Thailand4.0

สมอง ไทยแลนด์ การเดินทางด้วยศรัทธา

ย้ำกันมาหลายครั้งหลายครา  ว่าเราทำอะไรกัน  ยาวนานน่าดูเลย

2 ปี ที่  สมองไทยแลนด์  เปิดตัวกันมา  แต่อีกกว่า 20 ปีที่เป็นเบื้องหลังมหากาพย์การพัฒนาเครื่องมือ  มันไม่ได้สุดยอดเหนือใครในสามโลก  หากแต่มันคือเครื่องมือที่ดี  มีคุณภาพ บวกกับเจตนารมย์ในการสร้างสรร ถ่ายทอด  ผมอยากจะเอาเรื่องราว  จากส่วนหนึ่งของการพูดคุยกันมาแบ่งปันว่าเราคิดอย่างไร   มันออกมาสด ๆ และนำมาวางกันไว้เป็นบันทึกเรื่องราว  ที่เกิดขึ้นระหว่างแคมป์การฝึกอบรมเหล่าเจได  นักพัฒนาฯ แห่งค่ายสมองซอฟต์แวร์  สมองไทยแลนด์

…..

“…ทุกอย่างเกิดขึ้น และลงมือกระทำด้วยความรวดเร็ว เราได้ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นข้างทางออกไปเยอะแล้วด้วย และแก้ไขด้วย  iSTEE Framework
โหดสักนิด แต่การขึ้นเขียงผ่าตัด ต้องมีบาดแผลนิดหน่อย แค่สัปดาห์เดียว  จากความสงสัยเมื่อเข้ามาสัมผัส จะทยอยหายไป กับศักยภาพและความรู้ที่  “เหล่าเจได” ได้รับไป
….
ของจริง ความจริง…เหมือนเราเลี้ยงลูก…
เมื่อเราเห็นลูกสำเร็จ…เมื่อเราเห็นน้องๆ สำเร็จ คำว่า สำเร็จ คือ เขาตื่นรู้ เขาบินได้ด้วยตนเอง ค้นพบตนเอง…เขาเติบโต
ความรู้สึกนี้คือ Association with your success. Collaboration with your success.
เมื่อมันถูกส่งมอบอย่างเป็นวัฒนธรรมองค์กร…มองออกไหมครับว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ประเมินค่าไม่ได้เลย!
……………….

ราคาของเรื่องนี้ตีค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ แต่มันยิ่งใหญ่ และเป็นวิธีลัดที่จะกอบกู้ความล้มเหลวในหลายด้านของประเทศ
สิ่งที่เราลงทุนลงแรงไป จะงอกเงยออกมาแทงยอด ให้ผู้คนรู้ว่า ได้ทำอะไรลงไป ซึ่งไม่ผิดทิศผิดทางแน่นอน
…..
เวลา  ชีวิต ผู้คน…จิตวิญญาณ ที่ได้รับการขัดสนิมใหม่ … เหมือน สติ เป็นน้ำยาพิเศษ
ที่ไม่ได้เกิดคราบสนิม ของคนรุ่นใหม่… จิตวิญญาณใหม่ เปรียบเหมือนกระจกใส ที่มีพลังสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างเต็มที่
การบ่มเพาะ Startup …แบบที่ทำกันมา ดี แต่ไปไม่สุด ไม่ได้รองรับการแก้ไขปัญหาอะไร นอกจากกำไรและเงิน
ซึ่งไม่ใช่ของจริงสำหรับชีวิต…”
….
บันทึกจากศรัทธา

3 หมื่นล้าน ผ่าทางตัน ไปไม่สุด ขุดไม่เจอ !

ฟันธง !!

ฟันธงได้เลยครับว่า  ความพยายามในการถมทะเลแดงเดือดแวดวงไอที  โดย  “รัฐบาล Start Up”   ที่กล้าหาญประกาศไทยแลนด์ 4.0  จะกลายเป็นเพียงการละลายน้ำพริกครกใหญ่ใบเบ้อเร่อลงทะเลดิจิตัล  ที่กว้างใหญ่กว่าแม่น้ำหลายๆ สายหลายเท่ามากนัก

เป็นความพยายามในการผลักดันเม็ดเงิน มหาศาล  หลายครั้งหลายครา  เพื่อลงไปสู่กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่  กลุ่มคนไอทีและรวมไปถึง SME ในหลายสาขา  ผ่านการอนุมัติวงเงินกู้ช่องทางของแบงก์พานิชย์  และแบงก์เฉพาะกิจเครื่องมือของรัฐ   แต่ผลลัพธ์  กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า   เงินตกใต้โต๊ะ  เพราะไม่สามารถสร้างหน่อนักธุรกิจ ดิจิตัล ไอที  Fintech , Ed Tech, Med Tech, health Tech ให้เดินหน้าได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย  เพราะในความเป็นจริงคือ  แบงก์แทบทุกแบงก์ไม่กล้าปล่อยเงินกู้ทำนองนี้  เพราะด้านหนึ่งก็กลัวเรื่อง NPL  ที่คนลงชื่ออนุมัติฯ  จะพาลติดคุก  (ดังคำอ้างของแบงเกอร์หลายราย)  แต่ก็ขอขอบคุณที่แบงก์ได้ปล่อยเงินกู้เล็ก ๆ น้อยให้กับ SME รถเข็น  รายย่อยๆ  จำนวนหนึ่ง  ได้ต่อยอดต่อลมหายใจไปตายเอาดาบหน้า

เพราะแบงก์เหล่านี้ยังติดอยู่กับภาพเดิม ๆ ไม่เข้าใจ  ความสำคัญเรื่องนวัตกรรมแม่แต่น้อย   คุณต้องมีของ  ต้องมีหลักทรัพย์   แล้วสตาร์ทอัพที่ไหนจะมี

การฟูมฟัก  Startup ในค่ายตัวเอง ของหลายแบงก์ช่างเป็นการกระทำที่สกปรก  น่าละอาย เป็นอย่างยิ่ง   เวที StartUp เหล่านั้นไม่ต่างกับการประกวดนางสาวไทย  เพื่อดูดดูทรวดทรง  ดูดความคิด  หลอกหลอน  Start Up  ให้ได้หลงไปกับการออกงาน  ออกบูธ  งานแล้วงานเล่า  จนหมดเงินหมดทอง  หมดแรงกันทุกก๊วนทุกเหล่า

จบลงด้วยการที่ทุนเหล่านั้นเปิดตัวทีมธุรกิจไฮเทคของตนเอง  ทิ้งไว้เพียง Start Up หลงโรง  ตกเวทีเหี่ยวตาย

สตาร์ทอัพเอง  ก็เป็นฝัน  ไม่มีของ  ไม่มีเทคโนโลยี  ขี่กระแส  ไร้สติ

มหาลัยหลายค่ายก็ไม่ต่างกัน  เหล่าคณาจารย์ที่ยังยึดติดกับการทำผลงานและการแก่งแย่งยศตำแหน่ง ชื่อเสียง  เพียงสมัยละไม่กี่ปี   ยินดีทำลายพันธมิตรได้ในทุกโอกาส  งานวิจัยน้ำจิ้ม  การปั้นโครงการเพื่อดูดเงินเข้ามหาลัย  ปั้นขยะลงถัง  ที่ลงท้ายด้วยความว่างเปล่า  เป็นมาอย่างนี้และจะมีสืบต่อไป

แต่ยังดี  ที่มีองค์กรใหญ่ ๆ ไม่น้อยที่มองเห็นทางรอด  ที่จะนำเรือฝ่าคลื่นด้วยการพัฒนาคนในองค์กรและเดินหน้าอย่างเต็มที่  (อยากให้รัฐบาล มองโมเดลนี้ไว้ดี ๆ)

อีก  3 หมื่นล้าน  ชะตากรรมที่ไม่ต่างกัน  แค่ต่างคนพูด  ไปไม่สุด  ขุดไม่เจอ  ประกาศตอนนี้ตีกะลาล่อหมาล่อแมว   อีก  6 เดือนจะเลือกตั้ง  ขาดคนคุมบังเหียน  ม้าก็หลงป่า  การหว่านเงินภาษีรอบนี้ก็จะล้มเหลวอีกเช่นเคย

“เครื่องจักรซอมบี้”   หรือ  Start Up ที่ไร้พลัง  ไร้การสนับสนุนอย่างจริงจัง  ก็จะเต็มบ้านเต็มเมือง

การคิดสร้างโมเดลไทยแลนด์ 4.0   ไม่ต่างจากการคิด โมเดลธุรกิจ   คิดผิด  ทำผิด  มักง่าย   แจกเงินพอเป็นพิธึการ  แล้วก็ล้มหายตายจาก  ขาดความยั่งยืน  ไม่ได้คิดเรื่องรากฐานที่จะสามารถสร้างความยั่งยืนได้

ภูเขาน้ำแข็งไทยแลนด์  4.0  ยังมีเรื่องที่จมอยู่ใต้น้ำมากมายนัก

ไทยแลนด์  4.0  ยังต้องใช้เวลาอีกยาวนาน  ต้องผ่านการสูญเสีย  ผ่านบทเรียน  รัฐบาลต้องข้ามศพ Start Up ไปอีกจำนวนมาก

รัฐฐาลต้องมีสติ  นั่งลงแล้วคิด   สร้างพลัง  สร้างการทำงานร่วมกัน  ตั้งคำถาม  ตั้งโจทย์นวัตกรรมให้ชัดเจน  ต้องเป็นคำถามที่จะสร้างผลกระทบให้ใหญ่หลวง  สร้างแรงเหวี่ยงให้มากมายกว่าพายุหลาย ๆ ลูกรวมกัน  วันนั้น  คือจุดก่อตัวพายุไทยแลนด์  4.0 อย่างแท้จริง

Start Up ต้องคิด  ว่ามันไม่ง่ายอย่างนั้น  อย่างไรจะยั่งยืน

“สังคมตั้งแต่รากหญ้า  สูงขึ้นไปจนจดฝ้าเพดานทำเนียบฯ  ย่อมต้องมีความสัมพันธ์  พึ่งพาและเชื่อมโยง  ทำงานผ่านหลายแพลตฟอร์ม  แพลตฟอร์มที่จะต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติ  มีสายพันธ์กรรม  มีการพัฒนา”

“แพลตฟอร์มมาตรฐาน   ความคิดที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น  การพึ่งพาตนเอง  ปลอดหนี้  ทีมนักพัฒนาวิจัยภายในองค์กรที่แข็งแรง  มีจิตใจมุ่งมั่น   สร้างงานเพื่อองค์กร  เพื่อ  Digital  Transform  องค์กร”  คือ  สัญญาณเตือน  และคำแนะนำจากเรา

 

เราจะเดินให้สุด  ฉุดเครือข่ายนักพัฒนา  สร้างรายได้ที่มั่นคง  สร้างงานที่เข้มแข็ง  สร้างแพลตฟอร์มสังคมใหม่  คนไทยได้ประโยชน์

วันนั้นรัฐบาลจะตื่นรู้

ด้วยจิตคารวะ

Enterprise Architecture & IOT Platform

  • งานสถาปัตยกรรม   มีความสำคัญยิ่งต่อโครงการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่สำหรับการอยู่อาศัย  หรือสำหรับศูนย์การค้า
  • งานสถาปัตยกรรมผังเมือง  จำเป็นอย่างยิ่งก่อนที่จะสร้างบ้านแปลงเมืองให้มีระบบต่างๆ ถูกต้องสมบูรณ์
  • งานออกแบบโครงสร้าง  การพัฒนา  การแปรรูปองค์กรใดๆ  ทั้งภาคธุรกิจ  และภาครัฐ  ที่จะต้องดีพร้อม  ทุกมุมทุกองศา  ก่อนการก่อสร้างองค์กรเพื่อให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในยุคดิจิตัล  ที่องค์กรโดยเฉพาะภาครัฐที่มีขนาดใหญ่มาก   มีความซับซ้อนมาก  ที่ต้องให้บริการประชาชนและนักลงทุนต่างชาติจำนวนมาก  ที่มี demand สูงๆ  เน้นความฉับไวมาก ๆ ก็จำเป็นที่จะต้องพลิกโฉมองค์กรให้มีประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการ

ใช่ครับผมกำลังเกริ่นเรื่องความจำเป็นในการออกแบบสถาปัตยกรรมองค์กร (Enterprise Architecture)   เครือข่ายองค์กร  ทั้งทางกว้าง  และทางลึก  ให้มีการประสานสัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพ   รวมไปถึงการมีระบบไอทีดิจิตัลที่สอดรับกับโครงสร้างองค์กรของภาครัฐอย่างแท้จริง

ระบบไอทีดิจิตัลที่จะติดตั้งใช้งานสำหรับภาครัฐ   จึงไม่ใช่เพียงการช็อปปิ้ง  ERP สำเร็จรูปมาใช้โดยให้ข้าราชการปรับตัว   ปรับกระบวนการการทำงานให้เข้ากับ ERP เหล่านั้น  ซึ่งล้วนเป็นสูญเสียในเชิงประสิทธิภาพ  ในเชิงระบบงาน   และเสียความเป็นอิสระภาพที่ภาครัฐอาจจะต้องตกเป็นทาส  ERP จากต่างด้าวสืบไปทั้งด้านค่าใช้จ่ายและการร้องขอการบริการในภายภาคหน้า

ถึงเวลาที่องค์กรภาครัฐ  จะได้ออกแบบองค์กรก่อน   โดยนำเอาหลักการออกแบบองค์กรสมัยใหม่  และสถาปัตยกรรมไอทีดิจิตัลประสมประสานกันเข้าไป   ผมหมายความว่าจำเป็นจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมไอที  และรู้ดีในเรื่องสถาปัตยกรรมโครงสร้างองค์กร  ปัญหาการไหลของงานในองค์กร  รวมไปถึงข้อกฏหมายของประเทศ  ให้มีการทำงานร่วมกันของคนในองค์กร (Callobrative)  ในการร่วมออกแบบงาน    โดยเปิดใจ  เปิดข้อเท็จจริง  ข้อบกพร่อง  จุดคอขวด  เพื่อออกแบบระบบที่แย่น้อยที่สุด   เมื่อเห็นว่าดีแล้วก็ถึงคราวการพัฒนาโปรแกรมระบบทางด้าน  ไอทีดิจิตัล  หรือ  ERP สำหรับภาครัฐ

ผมขอยกตัวอย่างแผนผัง  ส่วนประกอบงานในระบบ ERP มาให้ชมกัน    พร้อมกันนี้ก็นำเอาภาพเปรียบเทียบว่า  ผู้เล่นหรือผู้ผลิตและให้บริการ  ERP ต่าง ๆ นั้น  เน้น Module ไหนกันบ้าง

ภาพโครงสร้างส่วนประกอบ Module สำคัญ ๆ ในระบบ ERP

ผู้ผลิตและให้บริการ ERP  สำหรับองค์กร

ประการแรกที่จะสังเกตได้จากแผนผัง  คือ  ขนาด  หรือจำนวนของ  module  ที่มีอยู่มากมาย   และหากจะคิดพิจารณาต่อไปว่า  แล้วจะมีกี่องค์กร  กี่ภาคธุรกิจ  และองค์กรเหล่านั้นมีความต้องการ module  อะไรที่เหมือนกัน  มีความต้องการ module  อะไรที่ต่างกัน   หากนับรวมส่วนที่ต่างกันอาจจะได้ module นับ หมื่นนับแสนชิ้น  หากนับส่วนที่เหมือนกันอาจจะมีนับหมื่นนับแสนชิ้นเช่นกัน  และย่อมจะมีความต้องการนักพัฒนาจำนวนมาก  ทั้งในขั้นตอนการผลิต  ทดสอบและบริการหลังการขาย

มาถึงจุดนี้จึงจะเห็นในอีกมิติหนึ่งว่า  การพัฒนา ERP ไปสู่ธุรกิจนั้น  มีขนาด  มูลค่าตลาดที่ใหญ่มาก ๆ  หากผู้ใดสามารถผลิตออกมาโดยตอบโจทย์สารพัดได้ในระยะเวลาอันสั้นก็จะเป็นเจ้าตลาดได้อย่างง่ายดาย  แต่ความยากคือ  ใครจะออกแบบ 1  ERP  ให้ตอบโจทย์ใครได้ทั้งหมด   หมายความว่าสุดท้ายผู้นั้นก็จะเป็นเพียงผู้เล่น ERP ที่ผลิตเพียง  Module  หนึ่ง ๆ  อีกรายหนึ่งแค่นั้นเอง

แปลว่าหากองค์กรใด ๆ สามารถสร้างคน  ให้สามารถออกแบบสถาปัตกรรมโครงสร้างระบบงาน  และสร้างงาน module  ERP  ได้เอง  และประสานกับองค์กรที่เกี่ยวข้องได้  และทำขนานกันไป  ก็จะเกิดเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ  ต้นทุนต่ำ  และมีความยั่งยืน  เครื่องมือ ERP ของระบบนั้นจะมีความสามารถตรงตามที่ต้องการ  ที่จะสามารถถ่ายทอด  ส่งมอบข้อมูล  รายงาน  การประมวลผลที่จำเป็นระหว่างกันได้  ก็จะยิ่งทำให้ระบบพัฒนาได้เร็ว และมีเสถียรภาพ

ในอีกมิติ  คือ  มิติการพัฒนา และการบำรุงรักษา   ใครจะเป็นผู้พัฒนา  จะพัฒนาด้วยระบบอะไร  และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา  จะต้องมีมูลค่าขนาดไหน  ต้องการบุคลากรกี่คน  ล้วนเป็นคำถามที่ใหญ่มาก ๆ

ภาพมิติ  ERP องค์กร  และ ERP ภาครัฐนั้นดูใหญ่มาก ๆ  แต่ก็สามารถอธิบายเทียบเคียงได้กับอีกเทรนด์หนึ่ง  ที่กำลังมาแรง และกำลังจะแซงนำทิ้งห่างเราไปอย่างรวดเร็ว  นั่นคือเรื่อง  ระบบ IOT   โดยภาพแรกที่นำเสนอนี้  คือ   Layer  หรือระดับชั้น  หรือ  Platform ย่อย ๆ ของระบบ IOT    ที่ไล่เรียงมาจากอุปกรณ์ระดับ ภาคสนาม  การส่งข้อมูล  การคำนวณแยกแยะข้อมูลเบื้องต้น  การจัดเก็บ การประมวลผล  ไปจนถึงการนำเสนอ  การใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกัน

ที่มา  Automation.com

ในแต่ละชั้นของระบบ IOT นั้นมีความต้องการ  3 ส่วน  คือ

  • การออกแบบภาพรวมระบบในแต่ละชั้น
  • การออกแบบการสื่อสารทะลุขึ้นไป  ลงไปยังชั้นล่าง   การออกแบบฮาร์ดแวร์  ในแต่ละชั้น  เช่น  ชั้นล่างต้องการอุปกรณ์ชนิดไหน   ส่วนชั้นเครือข่ายก็ต้องออกแบบว่าต้องการเครือข่าย  การสื่อสารชนิดไหน  และ
  • การออกแบบ  พัฒนาซอฟต์แวร์ในแต่ละชั้น  และให้ทั้งหมดมันร้อยเรียงคุยกัน  ทำงานกันได้ถูกต้อง

มีคำถามว่า  เราจะต้องการนักพัฒนาจำนวนมากมายแค่ไหน  และสามารถหาได้หรือไม่ในสภาพตลาดปัจจุบัน  คำตอบที่ผมขอท้าทายวงการเลยคือ  “ไม่มี ไม่มีเหลือ  และจะตายหมด   ต่างคนต่างอยู่  หรือจะมีการจับกลุ่มกันก็น้อยมาก  และจับกลุ่มกันก็เพื่อแข่งขันกับอีกกลุ่มหนึ่ง  และไม่นานก็จะมีผู้แพ้และเดินออกไปจากวงการ  ต่อมาก็จะเกิดการแข่งขันกันภายในกลุ่ม  จนต้องแยกทางกันไป”

จะเห็นว่า  ปัญหามีสองส่วนใหญ่คือ  เรื่อง

  • เทคนิค  เทคโนโลยีที่จะมาตอบโ๗ทย์ความต้องการขนาดใหญ่  ที่ซับซ้อน   และ
  • อีกด้านคือจิตวิญญาณ  พลังในการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน

มีคนกล่าวว่า   “ไทยแลนด์ 4.0  คำตอบ  คือ  คน”  แต่ผมขอแย้งว่า  คือ  “จิตวิญญาณ”  ของคนต่างหาก  หากคนมีจิตวิญญาณดี  คิดดี  ทำดี  มีความคิดในการร่วมกันทำงาน  มีกลไกในการควบคุมดูแลกันเอง  มีรายได้ที่ต่อเนื่องและมากเพียงพอ  ให้กินอิ่มนอนหลับ  ฝันดี  มีไอเดียบรรเจิด  งานที่ออกมาจากกลุ่มก้อนของพวกเขาเหล่านั้นก็จะเป็นงานสร้างสรร  มีคุณภาพ  และพวกเขาจะสร้างอะไรต่อไปอีกก็ได้  ประเทศนี้ก็จะเล็กนิดเดียวสำหรับพวกเขา

  • พวกเขาอยู่ที่ไหน  จะให้เกิดการรวมพลังกันได้อย่างไร

ผมได้แตกประเด็นออกมาไกล  ไกลมาก   ที่เริ่มจาก สถาปัตกรรม  ถึง  ERP องค์กร  ERP รัฐบาล  ถึง  สถาปัตยกรรมของ ไอโอที  มาจนถึงความจำเป็นในการสร้างนักพัฒนา  เพื่อความยั่งยืนและแข่งขันได้ของประเทศ

คำตอบอยู่ที่ไหน

  1. การมีเทคโนโลยีที่จำเป็นของตนเอง
  2. เทคโนโลยีที่มีสายพันธุ์ต้นแบบ
  3. เทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นขยายตัวเติบโตได้แบบเซล  แบบรังผึ้ง  ด้วยเทคโนโลยี  Microservices
  4. เทคโนโลยีที่สื่อสารได้ด้วย API กับเทคโนโลยีค่ายอื่น
  5. แนวคิดการสร้างคนอย่างมีเอกลักษณ์
  6. เทคนิคการพัฒนาคนเหล่านั้นให้สร้างงานได้รวดเร็ว
  7. พันธมิตร  แนวร่วม  หรือช่องทางการสนับสนุนด้านการเงิน
  8. โครงการหรือชิ้นงานเพื่อพิสูจน์ความสามารถ
  9. การสนับสนุนจากภาครัฐ

วันนี้เราอยากจะบอกว่า  เราเดินทางในที่สว่างมาแล้วใกล้ครบเวลา 2 ปี   เรามีการพัฒนาความพร้อมเป็นอย่างมากในระยะเวลาที่ผ่านมา    และเราปัจจัยพร้อมสำหรับข้อ  1 – 6  เราสามารถแสดงให้ท่านเห็นได้ว่าเทคโนโลยีและแนวคิดของเราสามารถตอบโจทย์ด้านไอทีดิจิตัลได้   นับมาตั้งแต่เรื่อง  IOT  ไปจนถึงงานระดับ Enterprise

ระดับชั้น  รูปแบบการให้บริการ

การออกแบบมองระบบรวมเปนชั้น ๆ ของแพลตฟอร์มย่อย  ที่มีส่วนเชื่อมโยงถึงกัน  มีองค์ประกอบการกระจายข้อมูลแบบ blockchain 

iSTEE & Samong platform  คือ  คำตอบที่ไม่ต้องพิสูจน์อีก  ผู้ที่กล้าหาญที่มองเห็นอนาคตเท่านั้น  ที่จะรีบหยิบฉวยโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้  และร่วมเดินทางไปกับเรา

องค์กรภาครัฐ  ภาคเอกชน  ที่สนใจในแนวคิดดังกล่าวแล้ว  สามารถติดต่อมาได้ที่   email : paipat.s@samongthailand.com

Samong IOT กับงานวิจัย คิดจริง ทำจริง

แวดวงไทยแลนด์  4.0  พูดคุยกันมากครับ  เรื่อง   Big Data  IOT  และ  AI    โดย    3  เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกัน  ที่พอจะอธิบายได้ง่าย ๆ ว่า

  • IOT  คือ  ตัวนำเข้า  ข้อมูลจากภาคสนาม  จากการวัดจากระบบงาน  จากกระบวนการผลิตต่าง ๆ ที่สนใจ
  • Big Data   คือ  ข้อมูลขนาดใหญ่ที่เกิดจาก  การบันทึกผ่าน IOT  เช่นการบัยทึกข้อมูลอัตโนมัติทุก ๆ  1 นาที  หรือทุก ๆ 5 นาที  ก็จะทำให้เกิดข้อมูลจำนวนมาก
  • AI  คือ  ระบบ  อัจฉริยะ  คือ ระบบประมวลผลที่ประยุกต์แล้วว่า  เราต้องการให้ระบบนั้นฉลาดแค่ไหน อย่างไร

ดังนั้น

  • ระบบ AI สำหรับงานใด ๆ  จะไม่เกิดขึ้นหากยังไม่มี Big Data
  • Big Data จะยังไม่เกิดขึ้นหากยังไม่มี IOT

ห่างหายกันไปนานครับการโครงการดีๆ  ไอเดียเด็ด ๆ   จากทีมงาน สมอง ( ไทยแลนด์)

คราวนี้เรามีผลงานโครงการการติดตั้ง IOT  สำหรับการควบคุมการทำงานของสถานีวิจัยการบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมการเกษตร   ร่วมกับ  บริษัท  Inno Green Tech จำกัด  เจ้าของลิขสิทธิ์งานวิจัย   โดยโครงการวิจัยนี้ได้ดำเนินการติดตั้งมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว  กระทั่งมาถึงบทบาทของ IOT

โดยเจ้าระบบควบคุม ด้วย  IOT  นี้  จะต้องมีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของระบบดังนี้

  1. ควบคุมการทำงานปั๊มน้ำตามระดับของ ลูกลอย   รวมปั๊มทั้งหมด  6 ตัว
  2. วัดอัตราการไหลของปั๊มน้ำทั้ง  6
  3. วัดแรงดันของระบบอีก 5 จุด
  4. วัดการใช้กำลังไฟฟ้า โวลต์แอมป์ กำลัง
  5. วัดค่า pH, EC, Temp compensation
  6. และระบบจะต้องทำงานในโหมด Auto Manual ได้  สั่ง Start Stop ได้
  7. บันทึกค่าจำนวน 20 พารามิเตอร์ขึ้น Server ได้
  8. สั่ง ปรับค่า calibrate  เครื่องวัดต่าง ๆ ได้ ผ่านทาง Internet
  9. ใช้การสื่อสารผ่าน Lan  หรือ wifi
  10. มี Data Logger
  11. มีพัดลมควบคุมอุณหภูมิภายในตู้
  12. จอแสดงผล  LCD

โดยจะต้องให้ทำงานได้สมบูรณ์  ประหยัด  ปลอดภัย  ใช้อุปกรณ์ Arduino ให้น้อยที่สุด

คำถามคือ  จะต้องใช้  เจ้า IOT  รุ่นไหนดี     เพราะจะเห็นว่าต้องใช้  input  output  เยอะมาก ๆ  คือ

  • Analog Input  =  11 (pH,EC, millivolt, temp )
  • Digital Input =  6 (ระดับน้ำ)
  • Interrupt = 6 (flow meter  6 ตัว)
  • Serial Port = 1 ชุด
  • PZEM 004T – Energy port = 1 ชุด

จะเห็นว่า

  • UNO ตัวเดียวรับไม่ไหว
  • จะเห็นว่าAT Mega  น่าสนใจ  
  • จะเห็นว่า  DUE ก็น่าสนใจ

ผลการทดสอบสรุปได้ผลดังนี้ครับ

  • DUE   มันเป็น  32 บิตทำงานเร็วมากสุดยอดเลยโดยเฉพาะการอ่าน port interrupt  และมี port interrupt เยอะ  เพราะ Digital pin มันใช้ทำ  interrupt  ได้ทุกขา  แต่น่าเสียดาย  Software Serial ใช้การไม่ได้บน DUE รุ่นนี้  เลยต้องทำใจ  เก็บไว้ใช้งานหน้าที่ไม่ต้องการ ใช้ Software Serial
  • AT Mega จึงเป็นตัวเลือกที่ดี   แต่ใช้  Interrupt Port ได้เพียง 4 ขา  คือ  2,3,18,19  ส่วน 20,21 ต้องเก็บไว้ใช้กับจอ LCD  มันโยกไปใช้ ขา SDA1, SCL1   ไม่ได้  เป็นความผิดพลาดที่ชาว Arduino ตำหนิ  Mega กันขรม
  • ในเมื่อจะต้องใช้ flow  ให้ได้อีกตัว  ก็เดือดร้อนต้องหา UNO มาวัด  flow  โดยใช้ขา interrupt 2  แล้วพ่วงเข้า  Software Serial port
  • และเจ้า pzem ตัววัดพลังงานไฟฟ้า  ก็ต้องย้ายไปเกาะเข้า  Serial Port 3 (ขา 14,15)   วางไว้ที่  16,17 ไม่ได้

ผลการทดสอบฉลุยครับ    โดยรอบการทำงานก็จะช้าหน่อยแต่ก็พอรับได้คือราว ๆ 30 วินาทีต่อรอบ  โค้ดยาว  พันกว่าบรรทัด  รวม 56 KByte    และให้ส่งค่าไป Server ทุกๆ 5 นาที

มีภาพมาให้ชมกันคร่าว ๆ ครับ  สำหรับโค้ดและระบบ Server ต้องขอสงวนไว้ครับ  ที่จะไม่นำมาเปิดเผยในที่นี่

  

ลุยเองกันเต็ม ๆ ยาวๆ  3 วันเต็ม ๆ

 

    Arduino DUE 32 bit prcessor  Arduino AT Mega 

Application  Samong IOT

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โครงการนี้ได้ใช้  แพลตฟอร์ม Server  “Samong IOT”  verison 1   ที่พัฒนาขึ้นมาเองอย่างเต็มที่  ทำให้มีความยืดหยุ่น  เพิ่มเติมฟังก์ชั่นได้ตามความต้องการ   โดยแพลตฟอร์มนี้จะได้รับการพัฒนาไปสู่แพลตฟอร์มขนาดใหญ่  ที่จะสามารถบริหารจัดการระบบควบคุมได้ไม่จำกัดจำนวน  และไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ

 ภาพรวมของชุดอุปกรณ์

จากโครงการนี้จะเป็นโครงการนำร่อง ของงานบำบัดน้ำเสีย  เปลี่ยนน้ำที่มีกลิ่นรุนแรง  มาเป็นน้ำที่ไม่มีกลิ่นได้อย่างมหัศจรรย์   ที่จะนำมาซึ่งสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสังคม  รวมทั้งจะเป็นการแสดงให้เห็นซึ่งศักยภาพของงาน IOT

Samong  IOT  คือ  อีกโครงการจาก  สมอง (ไทยแลนด์)    ติดตามบทความด้าน  IOT ได้ที่    http://samongiot.com

เครือข่ายระบบอัจฉริยะสมองแพลตฟอร์ม

องค์ความรู้/เทคโนโลยี:

       เทคโนโลยี “เครือข่ายระบบอัจฉริยะสมองแพลตฟอร์ม” การผลิตซอฟต์แวร์สำหรับให้บริการด้านต่างๆให้มีความเชื่อมโยงกัน เพื่อตอบสนองความต้องการด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน

รายละเอียด:

       ในสังคุมยุคดิจิตอล การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแนวโน้มปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่พัฒนามาจากแพลตฟอร์ม ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ความต้องการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลและการสื่อสารจึงเพิ่มมากขึ้น

(เพิ่มเติม…)

คลังโชว์ร่วมลงทุนสตาร์ตอัพ เดือนก.พ. เฉียด 200 ล้าน

“คลัง” เผยความคืบหน้าการร่วมลงทุนสตาร์ตอัพ เดือนก.พ. 61 เฉียด 200 ล้าน

นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยรายงานความคืบหน้าการดำเนินการของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ (National Startup Committee: NSC) (คณะกรรมการฯ) ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานคณะกรรมการฯ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2561 พบว่าจำนวน Startup ที่ลงทะเบียนกับ http://startupthailand.org ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ จำนวน 713 ราย และมีจำนวนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรายใหม่ (SMEs/New Startup) ที่ขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 637) พ.ศ. 2560 เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรสุทธิของ SMEs/New Startup เป็นระยะเวลา 5 รอบระยะเวลาบัญชี มี SMEs/New Startup เข้ามาจดทะเบียนและยื่นขอรับการรับรองกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แล้วจำนวน 148 ราย ได้รับการรับรองจาก สวทช. แล้วจำนวน 91 ราย และได้ขอใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับกรมสรรพากรแล้วจำนวน 71 ราย

ขณะที่จำนวน Startup ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ผ่านการร่วมลงทุนกับธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้อนุมัติ การร่วมลงทุนใน Startup แล้ว 35 ราย วงเงินรวม 768 ล้านบาท โดยมี Startup 9 ราย ที่ได้มีการร่วมลงทุนแล้ว คิดเป็นเงินร่วมลงทุน 196 ล้านบาท

Ads by AdAsia

ด้านจำนวนกลุ่มนักลงทุนในประเทศไทยที่ลงทะเบียนกับ Web Portal ปัจจุบันมีกลุ่มนักลงทุนเข้าลงทะเบียนบนเว็บไซต์ http://startupthailand.org แล้วจำนวน 69 ราย เป็นกิจการเงินร่วมลงทุน (Venture Capital: VC) และทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน (Private Equity Trust: PE Trust) ที่ขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 636) พ.ศ. 2560 เพื่อขอรับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินปันผลและรายได้จากการโอนหุ้นของบริษัทเป้าหมาย เป็นระยะเวลา 10 รอบระยะเวลาบัญชี มีผู้จดแจ้งการเป็น VC และ PE Trust กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้ว จำนวนทั้งสิ้น 30 ราย

ความเคลื่อนไหวที่สำคัญในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ผลการศึกษาสถานภาพการพัฒนาผู้ประกอบการและระบบนิเวศของวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup Survey 2017)

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ในฐานะคณะทำงานเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น (คณะทำงานชุดที่ 2) ภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ ร่วมกับสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ (Thai Tech Startup Association: TTSA) ดำเนินการศึกษาสถานภาพการพัฒนาผู้ประกอบการและระบบนิเวศของ Startup ระหว่างช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2560 ซึ่งมีกิจการ Startup เข้าร่วมตอบแบบสำรวจทั้งหมด 205 ราย

จากผลการศึกษาพบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานของ Startup ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า ในช่วงปี 2551 – 2560 การก่อตั้งธุรกิจ Startup ในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 มีจำนวน Startup ที่ก่อตั้งใหม่สูงถึง 72 ราย สำหรับการจัดกลุ่ม Startup ในช่วงต่าง ๆ พบว่า Startup ที่อยู่ในช่วงหลังระดับแนวคิดเริ่มต้นธุรกิจแต่ยังไม่ได้ลงมือดำเนินธุรกิจ (Idea Stage) ทั้งนี้ยังไม่ได้รับการระดมทุนมีอัตราสูงที่สุดคิดเป็นร้อยละ 61 รองลงมาเป็น Startup ที่ได้รับการระดมทุนแล้วคิดเป็นร้อยละ 25 (โดยแบ่งเป็น Startup ระดับ Seed Round (มีมูลค่าการระดมทุน 600,000 บาท – 100 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 69 ระดับ Series A (มีมูลค่าการระดมทุน 33 – 495 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 25 และระดับ Series B – C (มีมูลค่าการระดมทุน 66 ล้านบาทขึ้นไป) คิดเป็นร้อยละ 6)) สำหรับ Startup ที่อยู่ในช่วง Idea Stage/Pre-Seed มีอัตราน้อยที่สุดคิดเป็นร้อยละ 14 โดยในการจัด 5 อันดับอุตสาหกรรมที่กิจการ Startup ในประเทศไทยดำเนินการ ได้แก่ อันดับที่ 1 กลุ่มอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ อันดับที่ 2 การขนส่งและลอจิสติกส์/เทคโนโลยีทางการเงิน อันดับที่ 3 เทคโนโลยีทางการตลาด อันดับที่ 4 เทคโนโลยีการท่องเที่ยว และอันดับที่ 5 เทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซ

ทั้งนี้ ยังพบว่าในประเด็นความเห็นของ Startup ปัญหาสำคัญข้อหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมากของ Startup คือ การขาดแคลนทรัพยากรบุคคล เช่น โปรแกรมเมอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี นักพัฒนาหรือวิเคราะห์ธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ เป็นต้น โดยผู้ประกอบการ Startup ของไทยมีความคาดหวังต่ออนาคตของประเทศไทย คือ (1) อยากสร้างความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม (2) อยากสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ และ (3) ตั้งใจที่จะเป็นพี่เลี้ยง (Mentor) ให้แก่ผู้ประกอบการน้องใหม่

จากผลการศึกษาดังกล่าว สรุปได้ว่าการพัฒนา Startup ยังมีความจำเป็นต้องสร้างบุคลากรเพื่อรองรับต่อความต้องการของ Startup และการกระจายอุตสาหกรรมที่ Startup ดำเนินการควรมีการสร้างความหลากหลายไม่ให้กระจุกตัวที่อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง สำหรับรายงานการศึกษาฉบับเต็ม ปัจจุบัน สวทน. ได้จัดทำรายงานการศึกษาดังกล่าวในรูปแบบอินโฟกราฟฟิก (Infographic) ฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อเผยแพร่แก่บุคคลทั่วไปและผู้ที่สนใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ที่มา :  http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/794326

 

พลังขับเคลื่อน StartUp พลังขับเคลื่อน Thailand Digital Economy

ผมได้มีโอกาสฟังคลิปเปิดงาน “Digital Intelligent Nation 2018” ที่จัดโดย AIS  ตามแนบ  โดยเฉพาะช่วงการปาฐกถาเปิดงานโดยท่านรองนายกฯ  สมคิด จาตุรศรีพิทักษ์  ที่ถือว่าเป็นผู้กุมทิศทางหางเสือเศรษฐกิจยุคดิจิตัล  ที่กำกับ  ขับเคลื่อนดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิตัล ให้เกิด “Exponential GDP” ให้ได้

กล่าวคือ  ผลสัมฤทธิ์ของการใช้ ดิจิตัลเทคโนโลยีเข้าสู่กระบวนการผลิต  กระบวนการธุรกิจ  กระบวนการบริหารราชการ กระบวนการการศึกษา  จะทำให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วกว่า  “Analog GDP”  ที่อาศัยการผลิตพื้นฐาน  การเกษตรแบบดั้งเดิมมานมนาน  ยกตัวอย่างเช่น  สมาร์ทฟาร์มที่ยังเติบโตเพียงน้อนนิด  ยังมีที่ว่างสำหรับการใช้งาน IOT ในสมาร์ทฟาร์มอีกมากมาย

ท่านรองนายกได้มองและร้องขอให้ภาคเอกชนขนาดใหญ่  รวมทั้ง AIS ที่เป็นผู้จัดงานในครั้งนี้  ได้ให้การส่งเสริม  เปิดโอกาส  เปิดการแบ่งปันเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างธนาคารเฉพาะกิจภายใต้การกำกับโดยตรงของรัฐ  ให้ได้มีส่วนช่วยในการพัฒนา Digital Economy ตามกำลังความสามารถ  ตามขอบข่ายความรับผิดชอบ

ในด้านโครงการ EEC ได้มีการผลักดันให้มหาวิทยลัยเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม  มีการให้ Incentive กับสถานศึกษาที่สามารถปั้นส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตัลได้ดี

ท่านได้กล่าวถึงพลังของ StartUp ที่จะต้องนำเอาไอเดียใหม่ ๆ  ให้การบ่มเพาะ สนับสนุนเพื่อพัฒนานำไปสู่การปฏิบัติจริง ให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจจริง  ซื้อขายแลกเปลี่ยนจริง

ท่านกล่าวถึงการผลักดันให้สถานศึกษา  ทำการ matching demand เพื่อการของบประมาณของสถานศึกษา  ที่จะทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ จะต้องปรับตัวด้านเทคโนโลยีให้มากยิ่งขึ้น   ในขณะที่มหาวิทยาลัยกำลังเผชิญปัญหาเรื่องจำนวนนักศึกษาที่ลดน้อยถอยลงทุกวัน

ท่านกล่าวถึง model ของจีนที่ขับเคลื่อนด้วย  startup หัวกระบวน 3 รายของจีน Alibaba Baidoo, Tendcend  และเสริมด้วย startup นับ แสน นับล้านราย และดีมานด์ภายในประเทศ  ในประเด็นนี้  การเชื่อมโยงของ รายใหญ่ทั้ง  3 กับ StartUp รายย่อย และ ดีมานด์ของ User ในประเทศทำให้เศรษฐกิจของจีนโตขึ้นอย่างมากมาย

  • แต่ใครจะใช้พลังเทคโนโลยีอะไร  เพื่อขับเคลื่อนดิจิตัล Digital Economy
  • จุดขายของ startup คือไอเดีย  การแปรเปลี่ยนไอเดีย  ให้เป็นรูปธรรมคือ อะไร  ต้องการใช้สิ่งใด
  • VC  ที่จะสามารถช่วยบ่มเพาะ  รอเข้าซื้อหรือเข้าบ่มเพาะ  และให้การช่วยเหลือเรื่องเงิน เพื่อการทำกำไร ในการ exit จากกิจการในรอบต่อๆ ไป
  • ลำพัง VC ที่มีเพียงแต่กำลังเงินเพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถให้การช่วยเหลือ StartUp ให้เติบโตได้อย่างรวดเร็วได้

ความเป็น StartUp หรือเมล็ดพันธุ์ที่กำังจะแตกหน่อ  จึงไม่ต้องพูดถึงด้านความพร้อมในการพัฒนาชิ้นงานออกมาเอง  แค่คิดเรื่องไอเดียที่ “ว้าว”  นี่ก็ยากนักหนาแล้ว   ใช่ครับแต่ก็อาจจะมี StartUp บางรายที่จะสามารถพัฒนาได้ทั้งไอเดีย  และแปลเปลี่ยนเป็นชิ้นงานในเชิงพานิชย์ได้จริง

  • StartUp จึงต้องการเครื่องมือบางอย่าง
  • VC จึงต้องการเครื่องมือบางอย่าง
  • Thailand Digital Economy จึงต้องการเครื่องมือบางอย่าง
  • ประชาชนในยุค Digital Economy ต้องการเครื่องมือ หรือเกราะคุ้มกายใช่หรือไม่

มันคือเครื่องมืออะไร ?

เครื่องมือนั้นจำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติเหล่านี้ใช่หรือไม่

  1. ช่วยพัฒนางาน  แปลงไอเดีย  สู่ธุรกิจได้เร็วที่สุด
  2. แก้ไขอัพเกรดได้ง่าย
  3. ต้นทุนการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไอเดียที่ต่ำ  ค่าใช้จ่ายในอนาคตที่รับได้
  4. เชื่อมโยง IOT เชื่อมโยงฐานข้อมูล  ได้อย่างชาญฉลาด  รวดเร็ว
  5. จดจำข้อมูลจำเพาะของบุคคลได้
  6. ช่วยวางแผน  แจ้งเตือนผู้ใช้งานได้
  7. ฯลฯ

มันคืออะไร ?

ที่มาของคลิป : https://www.prachachat.net/prachachat-hilight/news-120468

อัพเดทกิจกรรม สมองไทยแลนด์

อัพเดทกิจกรรมของทีมงานสมองไทยแลนด์ กันหน่อยนะครับ

หลังจากที่ดูเหมือนว่างานด้านเวบไซต์เราจะซบเซาไปบ้างนั่นก็ด้วยเพราะว่า เรากำลังมุ่งมั่นสร้างงานระดับโลก กล่าวคือเราเราได้มีการร่วมทุนกับสปอนเซอร์ ในการจัดตั้งบริษัทที่จะสามารถทำกิจการการชำระเงินอิเลกทรอนิกส์ได้ ที่จะต้องมีทุนจดทะเบียนจำนวนหนึ่ง รวมทั้งการดำเนินการขออนุญาตทางกฏหมายอีกหลายฉบับ

ในทางด้านเทคนิค เรากำลังพัฒนาระบบ Payment gateway และแอพพลิเคชั่นที่จะรองรับ กิจการ กิจกรรม ธุรกรรมของหลากหลายธุรกิจไว้ในมือถือ

ที่วันนี้พิสูจน์แล้วว่าเทคโนโลยีที่เราพัฒนามานั้น ตอบโจทย์ได้อย่างสบาย และมหัศจรรย์ยิ่ง ที่มันจะนำพาไปสู่การพัฒนาแอพพลิเคชั่นอีกจำนวนมาก

ในด้านกำลังพล เราได้สร้าง Bootcamp#1 เพื่อสร้างนักพัฒนาที่เป็นมากกว่าแค่การเป็นโปรแกรมเมอร์ แต่เป็นผู้ที่ต้องพัฒนาได้ทั้งแนวคิด การเขียนกระบวนการ และการเขียนโปรแกรม ในแบบที่คนต้องการใช้และมีประโยชน์

และจะตามมาด้วย Bootcamp#2 ในเร็วๆ นี้

เรากำลังจะขยายโครงการนี้ไปยังต่างประเทศ ที่กำลังต้องการระบบ Payment Gateway และนี่คือการก้าวกระโดด สองก้าวที่สำคัญยิ่ง

รอพบกับเราในการเปิดตัว เร็วๆ นี้ พร้อมการเปิดตัวที่ทำการของบริษัทใหม่ เร็ว ๆ นี้ ในนาม ….

เราอยากแสดงให้คุณเห็นว่า คนไทยทำได้ ที่จะรักษา ป้องกันการสูญเสียอิสระภาพทางการเงินให้กับต่างชาติ ด้วยการหยุดเลือด เลือดกระแสเงิน ที่ไหลไปกับธุรกรรมอิเลกทรอนิกส์ของแบรนด์ต่างชาติ และหยุดการทำร้ายสังคมไทย ของกลุ่มทันที่เน้นความร่ำรวยของตนเอง หากแต่จะต้องแบ่งปัน เพื่อสังคมยุคใหม่

คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก คิดดี วิธีการถูก ไปรอดแน่ไทยแลนด์

18/8/2018

ดึกมากทีเดียว  สำหรับการแคะแกะบทความนี้  เป็นการถอดบทสนทนาของทีมงาน  ว่าด้วยการเดินทางไกลมาถึงจุดสำคัญของ  พวกเราทีมงาน  สมองไทยแลนด์

เริ่มต้นอย่างนี้ว่า  …. หากจะให้มองกันเป็นมิติองค์ประกอบของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคไอที   และลึกลงมาถึงการสร้างเครื่องมือจากไอที   หรือแอพพลิเคชั่น  หรือซอฟต์แวร์ในระดับชั้นต่าง ๆ  ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจในยุค ไทยแลนด์ 4.0  หรือ  ฝันของคนไทยหลายคน (ไม่อยากเขียนว่าของคนไทยทุกคน  เพราะหลายคนไม่อยากเดินไปทางนี้)

ขออธิบายและชวนท่านคุยด้วยรูปนี้

คำถามนำที่สำคัญ ๆ คือ  ในรูปด้านล่างนี้  อะไรคือ

  1. Application ?
  2. Platform ?
  3. Infrastructure  ?
  4. Standard หรือมาตรฐาน ? หรือ Enterprise Service Bus ?

ที่มาภาพ : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/b/b5/Cloud_computing.svg/994px-Cloud_computing.svg.png

Application   คือ  ซอฟต์แวร์  ที่ถูกโปรแกรม  ล่วงหน้ามาให้ทำงานเฉพาะอย่าง  และถูกทดสอบมาจนเป็นที่มั่นใจ  แอพพลิเคชั่นมันถูกสร้างและติดตั้งอยู่ในเครื่องฯ  ต่าง ๆ  อาทิ  โทรศัพท์มือถือ   คอมพิวเตอร์  แทปเล็ต  และบนเครื่อง Server ต่าง ๆ   มองเห็น  นึกออกมั๊ยครับ  หน้าตาของแอพพลิเคชั่นที่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

Platform  อาจจะหมายถึง  ฮาร์ดแวร์    ระบบปฏิบัติการ  ฐานข้อมูล  ประเภทของไฟล์  หรือ  จิตวิญญาณก็ได้ (ล้ำ)   ที่มีความหลากหลาย  ติดตามศึกษาทำความเข้าใจกันได้ไม่ทัน  หรือเอามาใช้ประโยชน์กันไม่ได้เท่าที่ควร

Infrastructure  หรือ  ปัจจัยแวดล้อม  องค์ประกอบ  ทางกายภาพ  ที่จะให้เป็นที่อยู่  ที่ผ่าน  ทางเชื่อมของสิ่งต่าง ๆ การไหลของโปรแกรม  อำนวยความสะดวก  หรือเป็นที่พักอาศัยของ Platform และแอพพลิเคชั่น

Standard   Highway (ตั้งชื่อเองเลย)  คือ   มาตรฐาน  มาตรฐานอะไร  ที่จะให้ สิ่งต่าง ๆ ที่มีความหลากหลาย  ซับซ้อน  เหล่านี้มันเชื่อมโยงเข้ากันได้  ทำงานได้  อำนวยความสะดวกได้  สมวัตถุประสงค์   ไม่ใช่แค่การทำงานภายในเครื่องคอมพิวเตอร์  แต่มันจะต้องเป็นสากล  เป็นตัวกลางที่ชาญฉลาด  ที่จะยอมให้  สิ่งต่าง ๆ ไหลไปมาหาสู่กันได้

การเกิดขึ้น  การทำงานของสิ่งต่างๆ  ที่สามารถทำงานได้อย่างเอกเทศ  ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป  แต่เครื่องมืออะไร   ที่จะมาเป็นตัวกลาง  หรือกลไกให้เกิดการเชื่อมต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

API หรือ Application Programming Interface  คือ หนึ่งส่วนในคำตอบนั้น  แต่ยังขาดสิ่งสำคัญอยู่อีกมาก

Standard Service Highway หรือที่ภาษาตลาดไอที เรียกว่า  Enterprise Service Bus (ESB)  ที่แปลว่าทางเชื่อม  การให้บริการสำหรับองค์กร  สำหรับธุรกิจ  ที่เป็นนวัตกรรมสำคัญที่ปัจจุบันได้มีการผลิตออกมาจากหลายค่ายจากประเทศต่าง ๆ

ที่มาภาพ : http://www.luponventures.com/business-solutions/enterprise-service-bus

วันนี้ iSTEE & Samong Framework คือ  หนึ่ง  ในผลงานนวัตกรรมค้นคว้า  ที่เป็นไปมากกว่า ESB  แต่ยังมีความสามารถลึกลงไปถึงการฝังลงไปองค์ประกอบหนึ่งของ  ระบบ Service ย่อยๆ

iSTEE & Samong framework จึงเป็นเครื่องมือพิเศษ  แห่งยุคในการพัฒนาระบบแอพพลิเคชันขนาดใหญ่

ผลงานการพัฒนาชิ้นนี้  จึงเป็นการคิดการใหญ่  ไม่คิดเล็กแค่เพียงการสร้าง Solution เป็นชิ้น ๆ   แต่เรามีแนวคิด หลักคิดที่ใหญ่กว่า  ว่าอะไรคือวิถีแห่งอนาคต    ประกอบกับการเลือกวิธีการทีมีประสิทธิภาพ   จึงทำให้เรามั่นใจว่า  นี่คือ  กลไกขับเคลื่อนการพัฒนางานไอทีที่ต้องจับตามอง

คิดใหญ่ไม่คิดเล็กในครั้งนี   ด้วยวิธีคิดที่ดี   วิธีการลงมือทำที่ถูกต้อง   จึงเป็นอีกหนทางรอด  สำหรับไทยแลนด์  4.0

อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ESB :

http://www.luponventures.com/business-solutions/enterprise-service-bus

ESB Software (Enterprise Service Bus Software)

 

Digital Transformation Strategies

ยุทธศาสตร์ การพลิกโฉมสู่สิ่งแวดล้อมใหม่  ดิจิตัลเต็มรูปแบบ 

คืออะไร

  • คือ  การปรับเปลี่ยนไปสู่สิ่งแวดล้อมใหม่  รูปแบบสังคมใหม่ที่ถูกบังคับให้เปลี่ยนไปตามกระแส  ที่แรง  ที่ยากต่อการต้านทาน  แต่สามารถปรับตัวให้อยู่กับมันเข้ากับมันอย่างเหมาะสมกับตัวเราได้

ทำไม

  • เพราะ  จำเป็นจะต้องสร้างความสามารถในการแข่งขัน  เพื่อความอยู่รอด  ของระดับปัจเจกบุคคล  องค์กร  หน่วยงาน และประเทศชาติ

ระดับความรุนแรง  ความเร็ว  อัตราของการพลิกโฉม

  • ประเทศผู้นำจะรวดเร็ว  3 – 4 ปีที่โลกจะเปลี่ยนไปมาก
  • ประเทศผู้ตาม   อาจจะใช้เวลา กว่า 20 ปี

เป็นเรื่องของใคร

  • ทุกคน  โดยเฉพาะบุคคลระดับผู้นำองค์กร  ผู้นำประเทศ

กรอบ

กรอบ  หรือความกว้างขวาง  ขึ้นอยู่กับลักษณะขององค์กร   เช่น  ประเทศก็จะต้องทำให้กว้างขวางครอบคลุม   บริษัท  ก็ต้องครอบคลุมทั้งบริษัท   มหาวิทยาลัยก็ต้องครอบคลุม มหาวิทยาลัย

และต้องสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางของประเทศ   แต่โดยรวมการทำ   DTS   จะต้องเป็นการขับเคลื่อนกันไปพร้อม ๆ กันในหลายด้านคือ

  • Human
    • กล่าวคือ คนจะต้องเปิดรับ  เตรียมพร้อม  ศึกษา  ฝึกฝนปรับตัวสู่ สิ่งแวดล้อม  การทำงาน การดำรงชีพแบบใหม่
    • บทบาทของแต่ละคนในสังคม
  • Process
    • ที่หมายถึงกระบวนการขั้นตอนของงาน ระเบียบการใด ๆ
    • ไปจนถึงกระบวนการในเชิงการผลิต ทั้งภาคเกษตรกรรม  อุตสาหกรรม  และบริการ
    • ที่การผลิตในอุตสาหกรรม จะมีการเปลี่ยนระบบของเครื่องจักร  การป้อนข้อมูล  การตัดสินใจ  กรวัดผลประสิทธิภาพ
    • การควบคุม จะมีการควบคุมจากทางไกล
    • จะมีการลัดขั้นตอน ลัดจำนวนคนที่ไม่จำเป็นออกไป  คงเหลือเฉพาะเท่าที่จำเป็น  และจะยิ่งทวีคูณเพิ่มไปเรื่อย ๆ
    • เช่นกัน กับกระบวนการการผลิจทางการเกษตร
  • Technology
    • เทคโนโลยี ที่เริ่มต้นจาก  ความรวดเร็วของการสื่อสาร  ความรวดเร็วในการทำงานของอุปกรณ์จำพวก โปรเซสเซอร์  คอมพิวเตอร์
    • งานที่เคยยาก จะง่ายขึ้น
    • งานใหญ่ ๆ จะถูกจับลงไปในเครื่องมือขนาดเล็กขึ้น ทั้งมือถือ  หรืออุปกรณ์ที่อาจจะสามารถฝังตัวลงในมนุษย์
    • มีผลกระทบต่อกระบวนการ (Process) ทำให้สั้นลงเร็วขึ้น
    • เช่น
      • ด้านการผลิต
      • ด้านการจนส่ง Logistic การส่งสินค้า
      • ด้านการเงิน
      • ด้านการบริการ
    • Communication
      • ที่เป็นต้นเรื่องของดิจิตัล
      • การสื่อสารทางมือถือ ทางอินเตอร์เนต
      • การสื่อสารกันเองระหว่างอุปกรณ์
      • รวมไปถึงการสื่อสารเชิงนโยบาย และวิธีการสื่อสารที่จะต้องปรับเปลี่ยนไป

เปลี่ยนแปลงรุนแรงอย่างไร

  • กระแสของโลก  การแข่งขัน   ทางเศรษฐกิจ  เศรษฐกิจที่อ่อนแอจะถูกบีบบังคับให้จำต้องเดินไป    เกมส์ถูกกำหนดด้วยผู้นำทางด้านเทคโนโลยี   ผู้ตามก็จำเป็นต้องตามอย่างไม่สิ้นสุด

สถานการณ์ประเทศไทย

  • เป็น “ผู้ตามชั้นนำ”  ของโลก คือ  ตามติดทุกเทคโนโลยี  ทุก ๆ กระแส  แต่ไม่ค่อยจะสำเร็จ  หรือศึกษาแบบเจาะลึก  จึงไม่สามารถสร้างผลงานระดับโลกได้
  • สถานการณ์ที่วิเคราะห์โดยรัฐบาล
    • การกระจุกของรายได้
    • กับดักรายได้ปานกลาง
    • ขาดความแข็งแกร่งจากภายใน
  • ขาดผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เข้มแข็ง ไม่มีของ  ไม่มีเครื่องมือ
  • ความล่าช้าของระบบ
  • กระบวนการการคัดเลือก แบบประกวดนางงาม สวย  กินได้  แต่ไม่ยั่งยืน
  • แข่งกันเดิน แย่อยู่แล้ว  จึงซ้ำร้ายหนักกว่าเก่า

จะทำอย่างไร  ทางรอด  พลิกสถานการณ์

ระยะสั้น

  • ทบทวนสถานการณ์ ตำแหน่งทางธุรกิจ  ทางยุทธศาสตร์  ทางเดินในอนาคต
  • เลือกใช้พลังจุดแข็งที่มี ก้าวอย่างรวดเร็ว  กระจายสู่ระดับโลก  เปลี่ยนแปลงสู่การสร้างรายได้  การขาย
  • ตัดสินใจทางเลือก การส่งเสริมเทคโนโลยี  ที่ใช่  ที่ถูกต้องส่งเสริมอย่างเต็มที่   เช่น
    • การส่งเสริมในระดับสายอาชีพ ปวช ปวส
    • แต่ก็ต้องส่งเสริมเทคโนโลยีขั้นสูงในระดับอุดมศึกษา
    • การศึกษาออนไลน์

ระยะกลาง

  • สร้างกลุ่มผู้ชำนาญการเฉพาะกิจ  การส่งเสริมเทคโนโลยี   สร้างเทคโนโลยีต้นแบบสายพันธุ์   เฉพาะกิจด้านเพื่อเร่งการสร้างงาน  รายรายได้  สร้างเศรษฐกิจ

ระยะยาว

  • การศึกษาที่ถูกต้องสำหรับประเทศ
  • ความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร  การส่งเสริม  แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี  ที่จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง

โดยใครที่ต้องรับผิดชอบ

  • ทุกระดับ   ที่จะต้องตื่นรู้  เข้าใจปัญหา  เข้าใจบทบาท
  • ต้นคิดนโยบาย
  • ผู้สร้าง
  • ผู้ใช้
  • รัฐบาล
  • หน่วยงานผู้รับผิดชอบ

จะเริ่มต้นเมื่อไหร่

  • ทันที

ทรัพยากรที่จำเป็น

  • บุคคลากรขององค์กร
  • บุคคลากรชำนาญกลางส่วนกลาง
  • งบประมาณ  สำหรับ  เทคโนโลยี   สำหรับพัฒนาบุคคลากร
  • เครื่องมือที่ใช่

เครื่องมือ

  • รูปแบบแนวคิดการบริหารที่ถูกต้อง
  • แพลตฟอร์มที่ใช่ การทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์ม  เพื่อเสริมพลังต่อยอด
  • นวัตกรรมใหม่ แบ่งปัน  ใช้ช่วยกัน  เพิ่มอัตราเร่งเสริมแกร่ง

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม

  • การเคลื่อนย้ายองค์กรจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง  ตามแผนภาพ

ข้อเสนอจาก  สมองไทยแลนด์

  • ปลุก – สร้างสังคมตื่นรู้   ยุติการไล่ล่า
  • แก้ไข – ราชการ  เครื่องยนต์ขับเคลื่อน  กระบวนการราชการ
  • กำลังหนุน – ภาคเอกชน
  • อุด – รอยรั่วของกระแสเงิน  รอยรั่วของนักวิชาการ  ผู้เชี่ยวชาญ
  • หมุนเวียน – การซื้อขายแลกเปลี่ยน กระตุ้นเศรษฐกิจภายใน
  • สร้าง – กองกำลังเจาะลึก  สร้างอาวุธ  สร้างนวัตกรรม
  • แบ่งปัน – ถ่ายทอด  ใช้เทคโนโลยีเพื่อสังคม  ขยายกองกำลัง
  • เข้าตี – เดินหน้า  ก้าวหน้าด้วยแนวทางที่ชัดเจนอย่าง
  • ป้อมปราการ – สร้างเทคโนโลยีของตนเอง
  • ทบทวน – ขยายกำลังความสามารถเทคโนโลยี

คลิกเพื่อรับชมคลิป https://www.facebook.com/paipatamp/videos/1462862540459971/