Author archives:

สมองฯ ปี 3 ขยับสู่ ธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์ม

สวัสดีปีใหม่กันครับ  พี่น้องชาวไทยทุกคน   เราหวังว่าทุกท่านคงกำลังมีความสุขกับครอบครัวและญาติมิตร

หลายท่านคงกำลังเดินทาง  ไปพักผ่อนตามที่ต่าง ๆ หรือกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอน   เป็นการชาร์จแบตเตอรี่ไปในตัว  ก่อนที่จะกลับมาสู้ศึก  ทั้งปี  12 เดือน  12  ราศีกันในปี 2019

ปีหน้าเขาว่าเผาจริง  ทั้งเศรษฐกิจการเมือง  และโดยเฉพาะเทคโนโลยี

ที่เทคโนโลยีจะมีสารพัดไฮเทค ถาโถมเข้ามาให้เราท่องจำ  สำลักเล่นกัน  ไม่ว่าจะ  AI, Bitcoin, Blockchain , Digital Platform  สารพัดสารพัน  แต่ก็เช่นเดิม  พี่น้องชาวไทยก็ยังต้องซื้อเขากินเขาใช้กันต่อไป

ปีที่แล้วเป็นปีที่  Facebook โดนถล่มซะเหนื่อย  ทั้งประเด็นข้อมูลหลุดรั่ว  ทั้งโดยไม่เจตนา และตั้งใจให้พันธมิตรธุรกิจเอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์ทำเงิน  (เหมือนหลายแบงค์ในบ้านเรา  ที่เน้นสร้างรายได้ให้ตนเอง  โดยไม่ค่อยสนใจชาวบ้านตาดำ ๆ )

Cryptocurrency   ก็ปั่นป่วนมากมาย  ราคาวิ่งขึ้นสุดติ่ง  และดิ่งลงสุดเหว  สลับกันไป  ให้หัวใจวายเล่นๆ 

สำหรับวงการตลาดหุ้น  นักลงทุนก็เริ่มสับสน  มองหาช่องทางใหม่ในการทำมาหากิน  VI  ไม่มีอยู่จริง  เงินหลักสิบ หลักร้อยล้าน  หายไปได้ในพริบตา

เชื่อไหมครับอะไรที่มันเคยง่าย  มันจะไม่ง่ายอีกต่อไป   ชีวิตเราๆ ก็จะยากขึ้น  จนต้องเกิดคำถามว่าแล้วจะอย่างไรต่อ

ผมก็แนะนำยากอยู่เช่นกันว่าจะให้ใครๆ ทำอย่างไรต่อ  เอาเป็นว่า  ใครทำอาชีพอะไรอยู่ก็  ให้ระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย  ระวังการสร้างหนี้   ขยันทำงานทำการ  อย่าให้เจ้าของเขาเหม็นหน้าโดยไม่จำเป็น   ส่วนใครทำอาชีพอิสระ  ธุรกิจส่วนตัว  ก็เดินหน้ากันต่อไป

สำหรับพวกเรา สมองไทยแลนด์  ชาวดิจิทัลเทคโนโลยี  ปีหน้านี้จะขึ้นปีที่  3 (เมษายน)  ที่เราไม่ใช่อนุบาล 3  ไม่ใช่  ป 3  ไม่ใช่  นิสิตปี  3  แต่เป็น  นักผจญภัยในโลกดิจิทัล  ที่เติบโตมาอย่างแข็งแกร่ง  ที่ในปีที่ผ่านมาเราได้สัมผัสชีวิตจริง ๆ ของ StartUp มาเต็ม ๆ   ที่เราได้เรียนรู้ว่า   “กรุณาอย่าหวังพึ่งรัฐบาล  หรือหน่วยงานนวัตกรรมอะไรของรัฐเป็นอันขาด”  รวมทั้ง  “อย่าเผลอใจไปหาแบงค์ (ผมพูดกี่ครั้ง  ก็ยังเจ็บปวดใจไม่หาย)  เพื่อหวังการให้กู้เพื่องานนวัตกรรม   แบงค์เขาไม่เสี่ยงกับนวัตกรรมครับ  555 “

ก่อนปี 2560  รวมเป็นระยะเวลาหลายปี  ที่  CTO ของเราได้ทำการค้นคว้าวิจัยเครื่องมือ  เพื่อหวังแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการซอฟต์แวร์ไทย  ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการหวังที่จะแก้ไขปัญหาให้คนไทยทั้งชาติ  (เป็นคำพูดที่ช่างกล้าหาญ บ้าบิ่นซะเหลือเกิน)  จนในปี 2560  ที่เรืยกว่าพัฒนาการด้านเครื่องมือของเราได้เดินหน้ามากว่า 95%

ปลายปี 2560  เป็นช่วงเวลาที่เราได้ทดสอบเครื่องมือ  เพื่อการพัฒนาแอพพลิเคชั่นแพลตฟอร์มบนมือถือ  ไปพร้อม ๆ กับการเรียนรู้ธุรกิจดิจิทัล  ผ่านทางเวที StartUp ที่เราได้ไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการ  ให้ผู้คนได้รู้จัก  ได้รำคาญตารำคาญใจกันเล่น ๆ  ว่าไอ้พวกนี้มันทำอะไรหว่า  คุยกันนานแค่ไหนก็ไม่เคยเข้าใจ  จริงครับ  จริงที่สุด  มันเข้าใจยากจริง ๆ   จะพยายามพูดให้ง่ายยังงัยก็พูดไม่ง่ายซะที  จนกระทั่งเราก็พูดไปตามที่เราอยากจะพูดนะแหละดีที่สุด

ปี  2561  ที่เราต้องปรับตัว  เมื่อพบว่า  สิ่งแวดล้อมด้านนวัตกรรมของประเทศมันไม่เอื้ออำนวยและเป็นไปได้ยากมาก  เรียกว่า  “StartUp เกิดง่าย  โตยาก  ตายเร็ว”  เหมือนปลูกถั่วงอกประมาณนั้น  จับแช่น้ำ  เข้าแคมป์  อบรม  บ่ม คั่วสารพัดค่าย  สุดท้าย  ตายยกเข่ง

โชคดีครับ  ที่เข็มทิศ  และเครื่องยนต์กลไกของสมองไทยแลนด์  ได้ถูกเตรีบมตัวมาเพื่อต่อสู้กับสภาวะการณ์เช่นนี้จริง ๆ   สภาวะที่นักพัฒนาไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้  สภาวะที่นักพัฒนาของไทยไม่สามารถสร้างงานที่แข็งแกร่งได้

ท่านอาจจะรำคาญต่อคำครหาของเราเช่นนี้  แต่ขอโทษนะครับ  มันคือเรื่องจริง  มันจริงที่ว่า  แท้ที่จริงแล้ว  เรา (คนไทยหลายคนมาก ๆ )  ไม่สามารถสร้างงานในระดับ  world class  ที่จะเป็นแพลตฟอร์มที่ดี  มีขนาดใหญ่  ที่จะสร้าง  Value  ให้กับตัวมันเองและสังคมได้

และแพลตฟอร์มในตลาดดิจิทัลจำนวนมาก  ไม่ตอบโจทย์  หรือไม่คำนึงถึงประชาชนหรือผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลาง  แบงก์ก็ทำเพื่อแบงค์  คนเก่งบางกลุ่มก็ทำเพื่อตนเอง

ตูมเดียว  ขอยิงคำถามเข้าเป้าเลยก็คือว่า  “คนไทยได้ประโยชน์อะไรจากแพลตฟอร์มเหล่านั้นบ้าง  ? ”  ก็มันไม่มีงัย  เราจึงได้เรียกมันว่า  “ล้มเหลว  4.0 “

ให้ตายเหอะ  แม้นแต่ผู้บริหารระดับประเทศ  ยังไม่เข้าใจเลย  มองไม่ออก  ไม่แม้กระทั่งจะเปิดใจรับฟัง (คือเราได้ส่งบทความต่าง ๆ ให้  ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้หลายคน  แต่การตอบสนอง  เหมือนคนถูกฉีดยาชา  และดมยาสลบ 10 แกลลอนอะไรประมาณนั้น )

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เราเลิกล้มความตั้งใจของเรา แต่กลับให้เราต้องเร่งพัฒนางานของเราให้แข็งแรงขึ้นโดยเร็ว  เพราะเราเห็นว่า  สถานการณ์ที่ประเทศนี้ไม่มีทางออก  มันใกล้เข้ามามากแล้ว  24 – 36   เดือนหลังจากนี้  สภาวะเศรษฐกิจ  โอกาสตลาดของเทคโนโลยีไทยจะเป็นทะเลเดือดที่ถูกถมด้วยน้ำลายต่างชาติ

ทุเรียนไทย  กล้วยไม้ไทย  ยางพาราไทย  ใครกันที่ยึดไปทำตลาด  คนไทยได้ประโยชน์จริง ๆ นะหรือ  ไหนละครับ  รัฐบาลอยู่ตรงไหน  ช่วยทำอะไรได้บ้าง

พี่น้องครับ  ผมไม่ได้จะลงสมัครรับเลือกตั้ง  และจะไม่จับมือกับนักการเมือง  ไม่มีทุนใหญ่หนุนหลัง  แต่เราจะมีประชาชน  มีผมมีท่าน  เราต้องการสร้าง  ธุรกิจดิจิทัล  ด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์ม  ตามเจตนารมย์ที่เราได้ประกาศมาแล้วอย่างยาวนาน  และวันนี้แพลตฟอร์มของเราได้กำเนิดเกิดขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

ท่านลองนึกภาพว่า  เรากำลังสร้างตึกขนาดใหญ่จำนวนหลายตึก  กระจายอยู่ทั่วภูมิภาคของประเทศ  ตึกเหล่านั้นจะรองรับสารพัดธุรกิจบนตึกนั้น  ดังนั้นตึกนั้นจะต้องมีรากฐานที่แข็งแรงที่จะต้องมีการเตรียม  สร้างฐานรากให้ดีเพียงพอก่อน  ต้องช่องทางการสื่อสาร  การคมนาคม  ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้เพียบพร้อม

และตึกเหล่านั้นจะเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายถึงกัน   และตึกเหล่านั้นทั่วไทย  คือ  ตึก  ดิจิทัลแพลตฟอร์ม  ที่จะให้ประโยชน์กับคนไทย  นักธุรกิจ  และหน่วยงานรัฐและเอกชนต่าง ๆ

เราได้สร้างแพลตฟอร์มสำหรับนักเรียน  สำหรับการรักษาพยาบาล  และอีกหลายๆ ระบบที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้  แต่ก็พอจะให้ภาพคร่าว ๆ ได้ในนาม ม้าศึก 12 ราศี

ม้าศึกคืออะไร  มันคือ  แพลตฟอร์มแต่ละระบบ  แต่ความล้ำลึกของมันคือ  เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง  ที่มันทำงานได้จริง  รองรับคนเป็นจำนวนมาก  จำนวนหลักล้านได้จริง  มันเชื่อมโยงกันได้จริง  ที่นักเรียนจะมีประวัติ  การเรียนและสุขภาพสอดคล้องกับประวัติในโรงพยาบาล  และผลการเรียน  การทำงานอะไรต่างๆ เหล่านี้  ที่ข้อมูลบางอย่างจะเป็นส่วนตัว  มีความปลอดภัย  ที่ข้อมูลบางอย่างจะมีเทคโนโลยี  blockchain  อยู่ข้างใน  มันจะโต และจะโผล่ออกมาให้ท่านเห็นว่า  เอ้ยนี่่มันมหัศจรรย์   ดิจิทัลแพลตฟอร์มของจริง

ปีใหม่ที่จะถึงนี้  จึงเป็นปี  แห่งการตอกย้ำเจตนา  การสร้าง  อุตสาหกรรมชิ่นส่วนซอฟต์แวร์จริง ๆ   โดยมีผลลัพธ์ออกมาในรูปของดิจิจทัลแพลตฟอร์มจำนวนไม่น้อยกว่า  12 ระบบ  และจะเกิดเครือข่ายนักพัฒนา  เกิดสหกรณ์ซอฟต์แวร์  เกิดกองทุนสมองเวนเจอร์  เกิดความร่วมมือระหว่างนักพัฒนา  นักธุรกิจ  สถาบันการศึกษา  ราชการ  และแหล่งทุน  ที่จะร่วมกันสร้างสรรวงการนวัตกรรมของไทย

มันไม่ใช่ความฝัน  มันไม่ไกลเกินเอื้อม  เพียงแต่ท่านค่อยๆ เปิดใจ  ติดตามเรื่องราวของเรา  ศึกษาบทความต่างๆ ในทุกช่องทาง  และสุดท้าย  ท่านสามารถร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจได้  และหากคุณทราบว่าขนาดของธุรกิจของ  Facebook และกูเกิล  หรือ Microsoft  มันใหญ่แค่ไหน  เราจะบอกคุณว่า  นั่นแหละคือขนาดของ  ดิจิทัลแพลตฟอร์ม  ที่จะเกิดขึ้นจากการผลักดันของเรา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งขอความสำเร็จของกันและกัน  ร่วมกันสร้างบ้านสร้างเมือง  สร้างสุข  สุขภาพดี  ไร้หนี้  มีเงินออม

พบกับ  ดิจิทัลแพลตฟอร์ม  ม้าศึก  12  ราศี  กับเราเร็วๆ  นี้   สวัสดีปีใหม่ครับ

Merry Christmas & Happy New Year

คลิปสมองคริสต์มาส   แสดงการทำงานคล้าย Control Panel   มีมิติความลึก (เมนู) ทั้งหมด 4 ระดับ   สามารถพัฒนาเข้าสู่โหมดการทำงานจริงขนาดใหญ่ๆ ได้สบายๆ ตามมาตรฐานแบบ Microservice…

 

เราจึงสามารถให้ความมั่นใจกับผู้มุ่งหวัง  นักลงทุน นักพัฒนา   ม้าศึกจะเกิดขึ้นได้จริง เพื่อความสุขของทุกคน

ส่วนเมนูด้านซ้าย เป็นการบริหารระบบขนาดใหญ่แยกตามหน่วยงานในจอเดียว

จากวิดีโอตัวอย่างแสดงระบบ  Hospital  ในฝัน รุ่นล่าสุด…  ลองขยายจินตนาการกันนะครับ…   ว่าถ้าเมนูแบบนี้มีประจำตัวผู้คน… เหมือนเป็นระบบหลังบ้านออนไลน์  Personal … เชื่อมกับ Hospital…   และเชื่อมโยงกัน 12 แพลตฟอร์มถึงกันหมด …..

จึงเป็นการตอกย้ำแบบว่า “สนิทปิดฝาโลง”  คือพร้อมสรรพ  เพื่อส่งมอบระบบให้ชาวไทย ด้วย Cloud Computing  และเติม BlockChain เข้าไปด้วยเป็นเรื่องๆ ไป  พร้อมกับการแก้หนี้ ไปสู่ไร้หนี้ ด้วยรายได้ โดยเป็นเจ้าของสหกรณ์ร่วมกัน เงิมออมเพิ่ม แก้ไขปัญหาเหลื่อมล้ำตรงจุด

เราออกเดินทางแล้ว… ไม่ต้องพกเงินเป็น 1000 ล้าน ถึงจะทำได้… และกำลังพิสูจน์ให้ดูอีกเรื่องครับ ต่อให้ทำโปรแกรมเสร็จ คนไทยส่วนใหญ่ รวมถึงนักลงทุน ส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้อยู่ดี ว่าผลกระทบมันจะขนาดไหนครับ ทุกอย่างที่เห็นใน Hospital ทำแค่ตัวเดียว ที่เหลืออีก 11 ตัวและตัวที่ยังอยู่ในความคิดอีกจำนวนมาก  คือ เราจะทำให้มันเสร็จไปเรียบร้อยพร้อมกันเลยครับ สมมติ มีอีก 1000 แพลตฟอร์ม สิ่งที่เหมือนกันจะเสร็จพร้อมกัน เราพัฒนาเฉพาะส่วนต่างกับเรื่องกราฟิก

ต้นทุนลดลงทันที 1000 เท่า การวิวัฒนาการของสมองและม้าศึก จะเติบโตรวดเร็ว เกินจินตนาการ  และล้ำไปกว่านั้น…ลองใส่จินตนาการอีกนิดหนึ่ง  พลิกอีกขั้วความคิดเหมือนดูใต้ท้องรถ… ของที่เสร็จแล้ว แพลตฟอร์มที่เสร็จแล้วเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน  ประกอบด้วยชิ้นส่วนเล็กๆ น้อยๆ ที่นำมาประกอบขึ้นด้วยกัน ยังสามารถนำไปใช้เพาะพันธ์ุใหม่ ดัดแปลง ปรับปรุง นำไปใช้งานต่อยอดได้อีกมากมาย

ไม่เพียงแค่นั้น… ผลที่ได้คือทุกแพลตฟอร์มจะฉลาดขึ้นไปด้วยพร้อมๆ  กัน ทำให้ต้นกำเนิดแรกเก่งตามไปพร้อมกับลูกหลาน   มีอาจารย์ในมหาวิทยาลัย อยากให้พิสูจน์ว่าผมลดต้นทุนได้จริงไหม?   “…นั่นเป็นคำถามที่ทุเรศที่สุด  บอกอย่างไรคุณก็ล้ำไม่ทันผม … ” เพราะคุณไม่เคยเชื่ออะไร มหาวิทยาลัยจึงกำลังรอวันตาย นี่แหละครับ Disruption ของแท้

ไม่ต่างในอดีต ผมรู้มานานแล้วปัญหาของการพัฒนาธุรกิจที่จะทำให้เติบโตแข็งแกร่ง ไม่ใช่อยู่ที่แค่ Solutions แต่อยู่ที่ตัวจินตนาการและเทคโนโลยีพื้นฐานจริงๆ ปัญหาแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะทำตัวไหน จะมีคู่แข่งเสมอ ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ถ้าไม่แข็งแรงพอในระดับเกิดการ Disruption ได้จะเหนื่อยฟรี และเสี่ยงมากครับ   ในยุคที่ทุกอย่างเคลื่อนที่เร็ว ในมิติธุรกิจ ต้นทุนสำคัญที่สุด   หากลดต้นทุนไม่ได้  ก็จะโตยาก   ขยายรายได้   ไม่ได้ก็โตยาก   ที่อธิบายมาทั้งหมด ยิ่งโต ต้นทุนยิ่งลด ยิ่งโต รายได้ยิ่งมาก

ต้องอ่านซ้ำที่ผมเขียนประเด็นนี้หลายๆ รอบนะครับ สงสัยอะไรให้ถาม สำคัญคือ อ่านเข้าไปในความคิด แล้วจับที่ความรู้สึกด้วยนะครับ  จับที่ความรู้สึกที่เกิด  ถ้าไม่รู้จะทำอย่างไร ให้สูดลมหายใจแรงๆ มีสติ ที่ปลายจมูก ทำถี่ๆ จนเห็นความคิด ความรู้สึก วิธีดู คือ ปล่อยวาง เอามือจับแขน ให้รู้สึกเย็น ร้อน อย่าไปบีบให้เกิด ปล่อยให้มันไหลไป เรื่อยๆ เลือกการตั้งคำถาม สำคัญๆ … ใส่ลงไปในจิต ไม่ต้องหวังคำตอบ ปล่อยไป เดี๋ยวมันจะมาเองครับ

ภายใน 24 เดือน การตื่นรู้ของคนไทย จะขึ้นไปอีกระดับด้วยม้าศึก 12 ราศี แต่จำนวนเท่าไหร่ ประเมินยังไม่ได้แน่นอน เดินทางไปแบบนี้เดี๋ยวเราก็จะเห็นแน่นอนครับ ม้าศึก อารมณ์ที่มาพร้อมกับความสุขของผู้คน   บทความคุณบัณฑูร ล่ำซำ ที่มีคำถามต่อสังคมไทย  .. เรามีทางออกให้ผู้คนแน่นอนแล้ว มาพร้อมๆ กัน ทางหนึ่ง มองคุณปั้น คือ ตัวแทนผู้คน มองสมองฯ  คือ ผู้รับปัญหาไปแก้ไข วันนี้เบื้องต้นเรามั่นใจว่า   เส้นทางนี้ไม่ผิดเพี้ยน   ตอกย้ำ ด้วยแนวนโยบายเพื่อไทย  เน้นที่สาระกันนะครับ  ไม่เอี่ยวตัวบุคคล  แนวคิดสอดคล้องกับแนวทางของสมองฯ ตรงๆ ทุกประเด็น   เราประกาศตัวออกเดินทางก่อนด้วย   ประกาศสาธารณะอีกด้วยซ้ำ

ปี 2019 คือจุดเริ่มต้น “…คนไทยใช้สมอง ครองสติ …”   สนใจแนวคิดนี้ … แวะดูที่สมองไทยแลนด์ครับ   เรายังต้องการเพื่อนๆ มาเข้าร่วม  สร้างสรรค์  เพื่อต้นไม้ของพ่อครับ

จอภาพ UI… นำอารมณ์ความรู้สึก ของระบบปฎิบัติการ จับมาใส่ นำเอาอารมณ์การใช้ google มาใส่  ดูไม่แข็งทื่อแบบธุรกิจ  เหมือนไมโครซอฟท์ที่นำเอาความรู้สึกแบบสื่อสารด้วยภาพ  เข้ามาผสมและไม่ให้ใช้งานง่าย จนเกินไป ให้ความรู้สึกต้องปีนป่าย บ้าง เพื่อนำไปสู่การพูดคุย ศึกษา แลกเปลี่ยน

สรุปแล้ว UI แกน .. มีแค่ตามในคลิป ที่เหลือคือ รายละเอียด และการแปลงไปนำเสนอบนโมบาย ต่อไป ตัว personal นี่เปิดตัวเมื่อไหร่ ไม่เกิน 6 เดือนทะลุ 5-10 ล้านบัญชีแน่นอน รับรองได้เลยครับ  เราจะเอาเงินเข้าสู่ระบบสหกรณ์ จากนั้นอีก 6 เดือน เมื่ออีก 5-10 ล้านบัญชี เข้าระบบ   ตั้งสหกรณ์ซอฟต์แวร์ ทั่วทุกหมู่บ้าน เพื่อเป็นศูนย์ Blockchain อัดเงินลงไป แบบกองทุนหมู่บ้าน ส่งคน ทีมเฉพาะกิจ เข้าช่วยพัฒนาแก้ไขปัญหา สร้างงาน สอนอบรม ร่วมกันพร้อมพัฒนาระบบ แลกเปลี่ยนระหว่างชุมชน สร้างเมืองแห่งความหวังของผู้คน

Line True Money Facebook google ยอดโฆษณา จะหายไป ธนาคารยอดกู้ ยอดฝาก ดอกเบี้ยจะหดหาย มาอยู่ที่สหกรณ์ คืนเงินปันผลกลับไปทุกชุมชน ตลาดหุ้น จะไม่ฟู่ฟ่าเหมือนก่อน CPALLราคาจะตก หุ้นชาวบ้านโชว์ห่วยในอดีต จะกลับมาพร้อมระบบเครือข่ายทั่วประเทศ ผลงานของลูกหลานของเรา ที่มีความหวังและรอยยิ้ม ผู้คนไม่ต้องกังวลตกงาน เพราะจะไม่มีใครตกงาน แต่จะมาเข้าร่วมพัฒนาสมองให้เก่งขึ้น ดีขึ้น เพราะยิ่งเก่งต้นทุนยิ่งลด เงินสะพัด กินอิ่ม นอนหลับ มีสติ ใช้สติ ปัญญาญาณก็ตามมา จิตสาธารณะก่อเกิด ต้นไม้ของพ่อ เติบโตยั่งยืน ผลิดอกออกผล อะไรจะมีความสุข ปานนี้ครับ… แค่คิดก็สุขใจแล้ว ผมนี่ตื่นเต้นจริงๆ หัวใจเต้นแรงเลย พ่อแม่ จะอยู่กับลูกมากขึ้น…. ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงาน… การพัฒนาและวิวัฒนาการของประเทศ จะล้ำไปไกลโดยไม่ต้องพึ่งทุนต่างชาติ ไม่ต้องพึ่งนายทุน… สมองฯ คือคำตอบแรกของประเทศ ที่จะทำให้เกิดขึ้นได้จริงๆ ครับ เราไม่ใช่แค่บอกว่าอะไรจะเกิด ไม่ใช่แค่บอกให้รู้ งานนี่คือการเคลื่อนย้าย ดิน ลม ไฟ น้ำ ให้ตกทั่วฟ้าเมืองไทยครับ การต่อสู้สงครามครั้งสุดท้ายในครั้งนี้ ช่วงเวลานี้คือมีค่าที่สุดในชีวิตแล้วครับ เมื่อสำเร็จแล้วหันหลังกลับ ไม่เกี่ยวกับเงินในกระเป๋า แต่เราจะไม่รู้สึกเสียดายชีวิตนี้ที่เกิดมา

แบงค์หนีตาย !

ดูจะรุนแรงเกินไปมั๊ยที่จะกล่าวหาว่าแบงค์หนีตาย !

แต่กระแสข่าวมันเยอะ  มันรุนแรงมาก ๆ  ที่สารพัดแบงค์ได้ขยับขับเคลื่อนจับมือกับคนนั้นที  คนนี้ที  ไม่ว่าจะแบงค์สีเขียว  แบงค์สีม่วง  แบ่งสีเหลืองน้ำตาล ในขณะที่หลายแบงค์ยังงก ๆ เงิ่น ๆ อยู่   แบงค์กสิกร  สีเขียว  จับมือกับ Grab Taxi , Line,  และแต่งตั้ง  เจ้าพ่อสตาร์ทอัพ  เป็น จนท ตำแหน่งใหญ่โตมโหฬาร  ก็ไม่รู้ว่าใครต้องพึ่งใคร

แบงค์สีม่วง  กวาดต้อน  developer เข้ามุ้ง   แบงค์กรุงศรีฯ  จับมือ  SIX Network  นี่ก็ไม่รู้ใครพึ่งใคร  ใครพึ่งเทคโนโลยีใคร  ใครพึ่งเงินใคร หรือจะพาล่มกันทั้งคู่เข้าทำนอง  “ผีจูงผี”

….

นานๆ ที่ผมจะแวะเข้าแบงค์ซะที   แต่ก็บ่อย  มากพอ  มากจน  จนท  แบงค์ จำได้และทักทายว่าพี่ขา  ทำงานอะไรที่ไหน  มาแบงค์บ่อยจัง   แวะมาซื้อ  กองทุนซะหน่อยมั๊ย  ไอ้ผมก็ตอบ  ผมนี่เป็นหนี้แบงค์ตรึม  พอแล้ว  ไว้ผมมีตังค์จะมาซื้อแบงค์ทีเดียวเลยจะดีกว่า  555  ไม่ขำซิครับ    จนครั้งต่อ ๆ มา  ผมก็ได้มีโอกาสนั่งคุยกับ  จนท แบงค์อย่างสนิทสนม   เป็นเวลาพอสมควร (ผมคงต้องไปซื้อกองทุนตอบแทนซะหน่อย)  เธอถามว่า  พี่ค่ะ   แบงค์จะแย่มั๊ยคะ   จะตกงานกันเยอะมั๊ยนี่  เห็นเขาประกาศปิดสาขากัน

ผมก็ตอบซิครับ  แบบไม่ต้องเกรงใจเลย  ตกงานแน่ !!

อ้าว  แล้วนี่หนูจะต้องทำอย่างไร   และเด็กรุ่นใหม่จะต้องเรียนอะไร   ผมตอบ  เรียนวิชา  ศีลธรรม  ศึกษาพุทธศาสนา  หรือ  ศาสนาอะไรก็แล้วแต่  และศึกษาคำว่า  หลัก  แก่น  ของคำว่า  “สติ”   …  เธอก็งงซิครับ ว่าพี่บ้าไปแล้ว  นี่มันยุคไอที  ดิจิทัล  ตู่ 4.0   จะให้ไปเรียน  ศีลธรรม  มาตั้งสตินี่อะนะ  ผมแถมบอกเธอให้อีกหน่อยว่า  “พอเพียง”  งัย  ในหลวงสอนไว้  “สติ”  ที่จะตื่นรู้ว่าต้องพอเพียง  “ไร้หนี้ก่อน”  แล้วค่อย ๆ คิดอ่าน  เดี่ยวก็ดีขึ้น  “มีเงินออม”    ผมบอกต่อ  ไอทีและแอพอะไรแบบนั้นพวกผมก็ทำ   นี่งัยเวบไซต์ผม  แอพผม  เยอะแยะ  ทำมันทั่วไทยเลย

ผมถามว่า  แอพอะไรที่คนต้องเปิดทุกเช้า  แล้วไอ้แอพนั่น  มันคืนตังก์ให้เรามั๊ย  แล้วไอ้แอพพวกนั้น  มันจ่ายภาษีให้ลุงตู่มั๊ย ( 20  ธค 2561  ยังไม่เห็นคืนความสุขมาเลย)  ก็ไม่อีกนะแหละ  แล้วจะดีมั๊ยถ้าเรามีแอพหลายๆ ตัวให้คนใช้กันอย่างไม่มอมเมา  ได้ประโยชน์และได้เงินคืน

ห๊ะ  มีด้วยหรือพี่    …..  ก็มีซิครับ  นี่่งัย  สมองไทยแลนด์งัย  ไอ้พวกนี้มันบ้า  บ้าไปแล้ว

ตรรกะของแบงค์  คือ  หาเงิน  ดูดเงินจากประชาชน  ที่ทุก ๆ แพกเกจ  ทุก ๆ เคมเปญ  ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่  พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา  คือ  พูดดีไป สารพัด จะบอกว่าแบงค์ขะขยายอย่างนั้นอย่างนี้  แบงค์จะใช้ big data มาใช้เพื่อ  เพื่อบริการให้เงินกู้แก่ประชาชน  พ่อง !  ลงท้ายก็คือ  รายได้และความอยู่รอดของแบงค์   

อะไรบ้างละที่คุณแบงค์คิดจะคืนสู่สังคม   ผมพูดมากก็เจ็บขอ  ปวดนิ้ว  บอกไบ้ไว้แค่นี้ก็พอ  ว่าแบงค์ควรจะทำอย่างไร

ถึงคราวแล้วที่แบงค์ต้องหนีตาย  ปืดสาขา  ลด ค่าใช้จ่าย  ให้เร็วที่สุด   การปล่อยสินเชื่อในยุคหน้าจะเป็นเรื่องของ  Crypto currency  ที่เกิดจากความเชื่อมั่น  เชื่อในคุณค่าของการให้บริการ  เชื่อในสิ่งที่ดี   เชื่อในสิ่งที่ทำให้ชีวิตคนในสังคมนี้ดีขึ้น

สมองไทยแลนด์งัยครับ  สมองเวนเจอร์  สมองซอฟต์แวร์   เรานำเสนอทางออกให้สังคม  ด้วยสารพัดแพลตฟอร์ม  แพลตฟอร์มเพื่อความสุขของประชาชน 

แพลตฟอร์มเพื่อนักเรียน  แพลตฟอร์มเพื่อการสาธารณสุข  แพลตฟอร์มเพื่อเกษตรกร  แพลตฟอร์มเพื่อธุรกิจ  แพลตฟอร์มที่จะสร้างรายได้ให้นักพัฒนา  สร้างรายได้ให้ประชาชน  ให้ประชาชนเข้าถึงและมีชีวิตเป็นของตนเอง  ให้ชีวิตไร้หนี้  มีความสุข

ม้าศึก  12 ราศี  คือการประกาศสงครามไอทีครั้งสุดท้าย  ที่จะเป็นการระดมเอาเครือข่ายนักพัฒนา  ร่วมมือ  ร่วมใจกันพลิกแผ่นฟ้า  สร้างทางออกให้ประเทศ  แทนรัฐบาลที่ไร้ทางออก   

ถึงเวลาที่นักพัฒนา  ต้องทำความเข้าใจคำว่า  “สติ”   “สติดิจิทัล”  สติของคนดิจิทัล  สตินักพัฒนา  ค้นหาตัวเอง  หรือจะให้เราช่วยบอก

มาเถอะครับ  มาติดตาม  ทำความเข้าใจเรากันให้ลึกซึ้งกว่านี้  ติดตามเราได้หลากหลายช่องทาง   

เราเป็นใคร  เราเป็นทีม  นักพัฒนางานระดับแพลตฟอร์ม  เรามีเทคโนโลยี  เรามีคน  เรามีเทคนิคการพัฒนา  ที่คุณต้องอึ้ง  อึ้งว่าเรามี เทคโนโลยีอะไรที่จะรองรับผู้ใช้ได้  ดีเทียบเท่าแบงค์ที่ลงทุนไปนับหมื่นล้าน  

พูดไปก็หาว่าโม้  ขวนมาลงทุนทำบุญเพื่อชาติ  ก็ว่าไหนขอดูของก่อน

ไม่ทันแล้วคุณเอ้ย  หากคุณคิดจะลงทุนแบบเห็นของก่อน   เราขายแพงนะ   ลองทักมาคุยกัน  ไม่แน่จริง  เราไม่แกว่งเท้าหาเซียน แน่นอน

บอกตามตรง  แล้วคุณจะรักเรา  ไปจนวันตาย

นานมาแล้วที่เราลืมเรื่อง “ฝนลาฟ้าแล้ง”

ลองนึกภาพในอดีต  ที่ประเทศต้องประสพกับภาวะ   “ฝนแล้ง”  บ้างก็น้ำท่วม  แต่เดชะบุญ  เรามี  “ฝนเทียม”   อันเป็นพระปรีชาสามารถที่ทรงอัจฉริยะภาพ  ทรงพระราชทาน  พัฒนา  “ฝนเทียม หรือ ฝนหลวง”

ที่ทรงใช้หลักการ  สิ่งที่มีอยู๋พื้นฐานทั่วไป  เกลือ  เมฆ  เครื่องบิน  ลม  มาผสมผสานกัน  สร้างน้ำ  ช่วยแก้ไขฝนแล้ง  ให้ประชาชน  พืช  สัตว์   ได้มีกิน  มีชีวิตต่อไป

เราจึงลืมกันไปแล้วว่าเราเคยมีความเสี่ยงของประเทศยามฝนแล้ง   แต่บัดนี้  เรากำลังพบกับภาวะเศรษฐกิจที่แห้งแล้ง

ขอบคุณภาพจาก   blognone

ในหลวง ทรงเลือก แก้ไขฝนแล้ง ….

ส่วนพวกเราคนไอที  เลือกที่จะสร้างเกราะไอที ..  ค้นคว้าวิจัย  สร้างสรร  เพื่อที่จะเป็นเกราะ  “สุขภาพดี ไร้หนี้ มีเงินออม”

ยามนี้ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย อันดับ1 แล้ว  เรากำลังเร่งความเร็ว  ครับท่านนายกฯ   ทำเท่าที่ได้จริงๆ …  ปล่อยว่าง วางเฉยในจิต แต่กายก็เดินหน้าเต็มกำลัง

จากตัวอย่างภาพหน้าจอ   ลองจินตนาการ …เปลี่ยนชื่อ ศูนย์การศึกษา…ศูนย์ชุมชน
ลองจินตนาการ …เปลี่ยนชื่อ โรงเรียนของฉัน  เป็น…  สติของฉัน  นายสมชาย
ลองจินตนาการ …เปลี่ยนชื่อ โรงเรียนของฉัน  เป็น … สติของฉัน นายสุโชค 
ลองจินตนาการ …เปลี่ยนชื่อ โรงเรียนของฉัน  เป็น … สติของฉัน นางสาวสมหญิง 
ลองจินตนาการ …เปลี่ยนชื่อ โรงเรียนของฉัน  เป็น … ผู้คนเป็น ล้านคน ดูสิ…
 
ตรงทะเบียนระบบงาน…คือ ระบบการเงิน ระบบสุขภาพ ระบบวางแผนการเงิน ระบบความสัมพันธ์….และอื่นๆ สำคัญคือ ตรงระบบงานนี่เป็นแบบ Plug-In ด้วย
 
เราได้ก้าวข้ามไปสู่ดินแดนใหม่แล้ว  บนยอดภู  ที่เราได้เห็นมุมมองใหม่  วิสัยทัศน์ใหม่  เข้าทำนอง  “อยู่ตีนเขา  ฤาจะเห็น ทะเลหมอก”
และเรายังมองเห็น  ภูเขาและทิวทัศน์ที่สวยงามอีกหลากหลายมุม  หรืออีกหลายทางเลือกที่จะพัฒนาระบบให้กว้างขวาง   นี่มันบ้าชัด ๆ
 

ขอบคุณภาพจากเฟสบุค

มันคือหลักฐานสำคัญแล้วว่า … วันนี้   สมองแพลตฟอร์ม  เป็นยิ่งกว่าแพลตฟอร์ม   มันคือ Super Platform กันเลย…
คน – Personel เทียบกับ Google Slide
ธุรกิจ – Business เทียบกับ Google Sheet
นักเรียน – Student เทียบกับ Google Doc
โรงพยาบาล – Hospital เทียบกับ Google Sheet
โรงแรมและท่องเที่ยว – Hotel and Travel
เทียบกับ Google Site แล้วท่านมีแชร์ กับฉัน … ข้ามแพลตฟอร์ม แบบนี้ …  นี่งัยทัศนวิสัยใหม่ ช่างงดงามยิ่งนัก
 
เมื่อเครือข่ายประสาทนี้มันเชื่อมถึงกันได้หมด..  ตรงส่วน คน -Personal .ส่วนสุขภาพ ก็ลักษณะเดียวกับ นักเรียน-Student แค่รายละเอียดคนละอย่าง
แชร์กับฉัน…กับหมอประจำตัว ที่ปรึกษา…หมอจะได้รับรู้ข้อมูลคนไข้ทันที ก่อนถึงโรงพยาบาล แน่นอน
 
ตอนนี้…ด้วยคำตอบของ Personel Platform … เราพร้อมขยับตัว ก้าวไปสู่…Samong Chat Platform / Samong Messenger Platform ได้เลย
 
Samong Platform และ iSTEE Framework ช่วยลดขยะซอฟต์แวร์ได้ ! ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มการผลิตซอฟต์แวร์ได้ !
 
ถึงเวลาแล้ว  นี่คือประเด็น การลดขยะ…สร้างมูลค่าเพิ่ม..ยกระดับรายได้ …สร้างอุตสาหกรรมชิ้นส่วนซอฟต์แวร์  ลดขยะซอฟต์แวร์
มา  มาลองกันเลย   ประกาศศักดา ..เจ้าแรก เจ้าเดียว  ที่เรากล้าประกาศให้มาพิสูจน์
 
เราได้ก้าวสู่ดินแดนใหม่แล้วท่าน   เห็นแล้ว  แต่พระองค์  ยังอยากให้เราเดินทางแสวงธรรม  เผยแพร่ธรรมต่ออีกนิด
สาธุ

Ventures เดินทางอย่างไร ? #1 เพราะเราเชื่อว่า Dev ต้องกินอิ่มนอนหลับ

การเปิดตัว Samong Ventures  ของเราในครั้งนี้  จะเรียกว่ากล้าบ้าบิ่นนั้น  ไม่ใช่แน่นอน  แต่จะขอบอกท่านผู้ติดตามที่เคารพว่า  เรามีทีมที่ดี  มีความสามารถเพียงพอ  แต่จะทะยอยมาเล่ากันไปทีละเล็กทีละน้อย  ทีละบทความ  เท่าที่จะไม่เป็นการเปิดเผยเทคโนโลยีกันทั้งหมด

ก่อนอื่นเราอยากจะให้ผู้ร่วมเดินทางกับเรามีความเข้าใจตรงกันว่า  วิสัยทัศน์การลงทุน  การเดินไปข้างหน้าในครั้งนี้กับเรานั้น  ต้องเตรียมตัว  เตรียมใจอย่างไร ?  วันนี้ขอแจกแจงว่าประกอบด้วยขั้นตอนหลัก ๆ ได้ดังนี้

  • ประการแรก  การร่วมการลงทุนในครั้งนี้  คือการทำบุญ  การทอดกฐินดิจิทัล  เพื่อสร้างงาน  สร้างชาติ
  • ประการที่สอง  ขั้นตอนการเดินหน้า  คือ  สร้างคน  สร้างงาน  และสร้างเงิน ขนาดย่อม
  • ประการที่สาม  ขั้นเผยแพร่สร้างคน  สร้างงานขนาดใหญ่ และสร้างเงินแบบทวีคูณ

ในวันนี้ใคร่จะอธิบาย  ข้ามไปถึง  ประการที่สองก่อน  ว่ามีความสำคัญอย่างไร ?

ก็เพราะว่าความล้มเหลวของ  Start Up และผู้ต้องการบุกเบิกธุรกิจนั้น  มาจากความต้องการในเรื่องการทำเงินเป็นที่ตั้ง  กับความต้องการได้เงินทุนมาเริ่มในการพัฒนางานของตนเอง  เมื่อมีเงินเป็นตัวตั้ง  ก็จะขาดการวางแผนในเรื่องอื่น ๆ  และหากเป็นเงินทุนร้อน ๆ ประเภทมีดอกเบี้ย  ก็ยิ่งทำให้นักธุรกิจหน้าใหม่เหล่านั้นไม่มีเวลาที่จะไปเสริมแกร่งให้กับทีมงานของตนเอง  และเมื่อเดินทางไประยะหนึ่งจะพบว่า  เส้นทางยังมีอีกยาวไกล  การเดินทางจึงต้องหยุดลง  ผู้สนับสนุนเงินทุนก็ต้องล้มเหลว  เข็ดหลาบกับการสนับสนุนรายต่อฟ ไป

เราในฐานะผู้บุกเบิกแนวความคิด Samong Ventures  นี้  จึงต้องขอบอกท่านผู้สนใจลงทุนว่า   เราจะสร้างคนสร้างทีมที่มีนักพัฒนาจำนวนหนึ่งขึ้นมาให้มีความแข็งแกร่งเสียก่อน  ทีมงานเหล่านี้จะต้องมีสปิริตนักรบนักพัฒนาที่สูงส่ง  ในแบบที่เราเรียกว่า  “เจได”   เจไดของเราไม่ใช่คนที่มีเงินเป็นตัวตั้ง  หากแต่ความท้าทาย  ความสนุกในการทำงานคือเป้าหมายแรกของพวกเขา  แน่นอนครับ  เขาและเธอเหล่านั้นจำเป็นต้องกินต้องใช้อย่างเพียงพอ

พวกเหล่าเจได  จะได้รับฝึกอบรมวิทยายุทธ์จาก  CTO  และ เจไดรุ่นพี่หลายคน  เจไดจะได้รับการฝึกทั้งเรื่องการโค้ด  การออกแบบ  มาตรฐาน iSTEE & Samong Platform  และจุดที่เน้นย้ำกันสำหรับทุกคน  และจะเป็นแบรนด์ของทีมงานของเราคือ   การปลูกฝังจิตวิญญาณนักพัฒนาเพื่อชาติ  มีสติ  สมาธิที่เข้มแข็ง

เจได  ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นโปรแกรมเมอร์จ๋า  มาจากสถาบันใด ๆ  ขอเพียงให้มีใจรัก  ทุ่มเท  และมีตรรกะในการคิด  จินตนาการ  และลำดับความคิดสู่การออกแบบถ่ายทอดได้

เจได  รุ่นแรกจะได้รับการมอบหมายในการพัฒนา   UX/UI  การออกแบบระบบงาน  การทำเวบไซต์การทำงานร่วมกัน

สำหรับเจได  ที่มีความคล่องแคล่วแล้ว  ก็จะมีโอกาสได้ฝึกในเรื่อง  โค้ดเชิงลึก  ลงลึกในการจัดการกับฐานข้อมูล

การลงทุนในช่วงแรก  จึงจะเป็นการสนับสนุนในการฝึกอบรม  เหล่าเจได  ให้เข้มแข็ง  กินอิ่ม  นอนหลับ  มีความสุข  ในการพัฒนางาน

การสร้างคนหนึ่งคน  จะใช้เวลาเพียง 1 – 2 เดือน  ก็จะสามารถสร้างงานเบื้องต้นได้  บางคนอาจจะเร็วกว่า  บางคนอาจจะใช้เวลาเพิ่มเติม  แต่ทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกจะสามารถสร้างเป็นนักรบเจได  ได้แน่นอน

สำหรับท่านผู้ติดตาม  ที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้  ได้โปรดทราบว่า  การเข้าร่วมเป็นทีมนักพัฒนากับเรานั้น  ไม่ใช่เรื่องยาก  เพียงแต่มีความตั้งใจ  และเรียนรู้การเขียนโปรแกรมภาษาใดภาษาหนึ่งมาก็ได้   และหากมีประสบการณ์ในการทำงานใด ๆ  ได้ผ่านโลก  ผ่านร้อนผ่านหนาวมาบ้าง  ก็จะมีภาพมีแนวคิดทางธุรกิจติดตัวมาได้เป็นประโยชน์แก่ทีมงาน

ภาระกิจที่เหลือ  คือการสร้าง  การฝึกปรือนักพัฒนาให้สร้างงานกันอย่างเป็นทีม  ประสานกันได้อย่างเก่งกาจ  และจะบินและดุดัน  เหมือนเสือติดปีก  เพราะเรามีเครื่องมือชั้นยอดที่จะเป็นหัวใจในการพัฒนางานของเรา

การเดินทางของเรา  จึงมิใช่เป็นการเริ่มต้นพูดถึงเรื่องการสร้างแอพ  หรือสร้างงานอะไรในทันที    การสร้างเงินก้อนโตมโหฬารในครั้งนี้  จำเป็นต้องเริ่มด้วยการลงทุน  แต่การลงทุนในครั้งนี้  เรามีความเข้าใจสมรภูมิดี  และเราได้ขจัดความเสี่ยงของความล้มเหลวไปแล้วอย่างมากมาย  และกลายมาเป็น  เครื่องมือ iSTEE & Samong Platform  ที่สุดยอดนั่นเอง

(ขอบคุณที่มาของคลิปวิดีโอ : https://www.facebook.com/mashable/videos/10156724151874705/?t=0)

 

งานของเราจึงจะเป็นงานที่ไม่มีปัญหาในเรื่องการดูแล  บำรุงรักษา  งานของเราจะมีเสถียรภาพ  ปลอดภัย  งานของเราจะมีชีวิตและเติบโตไปข้างหน้า  ซอฟต์แวร์  งานของเรา  คือลูกของเรา  เราสร้างเราดูแลเขา  แล้วเขาจะกลับมาดูแลเรา  สร้างรายได้  สร้างความยั่งยืนให้กับเรา

ท่านผู้อ่านที่สนใจ  ไม่ว่าจะในฐานะนักพัฒนา  หรือผู็สนใจร่วมการลงทุน  สามารถกรอกใบสมัครเป็นสมาชิกกับเราได้  โดยติดต่อที่   Samong.Ventures.com ฟรี   และทีมงานจะได้มีการติดต่อท่านกลับไป  ตอบข้อสงสัยต่าง ๆ และท่านจะได้อ่านบทความพิเศษที่จัดไว้สำหรับสมาชิกเท่านั้น

ในบทความหน้า  ท่านจะได้พบกับแนวคิด  ในการสร้างงาน  ท่านจะได้ทราบว่า  เรากำลังจะทำอะไร  หรือเราทำอะไรได้บ้าง

กราบขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ

สมอง ไทยแลนด์ การเดินทางด้วยศรัทธา

ย้ำกันมาหลายครั้งหลายครา  ว่าเราทำอะไรกัน  ยาวนานน่าดูเลย

2 ปี ที่  สมองไทยแลนด์  เปิดตัวกันมา  แต่อีกกว่า 20 ปีที่เป็นเบื้องหลังมหากาพย์การพัฒนาเครื่องมือ  มันไม่ได้สุดยอดเหนือใครในสามโลก  หากแต่มันคือเครื่องมือที่ดี  มีคุณภาพ บวกกับเจตนารมย์ในการสร้างสรร ถ่ายทอด  ผมอยากจะเอาเรื่องราว  จากส่วนหนึ่งของการพูดคุยกันมาแบ่งปันว่าเราคิดอย่างไร   มันออกมาสด ๆ และนำมาวางกันไว้เป็นบันทึกเรื่องราว  ที่เกิดขึ้นระหว่างแคมป์การฝึกอบรมเหล่าเจได  นักพัฒนาฯ แห่งค่ายสมองซอฟต์แวร์  สมองไทยแลนด์

…..

“…ทุกอย่างเกิดขึ้น และลงมือกระทำด้วยความรวดเร็ว เราได้ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นข้างทางออกไปเยอะแล้วด้วย และแก้ไขด้วย  iSTEE Framework
โหดสักนิด แต่การขึ้นเขียงผ่าตัด ต้องมีบาดแผลนิดหน่อย แค่สัปดาห์เดียว  จากความสงสัยเมื่อเข้ามาสัมผัส จะทยอยหายไป กับศักยภาพและความรู้ที่  “เหล่าเจได” ได้รับไป
….
ของจริง ความจริง…เหมือนเราเลี้ยงลูก…
เมื่อเราเห็นลูกสำเร็จ…เมื่อเราเห็นน้องๆ สำเร็จ คำว่า สำเร็จ คือ เขาตื่นรู้ เขาบินได้ด้วยตนเอง ค้นพบตนเอง…เขาเติบโต
ความรู้สึกนี้คือ Association with your success. Collaboration with your success.
เมื่อมันถูกส่งมอบอย่างเป็นวัฒนธรรมองค์กร…มองออกไหมครับว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ประเมินค่าไม่ได้เลย!
……………….

ราคาของเรื่องนี้ตีค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ แต่มันยิ่งใหญ่ และเป็นวิธีลัดที่จะกอบกู้ความล้มเหลวในหลายด้านของประเทศ
สิ่งที่เราลงทุนลงแรงไป จะงอกเงยออกมาแทงยอด ให้ผู้คนรู้ว่า ได้ทำอะไรลงไป ซึ่งไม่ผิดทิศผิดทางแน่นอน
…..
เวลา  ชีวิต ผู้คน…จิตวิญญาณ ที่ได้รับการขัดสนิมใหม่ … เหมือน สติ เป็นน้ำยาพิเศษ
ที่ไม่ได้เกิดคราบสนิม ของคนรุ่นใหม่… จิตวิญญาณใหม่ เปรียบเหมือนกระจกใส ที่มีพลังสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างเต็มที่
การบ่มเพาะ Startup …แบบที่ทำกันมา ดี แต่ไปไม่สุด ไม่ได้รองรับการแก้ไขปัญหาอะไร นอกจากกำไรและเงิน
ซึ่งไม่ใช่ของจริงสำหรับชีวิต…”
….
บันทึกจากศรัทธา

“เลิกทาสไอที สงครามครั้งสุดท้าย”

หลาย ๆ บทความที่ผ่านมา  ที่เราพาท่านเริ่มต้นและจบลงเหมือนจะกลั้นหายใจแล้วกระโดดหน้าผาดิ่งพสุธาอะไรประมาณนั้น  แต่แล้วก็ต้องตื่นจากฝันขยี้ตาเบา ๆ  เอ๊ะนี่ฝันไป  และดูๆ เหมือนจะไปไม่ถึงสวรรค์ซักกะที

มีผู้ติดตามอ่านบางท่านติชมเราแรงส์ๆ  ว่า  ทำไมมันเยิ่นเย้อ  ไม่ไคลแม็กซ์  ซะที  ฝันลมๆ แล้ง ๆ ตลอด จะลงทุนด้วยก็ไม่กล้า

ใช่ครับ  เราไม่รีบร้อนเรื่องเงิน  และเพราะความจริงที่พวกเราได้ค่อย ๆ ถ่ายทอดออกมานั้น  เพราะมันไม่ใช่ฝันที่เราจะเดินทางไปสู่ฝั่งได้ในพริบตา

เพราะ  ในชีวิตจริง  ธุรกิจจริง ๆ  ไม่มีความสำเร็จใด ๆ ที่จะได้มาโดยบังเอิญเลย  ล้วนต้องเจ็บปวด  ต้องอาศัยปัจจัย  ความพยาบามและความพร้อมต่าง ๆ มากมาย

แม้นสถาปนิกเก่ง ๆ ยังต้องใช้เวลา  ต้องการบรรยากาศในการบิวท์อารมณ์ ก่อนจะสร้างผลงานดีๆ ออกมา  และยังต้องใช้เวลาอีกพอควรแม้นว่าจะตกผลึกความคิดไอเดียปิ๊ง ๆ เพื่อประดิษฐ์งานชิ้นเอกได้แล้ว

“5G”  คือ  จุดเริ่มต้นของยุคดิจิทัลใหม่อย่างสมบูรณ์ที่สุด  กล่าวคือ  ความเร็วและประสิทธิภาพ  จะช่วยให้งานใหญ่ๆ ยาก ๆ  บรรจุและติดตั้งปฏิบัติการได้สำเร็จในเครื่องอิเลกทรอนิกส์เล็ก ๆ  และจะเป็นสิ่งเสริมให้งานแอพพลิเคชั่นในระดับแพลตฟอร์มเกิดขึ้นได้อย่างมีความเชื่อมั่น  เติบโตรวดเร็วและปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งาน

งานของสมองไทยแลนด์  ได้ก้าวเดินมายาวนาน  มีร่องรอย  มีการออกแบบ  สร้างสิ่งแวดล้อม  ปัจจัยที่จำเป็นไว้ก่อนอย่างพร้อมสรรพ  ผมยกตัวอย่างเช่นว่า ในการสร้างแพลตฟอร์ม 1 ระบบ จำเป็นจะต้องมีพื้นที่สำหรับเฟสการเดินเรื่องต่าง ๆ กัน เช่น

  • การเตรียมพื้นที่ออนไลน์เวบไซต์ทำงานสำหรับโปรแกรมเมอร์ที่จะเป็นคู่มือการผลิต (ที่จะต้องรองรับนักพัฒนาจำนวนมาก  มาทำงานต่อเนื่องการรุ่นต่อรุ่น เป็นเวอร์ชั่น  ที่ยากที่ใครจะจดจำไว้ในสมอง  และนี่คือมาตรฐานการทำงาน)
  • เราเตรียมเวบไซต์คู่มือออนไลน์สำหรับผู้ใช้งานเหมือนแพลตฟอร์มระดับโลกทั้งสอง  และจะเป็นทางเข้าสำหรับเวบแอพพลิเคชั่น
  • และเราเตรียมเวบไซต์ออนไลน์สำหรับผู้ดูแลแพลตฟอร์ม  ซึ่งหมายถึง  ลูกค้า องค์กร  ที่จะมาบริหารธุรกิจบนแพลตฟอร์มที่ร้องขอให้พัฒนาต่อยอดในอนาคต

ในด้านเทคนิคการพัฒนาแพลตฟอร์ม  เรามุ่งเน้นไปที่การออกแบบโครงสร้างและโมเดลทางธุรกิจมากกว่าการลงมือพัฒนาโค้ด  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรามีโซลูชั่นเรื่องโค้ดอย่างชัดเจน  และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นการจะสร้างความมั่นใจและเตรียมความพร้อมให้กับลูกค้าระดับเจ้าของแพลตฟอร์ม (Platform Operator) ที่จะต้องบริหารธุรกิจเชิงปฏิบัติการหรือ Operation Management   ได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกันกับซอฟต์แวร์  และประสพความสำเร็จอย่างแท้จริง

การออกแบบแพลตฟอร์ม  จึงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการออกแบบสถาปัตยกรรมโครงสร้างฐานข้อมูลหลายระดับ  ทั้งความลึก  ความกว้าง  ที่มีความเป็น Microservices และรองรับ  Blockchain  พร้อมการเข้าออกประตูระบบด้วย API  อีกชั้นหนึ่ง

เหล่านี้คือ  สิ่งที่ผู้ให้บริการพัฒนาระบบทั่วไปไม่ได้คิดไปถึง   เพราะระบบเหล่านั้นเป็นเพียงระบบขนาดเล็ก  ไม่มีบูรณาการกับระบบอื่น ๆ  หรือจะเรียกว่าระบบไม่มีการเจริญเติบโต หรือจะเรียกว่า  “ไม้ล้มลุก”  ก็ได้

หลาย ๆ StartUp ที่ไปต่อไม่ได้  เพราะไม่มี Dev หรือหมดตัวกับการเริ่มต้น Dev-Ops  หรือ  Scale ไม่ได้  หรือหาคนร่วมลงทุนจริง ๆ ไม่ได้  เพราะโมเดลธุรกิจมันไม่ใช่ตั้งแต่ต้น

หลาย ๆ StartUp ที่ฟังดูดี  แต่เหมือนจะมีการระดมทุนอยู่บ่อย ๆ  ประมาณว่าทำเพื่อขาย  หรือไม่ก็มีผลประกอบการที่ไม่สวยงาม  ผมว่าคนจะลงทุนซื้อเขาก็ไม่โง่นะ   จึงเข้าทำนองว่าทำได้แค่แหกตาชาวบ้าน  ปลุกกระแส StartUp ให้แตกตื่น  จบลงตรงที่  ใครมาทางไหนก็กลับไปทางนั้นแถมหมดตูดอีกตะหาก

ดูเหมือนจะมืดมน  หมดหนทางจริง ๆ  ที่จะให้  Tech StartUp ของไทยเดินไปได้

Tech StartUp ของไทยจึงยังต้องเป็นลูกมือ  เป็น “ทาสไอที”  “ทาสเครื่องมือ”  “ทาส  ดิจิทัล”  ไปอีกยาวนาน

บทความนี้ผมเขียนขึ้นเนื่องในโอกาส  วันสำคัญ  วันปิยะมหาราช   พระมหากษัตริย์  ผู้ทรงบุกเบิกและพัฒนาระบบสื่อสาร  คมนาคม  เทคโนโลยีต่าง ๆ ของไทย  และทรงเป็นผู้ประกาศปลดเปลื้อง ระบบทาสไว้ในสมัยของพระองค์

วันนี้  “เราจะเลิกเป็นทาสไอทีกันอย่างไร”   หรืออย่างน้อย  เราจะแข่งขันกับชาวโลกได้อย่างไร

ทาสไอทีฟังดูเป็น “วาทะกรรมดิจิทัล”  อีกแล้ว   ผมคิดออกเมื่อวันวานนี้นี่เอง  แต่จะแก้ออกอย่างไรนี่ซิท้าทายกว่า

แต่ผมกล้าพูดว่า  อย่างน้อยเราจะทำให้คนไทย และชาวโลกได้เห็นว่า  เรามี  “สติตื่นรู้   สติดิจิทัล”  แล้ว  และสร้างบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญมาก ๆ  ผมมีภาพสวยๆ จาก Internet  มาแชร์  เขาว่าด้วยรูปแบบของ  Blockchain  ที่นำมาใช้กับการ  Tracking สินทรัพย์  ในแวดวง  Fintech

และอีกภาพคือ  สถาปัตยกรรม  การออกแบบโครงสร้างงาน  และฐานข้อมูลทั้งทางกว้างและทางลึก  และความเหมือนที่เข้ากันได้ (Applicability)  กับเรื่อง  Blockchain

ลองพิจารณาดูนะครับว่า  ในทุก ๆ ระบบงาน  มีสิ่งที่เหมือนกันอย่างไร  และมีสิ่งที่ต่างกันอย่างไร

หรืออาจจะลองคิดดูว่า  ร้านค้าธุรกิจต่าง ๆ ที่แตกต่างกันที่หน้าร้าน  แต่ระบบจัดการภายในเหมือนกันอย่างไร

นี่แหละครับตัวอย่างสถาปัตยกรรมแพลตฟอร์ม   ที่พร้อมจะ “แปลงกายสยายปีก”  โดยมีคุณสมบัติพันธุกรรมเดียวกัน  พร้อมเติบโตและแข็งแรงปลอดภัย

…..  ดูเหมือนบทความนี้จะจบลงแค่การขายฝันอีกครั้ง

ปล่าวเลยครับ  นี่เป็นการแง้ม  การปล่อยข่าว  การประกาศตัวสงครามไอทีครั้งสุดท้ายต่างหาก  ที่จะต้องไม่ผิดพลาด  แต่จะเดินหน้าสำเร็จเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้คนจริง ๆ พร้อมๆ ไปกับการสร้างงานนับแสนนับล้านตำแหน่ง  และอาจจะเป็นการประกาศเลิกทาสไอทีกันเลยทีเดียว  เหลือจากนั้นก็เป็นความสมัครใจของผู้คนเอง  ว่าจะเป็นอยู่อย่างนี้สืบไป  หรือจะปลดเปลื้องพันธนาการ  แล้วเดินหน้าด้วยจินตนาการที่เสริมพลังด้วย  Samong Platform  & iSTEE Framework

นับถอยหลังหลักเดือนเท่านั้น  กับ ปรากฏการณ์   “เลิกทาสไอที  สงครามครั้งสุดท้าย”

โอกาสการร่วมเดินทางมีได้หลากหลาย  ทั้งการเป็นนักพัฒนาร่วมฯ   นักลงทุน  ผู้ถือหุ้น  และเจ้าของแพลตฟอร์มที่ออกแบบเติมสีตีเส้นตามใจของท่าน  

กดไลก์  กดเพจ  กดแชร์  รอๆ กันได้เลยครับ

เจอกันในบทความหน้านะครับ  ขอบคุณครับ

สติดิจิทัล (Mindfulness Digital Technology)

ในโลกใบเดิม  … ที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลได้พัฒนารวดเร็วแซงหน้าการหมุนของโลก  จนแทบจะหลุดพ้นไปสู่อีกจักรวาลแบบไม่มีวันหวนกลับ  มนุษย์ยังคงเป็นสัตว์โลกสายพันธุ์เดิมเพียงสายพันธุ์เดียว  ที่สร้างนวัตกรรมป่วนโลกได้มากที่สุด   แต่มีมนุษย์เพียงไม่กี่ชนชาติที่เป็นผู้นำเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างแท้จริง

ความเร็วของเทคโนโลยีการสื่อสาร (Speed of Communication)  ความล้ำของเทคโนโลยีการคิดคำนวณ (Computing & Processing Technology)  และขนาดของอุปกรณ์โปรเซสเซอร์ที่เล็กลงตรงกันข้ามกับความสามารถที่เพิ่มขึ้น  ช่องว่างของระดับชั้นเทคโนโลยีของชนชาติชั้นนำกับชนชาติผู้ตามที่เปิดกว้างและจะค่อยๆ ถ่างมากขึ้นจน  “ผู้นำมองไม่เห็นผู้ตาม”  จนผู้ตาม “หลงตน” นึกว่าเดินนำหน้าอยู่อย่างลำพัง  พร้อมกับการประกาศ  ประเทศ…. นี้ มีพละกำลังมากพอที่จะเดินไปสู่ 4.0  

ผมหมายถึง   ประเทศของเราก็อินเทรนด์ไม่น้อยที่จะพูดจาภาษาโลก  แต่ในกะโหลกของชนชั้นนำในชาติกลับไม่มีอะไร  มีแต่เชื้อร้ายที่ยังไม่มีตัวยารักษา

“วาทะกรรมดิจิทัล”  เช่น  บล็อกเชน (Blockchain)  ระบบอัจฉริยะ “ปัญญาประดิษฐ์” Artificial Intelligence (AI)  ที่พูดกันมาก  ได้ยินกันบ่อยและอีกนาม  Robotic Process Automation  หรือ RPA ที่คำนี้ถูกพูดถึงกันเพียงในวงแคบๆ เท่านั้น

รวมไปถึง  Enterprise Architecture  Machine learning, Deep learning Digital Transformation  และ  Digital Government  ที่เป็นอีก  “กระบวนวาทะกรรมดิจิทัล”  เป็นคำศัพท์ให้นักวิชาการได้ท่องจำ  แต่กลับยังไม่มีปรากฏการณ์ที่เป็นรูปเป็นร่างมากนักใน “ประเทศผู้นำส่วนหลัง” แห่งนี้  แต่ก็ใช้เป็น “คำ” ทำมาหากิน  ใช้จัดสรรงบประมาณกันอย่างสนุกมือ

อะไรที่กำลังจะมาพลิกผัน  และล้มล้างการดำรงชีวิตและวิธีการทำงาน  การบริหารงานแบบเดิม ๆ และจะมีผลอย่างไร ? 

ดิจิทัล  เงินดิจิทัล (Crypto currency)  บล็อกเชน (Blockchain)  Artificial Intelligence (AI)  การเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง (Internet of Things : IOT)  ทั้งหมดทั้งหลาย  ผสมรวมกันเป็นเนื้อเดียว  วนรอบซ้ำๆ ในการพัฒนาและใช้งาน (Dev-Ops Process)  จนแยกแยะก่อนหลังไม่ได้  จนกลายเป็นนวัตกรรมชิ้นใหม่  “AI ซ้อน AI”  ที่ยากจะจินตนาการถึงเทคโนโลยีเบื้องหลัง  และยากที่จะยับยั้งไม่ให้มันเกิดขึ้น

 

 

แต่ทราบหรือไม่ว่า ในขณะที่ท่านกำลังเลื่อนหน้า News Feed ในเฟสบุค  หรือแอพพลิเคชั่นในโซเชียลต่าง ๆ นั้น   มี  AI บางตัวกำลังทำงานอยู่ตรงหน้าท่าน   

การเมือง  การทหารได้ล้ำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผู้เล่น  AI  

 

 

 

 

RPA  คือ Robot ที่มองไม่เห็นตัว  แต่มันคือ  “Digital Processing Robot”  ที่จะแปลงกระบวนการการทำงานที่เกิดซ้ำๆ  ในทุกๆ กระบวนธุรกิจให้เป็นงานที่สำเร็จ  ปิดงานจบได้โดยอัตโมมัติ  เช่น  กระบวนการทำงานของธนาคารที่เคยใช้พนักงานจำนวนมาก    กลับเป็นการใช้พนักงานน้อยลงในขณะที่ขนาดของธุรกรรมการเงินกลับโตขึ้นอย่างมหาศาล  และดำเนินการจบกระบวนการได้อย่างรวดเร็ว  เช่น  การอนมุติสินเชื่อ  ที่ดำเนินการอัตโนมัติ   เพราะระบบมีชุดข้อมูลของลูกค้าอย่างมากเพียงพอแล้ว  ระบบทำงานด้วยซอฟต์แวร์  และโปรแกรมการเรียนรู้การทำงานของคน  จนมันสามารถทำงานนั้น ๆ ได้

การวิเคราะห์  การตัดสินใจ  เดิมที่เป็นการแข่งขันระหว่าง “คน”  ความเชี่ยวชาญ  ความฉลาด  มุมมอง  ของนักธุรกิจ  นักลงทุน  เช่น  การซื้อขายหุ้น  ไม่ผิดที่ในวันนี้จะพูดว่า  นักเลงหุ้นตัวน้อย ๆ กำลังคำนวณโอกาสการทำเงินแข่งกับซอฟต์แวรฺอัจฉริยะของนักเลงหุ้นขาใหญ่   แปลว่า  แมงเม่าจะทยอยตายตามกันไป  การทำเงินจากการเก็งกำไรจะยากขึ้น  การสร้างรายได้จากการเคลื่อนย้ายการส่งมอบบริการจริง ๆ  จะมีความยั่งยืนและแน่นอนกว่า  และแน่นอนการแข่งขันจะทำให้มันยากขึ้น

การแข่งขันของทุนธนาคาร  ที่หันมาแตกไลน์ธุรกิจใหม่  การสร้างทีมเทคโนโลยีของตนเอง  หรือการเกิด Corporate Veture Capaital (CVC)  เพื่อสนับสนุนการสร้างเทคโนโลยีเพื่อนำองค์กรหนีไปสู่ที่ยืน  หรือสนามแข่งแห่งใหม่   คือ  การเกิด “สติ” ของทุนเหล่านั้น  เพื่อต่อลมหายใจ

ไม่ห่างไกลจากความจริงมากนักหากจะกล่าวอีกว่า  “ผืนดินบนโลกใบนี้แม้นจะกว้างใหญ่เพียงพอ  แต่แทบจะไม่มีที่ยืนสำหรับชนชาติที่ล้าหลังทางความคิด”

การไม่ฉลาดคิด  การไม่คิดนอกกรอบ  การไม่ส่งเสริม  การไม่ลงมือทำอย่างจริงจัง  คือ การยืนยันและยอมรับความพ่ายแพ้ของชนชาติโดยปริยาย  ที่รายได้  เศรษฐกิจ  และความเป็นอยู่ของประชาในชาติจะถดถอย  ที่จะใช้ที่ยืนเป็นหลุมฝังศพแบบตายทั้งเป็น

ในบรรยากาศของความปั่นป่วนของดิจิทัล (Digital Disruption) เช่นนี้  เราจึงอยากจะขอปลุก  ปลุกสำนึก  ปลุกสติ  “สติดิจิทัล”  ของประเทศนี้  แต่มันคืออะไร ?

  • สติดิจิทัล  ความหมายแรก  คือ  สำนึก  หรือตื่นรู้ในทิศทางของเทคโนโลยีปัจจุบันและอนาคต  เพื่อเดินไปในทิศที่ถูกต้อง
    • สำหรับนักพัฒนา  หมายถึง  การเกิดสำนึกตื่นรู้ว่า  ทิศทางที่ถูกต้องที่ควรจะเดินไปอย่างปลอดภัยและประสพความสำเร็จคืออะไร  หมายถึง  การเลือกที่จะศึกษาเจาะลึกสร้างเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับอนาคต
    • สำหรับผู้บริหารประเทศ  หมายถึง  การเกิดสำนึกตื่นรู้ว่า  จะให้การสนับสนุนการพัฒนา  จะสร้างสิ่งแวดล้อมทางนวัตกรรม (Ecosystem) อย่างไร  และยังหมายความไปถึง  “ยุทธศาสตร์ข้ามชาติ”  มากกว่า  “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี”   
  • สติดิจิทัล  ในความหมายที่สอง  คือ  วัตถุประสงค์แห่งงานนวัตกรรม  เทคโนโลยี  ที่ผู้สร้างได้ถ่ายทอดลงในผลงาน  เช่น  นักสร้างเกมส์  สร้างความสนุกตื่นเต้นและจินตนาการลงในเกมส์   นักสร้างแอพบริการ  สร้างความสะดวกในการใช้บริการ   นักสร้างระบบชำระเงิน  หวังสร้างความสะดวกในการชำระเงินแลกกับรายได้ในรูปแบบต่าง ๆ  แต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถมองหาแอพพลิเคชั่นที่สร้างความสำนึก  ความตื่นรู้  สร้างการวางแผนในการมีชีวิต  สร้างนิสัยการออม  สร้างแนวคิดการก้าวเดินอย่างมั่นคงและปลอดหนี้

และน่าเสียดายที่เราจะไม่สามารถมองเห็นแอพพลิเคชั่นหรือ  แพลตฟอร์ม  ที่มีการเชื่อมโยง  ที่มีพัฒนาการยั่งยืน

และน่าเสียดายที่เราจะไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ถ่ายทอดออกมาจากสมองคนไทย  ที่สนับสนุนโดยรัฐบาลไทย

 

 

 

 

 

  • สติดิจิทัล  ในความหมายที่สาม  คือ  แอพพลิเคชั่นแพลตฟอร์ม (Application Platform) หรือ  แอพพลิเคชั่นที่เชื่อมโยงหลากหลายแพลตฟอร์ม (Multiple Platform Application)  ที่มีระบบเครือข่ายเส้นประสาท (Neural  Network System)  มีระบบเฝ้าติดตามและควบคุม (Monitoring & Control System)  คือ  ระบบแอพพลิเคชั่นอัจฉริยะ  ที่ทำงาน 24 ชั่วโมง  ปกป้องความเป็นส่วนตัว  ปกป้ององค์กร  ช่วยบริหารงานองค์กร   และมีฟังก์ชั่นหลากหลายแตกหน่อไปตามเจตนาของนักพัฒนา  ที่ทำงานอยู่บนแนวความคิดที่ถูกต้อง และพร้อมขยายสายพันธุ์ความล้ำเลิศ  พัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรม  เพื่อไล่ปิดช่องว่างทางเทคโนโลยี  และไม่เป็นผู้ตามอยู่เพียงลำพัง

การมีสติดิจิทัล  จึงมีความสำคัญ  ที่จะต้องรู้ทัน  รู้ลึก  และรู้ไปไกลในวันข้างหน้า   เพื่อการสร้างความอยู่รอด  ความมั่นคง  ปลอดภัย  ไม่ต่างไปจากการที่คนต้องมีสติสัมปชัญญะ

สมองไทยแลนด์   ในบทบาทผู้นำแห่ง  “สติดิจิทัล”  ในทุกๆ ความหมายและพร้อมนำเสนอ  “Samong.AI”  คือ  “Mindfullness Digital technology” หรือ  กระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างมีสติ  ที่จุดหมายมีนักรบ  มีระบบอัจฉริยะรองรับการพัฒนางาน  และสุดยอดที่สุดที่จะยืนยันความมหัศจรรย์เหล่านั้นคือ  เรามีสติ  เรามีเครื่องมือที่ดีพอจะสร้างดิจิทัลแห่งอนาคตขึ้นมา  และพร้อมที่จะเดินไปด้วยกันกับเครือข่าย  กับการให้บริการแพลตฟอร์มอย่างกว้างขวาง

3 หมื่นล้าน ผ่าทางตัน ไปไม่สุด ขุดไม่เจอ !

ฟันธง !!

ฟันธงได้เลยครับว่า  ความพยายามในการถมทะเลแดงเดือดแวดวงไอที  โดย  “รัฐบาล Start Up”   ที่กล้าหาญประกาศไทยแลนด์ 4.0  จะกลายเป็นเพียงการละลายน้ำพริกครกใหญ่ใบเบ้อเร่อลงทะเลดิจิตัล  ที่กว้างใหญ่กว่าแม่น้ำหลายๆ สายหลายเท่ามากนัก

เป็นความพยายามในการผลักดันเม็ดเงิน มหาศาล  หลายครั้งหลายครา  เพื่อลงไปสู่กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่  กลุ่มคนไอทีและรวมไปถึง SME ในหลายสาขา  ผ่านการอนุมัติวงเงินกู้ช่องทางของแบงก์พานิชย์  และแบงก์เฉพาะกิจเครื่องมือของรัฐ   แต่ผลลัพธ์  กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า   เงินตกใต้โต๊ะ  เพราะไม่สามารถสร้างหน่อนักธุรกิจ ดิจิตัล ไอที  Fintech , Ed Tech, Med Tech, health Tech ให้เดินหน้าได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย  เพราะในความเป็นจริงคือ  แบงก์แทบทุกแบงก์ไม่กล้าปล่อยเงินกู้ทำนองนี้  เพราะด้านหนึ่งก็กลัวเรื่อง NPL  ที่คนลงชื่ออนุมัติฯ  จะพาลติดคุก  (ดังคำอ้างของแบงเกอร์หลายราย)  แต่ก็ขอขอบคุณที่แบงก์ได้ปล่อยเงินกู้เล็ก ๆ น้อยให้กับ SME รถเข็น  รายย่อยๆ  จำนวนหนึ่ง  ได้ต่อยอดต่อลมหายใจไปตายเอาดาบหน้า

เพราะแบงก์เหล่านี้ยังติดอยู่กับภาพเดิม ๆ ไม่เข้าใจ  ความสำคัญเรื่องนวัตกรรมแม่แต่น้อย   คุณต้องมีของ  ต้องมีหลักทรัพย์   แล้วสตาร์ทอัพที่ไหนจะมี

การฟูมฟัก  Startup ในค่ายตัวเอง ของหลายแบงก์ช่างเป็นการกระทำที่สกปรก  น่าละอาย เป็นอย่างยิ่ง   เวที StartUp เหล่านั้นไม่ต่างกับการประกวดนางสาวไทย  เพื่อดูดดูทรวดทรง  ดูดความคิด  หลอกหลอน  Start Up  ให้ได้หลงไปกับการออกงาน  ออกบูธ  งานแล้วงานเล่า  จนหมดเงินหมดทอง  หมดแรงกันทุกก๊วนทุกเหล่า

จบลงด้วยการที่ทุนเหล่านั้นเปิดตัวทีมธุรกิจไฮเทคของตนเอง  ทิ้งไว้เพียง Start Up หลงโรง  ตกเวทีเหี่ยวตาย

สตาร์ทอัพเอง  ก็เป็นฝัน  ไม่มีของ  ไม่มีเทคโนโลยี  ขี่กระแส  ไร้สติ

มหาลัยหลายค่ายก็ไม่ต่างกัน  เหล่าคณาจารย์ที่ยังยึดติดกับการทำผลงานและการแก่งแย่งยศตำแหน่ง ชื่อเสียง  เพียงสมัยละไม่กี่ปี   ยินดีทำลายพันธมิตรได้ในทุกโอกาส  งานวิจัยน้ำจิ้ม  การปั้นโครงการเพื่อดูดเงินเข้ามหาลัย  ปั้นขยะลงถัง  ที่ลงท้ายด้วยความว่างเปล่า  เป็นมาอย่างนี้และจะมีสืบต่อไป

แต่ยังดี  ที่มีองค์กรใหญ่ ๆ ไม่น้อยที่มองเห็นทางรอด  ที่จะนำเรือฝ่าคลื่นด้วยการพัฒนาคนในองค์กรและเดินหน้าอย่างเต็มที่  (อยากให้รัฐบาล มองโมเดลนี้ไว้ดี ๆ)

อีก  3 หมื่นล้าน  ชะตากรรมที่ไม่ต่างกัน  แค่ต่างคนพูด  ไปไม่สุด  ขุดไม่เจอ  ประกาศตอนนี้ตีกะลาล่อหมาล่อแมว   อีก  6 เดือนจะเลือกตั้ง  ขาดคนคุมบังเหียน  ม้าก็หลงป่า  การหว่านเงินภาษีรอบนี้ก็จะล้มเหลวอีกเช่นเคย

“เครื่องจักรซอมบี้”   หรือ  Start Up ที่ไร้พลัง  ไร้การสนับสนุนอย่างจริงจัง  ก็จะเต็มบ้านเต็มเมือง

การคิดสร้างโมเดลไทยแลนด์ 4.0   ไม่ต่างจากการคิด โมเดลธุรกิจ   คิดผิด  ทำผิด  มักง่าย   แจกเงินพอเป็นพิธึการ  แล้วก็ล้มหายตายจาก  ขาดความยั่งยืน  ไม่ได้คิดเรื่องรากฐานที่จะสามารถสร้างความยั่งยืนได้

ภูเขาน้ำแข็งไทยแลนด์  4.0  ยังมีเรื่องที่จมอยู่ใต้น้ำมากมายนัก

ไทยแลนด์  4.0  ยังต้องใช้เวลาอีกยาวนาน  ต้องผ่านการสูญเสีย  ผ่านบทเรียน  รัฐบาลต้องข้ามศพ Start Up ไปอีกจำนวนมาก

รัฐฐาลต้องมีสติ  นั่งลงแล้วคิด   สร้างพลัง  สร้างการทำงานร่วมกัน  ตั้งคำถาม  ตั้งโจทย์นวัตกรรมให้ชัดเจน  ต้องเป็นคำถามที่จะสร้างผลกระทบให้ใหญ่หลวง  สร้างแรงเหวี่ยงให้มากมายกว่าพายุหลาย ๆ ลูกรวมกัน  วันนั้น  คือจุดก่อตัวพายุไทยแลนด์  4.0 อย่างแท้จริง

Start Up ต้องคิด  ว่ามันไม่ง่ายอย่างนั้น  อย่างไรจะยั่งยืน

“สังคมตั้งแต่รากหญ้า  สูงขึ้นไปจนจดฝ้าเพดานทำเนียบฯ  ย่อมต้องมีความสัมพันธ์  พึ่งพาและเชื่อมโยง  ทำงานผ่านหลายแพลตฟอร์ม  แพลตฟอร์มที่จะต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติ  มีสายพันธ์กรรม  มีการพัฒนา”

“แพลตฟอร์มมาตรฐาน   ความคิดที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น  การพึ่งพาตนเอง  ปลอดหนี้  ทีมนักพัฒนาวิจัยภายในองค์กรที่แข็งแรง  มีจิตใจมุ่งมั่น   สร้างงานเพื่อองค์กร  เพื่อ  Digital  Transform  องค์กร”  คือ  สัญญาณเตือน  และคำแนะนำจากเรา

 

เราจะเดินให้สุด  ฉุดเครือข่ายนักพัฒนา  สร้างรายได้ที่มั่นคง  สร้างงานที่เข้มแข็ง  สร้างแพลตฟอร์มสังคมใหม่  คนไทยได้ประโยชน์

วันนั้นรัฐบาลจะตื่นรู้

ด้วยจิตคารวะ

Enterprise Architecture & IOT Platform

  • งานสถาปัตยกรรม   มีความสำคัญยิ่งต่อโครงการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่สำหรับการอยู่อาศัย  หรือสำหรับศูนย์การค้า
  • งานสถาปัตยกรรมผังเมือง  จำเป็นอย่างยิ่งก่อนที่จะสร้างบ้านแปลงเมืองให้มีระบบต่างๆ ถูกต้องสมบูรณ์
  • งานออกแบบโครงสร้าง  การพัฒนา  การแปรรูปองค์กรใดๆ  ทั้งภาคธุรกิจ  และภาครัฐ  ที่จะต้องดีพร้อม  ทุกมุมทุกองศา  ก่อนการก่อสร้างองค์กรเพื่อให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในยุคดิจิตัล  ที่องค์กรโดยเฉพาะภาครัฐที่มีขนาดใหญ่มาก   มีความซับซ้อนมาก  ที่ต้องให้บริการประชาชนและนักลงทุนต่างชาติจำนวนมาก  ที่มี demand สูงๆ  เน้นความฉับไวมาก ๆ ก็จำเป็นที่จะต้องพลิกโฉมองค์กรให้มีประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการ

ใช่ครับผมกำลังเกริ่นเรื่องความจำเป็นในการออกแบบสถาปัตยกรรมองค์กร (Enterprise Architecture)   เครือข่ายองค์กร  ทั้งทางกว้าง  และทางลึก  ให้มีการประสานสัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพ   รวมไปถึงการมีระบบไอทีดิจิตัลที่สอดรับกับโครงสร้างองค์กรของภาครัฐอย่างแท้จริง

ระบบไอทีดิจิตัลที่จะติดตั้งใช้งานสำหรับภาครัฐ   จึงไม่ใช่เพียงการช็อปปิ้ง  ERP สำเร็จรูปมาใช้โดยให้ข้าราชการปรับตัว   ปรับกระบวนการการทำงานให้เข้ากับ ERP เหล่านั้น  ซึ่งล้วนเป็นสูญเสียในเชิงประสิทธิภาพ  ในเชิงระบบงาน   และเสียความเป็นอิสระภาพที่ภาครัฐอาจจะต้องตกเป็นทาส  ERP จากต่างด้าวสืบไปทั้งด้านค่าใช้จ่ายและการร้องขอการบริการในภายภาคหน้า

ถึงเวลาที่องค์กรภาครัฐ  จะได้ออกแบบองค์กรก่อน   โดยนำเอาหลักการออกแบบองค์กรสมัยใหม่  และสถาปัตยกรรมไอทีดิจิตัลประสมประสานกันเข้าไป   ผมหมายความว่าจำเป็นจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมไอที  และรู้ดีในเรื่องสถาปัตยกรรมโครงสร้างองค์กร  ปัญหาการไหลของงานในองค์กร  รวมไปถึงข้อกฏหมายของประเทศ  ให้มีการทำงานร่วมกันของคนในองค์กร (Callobrative)  ในการร่วมออกแบบงาน    โดยเปิดใจ  เปิดข้อเท็จจริง  ข้อบกพร่อง  จุดคอขวด  เพื่อออกแบบระบบที่แย่น้อยที่สุด   เมื่อเห็นว่าดีแล้วก็ถึงคราวการพัฒนาโปรแกรมระบบทางด้าน  ไอทีดิจิตัล  หรือ  ERP สำหรับภาครัฐ

ผมขอยกตัวอย่างแผนผัง  ส่วนประกอบงานในระบบ ERP มาให้ชมกัน    พร้อมกันนี้ก็นำเอาภาพเปรียบเทียบว่า  ผู้เล่นหรือผู้ผลิตและให้บริการ  ERP ต่าง ๆ นั้น  เน้น Module ไหนกันบ้าง

ภาพโครงสร้างส่วนประกอบ Module สำคัญ ๆ ในระบบ ERP

ผู้ผลิตและให้บริการ ERP  สำหรับองค์กร

ประการแรกที่จะสังเกตได้จากแผนผัง  คือ  ขนาด  หรือจำนวนของ  module  ที่มีอยู่มากมาย   และหากจะคิดพิจารณาต่อไปว่า  แล้วจะมีกี่องค์กร  กี่ภาคธุรกิจ  และองค์กรเหล่านั้นมีความต้องการ module  อะไรที่เหมือนกัน  มีความต้องการ module  อะไรที่ต่างกัน   หากนับรวมส่วนที่ต่างกันอาจจะได้ module นับ หมื่นนับแสนชิ้น  หากนับส่วนที่เหมือนกันอาจจะมีนับหมื่นนับแสนชิ้นเช่นกัน  และย่อมจะมีความต้องการนักพัฒนาจำนวนมาก  ทั้งในขั้นตอนการผลิต  ทดสอบและบริการหลังการขาย

มาถึงจุดนี้จึงจะเห็นในอีกมิติหนึ่งว่า  การพัฒนา ERP ไปสู่ธุรกิจนั้น  มีขนาด  มูลค่าตลาดที่ใหญ่มาก ๆ  หากผู้ใดสามารถผลิตออกมาโดยตอบโจทย์สารพัดได้ในระยะเวลาอันสั้นก็จะเป็นเจ้าตลาดได้อย่างง่ายดาย  แต่ความยากคือ  ใครจะออกแบบ 1  ERP  ให้ตอบโจทย์ใครได้ทั้งหมด   หมายความว่าสุดท้ายผู้นั้นก็จะเป็นเพียงผู้เล่น ERP ที่ผลิตเพียง  Module  หนึ่ง ๆ  อีกรายหนึ่งแค่นั้นเอง

แปลว่าหากองค์กรใด ๆ สามารถสร้างคน  ให้สามารถออกแบบสถาปัตกรรมโครงสร้างระบบงาน  และสร้างงาน module  ERP  ได้เอง  และประสานกับองค์กรที่เกี่ยวข้องได้  และทำขนานกันไป  ก็จะเกิดเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ  ต้นทุนต่ำ  และมีความยั่งยืน  เครื่องมือ ERP ของระบบนั้นจะมีความสามารถตรงตามที่ต้องการ  ที่จะสามารถถ่ายทอด  ส่งมอบข้อมูล  รายงาน  การประมวลผลที่จำเป็นระหว่างกันได้  ก็จะยิ่งทำให้ระบบพัฒนาได้เร็ว และมีเสถียรภาพ

ในอีกมิติ  คือ  มิติการพัฒนา และการบำรุงรักษา   ใครจะเป็นผู้พัฒนา  จะพัฒนาด้วยระบบอะไร  และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา  จะต้องมีมูลค่าขนาดไหน  ต้องการบุคลากรกี่คน  ล้วนเป็นคำถามที่ใหญ่มาก ๆ

ภาพมิติ  ERP องค์กร  และ ERP ภาครัฐนั้นดูใหญ่มาก ๆ  แต่ก็สามารถอธิบายเทียบเคียงได้กับอีกเทรนด์หนึ่ง  ที่กำลังมาแรง และกำลังจะแซงนำทิ้งห่างเราไปอย่างรวดเร็ว  นั่นคือเรื่อง  ระบบ IOT   โดยภาพแรกที่นำเสนอนี้  คือ   Layer  หรือระดับชั้น  หรือ  Platform ย่อย ๆ ของระบบ IOT    ที่ไล่เรียงมาจากอุปกรณ์ระดับ ภาคสนาม  การส่งข้อมูล  การคำนวณแยกแยะข้อมูลเบื้องต้น  การจัดเก็บ การประมวลผล  ไปจนถึงการนำเสนอ  การใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกัน

ที่มา  Automation.com

ในแต่ละชั้นของระบบ IOT นั้นมีความต้องการ  3 ส่วน  คือ

  • การออกแบบภาพรวมระบบในแต่ละชั้น
  • การออกแบบการสื่อสารทะลุขึ้นไป  ลงไปยังชั้นล่าง   การออกแบบฮาร์ดแวร์  ในแต่ละชั้น  เช่น  ชั้นล่างต้องการอุปกรณ์ชนิดไหน   ส่วนชั้นเครือข่ายก็ต้องออกแบบว่าต้องการเครือข่าย  การสื่อสารชนิดไหน  และ
  • การออกแบบ  พัฒนาซอฟต์แวร์ในแต่ละชั้น  และให้ทั้งหมดมันร้อยเรียงคุยกัน  ทำงานกันได้ถูกต้อง

มีคำถามว่า  เราจะต้องการนักพัฒนาจำนวนมากมายแค่ไหน  และสามารถหาได้หรือไม่ในสภาพตลาดปัจจุบัน  คำตอบที่ผมขอท้าทายวงการเลยคือ  “ไม่มี ไม่มีเหลือ  และจะตายหมด   ต่างคนต่างอยู่  หรือจะมีการจับกลุ่มกันก็น้อยมาก  และจับกลุ่มกันก็เพื่อแข่งขันกับอีกกลุ่มหนึ่ง  และไม่นานก็จะมีผู้แพ้และเดินออกไปจากวงการ  ต่อมาก็จะเกิดการแข่งขันกันภายในกลุ่ม  จนต้องแยกทางกันไป”

จะเห็นว่า  ปัญหามีสองส่วนใหญ่คือ  เรื่อง

  • เทคนิค  เทคโนโลยีที่จะมาตอบโ๗ทย์ความต้องการขนาดใหญ่  ที่ซับซ้อน   และ
  • อีกด้านคือจิตวิญญาณ  พลังในการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน

มีคนกล่าวว่า   “ไทยแลนด์ 4.0  คำตอบ  คือ  คน”  แต่ผมขอแย้งว่า  คือ  “จิตวิญญาณ”  ของคนต่างหาก  หากคนมีจิตวิญญาณดี  คิดดี  ทำดี  มีความคิดในการร่วมกันทำงาน  มีกลไกในการควบคุมดูแลกันเอง  มีรายได้ที่ต่อเนื่องและมากเพียงพอ  ให้กินอิ่มนอนหลับ  ฝันดี  มีไอเดียบรรเจิด  งานที่ออกมาจากกลุ่มก้อนของพวกเขาเหล่านั้นก็จะเป็นงานสร้างสรร  มีคุณภาพ  และพวกเขาจะสร้างอะไรต่อไปอีกก็ได้  ประเทศนี้ก็จะเล็กนิดเดียวสำหรับพวกเขา

  • พวกเขาอยู่ที่ไหน  จะให้เกิดการรวมพลังกันได้อย่างไร

ผมได้แตกประเด็นออกมาไกล  ไกลมาก   ที่เริ่มจาก สถาปัตกรรม  ถึง  ERP องค์กร  ERP รัฐบาล  ถึง  สถาปัตยกรรมของ ไอโอที  มาจนถึงความจำเป็นในการสร้างนักพัฒนา  เพื่อความยั่งยืนและแข่งขันได้ของประเทศ

คำตอบอยู่ที่ไหน

  1. การมีเทคโนโลยีที่จำเป็นของตนเอง
  2. เทคโนโลยีที่มีสายพันธุ์ต้นแบบ
  3. เทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นขยายตัวเติบโตได้แบบเซล  แบบรังผึ้ง  ด้วยเทคโนโลยี  Microservices
  4. เทคโนโลยีที่สื่อสารได้ด้วย API กับเทคโนโลยีค่ายอื่น
  5. แนวคิดการสร้างคนอย่างมีเอกลักษณ์
  6. เทคนิคการพัฒนาคนเหล่านั้นให้สร้างงานได้รวดเร็ว
  7. พันธมิตร  แนวร่วม  หรือช่องทางการสนับสนุนด้านการเงิน
  8. โครงการหรือชิ้นงานเพื่อพิสูจน์ความสามารถ
  9. การสนับสนุนจากภาครัฐ

วันนี้เราอยากจะบอกว่า  เราเดินทางในที่สว่างมาแล้วใกล้ครบเวลา 2 ปี   เรามีการพัฒนาความพร้อมเป็นอย่างมากในระยะเวลาที่ผ่านมา    และเราปัจจัยพร้อมสำหรับข้อ  1 – 6  เราสามารถแสดงให้ท่านเห็นได้ว่าเทคโนโลยีและแนวคิดของเราสามารถตอบโจทย์ด้านไอทีดิจิตัลได้   นับมาตั้งแต่เรื่อง  IOT  ไปจนถึงงานระดับ Enterprise

ระดับชั้น  รูปแบบการให้บริการ

การออกแบบมองระบบรวมเปนชั้น ๆ ของแพลตฟอร์มย่อย  ที่มีส่วนเชื่อมโยงถึงกัน  มีองค์ประกอบการกระจายข้อมูลแบบ blockchain 

iSTEE & Samong platform  คือ  คำตอบที่ไม่ต้องพิสูจน์อีก  ผู้ที่กล้าหาญที่มองเห็นอนาคตเท่านั้น  ที่จะรีบหยิบฉวยโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้  และร่วมเดินทางไปกับเรา

องค์กรภาครัฐ  ภาคเอกชน  ที่สนใจในแนวคิดดังกล่าวแล้ว  สามารถติดต่อมาได้ที่   email : paipat.s@samongthailand.com