก็บ Save ข้อมูลและผลการประเมินพัฒนาการในแต่ละรอบ)  แล้วทำการจัดลำดับประเด็นจุดอ่อนตามลำดับความสำคัญ (จัดการกับเรื่องที่ๆได้คะแนนแย่ ๆ  คะแนนน้อย ๆ ก่อน)  แล้วทำตามคำแนะนำวิธีการแก้ไข  ที่ผู้เขียนแนะนำไว้ในแต่ละบทมาให้คู่กัน  และทำอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง   จากนั้นก็กลับมาทำการประเมินซ้ำในด้านเดิม ๆ อีกหลายครั้งวนๆ ไป  พร้อมกับการวิเคราะห์ผลเบื้องต้นด้วยตนเอง

มันประยุกต์ใช้ได้ครับ  กับทุกๆ คนที่อ่านออก  เขียนได้  คิดได้ (ที่อาจจะต้องแปลข้อความภาษาไทยเชิงปรัชญาฝรั่ง  เป็นภาษาในใจคุณเอง  ที่มีแทรกไว้ตลอดทั้งเล่ม สำหรับการกระตุกต่อมคิด)

สมดุลแห่งชีวิต  จึงเป็นเครื่องมือช่วยให้คุณมีแผนที่  มีกองกำลัง  มีฐานสติบัญชาการ  มีความพร้อม  ไม่ประมาทกับการตัดสินใจดำเนินชีวิต  ทั้งชีวิตแบบเดี่ยวๆ  ชีวิตคู่  และชีวิตการงาน  หรือชีวิตครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบคนอีกหลายคน  ที่จะต้องไม่เสี่ยงกับการล้มละลายหรือ  การจมอยู่ในกองหนี้  ด้วยเพียงเหตุการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุล   หรือกระทั่งผู้นำในองค์กรต่าง ๆ ที่สามารถใช้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้เช่นกัน   เรียกว่าหนังสือเล่มนี้ให้คำแนะนำได้สำหรับทุกคนจริง ๆ  

ผมขอยกการประเมินสมดุลในแต่ละด้านออกมาด้านละ เรื่อง 

ด้านที่ 1  ด้านสุขภาพ   ที่เริ่มสำรวจว่าคุณคิดว่าสุขภาพของคุณเป็น   คุณได้ออกกำลังกายมั้ย  คุณรับประทานอาหารเป็นอย่างไร  คุณพักผ่อนอย่างไร     คุณมีโรคประจำตัวอะไรมั้ย    

ที่พอคุณได้ให้คะแนนไปและสำนึก(ผิดกับ)ตัว(เอง)ไปเรื่อย ๆ คุณจะพบว่า  ก็คุณไม่เคยได้ออกกำลังกาย  แถมไม่ได้พักผ่อนเลย  แล้วสุขภาพคุณจะเหลืออะไร  คุณก็จะคิดได้เอง  เยียวยาได้เองเช่นกันทันที แบบคนมีสติสตังต์ในบัด(now) เดี๋ยวนั้น  ว่าคุณจะต้องทำอะไรในบัดนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

ด้านที่ 2 ด้านความสัมพันธ์ในครอบครัว    ที่สำรวจว่า    คุณมีความสัมพันธ์กับคุณแม่  คุณลูก  และภรรยาของคุณแค่ไหน  คุณเป็นพ่อที่ดีแค่ไหน   อะไรที่คุณควรทำ  เช่น  การ,มีโอกาสรับประทานอาหารร่วมกัน  การปรึกษางาน  การปรึกษาปัญหาของลูก ๆ หรือคุณเป็นที่น่ารังเกียจของลูก ๆ แค่ไหน (ที่ผู้เขียนกล่าวว่า  ยิ่งเด็กโต เขายิ่งไม่อยากคุยกับคุณเท่าไหร่หรอก)    คำพูดดีๆ สั้น ๆ ที่คุณควรพูดอะไรบ้างที่ควรพูด  กับคนรัก  กับภรรยา  เพื่อให้ครอบครัว  หรือแม้แต่คุณเองมีกำลังใจในการทำงาน  ในการต่อสู้กับชีวิต  หรือแม้แต่ความสัมพันธ์กับคนอื่นในอันที่จะเป็นกำลังใจสำหรับชีวิตของคุณ

 

 

 

 

 

 

 

  

ด้านที่ 3  ด้านการงาน  ที่สำรวจว่า  ในที่ทำงานคุณ  คุณกับเจ้านายมีความสัมพันธ์อย่างไร  (ไม่ใช่เป็นการแนะนำให้ตอแหล)  คุณกับเพื่อนร่วมงานเป็นงัย   คุณจะได้เข้าใจว่าเจ้านายที่น่าเบื่อเป็นอย่างไร  คุณจะอยู่กับเจ้านายที่น่าเบื่อและจะปรับตัวอย่างไร  แน่นอนหากการปรับตัวไม่ประสบความสำเร็จ  ผู้เขียนก็ไม่ได้รั้งให้คุณอยู่ต่อ  แต่ก็ให้คำแนะนำว่าจะตัดสินใจเปลี่ยนงานเมื่อไหร่อย่างไร ให้ดีที่สุด  ไปตลอดถึงการมีวิสัยทัศน์  การวางแผนระดับ 90 วัน   แผนในระดับราย 1- 5 ปี  และเป้าหมายงานชิ้นใหญ่ระดับพลิกชีวิตของคุณคืออะไร  ที่คุณจะไม่เป็นเพียงคนวางแผนรายสัปดาห์

 

 

 

 

 

 

 

ด้านที่ 4 คือด้านการเงิน  ที่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ  ที่ถัดมาจากความสำคัญในการมีชีวิตอย่างพึงพอใจในแบบที่เป็น  ในสิ่งที่มี  พอใจกับสิ่งที่หามาได้   ที่การเงินคือ  ปัจจัยสำคัญมากที่จะทำให้คุณมีชีวิตต่อไปได้อย่างมั่นคงหรือไม่

ผู้เขียนไม่ได้มั่งเน้นให้คุณต้องรีบร่ำรวย  แต่ได้ช่วยให้คุณประเมิน  ให้คำแนะนำว่าจะวางแผนด้านการเงินอย่างไร  ควรจะมีการเก็บเงินในสัดส่วนอย่างไร  เช่นว่า  หากคุณมีรายจ่ายประจำเดือนทั้งหมด X  บาท  คุณก็ควรจะต้องมีเงินในบัญชีใช้จ่ายประจำปกติเป็น 3 เท่า  เพื่อให้พร้อมที่จะรองรับการเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้น  นี่ไม่นับรวมถึงการมีประกันภัยส่วนบุคคลสำหรับคุณเองและสมาชิกในครอบครัว  

แปลว่าหากคุณทำกิจการ  คุณก็ควรจะต้องมีเงินสดหมุนเวียนเป็นจำนวน 3 – 4 เท่าของยอดขายรายเดือนสำหรับการรับมือกับ  ลูกค้าที่่มีระยะเวลาเครดิตการชำระเงินที่ยาวนาน  ไปถึงการรับมือกับการผิดนัดชำระเงิน   หรือการแบ่งสรรปันส่วนเงินสำหรับการลงทุนเพื่อต่อยอดรายได้ของคุณ ให้เติบโตอย่างชาญฉลาด   หรือคำแนะนำที่ง่ายที่สุดคือ  การวางแผนลดค่าใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายได้ที่คุณหาได้  เท่านี้ก็เท่ากับเป็นการออมที่ดีที่สุดที่ทำได้ทันที  รวมไปถึงการปลูกฝังลูก ๆ ของคุณให้มีความเข้าใจถึงความสำคัญของเงิน  หรือกระทั่งการที่จะแนะนำให้รู้จักตนเองไม่ไปเห่อกับกระแสสังคม  ตามไลฟ์สไตล์ของใครเขา  หากคุณไม่มีกำลังใช้จ่ายจริง

ตอนหนึ่งผู้เขียนแนะนำว่า  ลองเอารายได้รวมทั้งปีตั้ง  หักด้วยค่าใช้จ่ายรวมทั้งปี  แล้วเทียบส่วนที่เหลือกับรายได้ที่ได้มาว่าเป็นสัดส่วนกี่ % หากหากมากว่า 25% ถึอว่าคุณจัดการการเงินได้ดี  แต่หากอยู่ระหว่าง 10 – 20% ถือว่าต้องรีบปรับปรุงตัว  แต่หาก ไม่ถึง 10% หรือถึงขั้นติดลบ  นั่นคือสัญญาณอันตรายของชีวิต

เรียกได้ว่า  การทำสมดุลชีวิต  หากถัดจากการทำสมดุลเรื่องอื่น ๆ จนอยู่ในระดับที่พึงพอใจแล้ว  สิ่งจำเป็นที่ต้องเร่งทำคือเรื่องสมดุลด้านการเงิน   หรือในบางคนหากสำรวจแล้ว  สมดุลทางการเงินมีคะแนนแย่มาก  ก็จำเป็นต้องจัดการเรื่องการเงินก่อนในทันที

เหล่านี้เป็นต้น  คือ  สมดุลแห่งการมีชีวิตอยู่  เมื่อชีวิตมีความสมดุลตั้งอยู่มั่นคงดีแล้ว  คุณก็จะสามารถขยับขยายยกระดับชีวิตของคุณไปตามความชอบด้านการงานอาชีพ  ที่ต้องเดินหน้าไปอย่างมีแบบแผนเช่นกัน

ในส่วนของความเกี่ยวข้องของหนังสือกับ  แอพพลิเคชั่น ATOM.S001 ซึ่งเป็นรุ่นทดสอบเรื่องสมดุลชีวิต  กับ Samong.ME (ซึ่งเป็นแอพฯ รุ่นใหญ่  ที่เป็นมากกว่าสมดุลแห่งชีวิต แต่จะเป็นเหมือนเพื่อนคู่คิด  ดูแลชีวิตล้ำสมัย) นั้น  เกี่ยวข้องกันในแง่การนำเอาแนวคิดเกือบทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้มาประยุกต์ใช้ในฐานะของแหล่งอ้างอิงที่มีการค้นคว้าวิจัยแล้ว  จึงจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานแอพพลิเคชั่นและได้รับประโยชน์ตามสมควร  ตามความสนใจ

โดยการศึกษาทำความเข้าใจจากหนังสือเล่มนี้  ก็จะช่วยให้ท่านสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่น  ATOM.S001 สมดุลแห่งชีวิตได้ง่ายขึ้น (แต่อย่างไรก็ตาม  ผู้พัฒนาได้ทำการจัดทำคู่มือในรูปแบบ Help Online ไว้ให้พร้อมใช้งาน)  นอกจากนี้  โครงสร้างของแอพพลิเคชั่นนี้ยังประกอบขึ้นมาจากประสบการณ์ของทีมงานเอง  ที่คลุกคลีอยู่ในวงการพัฒนาซอฟต์แวร์   วงการประกันภัย  การประกันชีวิต  ที่ต้องสัมผัสกับชีวิตผู้คน  กับงานวางแผนชีวิต  วางแผนการเงิน  จึงมีความรอบรู้เพียงพอในการพัฒนาเป็นกรอบการประเมินได้อย่างถูกต้องแม่นยำ  พร้อมการตรวจประเมินจาก CFO ของทีมงาน  เราจึงมั่นใจได้ว่าแอพพลิเคชั่นนี้จะช่วยให้คุณเข้าถึงการทำสมดุลแห่งชีวิตได้ง่ายขึ้น

ท่านสามารถติดตามข่าวสารและผลงานของเราได้จากเวบไซต์นี้แล้ว และจากแอพสโตร์  โดยเริ่มต้นจาก Google Play Store และกำลังพัฒนาไปสู่ iOS  แอพสโตร์

ขอขอบคุณได้ให้เกียรติติดตามผลงานของเรา  //

ไพพัฒน์  20/4/2017

Digital Brilliant Life
Thailand 4.0

ท่ามกลางกระแสไทยแลนด์ 4.0 ที่เป็นสมญานามย่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจไทยรอบใหม่รองรับอนาคต 20 ปีข้างหน้า  ที่แวดข้างต่างรายล้อมไปด้วยกระแสเทคโนโลยีกระแสหลักคนเดียวบินเดี่ยว  กระแสนี้  คือ  ดิจิตอล   ที่วันนี้  ผู้บริหารประเทศกำลังชี้นิ้วให้มุ่งหน้าสู่ทุ่งกว้างอันไกลโพ้น  ที่ต้องการยกระดับคนไทยไปสู่ระนาบหรือแพลตฟอร์มใหม่  ตามแผนที่นำเสนอโดยคณะทำงานฯ (เพิ่มเติม…)