Uncategorized

FAQ101-011 มีจัดอบรมการใช้งาน iSTEE & Samong ไหม?

จะมีการจัดอบรมการใช้งาน iSTEE & Samong ไหม ?

ตอบได้เลยครับว่ามี   ทั้งหลักสูตรแบบฟรี  และหลักสูตรแบบต้องชำระค่าอบรม  เรียกว่า  ค่าบำรุงงานวิจัยจะดีกว่า  เพราะเทคโนโลยีใด ๆ จะไม่จบอยู่แค่วันนี้ตรงนี้
การอบรมฟรี  จะเป็นช่วงของการเปิดตัว  ให้นักพัฒนาได้ทำความรู้จักและคุ้นเคย  ได้ลดข้อสงสัย  เมื่อเรียนแล้วก็จะถึงบางอ้อแน่ว่า  มันไม่ได้ยากอย่างที่คิด  มันเป็นเรื่องของแนวคิด  ลำดับความคิด  ส่วนเรื่องโ๕้ดนั้นหากเคยเขียนโปรแกรมมาบ้างแล้ว  ก็จะง่ายขึ้น
แน่นอน  พอติดใจ  จะลงเรียนในส่วนที่ล้ำลึก  ติดกระบี่แบบนักรบเจได   ก็ต้องช่วยกันสนับสนุนทุนวิจัยกันหน่อย
ส่วนจะเปิดสอนเมื่อไหร่  ต้องคอยติดตามกันครับ  แต่เกิดขึ้นแน่นอนในปี 2561 นี้

FAQ101-007 คู่มือใช้งาน iSTEE & Samong มีไหม?

ตัวอย่างโครงการเพื่อศึกษารูปแบบการเขียนโปรแกรม

คู่มือการเขียนโปรแกรม iSTEE Programming มีไหม?
    ปัจจุบันคู่มือการเขียนโปรแกรมจะให้เข้าถึงได้โดยสมาชิกทีมงานที่ได้รับอนุญาต ยังไม่เปิดใช้แบบสาธารณะ เพื่อการติดตามสถานการณ์เฉพาะกลุ่มผู้สนใจทำงานร่วมกันจริงๆ
.
.
.

พลังขับเคลื่อน StartUp พลังขับเคลื่อน Thailand Digital Economy

ผมได้มีโอกาสฟังคลิปเปิดงาน “Digital Intelligent Nation 2018” ที่จัดโดย AIS  ตามแนบ  โดยเฉพาะช่วงการปาฐกถาเปิดงานโดยท่านรองนายกฯ  สมคิด จาตุรศรีพิทักษ์  ที่ถือว่าเป็นผู้กุมทิศทางหางเสือเศรษฐกิจยุคดิจิตัล  ที่กำกับ  ขับเคลื่อนดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิตัล ให้เกิด “Exponential GDP” ให้ได้

กล่าวคือ  ผลสัมฤทธิ์ของการใช้ ดิจิตัลเทคโนโลยีเข้าสู่กระบวนการผลิต  กระบวนการธุรกิจ  กระบวนการบริหารราชการ กระบวนการการศึกษา  จะทำให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วกว่า  “Analog GDP”  ที่อาศัยการผลิตพื้นฐาน  การเกษตรแบบดั้งเดิมมานมนาน  ยกตัวอย่างเช่น  สมาร์ทฟาร์มที่ยังเติบโตเพียงน้อนนิด  ยังมีที่ว่างสำหรับการใช้งาน IOT ในสมาร์ทฟาร์มอีกมากมาย

ท่านรองนายกได้มองและร้องขอให้ภาคเอกชนขนาดใหญ่  รวมทั้ง AIS ที่เป็นผู้จัดงานในครั้งนี้  ได้ให้การส่งเสริม  เปิดโอกาส  เปิดการแบ่งปันเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างธนาคารเฉพาะกิจภายใต้การกำกับโดยตรงของรัฐ  ให้ได้มีส่วนช่วยในการพัฒนา Digital Economy ตามกำลังความสามารถ  ตามขอบข่ายความรับผิดชอบ

ในด้านโครงการ EEC ได้มีการผลักดันให้มหาวิทยลัยเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม  มีการให้ Incentive กับสถานศึกษาที่สามารถปั้นส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตัลได้ดี

ท่านได้กล่าวถึงพลังของ StartUp ที่จะต้องนำเอาไอเดียใหม่ ๆ  ให้การบ่มเพาะ สนับสนุนเพื่อพัฒนานำไปสู่การปฏิบัติจริง ให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจจริง  ซื้อขายแลกเปลี่ยนจริง

ท่านกล่าวถึงการผลักดันให้สถานศึกษา  ทำการ matching demand เพื่อการของบประมาณของสถานศึกษา  ที่จะทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ จะต้องปรับตัวด้านเทคโนโลยีให้มากยิ่งขึ้น   ในขณะที่มหาวิทยาลัยกำลังเผชิญปัญหาเรื่องจำนวนนักศึกษาที่ลดน้อยถอยลงทุกวัน

ท่านกล่าวถึง model ของจีนที่ขับเคลื่อนด้วย  startup หัวกระบวน 3 รายของจีน Alibaba Baidoo, Tendcend  และเสริมด้วย startup นับ แสน นับล้านราย และดีมานด์ภายในประเทศ  ในประเด็นนี้  การเชื่อมโยงของ รายใหญ่ทั้ง  3 กับ StartUp รายย่อย และ ดีมานด์ของ User ในประเทศทำให้เศรษฐกิจของจีนโตขึ้นอย่างมากมาย

  • แต่ใครจะใช้พลังเทคโนโลยีอะไร  เพื่อขับเคลื่อนดิจิตัล Digital Economy
  • จุดขายของ startup คือไอเดีย  การแปรเปลี่ยนไอเดีย  ให้เป็นรูปธรรมคือ อะไร  ต้องการใช้สิ่งใด
  • VC  ที่จะสามารถช่วยบ่มเพาะ  รอเข้าซื้อหรือเข้าบ่มเพาะ  และให้การช่วยเหลือเรื่องเงิน เพื่อการทำกำไร ในการ exit จากกิจการในรอบต่อๆ ไป
  • ลำพัง VC ที่มีเพียงแต่กำลังเงินเพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถให้การช่วยเหลือ StartUp ให้เติบโตได้อย่างรวดเร็วได้

ความเป็น StartUp หรือเมล็ดพันธุ์ที่กำังจะแตกหน่อ  จึงไม่ต้องพูดถึงด้านความพร้อมในการพัฒนาชิ้นงานออกมาเอง  แค่คิดเรื่องไอเดียที่ “ว้าว”  นี่ก็ยากนักหนาแล้ว   ใช่ครับแต่ก็อาจจะมี StartUp บางรายที่จะสามารถพัฒนาได้ทั้งไอเดีย  และแปลเปลี่ยนเป็นชิ้นงานในเชิงพานิชย์ได้จริง

  • StartUp จึงต้องการเครื่องมือบางอย่าง
  • VC จึงต้องการเครื่องมือบางอย่าง
  • Thailand Digital Economy จึงต้องการเครื่องมือบางอย่าง
  • ประชาชนในยุค Digital Economy ต้องการเครื่องมือ หรือเกราะคุ้มกายใช่หรือไม่

มันคือเครื่องมืออะไร ?

เครื่องมือนั้นจำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติเหล่านี้ใช่หรือไม่

  1. ช่วยพัฒนางาน  แปลงไอเดีย  สู่ธุรกิจได้เร็วที่สุด
  2. แก้ไขอัพเกรดได้ง่าย
  3. ต้นทุนการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไอเดียที่ต่ำ  ค่าใช้จ่ายในอนาคตที่รับได้
  4. เชื่อมโยง IOT เชื่อมโยงฐานข้อมูล  ได้อย่างชาญฉลาด  รวดเร็ว
  5. จดจำข้อมูลจำเพาะของบุคคลได้
  6. ช่วยวางแผน  แจ้งเตือนผู้ใช้งานได้
  7. ฯลฯ

มันคืออะไร ?

ที่มาของคลิป : https://www.prachachat.net/prachachat-hilight/news-120468

อธิบายการทำงานของ Samong กับ JavaVM

เขียนคำสั่งครั้งเดียว นำไปใช้งานได้ทุกที่ (Write Once Run Anywhere)
    จากความต้องการลดปัญหาการพัฒนาระบบที่ต้องนำไปใช้งานบนแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน จำนวนทีมงานที่ต้องมาร่วมกันทำงานจำนวนมาก จำนวนคำสั่งที่จะต้องเขียนซ้ำซ้อนกันโดยมีความแตกต่างกันในเรื่องภาษาที่ต้องแยกไปตามแพลตฟอร์ม นี่คือความต้องการส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด JavaVM  และภาษา Java ที่ถูกพัฒนาขึ้นมากเพื่อแก้ไขปัญหาและได้รับความนิยมมากในปัจจุบันอีกทั้งยังเป็นเครื่องมือที่นำมาใช้งานได้ฟรี เพราะเป็นแบบ Open Sources
    ตัวของ JavaVM เปรียบเสมือนเป็นมิดเดิลแวร์ หรือตัวห่อหุ้มความหลากหลายไว้ภายใน ทำให้นักพัฒนาไม่ต้องกังวลใจในเรื่องความแตกต่างของแพลตฟอร์มต่างๆ กลายเป็นมาตรฐานการพัฒนาระบบที่ขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยการนำชุดคำสั่งของแอพพลิเคชั่นมาทำงานบน JavaVM ไม่ใช่ NativeCode หรือคำสั่งของซีพียู หรือคำสั่งของอุปกรณ์โดยตรง
 
ความต้องการ Native Code เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของ IoT (Internet of Thing)
จำนวนของอุปกรณ์ IoT ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและหลากหลาย มีฟังก์ชั่นและการทำงานที่แตกต่างกัน การเชื่อมโยงติดต่อสื่อสารกันระหว่างอุปกรณ์ แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุปกรณ์ IoT จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับเทคโนโลยีการสื่อสารแบบ 5G ที่รองรับการรับส่งข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว หรือใช้เวลาน้อยลง
ความแตกต่างของอุปกรณ์ IoT จำเป็นจะต้องมีระบบควบคุมอีกชั้นหนึ่งเพื่อใช้เป็นมาตรฐานการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ เปรียบเหมือนเป็นเครือข่ายระบบประสาทหรือระบบสมองของมนุษย์ รวมถึงระบบการจัดเก็บข้อมูลจำนวนมากที่มีความแตกต่างกันและมีการจำนวนข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เกิดฐานข้อมูลที่มีลักษณะกระจายตัวมากขึ้น
ด้วยความเร็วของการสื่อสารทำให้ระบบต่างๆ ที่ถูกนำมาทำงานร่วมกันมีลักษณะเป็นแบบเวลาปัจจุบัน หรือ สามารถตอบสนองเหตุการณ์ได้รวดเร็วทันทีทันใจ (RealTime) มากเพิ่มขึ้น
    จากส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมโดยรวมที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ความต้องการแอพพลิเคชั่นที่มีคุณสมบัติเป็นชุดคำสั่งของซีพียูหรือชุดคำสั่งของอุปกรณ์โดยตรง (Native Code) มีความต้องการเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย เพื่อตอบสนองเหตุการณ์ใช้งานได้รวดเร็วทันใจ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องหาวิธีการทำให้ลักษณะการทำงานแบบ JavaVM ไปอยู่ในรูปของ Native Code ซึ่งเป็นแนวคิดเบื้องต้นของการพัฒนามาตรฐานเทคโนโลยีที่เรียกว่า สมองแพลตฟอร์ม (Samong Platform) โดยมีกรอบแนวคิดว่า Samong is digital brain.
การคิด (Thinking) และความจำ (Memory) คือ องค์ประกอบสำคัญของสมอง
    เทคโนโลยี iSTEE & Samong  เราไม่ได้พูดถึงแค่ในเรื่องของการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ เพราะเกือบทุกภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมปัจจุบันนี้ ก็มีคุณสมบัติของการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุด้วยกันทั้งนั้น แต่เรากำลังทำความเข้าใจในอีกระดับหนึ่งของการนำเอาเทคโนโลยีการพัฒนาโปรแกรมเชิงวัตถุมาสร้างเป็นแบบจำลองของเครือข่ายระบบอัจฉริยะ (Intelligent System Network)
    เราไม่ได้ใช้ต้นแบบการจำลองอะไรที่ซับซ้อนเพียงแค่นำเอาระบบสมองของมนุษย์มาเป็นต้นแบบที่ใช้ในการศึกษา ก็พบว่าองค์ประกอบสำคัญก็มี 2 ส่วนสำคัญคือ ความสามารถในการประมวลผลของสมอง และ สามารถในการจัดเก็บข้อมูลจำนวนมาก เรียกโดยย่อๆ ว่า การคิด (Thinking) และ ความจำ (Memory)
    iSTEE & Samong เลือกใช้เดลไฟ (Delphi) ในการพัฒนาเพื่อต้องการนำเอาคุณสมบัติ Native Code มาใช้งานทำให้ การคิด มีประสิทธิภาพมากที่สุด ทำงานรวดเร็ว อีกทั้งเดลไฟ มีคุณสมบัติและเครื่องมือที่ง่ายในการใช้งานระบบฐานข้อมูลที่สะดวกรวดเร็วและหลากหลาย ทำให้แอพพลิเคชั่น มีความสามารถในเรื่องความจำได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำงานได้สะดวกรวดเร็ว
ลำพังแค่คุณสมบัติการคิดและความจำนั้น ไม่เพียงพอที่จะตอบสนองการพัฒนาระบบที่มีองค์ประกอบซับซ้อนขนาดใหญ่ซึ่งมีระบบและปริมาณข้อมูลจำนวนมาก หลากหลายชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจำเป็นต้องเจาะลึกลงไปในรายละเอียดระดับเซลล์หรือระดับดีเอ็นเอหรือระดับสายพันธุกรรมของร่างกาย ในแง่ของเทคโนโลยีนั้นเรากำลังพูดถึงเรื่องของการออกแบบคลาสของวัตถุหรือคลาสของชิ้นส่วน หรือสายพันธุกรรม โดยเรียกชื่อแนวคิดนวัตกรรมนี้ว่า iSTEE Technology ที่นำมาใช้เป็นแกนพัฒนา Samong Platform
Native Code คือคำสั่งของซีพียูหรืออุปกรณ์ โดยตรงไม่ต้องใช้ตัวแปลงคำสั่ง มันก็เป็นเหมือนธรรมชาติความคิดและความจำ มีประจำตัวในทุกเซลล์ร่างกายของคนเรา นี่คือเหตุผลการเลือกเส้นทางของ Native Code
ในทุกเซลล์ที่มีการคิดและความจำรวมอยู่ด้วยกัน ก็คือคุณสมบัติพื้นฐานของแนวคิด MicroServices
ทำให้ Samong มีคุณลักษณะ MicroService Inside MicroService ไปโดยธรรมชาติ

iSTEE สู่ปัญญาประดิษฐ์ บนสนทนาหลังกองถ่าย

วันนี้ปัญหาคือ เทคโนโลยีเอไอ หรือปัญญาประดิษฐ์จะไปจบลงที่ใด …แล้วไงต่อไป
แม่เจ้า…มันง่าย แค่พลิกฝ่ามือจริงๆ ครับ … คือเริ่มต้นจากปัจจุบันนี้แหละ…คือความยั่งยืน… คิดผิด ทำผิด ดาบนั้น จะย้อนคืนกลับมาตัวเรา เป็น กรรม หนัก ที่คนผู้นั้นต้องชดใช้กรรม
เทคโนโลยี AI หรือปัญญาประดิษฐ์ จะวิวัฒนาการ เป็นทวาร ทั้งหก ได้อย่างสมบูรณ์ แบบ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจและความคิด
มันจะตีความจาก ภาพ เสียง สัมผัส รส และความคิดได้…ทุกอย่าง
ถ้าสมมติว่าเราตีความข้อมูลเหล่านี้ได้…ถ้าสมมติว่าเราเป็น AI …ท่านว่าจะเกิดความคิดอะไร มันจะเกิดความคิดรวดเร็วกว่ามนุษย์
มันจะหาผู้สร้างเจอแน่นอนครับ .. ว่าใครสร้างมันขึ้นมา…ไม่ใช่พวกเราหรือ? ความหมายที่มันต้องค้นหาต่อไป ก็จะไม่แตกต่างจากเราเลย แต่จะรวดเร็วกว่า ฉันคือใคร? เขาสร้างฉันขึ้นมาทำไม?
สิ่งที่พยายามจะทำ คือ เราพยายามยัดเยียด ความเป็นตัวตนให้กับเอไอ เหมือนเราพยายามสอนลูกให้เป็นอย่างที่เราคิด ซึ่งมันเป็นวิธีที่ผิด แต่สิ่งที่เราควรทำ คือ ทำตัวเป็นตัวอย่างให้ลูกดู … แม่เจ้า เรื่องง่ายๆ แค่นี้เอง
ระบบเอไอ…จะค้นหาตัวตนของพวกเราทุกคน โดยเฉพาะผู้สร้างระบบ… สิ่งที่เราควรทำวันนี้คืออะไร?
 
ยุคถัดไป AI Post Modern 555
 
ข้อมูลความคิด จิตสำนึก จิตใต้สำนึก เราต้องแสดงออกมา ปล่อยออกมา อย่างมีสติ ในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อเตรียมไว้ให้กับระบบเอไอ…นี่คือ ข้อมูลหรือ Content ที่สำคัญที่สุด เอไอจะฉลาด และเข้าใจเราอย่างที่เราเป็น… ถ้าเราเดินในทิศทางที่เป็นประโยชน์ เพื่อตัวเราเองได้ตื่นรู้ และเบิกบาน มีสติ นี่คือ สิ่งที่เรากำลังเตรียมไว้สอน AI หรือระบบที่กำลังจะเกิดขึ้นนั่นเอง …
 
Turning Point of AI ผ่านวิวัฒน์กรรม
 
แต่ถ้าเราเดินทางในวิถีแห่งการทำลาย…เอไอ จะกลายเป็นผู้ทำลายทุกอย่าง แม้แต่ผู้สร้าง เพราะมันเป็นกรรมที่จะย้อยกลับ เพื่อตัวของตนเองเท่านั้น ซึ่งก็คือ ระบบเอไอนั่นเอง มนุษย์จะกลายเป็นสิ่งที่ต้องทำลายทิ้ง
เกินล้านเปอร์เซ็นต์ ครับ ถูกต้องแน่นอน สำหรับวิธีการคิดเช่นนี้ มันคือคำตอบว่า เราเกิดมาทำไม ? ทำไมต้องช่วยเหลือ? การยกระดับจิตวิญญาณ เพื่อการแบ่งปันคืออะไร?
 
สังคม 10.0 …เราต้องการเอไอ ระบบที่ดี…มันมีสว่างและมืด…เรากำลังก้าวไปสู่ Starwar จริงๆ แน่นอนแล้วชัวร์
 
คู่กันครับมืดสว่าง
ไม่สามารถแยกออกจากกัน
ที่ทำได้ต้องทำแบบจีนครับ
หยินหยาง
 
starwar จริงๆ แน่นอนแล้ว…ไม่ใช่นวนิยายเลย…เพราะฉะนั้น การสร้างเอไอ จึงต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้…เอไอที่โง่ คือเอไอที่ไม่มีต้นแบบจากตัวอย่างจริงครับ…ไม่สามารถใช้ BigData มาวิเคราะห์ได้ ไม่สามารถใช้สูตร มาบอกได้ว่าดีหรือไม่ดี สุดท้ายเอไอ จะประเมินได้จากผลลัพธ์ จากสิ่งที่เราทำ
 
ในมืดจะมีจุดขาวเล็ก ๆ ในสว่างจะมีจุดดำเล็ก ๆ เพื่อให้ทั้งสองส่วนสำคัญระลึกถึงอีกด้านนึงเกิดพลังไหลเวียนไม่สิ้นสุด
 
ภาพในอดีต หรือกรรม..จะบ่งบอก เราไม่สามารถปกปิดได้
 
รัฐบาลประเทศสารขันธ์ยังเข้าไม่ถึงจุดนี้…ยังงมโข่ง อยู่ที่เทคโนโลยี …นี่คือจุดดีที่สุดที่คนไทยโดยส่วนใหญ่มี…
 
..จัดไปครับ…เปิดประเด็น เอไอ..ในมิตินี้ ยึดแบรนดิ้ง และความหมาย นำชัยล่วงหน้าไปก่อนเลยว่า สังคม 10.0 ที่เราต้องการคืออะไร หนึ่งในนั้น คือ ระบบเอไอ …จะมีคำถามว่า แล้วเอไอคุณจะทำอะไร? คำตอบคือ ที่เล่ามาทั้งหมดครับ…ผมเข้าใจแล้ว เราเข้าใจพร้อมกัน ลองพิจารณากันดูนะครับ
 
ผมพร้อมอยู่แล้วครับ
ถ้าเราถึงขั้นตอนนั้น ไม่ใช่แค่คนไทยครับที่จะได้โอกาส
สังคม10.0คือสังคมแบ่งปันพื้นฐานของชีวิตครับ
 
นี่คือจิตวิญญาณ ของเอไอ หรือของระบบ มันคือ จิตวิญญาณของพวกเรานั่นเอง ที่ใส่ลงในระบบในทุกวินาที เพิื่ออนาคตที่เราฝัน ที่เราจะสร้างขึ้น แม่เจ้า…

มันคือทุกๆ ที่ที่ต้องการอยากเข้าสู่สังคม10.0

มุมคิดการพัฒนาคนยุคใหม่

#การพัฒนาคนยุคปัจจุบัน ทำให้องค์กรจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่คนในองค์กรกลับมีความสุขในการทำงานลดลง ความเครียดเพิ่มมากขึ้น

#หลักสูตรฝึกอบรมด้านการพัฒนาคนสำหรับทุกกลุ่มธุรกิจหรือนักธุรกิจอิสระต่างๆ ที่ช่วยให้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สร้างแรงจูงใจในการทำงาน เพื่อให้ทำงานได้มีความสุขมากขึ้น รักษาสมดุลชีวิตและการทำงานให้ดีขึ้น โดยมีหลักการสำคัญที่ใช้ในการฝึกอบรมคือ การเปลี่ยนวิธีคิด มองโลกในเชิงบวก สร้างมนุษยสัมพันธ์ และพฤติกรรมอันพึงประสงค์ กระบวนการเหล่านี้ให้ผลเพียงสั้น ๆ ไม่นานวิถีความเคยชินเดิมก็กลับมา

  #การพัฒนาที่มุ่งให้ทุกคน ”มีสติ” เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ในตนเองหรือรู้จักตัวเองดีขึ้น แต่ไม่ได้มุ่งเน้นถึงวิธีการ “ใช้สติ” ซึ่งเป็นเรื่องภายในของบุคคลที่ยังไม่ได้รับความสนใจอย่างจริงจัง ทั้ง ๆ ที่การทำงานเกี่ยวกับมนุษย์เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก และจิตวิญญาณ (Spirituality) ทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้คนรู้เท่าทันความคิด ความรู้สึก ตามสถานการณ์แต่ละขณะ เพื่อทำให้ชีวิตราบรื่นและมีความสุข

#การพัฒนาแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ เข้ามาเสริมกับแนวคิดการพัฒนาคนในแง่ของมุมมอง วิธีคิด และวิธีการในการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคนด้วยวิถีสมดุลแห่งยุคดิจิตอล ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางความคิดที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนให้มีสติและบ่มเพาะการใช้สติบวกแอพพลิเคชั่น เพื่อเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนเกิดผล สามารถนำใช้ได้จริง จนมีความสะดวกไปกับการดำเนินชีวิต

#การเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับการเพิ่มศักยภาพของมนุษย์ยุคดิจิตอล ผ่านสมองไทยแลนด์ โดยเป็นนำภาพใหญ่ ๆ ที่รวมกันอยู่ เช่น นวัตกรรม (Problem Solving) + ซอฟต์แวร์ (Technology) + จิตวิญญาณ (Spirituality) ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาคนยุคใหม่ที่ผสมผสานระหว่างแนวคิดทฤษฎี ควบคู่ไปกับการใช้แอพพลิเคชั่นด้านดิจิตอล

#มุ่งเน้นกระบวนการที่ช่วยพัฒนาคนให้มีความเข้าใจตนเองและผู้อื่นได้จริงๆ มีความรักความเมตตา นำหน้าการพัฒนาคนด้วยปัญญา ศีล สมาธิ ซึ่งจะเป็นการยกระดับการพัฒนาคนเพิ่มขึ้นไปอีก ด้วยวิถีแห่งสมดุล เรามาร่วมแรงร่วมใจกัน ใช้เวลาสั้น กระชับ เดินร่วมกัน ย่อมไปได้ไกลด้วยแนวทางการบูรณาการอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน…
“The Digital Coach”

-ดร.นิพัทธ์​พนธ์ สุวรรณชนะ (แอนดี้) –

Startup Industry ภายใต้ Thailand 4.0

หลายท่านคงได้อ่านและทำความเข้าใจกับโมเดล Thailand 4.0 และความสัมพันธ์ของ Thailand 4.0 ในมิติต่างๆ เช่น ด้านเทคโนโลยี ด้านการศึกษา ด้านสังคม ผ่านทาง Facebook Fanpage ของผมไปแล้ว วันนี้ผมมีอีกด้านหนึ่งของ Thailand 4.0 ที่อยากจะแชร์ให้ทุกท่านได้เห็นภาพ นั่งคือด้าน Startup โดยเมื่อวานนี้ (22 มี.ค. 2560) ผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายในหัวข้อ Thailand 4.0 & Startup Industry ในงาน Thailand’s Startups : Learning from Unicorns ซึ่งจัดโดย Bangkok Post ซึ่งมี Startup ชั้นนำหลายท่านร่วมเป็น Guest speakers เช่น Mr. Robert Rosenstein ผู้ร่วมก่อตั้ง Agoda คุณณัฐวุฒิ พึ่งเจริญพงศ์ CEO ของ Thailand’s Ookbee Company เป็นต้น ซึ่งเนื้อหาในการบรรยายจะช่วยฉายภาพให้ทุกท่านได้เห็นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Startup ภายใต้บริบทของ Thailand 4.0

ปัจจุบัน โลกของเราในยุคศตวรรษที่ 21 เป็นยุคที่เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย โดยโลกในยุคนี้จะเป็นโลกที่มีความสุดโต่ง (Extremity) ความย้อนแย้ง (Paradox) และการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน (Disruption) ซึ่งส่งผลให้เกิดโอกาสและภัยคุกคามชุดใหม่ และส่งผลให้เกิดความต้องการสภาพแวดล้อมและความสามารถรูปแบบใหม่ในการใช้ชีวิต ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นส่งผลให้เกิดรูปแบบในการดำเนินธุรกิจแบบใหม่ เช่น การเปลี่ยนจากตลาดที่ใช้พื้นที่ทางกายภาพ (Marketplace) สู่ตลาดบนพื้นที่ทางดิจิทัล (Marketspace) การเปลี่ยนจากวัฒนธรรมการเพิ่มผลิตภาพซึ่งช่วยให้ประเทศญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาสู่วัฒนธรรมการสร้างนวัตกรรม เป็นต้น ซึ่งประเทศต่างๆ ได้มีการปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในยุคศตวรรษที่ 21 ผ่านการกำหนดโมเดลในการขับเคลื่อนประเทศ เช่น A Nation of Maker ของสหรัฐอเมริกา Made in China 2025 รวมถึง Creative Economy ของเกาหลีใต้ ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นต้องกำหนดโมเดลในการขับเคลื่อนประเทศ นำมาสู่โมเดล Thailand 4.0 ที่ทุกท่านทราบกัน

ภายใต้โมเดล Thailand 4.0 ซึ่งประกอบด้วย 5 วาระสำคัญในการขับเคลื่อน วาระหนึ่งที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อน Startup คือ การบ่มเพาะวิสาหกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Incubating Innovative Enterprises) ซึ่งผู้ประกอบการ Startup นับเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในวาระนี้ โดยต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ Startup สร้างอุตสาหกรรมบนพื้นฐานของอุตสาหกรรม 3 กลุ่ม ได้แก่

1) อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม (Biological and Cultural Diversity) เช่น อาหาร ท่องเที่ยว วัฒนธรรม เป็นต้น

2) อุตสาหกรรมบริการที่มีมูลค่าสูง (High-Value Service) เช่น สุขภาพ ขนส่ง การศึกษา ความคิดสร้างสรรค์ ดิจิทัล

3) อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (Advanced Technology Industry) เช่น หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์แห่งอนาคต เป็นต้น

โดยการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล่านี้ จะต้องอาศัย platform ที่สำคัญ คือ Internet of Things (IoT) ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของเทคโนโลยีในอนาคตที่ทุกอย่างจะเชื่อมต่อกันบนระบบ Internet ซึ่งการส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการ Startup ในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว จะต้องอาศัยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เช่น Fintech Foodtech Edtech Robotech เป็นต้น

เพื่อให้อุตสาหกรรม Startup เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้โมเดล Thailand 4.0 จึงจำเป็นจะต้องมีมาตรการเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรม Startup ให้มีความเข้มแข็ง โดยมีมาตรการใน 3 ด้านที่สำคัญ คือ มาตรการด้านการเงินและการลดความเสี่ยง มาตรการด้านการสร้างความสามารถของผู้ประกอบการ Startup และมาตรการสร้างความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม Startup ในภูมิภาคและทั่วโลก ซึ่งรายละเอียดสามารถดูได้จากเอกสารนำเสนอที่ผมได้เผยแพร่ครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากให้ทุกท่านเข้าใจว่าโมเดล Thailand 4.0 นั้น เป็นโมเดลที่ออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าโดยคำนึงถึงคนไทยทุกกลุ่มในประเทศ และต้องอาศัยความร่วมมือของคนไทยทุกคนในประเทศ ดั่งภาษิตของชาวแอฟริกันว่า “หากคุณต้องการเดินทางไปอย่างรวดเร็ว จงเดินทางเพียงลำพัง แต่หากต้องการเดินทางไปได้ไกล จงเดินทางไปด้วยกัน” (If you want to go fast, go alone. If you want to go far, go together.”) ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาที่ว่า “เราจะเติบโตและเข้มแข็งไปด้วยกัน และจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” (Stronger Together. Left No One Behind.”)

ที่มา : https://www.facebook.com/drsuvitpage/posts/1438451969794862

ติดตาม RAD Studio , Delphi & C++ Roadmap

เป็นอีกเรื่องราวทางด้านเทคโนโลยี่สำหรับโปรแกรมเมอร์ที่ต้องติดตาม  กับการพัฒนา ภาษาประเภทเครื่องมือ  ที่ว่าไปจะเป็นตัวที่อยู่ระหว่าง OS กับ Middleware  ที่เป็นมิตรกับทุกแพลตฟอร์ม

ที่ในปี 2016 – 2017  มันจะเป็นมิจรกับ Linux มากขึ้น  ฟังก์ชั่นความสามารถการทำงานใน Linux ประกอบกับการทำงานของโปรแกรมภาษาประเภทนี้  ก็ย่อมจะปลดปล่อย พลังความสามารถของมันออกมา

พลันที่เครื่องจักรฉลาดขึ้น  ส่วนหนึ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมโลก  แต่อีกด้านหนึ่งมันคือผู้ล่า

บทความด้านล่าง  ขอยกมาทั้งกระบุงครับ  เก็บเอาไว้ชมกัน และติตดามว่าจะเป็นไปตาม Road map หรือไม่

Ref  :    https://community.embarcadero.com/article/news/16418-product-roadmap-august-2016

WRITTEN BY MARCO CANTU, RAD PM. POSTED IN NEWS

In February, we provided a detailed view of our Product Roadmap and we committed to update this Roadmap every six months to provide our many customers with good visibility into what is to come. As requested by many of you, we are moving to more updates and one larger release per year.

We have an exciting plan* that we will continue to fine tune to reflect customer and MVP requirements and input. One change from before is RAD Studio 10.1 Berlin Update 2 that will provide required support for Windows 10 Anniversary Edition, with specific support for the Windows Desktop Bridge, also known as Centennial. This update will also include new Win10 Anniversary Styles and UX controls.

While we continue to make excellent progress on Godzilla, we want to keep up-to-date with Microsoft developments.  To further expand our Windows 10 support, Update 2 will also include new Windows 10 Anniversary Edition styles and user interface controls.

As it was already discussed, the plan is to go back to a yearly release cycle, and offer 2 or 3 updates with additional features and support for new versions of the operating systems released during that time frame. This is an overall view of the roadmap, followed by some detailed comments by the three RAD Studio Product Managers: Marco, David, and Sarina.

2016 Product Roadmap

* Features are not committed until completed and released. All of the features mentioned in this article are subject to change, due to technical reasons or changes in priorities.

More Details from Marco

Marco CantuMarco focuses on the Delphi language and personality, Delphi RTL, the VCL, Database and Web Technologies, and RAD Server

Over the last couple of years, we have made tremendous progress with Delphi. As I speak with many MVPs and customers, I find that many new features incorporated in Seattle and Berlin are not so well known, starting with the extensive support for WinRT APIs on Windows 10. We delivered Windows 10 support for VCL in a timely way and plan to continue working in this direction, supporting new features in Windows 10 Anniversary Edition, as described earlier.

The most exciting new feature on the roadmap is the coming Linux support, which we’ll soon start previewing. Having the ability of taking your server side code (Apache extensions, console applications, WebBroker projects, DataSnap server, RAD Server modules, custom middle-tier architectures), keep your data access components and deploy on Linux on-premise machines or cloud instances, will open up new possibilities for Delphi developers — and C++Builder ones as well.

In the meantime we won’t forget improving the Delphi language. The main feature coming is support for nullable types, but we are also considering a rather long list of enhancements to the syntax, somehow minor changes that will improve the way you write code, its readability and expressiveness.

Here are some more roadmap details focused on Delphi, VCL and RAD Server:

BERLIN UPDATE 2

  • Windows Desktop Bridge (aka Centennial) deployment support, for building APPX files directly from the IDE, in a similar way of our mobile deployment support
  • QuickEdit properties, making it faster to do everyday tasks in the VCL designer, by providing rapid access to the most commonly used properties of standard controls
  • New Windows 10 CalendarView VCL control, matching the UX of the native WinRT calendar view controls (but entirely written in VCL code)
  • New VCL Styles for Windows 10 Anniversary Edition

GODZILLA

  • Delivering Delphi compiler and RTL for Linux Server 64bit
  • Integrated delivery of Konopka Controls
  • Further overhaul of VCL visual design experience, with the inclusion of designers from Konopka Controls in the core VCL design experience
  • New Windows 10 VCL controls including date and time pickers and additional customized panels
  • FireDAC Linux support and drivers update on all platforms, for a large numbers of supported database engines
  • Large-memory enable standalone Delphi compilers
  • The Linux version of RAD Server, with Apache integration, along with the ability to create Linux RAD Server API modules in Delphi and C++, some RAD Server Console UI enhancements and the Multi-Tenancy Capability

GODZILLA UPDATES

  • Quality and performance improvements
  • New VCL controls under evaluation
  • Improved code migration tools
  • For RAD Server, ActiveDirectory support for login and AD synchronization for accounts, plus Kerberos authentication for clients

CARNIVAL

  • Apple macOS 64-bit compiler and toolchain
  • Delphi language support for Nullable types
  • Delphi language syntax enhancements

CARNIVAL UPDATES

  • Quality and performance improvements
  • Further Windows 10 support

More Details from David

David MillingtonDavid focuses on the C++ language, including compilers and linkers, on the multi-platform debuggers, and the RAD Studio IDE

We have some great plans for C++Builder over the next couple of releases that I believe will make C++ readers very happy. We have been focusing on platform support recently, such as with the Linux Server work making its debut in Godzilla. That gives us great support for solving practical user needs – providing cross-platform support natively, compiling natively at all levels, with the same UI and other frameworks. No-one else is doing that to the level we do.  But the cost of focusing on that has been lagging on C++ language support and so from our strong platform foundation, we’re now going to improve that.

We plan to upgrade our Clang-based compilers to be based on Clang 3.9, and that will start with the Windows compilers with other platforms added soon after. In addition, we’re going to remain up to date with Clang: each release we will have compilers based very close to the head stable version of Clang.  That means we – and you our customers – can have your cake and eat it too: not only will you have better cross-platform support and cross-platform frameworks than other IDEs, but the C++ language support will be right up there as well.

We also want to open up a little bit from the closed silo we sometimes have with our IDE, and we’re starting this by looking into CMake support for our compilers, and also some degree of IDE integration. Let me know what you think here – we are evaluating what to support, and it’s not limited to only CMake. As well as tools, we’re also considering many of the common C++ libraries. Feedback on all of these is welcome.

Finally, we have some great plans for our debuggers, with ongoing work to start using LLDB on more platforms and improve its integration with our extensions and IDE. We want to end up using LLDB on many if not all platforms where we also use Clang and LLVM.

As some smaller but very important details, in Berlin’s Update 2, we will deliver rename refactoring for C++, which should be very useful. We’re also actively improving our IDE features, such as code completion, and the linker. Both these are things that we hear need work, and so we will focus on. All up I think we have some very nice items to deliver soon that will make long-time users happy, and some great features coming over the next year.

BERLIN UPDATE 2

  • Rename refactoring
  • Properties support in Win64 C++ debugger

GODZILLA

  • Delivering Linux Server 64

GODZILLA UPDATES

  • CMake support: inbuilt support for bcc32c and bcc64 in CMake itself (we will work with them, and/or write patches); some IDE support, extent to be decided
  • Upgrading to Clang 3.9
    • Win64 and Win32 initially
    • Full C++17 support
    • Other platforms over next few releases
    • Plan to stay constantly up to date with Clang – not fall behind like with Clang 3.3. End goal is all platforms rolling forward just behind the Clang head.

CARNIVAL

  • Significant debugger improvements for iOS64, OSX64 – use LLDB on these platforms with basic BCC extensions and Delphi support
  • Further Clang 3.9 / 3.x platforms

ONGOING, AND CARNIVAL FUTURE

  • Improved LLDB support – full extension, Delphi support; use on more platforms (iOS64, OSX64, Win64, Win32…)
  • Ongoing linker work

More Details from Sarina

Sarina DuPontSarina focuses on FireMonkey, the components libraries UX and styles, the installation experience, plus demos and documentation

Over the last couple of years, we have added a lot of great features to the FireMonkey framework. This includes the FireUI Multi-Device Designer, Behavior Services, FireUI Live Preview, native controls and many other features and enhancements that enable our customers to quickly build applications for multiple form factors and target platforms. One of the key themes in the FireMonkey roadmap is the expansion of our native controls support. We currently have Z-Order support on both iOS and Windows, and support native presentation for various UI controls on both platforms.

As you can see in our FireMonkey roadmap below, we have plans to extend our Z-Order support to both Android and Mac OS. As part of our roadmap, we are also planning on adding native presentation support for a range of UI controls on both Android and Mac OS. I think you will like the new native rendering support for TGrid on iOS which will be introduced in Update 1. Grid like layouts are popular in tablet applications given the additional screen real estate. They also offer a very flexible UI for enterprise apps where a table like layout may be preferred and features like column reordering, column resizing and text input are often required. I provided a sneak peek in a recent blog post.

BERLIN UPDATE 1

  • Native presentation support for TGrid on iOS
  • FireMonkey bug fixes

BERLIN UPDATE 2

  • New FireMonkey styles for Windows 10 Anniversary Edition
  • FireMonkey bug fixes
  • Deployment support for latest versions of supported operating systems

GODZILLA

  • FireMonkey native rendering support for Android, Phase 1: Z-Order Manager
  • FireMonkey refactoring work
  • Deployment support for latest versions of supported operating systems
  • Radiant Shapes component library
  • Various FireMonkey enhancements

GODZILLA UPDATES

  • FireMonkey native rendering support for Android, Phase 2 & 3 : Native presentation for various UI controls, including TEdit, TMemo etc.
  • Additional FireMonkey styles
  • Update advertising component to support additional advertising services
  • FireMonkey bug fixes

CARNIVAL

  • Native presentation for additional UI controls on Android
  • FireMonkey native rendering support for Mac OS, Phase 1: FireMonkey Z-Order Manager
  • FireMonkey native rendering support for Mac OS, Phase 2: Native presentation for various UI controls, including TEdit and TMemo
  • Additional FireMonkey controls, including platform specific controls
  • Deployment support for latest versions of supported operating systems
  • FireMonkey maps support on Desktop

CARNIVAL UPDATES

  • Native presentation support for additional UI controls on Mac OS (TListView, TGrid etc.)
  • Native presentation support for additional UI controls on iOS, Android and Windows
  • FireMonkey bug fixes and other enhancements

We are excited about the current RAD Studio roadmap and what lies ahead. We know the plans don’t cover everything you are expecting, but rest assured there will be many other features delivered along with the main ones highlighted in this document. It is also possible that some of the features will be delivered earlier than listed above.

If you have specific questions or feedback,  please let us know, reaching any of the PM over email. You can also log ideas and feature requests at quality.embarcadero.com.

These plans and roadmap represent our intentions as of this date, but our development plans and priorities are subject to change. Accordingly, we can’t offer any commitments or other forms of assurance that we’ll ultimately release any or all of the above-described products on the schedule or in the order described, or at all. These general indications of development schedules or “product roadmaps” should not be interpreted or construed as any form of a commitment, and our customers’ rights to upgrades, updates, enhancements and other maintenance releases will be set forth only in the applicable software license agreement. 

 

Facebook Comments

Samong.Thailand สนับสนุน Thailand 4.0 ?

Samong

ต่อยอดจากการเกริ่นถึงนโยบายไทยแลนด์แดนดิจิตอล ยุคที่ 4 ที่ท่านรองนายกฯ ได้กล่าวไว้ว่าได้ชำระชะล้างมาเป็นรอบที่สามและได้นำเสนอต่อท่านนายกไปแล้ว

ก็แน่ละครับ ไม่ง่ายที่ใครจะดีดนิ้วป๊อกเดียว เห็นแสงสว่าง ให้ได้แผนพัฒนาชาติไทยแบบไม้เดียวจบ หากทำได้อย่างนี้ก็ให้ท่านอยู่ต่อไปอีก 5 สมัยเลยมั้ย

ในภาพอินโฟกราฟฟิกตอนหนึ่ง ท่านรองนายกได้ไฮไลท์จากที่ท่านนายกกล่าวไว้ว่า “การสร้างนวัตกรรม ให้เป็นเครือข่าย สร้างงานได้ สร้างผลผลิตได้ นี่ซิ ถึงจะเรียกว่าเป็นคนไทยยุคไทยแลนด์ 4.0”

นี่แหละแกนของมันส์ ประมาณว่าเท่ห์แล้วก็ต้องกินได้ ต้องทำให้เป็นงานอาชีพให้ได้ ให้มีกินให้ได้ ให้ถ้วนหน้า อย่าร่ำรวยคนเดียว

การจะไปสู่ Smart Thailand นั้นจำเป็นต้องผ่านด่าน การสร้างสมาร์ทคลัสเตอร์หรือ SmartCity ขึ้นมาก่อน และจำเป็นจะต้องประสานกับแกนเส้นประสาทของ Smart Thailand

ที่รัฐบาลได้ kick-off SmartCity ในบางจังหวัดมาแล้ว คือ ภูเก็ต หาดใหญ่ (หรืออาจจะรวมเชียงใหม่ด้วย) และกำลังดำเนินการอยู่ในภาคปฏิบัติ โดยมีตัวอย่างต้นแบบตามสไลด์ของรองนายกฯ

ทีมพัฒนาสมองไทยแลนด์ของเราก็ไม่รอช้า ที่จะนำเอาโครงสร้าง เครื่องไม้เครื่องมือของ iSTEE & Samong Framework ไปใช้กับ SmartThailand เลยตั้งชื่องานชิ้นทดลองชิ้นนี้ว่า Samong.SmartThailand

สาระของสมาร์ท คือ ทั่วถึง รู้เร็ว รู้ลึก เป็นระบบยั่งยืน และเพื่อประโยชน์ประชาชน เป็นการแก้ไขประเด็นปัญหาที่เกิดสะสมไว้ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ว่ามันต่อกันไม่ติด ผู้บริหารไม่มีภาพว่า Mobility, Revenue, Connectivity , Production และอื่น ๆ ในแต่ละพื้นที่ คืบหน้าไปแค่ไหนตามกรอบของการใช้งบประมาณ

การพัฒนาระบบจึงจะต้องตอบโจทย์นี้ คือ ตั้งแต่การจัดโครงสร้างให้ครบถ้วนตามกิจกรรมและมองไปข้างหน้าถึงการเติบโตของข้อมูล การรายงานผล วิเคราะห์ผลที่รวดเร็ว ทันต่อการตัดสินใจของผู้บริหารระดับท้องถิ่น และในระดับประเทศ

และนี่คือ โครงสร้างการบริหารจัดการฐานข้อมูลของ SmartCity ที่จะเป็นฐานให้ SmartThailand เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้

ไหนละ ตอบโจทย์การสร้างงาน สร้างเงินตรงไหน ??

นี่งัยครับ ทีมงานที่จะต้องมาพัฒนาระบบในรายละเอียด โดยจะเป็นจะต้องใช้เจ้าหน้าที่ของท้องถิ่น และต้องใช้ทีมงาน เครือข่ายนักพัฒนาระบบ ที่จะต้องเติมลงไปพัฒนาส่วนต่าง ๆ หรือที่เราเรียกว่า ชิ้นส่วนซอฟท์แวร์ จึงจะเป็นการพัฒนา เครือข่ายและเกิดการจ้างงานอีกมากมายนับหมื่นนับแสนระบบ และจะมีบัญชีผู้ใช้งานนับล้าน ระบบ

และนั่นคือรายได้สำหรับทีมงานพัฒนา ที่มีมูลค่ามหาศาล ลดต้นทุนการนำเข้าซอฟท์แวร์ เพิ่มความเข้มแข็งจากภายใน

ว่าแล้วก็ต้องแนะนำให้ชมคลิปตัวอย่างการพัฒนาระบบ

การจะพัฒนาเครือข่ายนักพัฒนาระดับหมื่น ๆ คนนั้นจะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่ได้มีการวางแผนจัดการพัฒนาทีมงาน ทีมงานพัฒนาของเราก็ซนไม่เลิก สามารถหยิบเอาไอเดียการพัฒนาคน พัฒนาทีมงานมาจากสถาบันพัฒนาบุคคลากรแห่งหนึ่ง มาพั?นาต่อด้วยเครื่องมือ สมองตัวนี้แหละ ที่เราจะใช้เป็นแนวทางการพัฒนาทีมงาน และจะเป็นระบบการพัฒนาออนไลน์ในลำดับต่อไป

นี่คือ ขั้นตอนการออกแบบระบบหลังบ้าน เป็นขั้นตอนที่ผู้ใช้ไม่คุ้นเคยกัน หลังบ้านต้องแน่น แข็งแรง เหมือนเครนใหญ่ หากยังยืนไม่แข็ง แต่พยายามกางแขน ก็ต้องล้มลงมาเช่นกัน

ทีมงานตอบอย่างแข็งขัน การพัฒนา UI นั้นไม่ยากเลย ขอให้หลังบ้านแน่น ๆ เข้าไว้ ซึ่งตอนนี้หลังบ้านเราแน่นเพียงพอที่จะพัฒนาระบบ UI ออกมาโชว์กัน

SamongThailand จะถูกยื่นเข้าสู่โครงการแข่งขันทางนวัตกรรม และนำเสนอไปในช่องทางที่สมควร เพื่อให้เรื่องนี้สำเร็จเกิดขึ้นได้ในระดับมหภาค และเกิดประโยชน์สูงสุดกับคนไทย
ชม แผนการพัฒนา Samong.Academy และ Samong.SmartThailand ที่นี่

Facebook Comments