สมอง ไทยแลนด์ การเดินทางด้วยศรัทธา

ย้ำกันมาหลายครั้งหลายครา  ว่าเราทำอะไรกัน  ยาวนานน่าดูเลย

2 ปี ที่  สมองไทยแลนด์  เปิดตัวกันมา  แต่อีกกว่า 20 ปีที่เป็นเบื้องหลังมหากาพย์การพัฒนาเครื่องมือ  มันไม่ได้สุดยอดเหนือใครในสามโลก  หากแต่มันคือเครื่องมือที่ดี  มีคุณภาพ บวกกับเจตนารมย์ในการสร้างสรร ถ่ายทอด  ผมอยากจะเอาเรื่องราว  จากส่วนหนึ่งของการพูดคุยกันมาแบ่งปันว่าเราคิดอย่างไร   มันออกมาสด ๆ และนำมาวางกันไว้เป็นบันทึกเรื่องราว  ที่เกิดขึ้นระหว่างแคมป์การฝึกอบรมเหล่าเจได  นักพัฒนาฯ แห่งค่ายสมองซอฟต์แวร์  สมองไทยแลนด์

…..

“…ทุกอย่างเกิดขึ้น และลงมือกระทำด้วยความรวดเร็ว เราได้ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นข้างทางออกไปเยอะแล้วด้วย และแก้ไขด้วย  iSTEE Framework
โหดสักนิด แต่การขึ้นเขียงผ่าตัด ต้องมีบาดแผลนิดหน่อย แค่สัปดาห์เดียว  จากความสงสัยเมื่อเข้ามาสัมผัส จะทยอยหายไป กับศักยภาพและความรู้ที่  “เหล่าเจได” ได้รับไป
….
ของจริง ความจริง…เหมือนเราเลี้ยงลูก…
เมื่อเราเห็นลูกสำเร็จ…เมื่อเราเห็นน้องๆ สำเร็จ คำว่า สำเร็จ คือ เขาตื่นรู้ เขาบินได้ด้วยตนเอง ค้นพบตนเอง…เขาเติบโต
ความรู้สึกนี้คือ Association with your success. Collaboration with your success.
เมื่อมันถูกส่งมอบอย่างเป็นวัฒนธรรมองค์กร…มองออกไหมครับว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ประเมินค่าไม่ได้เลย!
……………….

ราคาของเรื่องนี้ตีค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ แต่มันยิ่งใหญ่ และเป็นวิธีลัดที่จะกอบกู้ความล้มเหลวในหลายด้านของประเทศ
สิ่งที่เราลงทุนลงแรงไป จะงอกเงยออกมาแทงยอด ให้ผู้คนรู้ว่า ได้ทำอะไรลงไป ซึ่งไม่ผิดทิศผิดทางแน่นอน
…..
เวลา  ชีวิต ผู้คน…จิตวิญญาณ ที่ได้รับการขัดสนิมใหม่ … เหมือน สติ เป็นน้ำยาพิเศษ
ที่ไม่ได้เกิดคราบสนิม ของคนรุ่นใหม่… จิตวิญญาณใหม่ เปรียบเหมือนกระจกใส ที่มีพลังสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างเต็มที่
การบ่มเพาะ Startup …แบบที่ทำกันมา ดี แต่ไปไม่สุด ไม่ได้รองรับการแก้ไขปัญหาอะไร นอกจากกำไรและเงิน
ซึ่งไม่ใช่ของจริงสำหรับชีวิต…”
….
บันทึกจากศรัทธา

3 หมื่นล้าน ผ่าทางตัน ไปไม่สุด ขุดไม่เจอ !

ฟันธง !!

ฟันธงได้เลยครับว่า  ความพยายามในการถมทะเลแดงเดือดแวดวงไอที  โดย  “รัฐบาล Start Up”   ที่กล้าหาญประกาศไทยแลนด์ 4.0  จะกลายเป็นเพียงการละลายน้ำพริกครกใหญ่ใบเบ้อเร่อลงทะเลดิจิตัล  ที่กว้างใหญ่กว่าแม่น้ำหลายๆ สายหลายเท่ามากนัก

เป็นความพยายามในการผลักดันเม็ดเงิน มหาศาล  หลายครั้งหลายครา  เพื่อลงไปสู่กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่  กลุ่มคนไอทีและรวมไปถึง SME ในหลายสาขา  ผ่านการอนุมัติวงเงินกู้ช่องทางของแบงก์พานิชย์  และแบงก์เฉพาะกิจเครื่องมือของรัฐ   แต่ผลลัพธ์  กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า   เงินตกใต้โต๊ะ  เพราะไม่สามารถสร้างหน่อนักธุรกิจ ดิจิตัล ไอที  Fintech , Ed Tech, Med Tech, health Tech ให้เดินหน้าได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย  เพราะในความเป็นจริงคือ  แบงก์แทบทุกแบงก์ไม่กล้าปล่อยเงินกู้ทำนองนี้  เพราะด้านหนึ่งก็กลัวเรื่อง NPL  ที่คนลงชื่ออนุมัติฯ  จะพาลติดคุก  (ดังคำอ้างของแบงเกอร์หลายราย)  แต่ก็ขอขอบคุณที่แบงก์ได้ปล่อยเงินกู้เล็ก ๆ น้อยให้กับ SME รถเข็น  รายย่อยๆ  จำนวนหนึ่ง  ได้ต่อยอดต่อลมหายใจไปตายเอาดาบหน้า

เพราะแบงก์เหล่านี้ยังติดอยู่กับภาพเดิม ๆ ไม่เข้าใจ  ความสำคัญเรื่องนวัตกรรมแม่แต่น้อย   คุณต้องมีของ  ต้องมีหลักทรัพย์   แล้วสตาร์ทอัพที่ไหนจะมี

การฟูมฟัก  Startup ในค่ายตัวเอง ของหลายแบงก์ช่างเป็นการกระทำที่สกปรก  น่าละอาย เป็นอย่างยิ่ง   เวที StartUp เหล่านั้นไม่ต่างกับการประกวดนางสาวไทย  เพื่อดูดดูทรวดทรง  ดูดความคิด  หลอกหลอน  Start Up  ให้ได้หลงไปกับการออกงาน  ออกบูธ  งานแล้วงานเล่า  จนหมดเงินหมดทอง  หมดแรงกันทุกก๊วนทุกเหล่า

จบลงด้วยการที่ทุนเหล่านั้นเปิดตัวทีมธุรกิจไฮเทคของตนเอง  ทิ้งไว้เพียง Start Up หลงโรง  ตกเวทีเหี่ยวตาย

สตาร์ทอัพเอง  ก็เป็นฝัน  ไม่มีของ  ไม่มีเทคโนโลยี  ขี่กระแส  ไร้สติ

มหาลัยหลายค่ายก็ไม่ต่างกัน  เหล่าคณาจารย์ที่ยังยึดติดกับการทำผลงานและการแก่งแย่งยศตำแหน่ง ชื่อเสียง  เพียงสมัยละไม่กี่ปี   ยินดีทำลายพันธมิตรได้ในทุกโอกาส  งานวิจัยน้ำจิ้ม  การปั้นโครงการเพื่อดูดเงินเข้ามหาลัย  ปั้นขยะลงถัง  ที่ลงท้ายด้วยความว่างเปล่า  เป็นมาอย่างนี้และจะมีสืบต่อไป

แต่ยังดี  ที่มีองค์กรใหญ่ ๆ ไม่น้อยที่มองเห็นทางรอด  ที่จะนำเรือฝ่าคลื่นด้วยการพัฒนาคนในองค์กรและเดินหน้าอย่างเต็มที่  (อยากให้รัฐบาล มองโมเดลนี้ไว้ดี ๆ)

อีก  3 หมื่นล้าน  ชะตากรรมที่ไม่ต่างกัน  แค่ต่างคนพูด  ไปไม่สุด  ขุดไม่เจอ  ประกาศตอนนี้ตีกะลาล่อหมาล่อแมว   อีก  6 เดือนจะเลือกตั้ง  ขาดคนคุมบังเหียน  ม้าก็หลงป่า  การหว่านเงินภาษีรอบนี้ก็จะล้มเหลวอีกเช่นเคย

“เครื่องจักรซอมบี้”   หรือ  Start Up ที่ไร้พลัง  ไร้การสนับสนุนอย่างจริงจัง  ก็จะเต็มบ้านเต็มเมือง

การคิดสร้างโมเดลไทยแลนด์ 4.0   ไม่ต่างจากการคิด โมเดลธุรกิจ   คิดผิด  ทำผิด  มักง่าย   แจกเงินพอเป็นพิธึการ  แล้วก็ล้มหายตายจาก  ขาดความยั่งยืน  ไม่ได้คิดเรื่องรากฐานที่จะสามารถสร้างความยั่งยืนได้

ภูเขาน้ำแข็งไทยแลนด์  4.0  ยังมีเรื่องที่จมอยู่ใต้น้ำมากมายนัก

ไทยแลนด์  4.0  ยังต้องใช้เวลาอีกยาวนาน  ต้องผ่านการสูญเสีย  ผ่านบทเรียน  รัฐบาลต้องข้ามศพ Start Up ไปอีกจำนวนมาก

รัฐฐาลต้องมีสติ  นั่งลงแล้วคิด   สร้างพลัง  สร้างการทำงานร่วมกัน  ตั้งคำถาม  ตั้งโจทย์นวัตกรรมให้ชัดเจน  ต้องเป็นคำถามที่จะสร้างผลกระทบให้ใหญ่หลวง  สร้างแรงเหวี่ยงให้มากมายกว่าพายุหลาย ๆ ลูกรวมกัน  วันนั้น  คือจุดก่อตัวพายุไทยแลนด์  4.0 อย่างแท้จริง

Start Up ต้องคิด  ว่ามันไม่ง่ายอย่างนั้น  อย่างไรจะยั่งยืน

“สังคมตั้งแต่รากหญ้า  สูงขึ้นไปจนจดฝ้าเพดานทำเนียบฯ  ย่อมต้องมีความสัมพันธ์  พึ่งพาและเชื่อมโยง  ทำงานผ่านหลายแพลตฟอร์ม  แพลตฟอร์มที่จะต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติ  มีสายพันธ์กรรม  มีการพัฒนา”

“แพลตฟอร์มมาตรฐาน   ความคิดที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น  การพึ่งพาตนเอง  ปลอดหนี้  ทีมนักพัฒนาวิจัยภายในองค์กรที่แข็งแรง  มีจิตใจมุ่งมั่น   สร้างงานเพื่อองค์กร  เพื่อ  Digital  Transform  องค์กร”  คือ  สัญญาณเตือน  และคำแนะนำจากเรา

 

เราจะเดินให้สุด  ฉุดเครือข่ายนักพัฒนา  สร้างรายได้ที่มั่นคง  สร้างงานที่เข้มแข็ง  สร้างแพลตฟอร์มสังคมใหม่  คนไทยได้ประโยชน์

วันนั้นรัฐบาลจะตื่นรู้

ด้วยจิตคารวะ

Enterprise Architecture & IOT Platform

  • งานสถาปัตยกรรม   มีความสำคัญยิ่งต่อโครงการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่สำหรับการอยู่อาศัย  หรือสำหรับศูนย์การค้า
  • งานสถาปัตยกรรมผังเมือง  จำเป็นอย่างยิ่งก่อนที่จะสร้างบ้านแปลงเมืองให้มีระบบต่างๆ ถูกต้องสมบูรณ์
  • งานออกแบบโครงสร้าง  การพัฒนา  การแปรรูปองค์กรใดๆ  ทั้งภาคธุรกิจ  และภาครัฐ  ที่จะต้องดีพร้อม  ทุกมุมทุกองศา  ก่อนการก่อสร้างองค์กรเพื่อให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในยุคดิจิตัล  ที่องค์กรโดยเฉพาะภาครัฐที่มีขนาดใหญ่มาก   มีความซับซ้อนมาก  ที่ต้องให้บริการประชาชนและนักลงทุนต่างชาติจำนวนมาก  ที่มี demand สูงๆ  เน้นความฉับไวมาก ๆ ก็จำเป็นที่จะต้องพลิกโฉมองค์กรให้มีประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการ

ใช่ครับผมกำลังเกริ่นเรื่องความจำเป็นในการออกแบบสถาปัตยกรรมองค์กร (Enterprise Architecture)   เครือข่ายองค์กร  ทั้งทางกว้าง  และทางลึก  ให้มีการประสานสัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพ   รวมไปถึงการมีระบบไอทีดิจิตัลที่สอดรับกับโครงสร้างองค์กรของภาครัฐอย่างแท้จริง

ระบบไอทีดิจิตัลที่จะติดตั้งใช้งานสำหรับภาครัฐ   จึงไม่ใช่เพียงการช็อปปิ้ง  ERP สำเร็จรูปมาใช้โดยให้ข้าราชการปรับตัว   ปรับกระบวนการการทำงานให้เข้ากับ ERP เหล่านั้น  ซึ่งล้วนเป็นสูญเสียในเชิงประสิทธิภาพ  ในเชิงระบบงาน   และเสียความเป็นอิสระภาพที่ภาครัฐอาจจะต้องตกเป็นทาส  ERP จากต่างด้าวสืบไปทั้งด้านค่าใช้จ่ายและการร้องขอการบริการในภายภาคหน้า

ถึงเวลาที่องค์กรภาครัฐ  จะได้ออกแบบองค์กรก่อน   โดยนำเอาหลักการออกแบบองค์กรสมัยใหม่  และสถาปัตยกรรมไอทีดิจิตัลประสมประสานกันเข้าไป   ผมหมายความว่าจำเป็นจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมไอที  และรู้ดีในเรื่องสถาปัตยกรรมโครงสร้างองค์กร  ปัญหาการไหลของงานในองค์กร  รวมไปถึงข้อกฏหมายของประเทศ  ให้มีการทำงานร่วมกันของคนในองค์กร (Callobrative)  ในการร่วมออกแบบงาน    โดยเปิดใจ  เปิดข้อเท็จจริง  ข้อบกพร่อง  จุดคอขวด  เพื่อออกแบบระบบที่แย่น้อยที่สุด   เมื่อเห็นว่าดีแล้วก็ถึงคราวการพัฒนาโปรแกรมระบบทางด้าน  ไอทีดิจิตัล  หรือ  ERP สำหรับภาครัฐ

ผมขอยกตัวอย่างแผนผัง  ส่วนประกอบงานในระบบ ERP มาให้ชมกัน    พร้อมกันนี้ก็นำเอาภาพเปรียบเทียบว่า  ผู้เล่นหรือผู้ผลิตและให้บริการ  ERP ต่าง ๆ นั้น  เน้น Module ไหนกันบ้าง

ภาพโครงสร้างส่วนประกอบ Module สำคัญ ๆ ในระบบ ERP

ผู้ผลิตและให้บริการ ERP  สำหรับองค์กร

ประการแรกที่จะสังเกตได้จากแผนผัง  คือ  ขนาด  หรือจำนวนของ  module  ที่มีอยู่มากมาย   และหากจะคิดพิจารณาต่อไปว่า  แล้วจะมีกี่องค์กร  กี่ภาคธุรกิจ  และองค์กรเหล่านั้นมีความต้องการ module  อะไรที่เหมือนกัน  มีความต้องการ module  อะไรที่ต่างกัน   หากนับรวมส่วนที่ต่างกันอาจจะได้ module นับ หมื่นนับแสนชิ้น  หากนับส่วนที่เหมือนกันอาจจะมีนับหมื่นนับแสนชิ้นเช่นกัน  และย่อมจะมีความต้องการนักพัฒนาจำนวนมาก  ทั้งในขั้นตอนการผลิต  ทดสอบและบริการหลังการขาย

มาถึงจุดนี้จึงจะเห็นในอีกมิติหนึ่งว่า  การพัฒนา ERP ไปสู่ธุรกิจนั้น  มีขนาด  มูลค่าตลาดที่ใหญ่มาก ๆ  หากผู้ใดสามารถผลิตออกมาโดยตอบโจทย์สารพัดได้ในระยะเวลาอันสั้นก็จะเป็นเจ้าตลาดได้อย่างง่ายดาย  แต่ความยากคือ  ใครจะออกแบบ 1  ERP  ให้ตอบโจทย์ใครได้ทั้งหมด   หมายความว่าสุดท้ายผู้นั้นก็จะเป็นเพียงผู้เล่น ERP ที่ผลิตเพียง  Module  หนึ่ง ๆ  อีกรายหนึ่งแค่นั้นเอง

แปลว่าหากองค์กรใด ๆ สามารถสร้างคน  ให้สามารถออกแบบสถาปัตกรรมโครงสร้างระบบงาน  และสร้างงาน module  ERP  ได้เอง  และประสานกับองค์กรที่เกี่ยวข้องได้  และทำขนานกันไป  ก็จะเกิดเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ  ต้นทุนต่ำ  และมีความยั่งยืน  เครื่องมือ ERP ของระบบนั้นจะมีความสามารถตรงตามที่ต้องการ  ที่จะสามารถถ่ายทอด  ส่งมอบข้อมูล  รายงาน  การประมวลผลที่จำเป็นระหว่างกันได้  ก็จะยิ่งทำให้ระบบพัฒนาได้เร็ว และมีเสถียรภาพ

ในอีกมิติ  คือ  มิติการพัฒนา และการบำรุงรักษา   ใครจะเป็นผู้พัฒนา  จะพัฒนาด้วยระบบอะไร  และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา  จะต้องมีมูลค่าขนาดไหน  ต้องการบุคลากรกี่คน  ล้วนเป็นคำถามที่ใหญ่มาก ๆ

ภาพมิติ  ERP องค์กร  และ ERP ภาครัฐนั้นดูใหญ่มาก ๆ  แต่ก็สามารถอธิบายเทียบเคียงได้กับอีกเทรนด์หนึ่ง  ที่กำลังมาแรง และกำลังจะแซงนำทิ้งห่างเราไปอย่างรวดเร็ว  นั่นคือเรื่อง  ระบบ IOT   โดยภาพแรกที่นำเสนอนี้  คือ   Layer  หรือระดับชั้น  หรือ  Platform ย่อย ๆ ของระบบ IOT    ที่ไล่เรียงมาจากอุปกรณ์ระดับ ภาคสนาม  การส่งข้อมูล  การคำนวณแยกแยะข้อมูลเบื้องต้น  การจัดเก็บ การประมวลผล  ไปจนถึงการนำเสนอ  การใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกัน

ที่มา  Automation.com

ในแต่ละชั้นของระบบ IOT นั้นมีความต้องการ  3 ส่วน  คือ

  • การออกแบบภาพรวมระบบในแต่ละชั้น
  • การออกแบบการสื่อสารทะลุขึ้นไป  ลงไปยังชั้นล่าง   การออกแบบฮาร์ดแวร์  ในแต่ละชั้น  เช่น  ชั้นล่างต้องการอุปกรณ์ชนิดไหน   ส่วนชั้นเครือข่ายก็ต้องออกแบบว่าต้องการเครือข่าย  การสื่อสารชนิดไหน  และ
  • การออกแบบ  พัฒนาซอฟต์แวร์ในแต่ละชั้น  และให้ทั้งหมดมันร้อยเรียงคุยกัน  ทำงานกันได้ถูกต้อง

มีคำถามว่า  เราจะต้องการนักพัฒนาจำนวนมากมายแค่ไหน  และสามารถหาได้หรือไม่ในสภาพตลาดปัจจุบัน  คำตอบที่ผมขอท้าทายวงการเลยคือ  “ไม่มี ไม่มีเหลือ  และจะตายหมด   ต่างคนต่างอยู่  หรือจะมีการจับกลุ่มกันก็น้อยมาก  และจับกลุ่มกันก็เพื่อแข่งขันกับอีกกลุ่มหนึ่ง  และไม่นานก็จะมีผู้แพ้และเดินออกไปจากวงการ  ต่อมาก็จะเกิดการแข่งขันกันภายในกลุ่ม  จนต้องแยกทางกันไป”

จะเห็นว่า  ปัญหามีสองส่วนใหญ่คือ  เรื่อง

  • เทคนิค  เทคโนโลยีที่จะมาตอบโ๗ทย์ความต้องการขนาดใหญ่  ที่ซับซ้อน   และ
  • อีกด้านคือจิตวิญญาณ  พลังในการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน

มีคนกล่าวว่า   “ไทยแลนด์ 4.0  คำตอบ  คือ  คน”  แต่ผมขอแย้งว่า  คือ  “จิตวิญญาณ”  ของคนต่างหาก  หากคนมีจิตวิญญาณดี  คิดดี  ทำดี  มีความคิดในการร่วมกันทำงาน  มีกลไกในการควบคุมดูแลกันเอง  มีรายได้ที่ต่อเนื่องและมากเพียงพอ  ให้กินอิ่มนอนหลับ  ฝันดี  มีไอเดียบรรเจิด  งานที่ออกมาจากกลุ่มก้อนของพวกเขาเหล่านั้นก็จะเป็นงานสร้างสรร  มีคุณภาพ  และพวกเขาจะสร้างอะไรต่อไปอีกก็ได้  ประเทศนี้ก็จะเล็กนิดเดียวสำหรับพวกเขา

  • พวกเขาอยู่ที่ไหน  จะให้เกิดการรวมพลังกันได้อย่างไร

ผมได้แตกประเด็นออกมาไกล  ไกลมาก   ที่เริ่มจาก สถาปัตกรรม  ถึง  ERP องค์กร  ERP รัฐบาล  ถึง  สถาปัตยกรรมของ ไอโอที  มาจนถึงความจำเป็นในการสร้างนักพัฒนา  เพื่อความยั่งยืนและแข่งขันได้ของประเทศ

คำตอบอยู่ที่ไหน

  1. การมีเทคโนโลยีที่จำเป็นของตนเอง
  2. เทคโนโลยีที่มีสายพันธุ์ต้นแบบ
  3. เทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นขยายตัวเติบโตได้แบบเซล  แบบรังผึ้ง  ด้วยเทคโนโลยี  Microservices
  4. เทคโนโลยีที่สื่อสารได้ด้วย API กับเทคโนโลยีค่ายอื่น
  5. แนวคิดการสร้างคนอย่างมีเอกลักษณ์
  6. เทคนิคการพัฒนาคนเหล่านั้นให้สร้างงานได้รวดเร็ว
  7. พันธมิตร  แนวร่วม  หรือช่องทางการสนับสนุนด้านการเงิน
  8. โครงการหรือชิ้นงานเพื่อพิสูจน์ความสามารถ
  9. การสนับสนุนจากภาครัฐ

วันนี้เราอยากจะบอกว่า  เราเดินทางในที่สว่างมาแล้วใกล้ครบเวลา 2 ปี   เรามีการพัฒนาความพร้อมเป็นอย่างมากในระยะเวลาที่ผ่านมา    และเราปัจจัยพร้อมสำหรับข้อ  1 – 6  เราสามารถแสดงให้ท่านเห็นได้ว่าเทคโนโลยีและแนวคิดของเราสามารถตอบโจทย์ด้านไอทีดิจิตัลได้   นับมาตั้งแต่เรื่อง  IOT  ไปจนถึงงานระดับ Enterprise

ระดับชั้น  รูปแบบการให้บริการ

การออกแบบมองระบบรวมเปนชั้น ๆ ของแพลตฟอร์มย่อย  ที่มีส่วนเชื่อมโยงถึงกัน  มีองค์ประกอบการกระจายข้อมูลแบบ blockchain 

iSTEE & Samong platform  คือ  คำตอบที่ไม่ต้องพิสูจน์อีก  ผู้ที่กล้าหาญที่มองเห็นอนาคตเท่านั้น  ที่จะรีบหยิบฉวยโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้  และร่วมเดินทางไปกับเรา

องค์กรภาครัฐ  ภาคเอกชน  ที่สนใจในแนวคิดดังกล่าวแล้ว  สามารถติดต่อมาได้ที่   email : paipat.s@samongthailand.com

Samong IOT กับงานวิจัย คิดจริง ทำจริง

แวดวงไทยแลนด์  4.0  พูดคุยกันมากครับ  เรื่อง   Big Data  IOT  และ  AI    โดย    3  เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกัน  ที่พอจะอธิบายได้ง่าย ๆ ว่า

  • IOT  คือ  ตัวนำเข้า  ข้อมูลจากภาคสนาม  จากการวัดจากระบบงาน  จากกระบวนการผลิตต่าง ๆ ที่สนใจ
  • Big Data   คือ  ข้อมูลขนาดใหญ่ที่เกิดจาก  การบันทึกผ่าน IOT  เช่นการบัยทึกข้อมูลอัตโนมัติทุก ๆ  1 นาที  หรือทุก ๆ 5 นาที  ก็จะทำให้เกิดข้อมูลจำนวนมาก
  • AI  คือ  ระบบ  อัจฉริยะ  คือ ระบบประมวลผลที่ประยุกต์แล้วว่า  เราต้องการให้ระบบนั้นฉลาดแค่ไหน อย่างไร

ดังนั้น

  • ระบบ AI สำหรับงานใด ๆ  จะไม่เกิดขึ้นหากยังไม่มี Big Data
  • Big Data จะยังไม่เกิดขึ้นหากยังไม่มี IOT

ห่างหายกันไปนานครับการโครงการดีๆ  ไอเดียเด็ด ๆ   จากทีมงาน สมอง ( ไทยแลนด์)

คราวนี้เรามีผลงานโครงการการติดตั้ง IOT  สำหรับการควบคุมการทำงานของสถานีวิจัยการบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมการเกษตร   ร่วมกับ  บริษัท  Inno Green Tech จำกัด  เจ้าของลิขสิทธิ์งานวิจัย   โดยโครงการวิจัยนี้ได้ดำเนินการติดตั้งมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว  กระทั่งมาถึงบทบาทของ IOT

โดยเจ้าระบบควบคุม ด้วย  IOT  นี้  จะต้องมีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของระบบดังนี้

  1. ควบคุมการทำงานปั๊มน้ำตามระดับของ ลูกลอย   รวมปั๊มทั้งหมด  6 ตัว
  2. วัดอัตราการไหลของปั๊มน้ำทั้ง  6
  3. วัดแรงดันของระบบอีก 5 จุด
  4. วัดการใช้กำลังไฟฟ้า โวลต์แอมป์ กำลัง
  5. วัดค่า pH, EC, Temp compensation
  6. และระบบจะต้องทำงานในโหมด Auto Manual ได้  สั่ง Start Stop ได้
  7. บันทึกค่าจำนวน 20 พารามิเตอร์ขึ้น Server ได้
  8. สั่ง ปรับค่า calibrate  เครื่องวัดต่าง ๆ ได้ ผ่านทาง Internet
  9. ใช้การสื่อสารผ่าน Lan  หรือ wifi
  10. มี Data Logger
  11. มีพัดลมควบคุมอุณหภูมิภายในตู้
  12. จอแสดงผล  LCD

โดยจะต้องให้ทำงานได้สมบูรณ์  ประหยัด  ปลอดภัย  ใช้อุปกรณ์ Arduino ให้น้อยที่สุด

คำถามคือ  จะต้องใช้  เจ้า IOT  รุ่นไหนดี     เพราะจะเห็นว่าต้องใช้  input  output  เยอะมาก ๆ  คือ

  • Analog Input  =  11 (pH,EC, millivolt, temp )
  • Digital Input =  6 (ระดับน้ำ)
  • Interrupt = 6 (flow meter  6 ตัว)
  • Serial Port = 1 ชุด
  • PZEM 004T – Energy port = 1 ชุด

จะเห็นว่า

  • UNO ตัวเดียวรับไม่ไหว
  • จะเห็นว่าAT Mega  น่าสนใจ  
  • จะเห็นว่า  DUE ก็น่าสนใจ

ผลการทดสอบสรุปได้ผลดังนี้ครับ

  • DUE   มันเป็น  32 บิตทำงานเร็วมากสุดยอดเลยโดยเฉพาะการอ่าน port interrupt  และมี port interrupt เยอะ  เพราะ Digital pin มันใช้ทำ  interrupt  ได้ทุกขา  แต่น่าเสียดาย  Software Serial ใช้การไม่ได้บน DUE รุ่นนี้  เลยต้องทำใจ  เก็บไว้ใช้งานหน้าที่ไม่ต้องการ ใช้ Software Serial
  • AT Mega จึงเป็นตัวเลือกที่ดี   แต่ใช้  Interrupt Port ได้เพียง 4 ขา  คือ  2,3,18,19  ส่วน 20,21 ต้องเก็บไว้ใช้กับจอ LCD  มันโยกไปใช้ ขา SDA1, SCL1   ไม่ได้  เป็นความผิดพลาดที่ชาว Arduino ตำหนิ  Mega กันขรม
  • ในเมื่อจะต้องใช้ flow  ให้ได้อีกตัว  ก็เดือดร้อนต้องหา UNO มาวัด  flow  โดยใช้ขา interrupt 2  แล้วพ่วงเข้า  Software Serial port
  • และเจ้า pzem ตัววัดพลังงานไฟฟ้า  ก็ต้องย้ายไปเกาะเข้า  Serial Port 3 (ขา 14,15)   วางไว้ที่  16,17 ไม่ได้

ผลการทดสอบฉลุยครับ    โดยรอบการทำงานก็จะช้าหน่อยแต่ก็พอรับได้คือราว ๆ 30 วินาทีต่อรอบ  โค้ดยาว  พันกว่าบรรทัด  รวม 56 KByte    และให้ส่งค่าไป Server ทุกๆ 5 นาที

มีภาพมาให้ชมกันคร่าว ๆ ครับ  สำหรับโค้ดและระบบ Server ต้องขอสงวนไว้ครับ  ที่จะไม่นำมาเปิดเผยในที่นี่

  

ลุยเองกันเต็ม ๆ ยาวๆ  3 วันเต็ม ๆ

 

    Arduino DUE 32 bit prcessor  Arduino AT Mega 

Application  Samong IOT

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โครงการนี้ได้ใช้  แพลตฟอร์ม Server  “Samong IOT”  verison 1   ที่พัฒนาขึ้นมาเองอย่างเต็มที่  ทำให้มีความยืดหยุ่น  เพิ่มเติมฟังก์ชั่นได้ตามความต้องการ   โดยแพลตฟอร์มนี้จะได้รับการพัฒนาไปสู่แพลตฟอร์มขนาดใหญ่  ที่จะสามารถบริหารจัดการระบบควบคุมได้ไม่จำกัดจำนวน  และไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ

 ภาพรวมของชุดอุปกรณ์

จากโครงการนี้จะเป็นโครงการนำร่อง ของงานบำบัดน้ำเสีย  เปลี่ยนน้ำที่มีกลิ่นรุนแรง  มาเป็นน้ำที่ไม่มีกลิ่นได้อย่างมหัศจรรย์   ที่จะนำมาซึ่งสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสังคม  รวมทั้งจะเป็นการแสดงให้เห็นซึ่งศักยภาพของงาน IOT

Samong  IOT  คือ  อีกโครงการจาก  สมอง (ไทยแลนด์)    ติดตามบทความด้าน  IOT ได้ที่    http://samongiot.com

Roadmap to startup ตอนที่ 1 (ฉบับร่าง ฯ)

ผมเขียนบันทึกนี้  ขึ้นจากประสบการณ์การคลุกคลีกับ ค่าย Workshop StartUp 2 กลุ่ม  ทั้งสองกลุ่มเรียกว่าอยู่ในขั้น Pre-Accelator  ที่แปลว่า  สตาร์ทอัพชั้นประถม  ประมาณนั้น    ที่ผมเองรับไม่ได้  เพราะว่าเราแก่แล้ว  และคิดว่าเราน่าจะรู้ดี   จะมาเรียกประถม  ปฐม  ได้อย่างไร

แต่เอาเหอะ  ประถมก็ประถม  อยากรู้มันก็ต้องลอง

ผมแบ่งถารถ่ายทอดเรื่องราวออกเป็น 3 ตอนนะครับ   

  1. บรรยากาศรวมๆ จาก หลายค่ายรวมกัน
  2. ส่วนวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสตาร์ทอัพ
  3. Pitching นั้นสำคัญอย่างไร และเทคสิคการจัดทำ Pitch Deck
  4. Pitching Demo Day

ขอเล่าบรรยากาศรวมๆ จาก 2 ค่ายก่อนละกันครับ  แต่ก่อนอื่นขอบอกว่า  เรื่อง  นี้เป็นการประเมินส่วนตัว  ที่เกิดจากการสังเกตและพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ที่เข้าร่วมโครงการ  และเป็นเรื่องราวที่ไม่อยากจะให้ร้ายผู้ใด  แต่กลับอยากให้เรื่องนี้เป็นประโยชน์กับผู้อ่านของ เวบ สมอง (ไทยแลนด์) ของเรา

ปฐมบท :  อารมณ์ไหน  จึงสมัครเข้าร่วมโครงการ Start Up  และเข้าร่วมกับโครงการไหนบ้าง

อารมณ์แรกที่มาของการเข้าร่วม  คือ  ความอยากรู้ว่าบนเส้นทางสายนี้จะเป็นอย่างไร  และสองยอมรับว่า  เราน่าจะมีโอกาสพบกับแหล่งทุน  สำหรับการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ของเราที่ต้องการทุนไม่น้อยกว่า 30 ล้่านบาท

ค่ายแรกที่เข้าร่วม  คือ Disrupt Skillane 101 ที่เป็นหลักสูตรออนไลน์  ศึกษาเทคนิคกระบวนการว่าด้วยสตารทอัพที่ดำเนินการสอนโดย  คนดังแห่งวงการสตารทอัพไทยและในหลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อหลักสูตรได้เข้าร่วม workshop ได้พบปะกับเหล่าเพื่อนฝูง  และปะทะไหล่กับ คนดังในแวดวง

ก่อน     การเข้าร่วมหลักสูตร  ยอมรับว่า  เข้าใจสตาร์ทอัพในแบบที่เขาว่านั้นน้อยมาก ๆ

ไม่เพียงเท่านั้น  ก่อนการเข้าอบรมประมาณ 2 สัปดาห์  กระผมก็ได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มเฟสบุคของผู้สมัครเรียนทั้งหมด  และได้เริ่มทักทายกับทุกคน  ก็มีตอบรับเป็นเพื่อนบ้าง  ไม่ตอบรับบ้าง  ก็ไม่ว่ากระไร  ว่าไปเหมือนตั้งหาเสียงไว้ล่วงหน้า  เพราะรู้ว่าจะมีการโหวตไอเดียในรอบแรกโดยกลุ่มผู้เข้า workdhop (และขอบอกว่า  ในวันที่ workshop  นั้นการหาเสียงของผม  ใช้การได้ดี  คือ  ผมได้คะแนนเสียงสนับสนุนจากคนที่รู้จักพูดคุยกันถูกคอ  ก่อนการเข้าร่วมงาน ฯ )

ระหว่าง   การฟังเนื้อหาจากวิดีโอออนไลน์  ตื่นเต้นมาก  มีเรื่องใหม่และบรรยากาศร้าวใจ  มองเห็นโอกาส  และโลกสวย  และคิดว่าเราน่าจะทำได้ดี  ได้ฟังเทคนิคต่างๆ พอสมควร  แต่ยังไม่เน้น  กะเอาไว้มาทำ workshop แล้วค่อยตั้งใจเรียนอีกที  ส่วนเทคนิคอะไรอย่างไร  เอาไง้สรุปในตอนท้ายนะครับ

ระหว่าง  การทำ workshop สองวัน   ผมได้สัมผัสและพูดคนกับ StartUp จำนวนมาก  ได้เห้นสายตาแห่งความหวัง  สายตาการค้นหา  สายตาคำถาม  ก็เหมือนๆ ผมเองนะแหละที่ส่งสัญญาณสายตาแบบนั้น   เราได้สัมผัสกับ StartUp ที่ว่ากันว่าเขาประสบความสำเร็จแล้ว  ได้ขยายกิจการแล้วสมใจ  ได้รับคำแนะนำจากพวกเขาเหล่านั้นดีพอสมควร   ได้รับฟังคำวิจารณ์พอสมควร

ในค่ายนี้  ใช้เวลา  2 วัน  วันแรกฟังบรรยายและซักซ้อมเรื่องเทคนิคต่างๆ   และ บ่ายของวันแรกได้มีการประกวดนำเสนอไอเดีย   คนละ 3 นาที  โดยมีผู้เข้าร่วม 34 ไอเดีย  ยอมรับว่าลุ้นและกังวลมากว่าเราจะผ่านรอบนี้ไปได้หรือไม่   และหากผ่าน  จะไม่กังวลกับการนำเสนอ 8 นาทีในวันที่ 2  เลยว่าผลจะออกมาอย่างไร   มีคนเข้าร่วงานนี้ราว 80 คน  มีคนขึ้นประกวด 34 คน  แปลว่าจะมีคนโหวตแค่ 50 คน  โหวตให้กับ 34 คนและคัดออกมา 10 ทีม  แปลว่าหากทีมไนได้รับการโหวตอย่างน้อย  5  ก็จะได้ผ่านเข้าไปรอบต่อไป

ทายสิครับ  ผมได้กี่โหวต  3  โหวตครับ  รวมกับของตังเอง  แต่ผ่านเข้ารอบ  เพราะมีบางไอเดียมีการโหวตด้วยจำนวนคะแนนสูงมาก  คือ  มากกว่า 5  ซึ่งผมมารู้ในภายหลังว่า  มันน่ามีการเมืองด้วย  แต่เอาเหอะ  ถือว่าเราไม่ได้ใช้การเมือง  แต่ใช้การนำเสนอ  บวกกับการสร้างมิตรออนไลน์ก่อนการสัมมนาเล็กน้อย

จากนั้น  ก็มีการปรับกลุ่มมนำเอาคนที่ไม่ผ่านรอบนี้  มารวมกับหลายทีม  คราวนี้  ก็มีคนเดินมาหาเรา เพิ่มอีก 5 คนจนครบ  และคนที่เดินมาก็ยอมรับว่า  จริงๆ ก็ชอบไอเดียเราเช่นกัน  แต่ก็โหวตใครไม่ได้  เพราะตัวเองเป็นผู้แข่งขันด้วย  และผมเห็นสายตาของผู้ที่ไม่ผ่านการโหวตนั้น  รู้สึกได้ว่ามันโหดร้ายขนาดไหน  และผมไม่อยากอยู่ในสถานการณ์นั้นเช่นกัน  สถานการณ์ผู้ตกรอบแรก

มันเหมือนประกวดนางงามนะ  คือ ไอเดียถูกใจ   หรือ  หล่อ หรือ สวยนี่ก็ได้รับการโหวตได้ด้วย  คือจะบอกว่า  มันมีเรื่องแบบนี้จริง ๆ ในวงการนี้ด้วยและต่อจากนั้นเราก็มาทำ Workshop ร่วมกัน

การเตรียมการเรื่องสไลด์ในคิืนนั้น  ผมต้องแหกโผการทำสไลด์มาอยู่ในจุดยืนจริงๆ ของเรา  ขอย้ำว่าตรวนี้สำคัญ  คือต้องการฉายตัวตนตามวัตถุประสงค์ของการเข้าร่วม  และเพื่อการเผยแพร่ชื่อสมองไทยแลนด์  ให้เป็นที่รู้จัก

และหลังจากการสัมมนา  ขอบอกครับว่า  ผมได้ยินคำว่ารู้สึกผิดหวัง  หมดหวังกับการได้รับการสนับสนุนในไอเดีย  บางท่านต้องถึงกับบ่นว่า  คนที่บ้านผมไม่มีใครรับไอเดียเขาได้เลย  แต่เขาหลายนั้นก็ดีใจว่าอย่างน้อง  ก็ได้มาเจอบางคนที่เข้าใจและรับฟังไอเดียกัน  และกลายเป็นกัลยาณมิตรกันได้ในระเวลาไม่กี่ชั่วโมงใน 2 วันนั้น

สำหรับผมเอง  มีทั้งความรู้สึกว่าดี  ได้ประสบการณ์ได้เห็นสิ่งที่ควรจะทำ  และสิ่งที่ตัวเองต้องแก้ไข หากยังอยากจะเดินบนเส้นทางนี้  และอีกความรู้สึกหนึ่งที่ประมวลจากนิยาม  การปฏิบัติ  และสถานการณ์ทั้งหมดว่า  แนวคิดการปั้น  การเลือกสตาร์ทอัพด้วยวิธีการใน 2 วันแบบนี้  กลับกลายจะเป็นการทำลาย Start Up เสียมากกว่า

ความคิดผมจะถูกหรือผิดอย่างไร ? รอมายืนยันกันในตอนต่อไปนะครับ 

ยังไม่จบบรรยากาศจากอีกค่ายเลยแต่เรื่องยาวมากแล้ว  ก็พักไว้ก่อน แล้วพบกันในตอนต่อไปครับ

ราตรสวัสดิ์