Digital Leadership

Digital รีวิว พักร้อน

นานๆ จะได้มีโอกาสพักร้อนแบบยาว ๆ  เลยพอมีเวลานั่งทบทวนเรื่องราวของตัวเอง  และข่าวสารในแวดวงดิจิทัล

ได้ความว่า  ข่าวฮอตระดับท็อปของ สัปดาห์นี้  เห็นจะไม่มีข่าวไหนเด็ดกว่าเรื่อง  Libra  ว่าที่สกุลเงินของ  Facebook  ที่หลายๆ เวบ บลอกเกอร์ นำเอามาแปล ตีข่าวกันไปแล้ว

ทิศทางของคำถาม  การคาดคะเนอนาคต  และผลกระทบ  จากเวบเหล่านั้น  ก็เอ่ยถึง  อนาคตธุรกิจการเงิน  ว่า สถาบันการเงินจะเป็นอย่างไร  หรือ  ผู้บริหารประเทศจะปรับทิศทางการบริหารการเงินประเทศอย่างไร เป็นต้น

แน่นอนว่า  คนไทย  กับตำแหน่งแชมป์การใช้เน็ตสูงสุดของโลก (ใช้ต่อวันนานที่สุด)  และกรุงเทพตำแหน่งเมืองได้แชมป์การใช้ Facebook สูงสุดของโลก  คงจะไม่มีใครไปเบิกถอนเงินที่ธนาคารสาขาอีกแล้วเป็นแน่แท้   หากการกู้เงินออนไลน์เกิดขึ้นได้ง่ายกับธนาคารเฟสบุคของพี่มาร์ค  ก็เป็นอันว่าลืมกันไปได้เลย  จำทางไปธนาคารไม่ได้

ที่ทำการสำนักงานธนาคารสาขาหลายแห่ง  เหมาะกับการจะทำเป็นแหล่งผลิตรังนกมากๆ   “รังนกนางแอ่น” ครับ  เพราะหลายที่เขาก็ปลูกบ้านคล้ายคอนโด  มีหน้าต่างแคบหน่อยให้นกนางแอ่นแวะมานอน  มาทำรังแบบไม่ต้องค่าค้างคืน   แต่แลกเปลี่ยนด้วยรังของมันและเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจชั้นดี   ใครๆ ก็คงไม่ไปเช่าอาคารธนาคารนั้น  มาทำธุรกิจกันอีก  ค่าเช่าคงแพง  รูปแบบอาคารก็ไม่เหมาะทำร้านอาหาร ที่จอดรถก็น้อย   เลวร้ายกว่านั้นก็คือ  การทุบทิ้ง และขายที่ทางเปลี่ยนเป็นธุรกิจอื่นๆ ไป

พี่ๆ  น้องๆ หลานๆ พนักงานธนาคารก็ไม่เพียงแต่การย้ายไปทำงานที่บ้าน หรือทำงานด้านสินเชื่อออนไลน์  แต่จะมีอีกจำนวนมากที่ต้องหันไปทำอย่างอื่นแทน

ส่วนเจ้าของธุรกิจธนาคาร  หรือผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ๆ เขาไม่เจ๊งหรอกครับ  พนักงานลูกจ้างต่างหากที่เจ๊ง   แน่นอนว่ารายได้ขนาดธุรกิจของธนาคารจะเล็กลง  หรือต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสร้างรายได้ทางอื่นเช่นกัน  ต้องหันไปทำอะไรบางอย่างที่คล้าย ๆ ไลน์  เฟสบุค  อะเมซอน  กูเกิล  หรือจะไปร่วมทุนกับเขาเลยก็แล้วแต่

สกุลเงิน Libra  หากจะประกาศพรุ่งนี้ก็เปิดใช้กันได้เลย  เหมือน ๆ  ที่เราซื้อ  Coin  เพื่อแลกสติ๊กเกอร์นั่นแหละเรื่องเดียวกัน  แค่ไม่กี่วันเงิน  Libra ก็เต็มกระเป๋าพี่มาร์ค  แกไม่ต้องไปหาเงินสด  หรือทองคำอะไรมาสำรองเลยแม้แต่น้อย   ผมเองก็จะเอาด้วยทันที  ทุกคนก็จะเอาด้วยเช่นกัน   หลายคนที่พึ่งพาโฆษณาเฟสบุค  แม้นจะรู้สึกกังวลกับค่าใช้จ่าย  แต่ต่างก็ยอมรับว่ามันเป็นช่องทางการตลาดทีดี   ธนาคารพี่มาร์คก็จะเติบโต  เป็นพลุแตกภายใน 5 วัน  7 วัน

เฟสบุค  จงเจริญ  น่าจะเป็นคำด่า  ที่ดี  ที่สุภาพที่สุด

เฟสบุค ไลน์ อะเมซอน ไมโครซอฟต์  จะช่วยกันปิดธนาคาร

Youtube  จะช่วยปิด  สถาบันการศึกษา แนว Education แต่จะเกิด  Learning  และต่อไปจะเกิดสถาบันรับรองดีกรี  คุณสมบัติ   ว่าคนที่เรียนออนไลน์นั้นๆ ผ่านหลักสูตรเทียบเท่า  MIT  Stamford  หรือไม่  สถาบันการศึกษาในไทยก็คงจะคล้ายกัน   พื้นที่มหาวิทยาลัยใหญ่โต  อาจารย์เยอะแยะ  ไม่มีนักศึกษา   งบวิจัยที่รอไหลเข้ามหาวิทยาลัยมากมาย ก็คงจะพอเลี้ยงอาจารย์ไปได้อีกหลายปี  แต่อาจารย์อีกจำนวนไม่น้อย  ก็ต้องเลือกเส้นทางใหม่

Digitsl Disruption มันสร้างความหดหู่ได้พอ ๆ กับความตื่นเต้นเลยทีเดียว   อีแค่คนเขียนโปรแกรมนี่นะ  พลิกโลก  เปลี่ยนโลก  ภาษาอะไรไม่เกียง  facebook นี่ใช้  php เองพลิกโลกได้ขนาดนี้   (เรียนลึกๆ ทำให้เป็นได้จริง ๆ ซักภาษานึงเหอะพ่อคุณนักเรียน software)

แบงค์ไปแล้ว  มหาวิทยาลัยจะตามไป  แล้ว  ประเทศไทยจะอย่างไร

เราอาจจะได้เห็น  รัฐมนตรีโรบอท  สส โรบอท  E-Governement  คงจะเต็มไปด้วย AI   รัฐบาลเราก็จะเก่งเสียที  ส่วนเรื่องคอรัปชั่น  ไม่ขอรับประกันว่าโรบอทจะไม่มีนิสัยเหมือนมนุษย์ขี้โกง

ประชาชน ลูกหลาน  ปู่ย่า ตายาย ลุงป้า  ที่ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อ เพื่อรอดูผลพวงของ  Digital Disruption นั้น  ต้องรับผิดชอบตัวเองแน่นอน

คนและครอบครัวของเขา  เขาคนนั้นที่เต็มไปด้วยความสามารถและ  “มีโอกาสเข้าถึงโอกาส”   ย่อมจะไม่เดือดร้อนมากนัก

แต่คนอีกจำนวนมาก  ที่แม้นจะเป็น  1 ในผู้ร่วมทำสถิติให้ไทยเป็นแชมป์อินเตอร์เน็ตโลก   แต่ในฐานะ User รอจิ้ม ๆ แชร์  จะมีโอกาสรักษาแชมป์ไปได้นานอีกแค่ไหน

รายได้  กระทบเศรษฐกิจครอบครัว  ครอบครัวที่ขาดการวางแผน  เจอคลื่นเล็ก ๆ ก็ต้องถึงกับเซจนพัง

เร็วที่สุด  และง่ายที่สุด  ที่จะรับมือกับสถานการณ์นี้  คือ  ความตื่นตัว  สำนึกว่ามีภัยอันตราย  และรอรับมัน  วางแผนเรื่องครอบครัว  การเงิน  และการเรียนรู้งานอาชีพใหม่  ในฐานะพลเมืองดิจิทัล  ของชนชาติดิจิทัล

ใครจะเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้น ?  พลังของพลเมืองดิจิทัลจะแข็งแกร่งก็ต่อเมื่อรวมตัวเป็นกองทัพ  หากต่างคนต่างรบ  ก็ย่อมแพ้ภัยตัวเอง

นายกดิจิทัล  รัฐมนตรีดิจิทัล  ผู้ว่าดิจิทัล  นายอำเภอดิจิทัล  กำนัน ผู้ใหญ่ดิจิทัล  ครอบครัวดิจิทัล  จะทำอย่างไร ? ใครจะช่วยคุณ ?

สติดิจิทัล  สำนึก ตื่นรู้เรียนรู้  สร้างงานจากสติชีวภาพ

เหล่านี้คือ  แสงสว่าง  จากนวัตกรรมใหม่

Enterprise Architecture & IOT Platform

  • งานสถาปัตยกรรม   มีความสำคัญยิ่งต่อโครงการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่สำหรับการอยู่อาศัย  หรือสำหรับศูนย์การค้า
  • งานสถาปัตยกรรมผังเมือง  จำเป็นอย่างยิ่งก่อนที่จะสร้างบ้านแปลงเมืองให้มีระบบต่างๆ ถูกต้องสมบูรณ์
  • งานออกแบบโครงสร้าง  การพัฒนา  การแปรรูปองค์กรใดๆ  ทั้งภาคธุรกิจ  และภาครัฐ  ที่จะต้องดีพร้อม  ทุกมุมทุกองศา  ก่อนการก่อสร้างองค์กรเพื่อให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในยุคดิจิตัล  ที่องค์กรโดยเฉพาะภาครัฐที่มีขนาดใหญ่มาก   มีความซับซ้อนมาก  ที่ต้องให้บริการประชาชนและนักลงทุนต่างชาติจำนวนมาก  ที่มี demand สูงๆ  เน้นความฉับไวมาก ๆ ก็จำเป็นที่จะต้องพลิกโฉมองค์กรให้มีประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการ

ใช่ครับผมกำลังเกริ่นเรื่องความจำเป็นในการออกแบบสถาปัตยกรรมองค์กร (Enterprise Architecture)   เครือข่ายองค์กร  ทั้งทางกว้าง  และทางลึก  ให้มีการประสานสัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพ   รวมไปถึงการมีระบบไอทีดิจิตัลที่สอดรับกับโครงสร้างองค์กรของภาครัฐอย่างแท้จริง

ระบบไอทีดิจิตัลที่จะติดตั้งใช้งานสำหรับภาครัฐ   จึงไม่ใช่เพียงการช็อปปิ้ง  ERP สำเร็จรูปมาใช้โดยให้ข้าราชการปรับตัว   ปรับกระบวนการการทำงานให้เข้ากับ ERP เหล่านั้น  ซึ่งล้วนเป็นสูญเสียในเชิงประสิทธิภาพ  ในเชิงระบบงาน   และเสียความเป็นอิสระภาพที่ภาครัฐอาจจะต้องตกเป็นทาส  ERP จากต่างด้าวสืบไปทั้งด้านค่าใช้จ่ายและการร้องขอการบริการในภายภาคหน้า

ถึงเวลาที่องค์กรภาครัฐ  จะได้ออกแบบองค์กรก่อน   โดยนำเอาหลักการออกแบบองค์กรสมัยใหม่  และสถาปัตยกรรมไอทีดิจิตัลประสมประสานกันเข้าไป   ผมหมายความว่าจำเป็นจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมไอที  และรู้ดีในเรื่องสถาปัตยกรรมโครงสร้างองค์กร  ปัญหาการไหลของงานในองค์กร  รวมไปถึงข้อกฏหมายของประเทศ  ให้มีการทำงานร่วมกันของคนในองค์กร (Callobrative)  ในการร่วมออกแบบงาน    โดยเปิดใจ  เปิดข้อเท็จจริง  ข้อบกพร่อง  จุดคอขวด  เพื่อออกแบบระบบที่แย่น้อยที่สุด   เมื่อเห็นว่าดีแล้วก็ถึงคราวการพัฒนาโปรแกรมระบบทางด้าน  ไอทีดิจิตัล  หรือ  ERP สำหรับภาครัฐ

ผมขอยกตัวอย่างแผนผัง  ส่วนประกอบงานในระบบ ERP มาให้ชมกัน    พร้อมกันนี้ก็นำเอาภาพเปรียบเทียบว่า  ผู้เล่นหรือผู้ผลิตและให้บริการ  ERP ต่าง ๆ นั้น  เน้น Module ไหนกันบ้าง

ภาพโครงสร้างส่วนประกอบ Module สำคัญ ๆ ในระบบ ERP

ผู้ผลิตและให้บริการ ERP  สำหรับองค์กร

ประการแรกที่จะสังเกตได้จากแผนผัง  คือ  ขนาด  หรือจำนวนของ  module  ที่มีอยู่มากมาย   และหากจะคิดพิจารณาต่อไปว่า  แล้วจะมีกี่องค์กร  กี่ภาคธุรกิจ  และองค์กรเหล่านั้นมีความต้องการ module  อะไรที่เหมือนกัน  มีความต้องการ module  อะไรที่ต่างกัน   หากนับรวมส่วนที่ต่างกันอาจจะได้ module นับ หมื่นนับแสนชิ้น  หากนับส่วนที่เหมือนกันอาจจะมีนับหมื่นนับแสนชิ้นเช่นกัน  และย่อมจะมีความต้องการนักพัฒนาจำนวนมาก  ทั้งในขั้นตอนการผลิต  ทดสอบและบริการหลังการขาย

มาถึงจุดนี้จึงจะเห็นในอีกมิติหนึ่งว่า  การพัฒนา ERP ไปสู่ธุรกิจนั้น  มีขนาด  มูลค่าตลาดที่ใหญ่มาก ๆ  หากผู้ใดสามารถผลิตออกมาโดยตอบโจทย์สารพัดได้ในระยะเวลาอันสั้นก็จะเป็นเจ้าตลาดได้อย่างง่ายดาย  แต่ความยากคือ  ใครจะออกแบบ 1  ERP  ให้ตอบโจทย์ใครได้ทั้งหมด   หมายความว่าสุดท้ายผู้นั้นก็จะเป็นเพียงผู้เล่น ERP ที่ผลิตเพียง  Module  หนึ่ง ๆ  อีกรายหนึ่งแค่นั้นเอง

แปลว่าหากองค์กรใด ๆ สามารถสร้างคน  ให้สามารถออกแบบสถาปัตกรรมโครงสร้างระบบงาน  และสร้างงาน module  ERP  ได้เอง  และประสานกับองค์กรที่เกี่ยวข้องได้  และทำขนานกันไป  ก็จะเกิดเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ  ต้นทุนต่ำ  และมีความยั่งยืน  เครื่องมือ ERP ของระบบนั้นจะมีความสามารถตรงตามที่ต้องการ  ที่จะสามารถถ่ายทอด  ส่งมอบข้อมูล  รายงาน  การประมวลผลที่จำเป็นระหว่างกันได้  ก็จะยิ่งทำให้ระบบพัฒนาได้เร็ว และมีเสถียรภาพ

ในอีกมิติ  คือ  มิติการพัฒนา และการบำรุงรักษา   ใครจะเป็นผู้พัฒนา  จะพัฒนาด้วยระบบอะไร  และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา  จะต้องมีมูลค่าขนาดไหน  ต้องการบุคลากรกี่คน  ล้วนเป็นคำถามที่ใหญ่มาก ๆ

ภาพมิติ  ERP องค์กร  และ ERP ภาครัฐนั้นดูใหญ่มาก ๆ  แต่ก็สามารถอธิบายเทียบเคียงได้กับอีกเทรนด์หนึ่ง  ที่กำลังมาแรง และกำลังจะแซงนำทิ้งห่างเราไปอย่างรวดเร็ว  นั่นคือเรื่อง  ระบบ IOT   โดยภาพแรกที่นำเสนอนี้  คือ   Layer  หรือระดับชั้น  หรือ  Platform ย่อย ๆ ของระบบ IOT    ที่ไล่เรียงมาจากอุปกรณ์ระดับ ภาคสนาม  การส่งข้อมูล  การคำนวณแยกแยะข้อมูลเบื้องต้น  การจัดเก็บ การประมวลผล  ไปจนถึงการนำเสนอ  การใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกัน

ที่มา  Automation.com

ในแต่ละชั้นของระบบ IOT นั้นมีความต้องการ  3 ส่วน  คือ

  • การออกแบบภาพรวมระบบในแต่ละชั้น
  • การออกแบบการสื่อสารทะลุขึ้นไป  ลงไปยังชั้นล่าง   การออกแบบฮาร์ดแวร์  ในแต่ละชั้น  เช่น  ชั้นล่างต้องการอุปกรณ์ชนิดไหน   ส่วนชั้นเครือข่ายก็ต้องออกแบบว่าต้องการเครือข่าย  การสื่อสารชนิดไหน  และ
  • การออกแบบ  พัฒนาซอฟต์แวร์ในแต่ละชั้น  และให้ทั้งหมดมันร้อยเรียงคุยกัน  ทำงานกันได้ถูกต้อง

มีคำถามว่า  เราจะต้องการนักพัฒนาจำนวนมากมายแค่ไหน  และสามารถหาได้หรือไม่ในสภาพตลาดปัจจุบัน  คำตอบที่ผมขอท้าทายวงการเลยคือ  “ไม่มี ไม่มีเหลือ  และจะตายหมด   ต่างคนต่างอยู่  หรือจะมีการจับกลุ่มกันก็น้อยมาก  และจับกลุ่มกันก็เพื่อแข่งขันกับอีกกลุ่มหนึ่ง  และไม่นานก็จะมีผู้แพ้และเดินออกไปจากวงการ  ต่อมาก็จะเกิดการแข่งขันกันภายในกลุ่ม  จนต้องแยกทางกันไป”

จะเห็นว่า  ปัญหามีสองส่วนใหญ่คือ  เรื่อง

  • เทคนิค  เทคโนโลยีที่จะมาตอบโ๗ทย์ความต้องการขนาดใหญ่  ที่ซับซ้อน   และ
  • อีกด้านคือจิตวิญญาณ  พลังในการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน

มีคนกล่าวว่า   “ไทยแลนด์ 4.0  คำตอบ  คือ  คน”  แต่ผมขอแย้งว่า  คือ  “จิตวิญญาณ”  ของคนต่างหาก  หากคนมีจิตวิญญาณดี  คิดดี  ทำดี  มีความคิดในการร่วมกันทำงาน  มีกลไกในการควบคุมดูแลกันเอง  มีรายได้ที่ต่อเนื่องและมากเพียงพอ  ให้กินอิ่มนอนหลับ  ฝันดี  มีไอเดียบรรเจิด  งานที่ออกมาจากกลุ่มก้อนของพวกเขาเหล่านั้นก็จะเป็นงานสร้างสรร  มีคุณภาพ  และพวกเขาจะสร้างอะไรต่อไปอีกก็ได้  ประเทศนี้ก็จะเล็กนิดเดียวสำหรับพวกเขา

  • พวกเขาอยู่ที่ไหน  จะให้เกิดการรวมพลังกันได้อย่างไร

ผมได้แตกประเด็นออกมาไกล  ไกลมาก   ที่เริ่มจาก สถาปัตกรรม  ถึง  ERP องค์กร  ERP รัฐบาล  ถึง  สถาปัตยกรรมของ ไอโอที  มาจนถึงความจำเป็นในการสร้างนักพัฒนา  เพื่อความยั่งยืนและแข่งขันได้ของประเทศ

คำตอบอยู่ที่ไหน

  1. การมีเทคโนโลยีที่จำเป็นของตนเอง
  2. เทคโนโลยีที่มีสายพันธุ์ต้นแบบ
  3. เทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นขยายตัวเติบโตได้แบบเซล  แบบรังผึ้ง  ด้วยเทคโนโลยี  Microservices
  4. เทคโนโลยีที่สื่อสารได้ด้วย API กับเทคโนโลยีค่ายอื่น
  5. แนวคิดการสร้างคนอย่างมีเอกลักษณ์
  6. เทคนิคการพัฒนาคนเหล่านั้นให้สร้างงานได้รวดเร็ว
  7. พันธมิตร  แนวร่วม  หรือช่องทางการสนับสนุนด้านการเงิน
  8. โครงการหรือชิ้นงานเพื่อพิสูจน์ความสามารถ
  9. การสนับสนุนจากภาครัฐ

วันนี้เราอยากจะบอกว่า  เราเดินทางในที่สว่างมาแล้วใกล้ครบเวลา 2 ปี   เรามีการพัฒนาความพร้อมเป็นอย่างมากในระยะเวลาที่ผ่านมา    และเราปัจจัยพร้อมสำหรับข้อ  1 – 6  เราสามารถแสดงให้ท่านเห็นได้ว่าเทคโนโลยีและแนวคิดของเราสามารถตอบโจทย์ด้านไอทีดิจิตัลได้   นับมาตั้งแต่เรื่อง  IOT  ไปจนถึงงานระดับ Enterprise

ระดับชั้น  รูปแบบการให้บริการ

การออกแบบมองระบบรวมเปนชั้น ๆ ของแพลตฟอร์มย่อย  ที่มีส่วนเชื่อมโยงถึงกัน  มีองค์ประกอบการกระจายข้อมูลแบบ blockchain 

iSTEE & Samong platform  คือ  คำตอบที่ไม่ต้องพิสูจน์อีก  ผู้ที่กล้าหาญที่มองเห็นอนาคตเท่านั้น  ที่จะรีบหยิบฉวยโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้  และร่วมเดินทางไปกับเรา

องค์กรภาครัฐ  ภาคเอกชน  ที่สนใจในแนวคิดดังกล่าวแล้ว  สามารถติดต่อมาได้ที่   email : paipat.s@samongthailand.com

Samong DOA Jedi นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ตอนที่ 1/2

Samong DOA Jedi  101  หรือ Samong.DOA101

เป็นโครงการความร่วมมือแรกที่ทีมงานสมอง (ไทยแลนด์) ได้รับความไว้วางใจจากฝ่ายฝึกอบรม  กรมท่าอากาศยาน  (Department of Airports)  ให้ทำการฝึกอบรมนักพัฒนาซอฟต์แวร์  เพื่อเป็นก้าวแรกของการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่  ความเป็นองค์กรแห่งยุคดิจิตัล

รูปแบบการฝึกอบรมมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว  ที่ผ่านการเตรียมหลักสูตรมาอย่างเข้มข้น  ที่ประกอบไปด้วยการอบรมทั้งทางด้านเทคโนโลยี  คือ  (1) การฝึกการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยเครื่องมือ Delphi 10.2 Tokyo  และ  (2) การพัฒนาปลูกฝังแนวความคิดที่ถูกต้อง

ในด้านเทคโนโลยี  เราได้ทำการถ่ายทอดมาตรฐานกระบวนการการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เป็นไปตามหลัก Software Development  Life Cycle และหลัก DevOps  และตามด้วยการพัฒนาระบบงานด้วยหลัก Object Oriented อันประกอบด้วย Object Oriented Analysis (OOA), Object Analysis Design(OOD) และ Object Oriented Programming (OOP)   และหลัก Minimum Viable Product(MVP)  โดยสามารถทำให้ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมสามารถมองเห็นภาพกว้าง  ภาพความสัมพันธ์  ให้สามารถออกแบบระบบได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน  และลงท้ายด้วยการลงมือเขียนโค้ดให้เป็นไปตามแผนงานที่ออกแบบไว้  แม้นจะไม่มีความชำนาญในทันทีเพราะมีความจำกัดเรื่องกรอบเวลา  ที่นักรบ  นักพัฒนา  เหล่านี้ได้มองเห็นอย่างทะลุว่าการพัฒนาซอฟต์แวร์มีขั้นตอนอย่างไร

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต https://www.slideshare.net/HungHoNgoc/group-8-presentationmetricsforobjectorientedsystem

ในด้านการพัฒนาปลูกฝังแนวความคิดที่ถูกต้อง  ด้วยกระบวนการ Softside  เราได้ถ่ายทอด  ส่งมอบความคิดในการพัฒนาซอฟต์แวร์  ให้เป็นผู้มีความรักในงานระบบที่นักพัฒนาจะทำการสร้างขึ้นในอนาคต  แนวคิดที่มองซอฟต์แวร์เปรียบเหมือนสิ่งมีชีวิต  ที่จะสามารถพัฒนาเติบโต  ให้ดูแลรักษาได้ง่าย  มีต้นทุนการรักษาต่ำและเป็นประโยชน์ยั่งยืน  การสามารถที่จะใช้ซ้ำ (Reuse) ของชิ้นส่วน  การแชร์ชิ้นส่วน  และการสร้างเครือข่ายนักพัฒนา  การสร้างรายได้จากลิขสิทธิ์ชิ้นส่วน  สร้างความเข้มแข็งเป็นเกราะป้องกันตนเองของนักพัฒนา  เพื่อเดินหน้าไปสู่เส้นทางอันโหดร้ายแห่งยุคดิจิตัล Thailand 4.0

การถ่ายทอด  พัฒนาแนวคิดที่ถูกต้อง  ดำเนินการโดย  อาจารย์นักจิตวิทยา  นักอบรมสไตล์แคมป์  ที่หาตัวจับยากในวงการฝึกอบรมยุคดิจิตัล  ที่มีทักษะผสมผสาน  ประกอบด้วยขั้นตอนการให้ความรู้ตามหลักธรรมะ  ความเข้าใจหลักธรรม  สัจธรรมที่พิสูจน์มาแล้วกว่า 2500 ปี  อันเป็นที่มาของหลัก iSTEE   เราฝึกฝนการทำงานร่วมกัน (Collaborative) ด้วยเครื่องมือ Google App (G-Suite)  ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรได้อย่างรวดเร็ว  ทำให้นักพัฒนาได้เห็นว่าพวกเขาสามารถทำการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนของซอฟต์แวร์ในอนาคตกันเองได้อย่างไรและจพควบคุมเวอร์ชั่นของซอฟต์แวร์ได้อย่างไร  นอกจากนี้  เครื่องมือพื้นฐานนี้ยังสามารถใช้ในการจัดการงานระบบเอกสาร  งานฐานข้อมูลภายในหน่วยงานได้อย่างง่ายดายรวดเร็ว  เพื่อเป็นการเตรียมการออกแบบโครงสร้างฐานข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ก่อนที่จะนำไปสู่การพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีความจำเป็นจริง ๆ

ผู้เข้าอบรมเป็นตัวแทนมาจากหลายหน่วยงาน  และจำแนกได้เป็น 12 ระบบงาน  ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน  การรวมประสบการณ์และความต้องการ  ก่อให้เกิดการริเริ่มการออกแบบระบบซอฟต์แวร์ที่จำเป็นที่จะมารองรับการทำงานขององค์กรในอนาคตซึ่งเป็นระบบหรือซอฟต์แวร์ที่จะไม่มีใครจากภายนอกจะมาพัฒนาให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น  และหากจะเป็นการว่าจ้างทำการพัฒนาให้ทุกส่วนจะก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการผลิตและการบำรุงรักษาที่มีมูลค่ามหาศาลที่จะตกเป็นภาระแก่ภาษีของประเทศชาติ  การริเริ่มการออกแบบระบบจากหน่วยย่อยตามหลัก MVP  ที่ผ่านการแชร์ประสบการณ์ความต้องการจากทุกท่าอากาศยาน  ก็จะเป็นเมล็ดพันธ์  เป็นระบบงานให้กับหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ได้อย่างไม่สิ้นสุด  ที่อาจจะทำให้กรมท่าอากาศยาน  กลายเป็นองค์กรต้นแบบแห่งยุคดิจิตัล

 

  • การมองเห็นความต้องการของตนเองที่ชัดเจน
  • การมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน
  • การสนับสนุนที่ชัดเจน
  • การให้การอบรมด้วยแนวคิดที่ถูกต้อง  บนหลักความยากไม่ใช่เรื่อง โค้ด แต่เป็นเรื่องของการสร้างหลักการคิดที่ถูกต้อง
  • ความมุ่งมั่นของนักพัฒนา

ความเปลี่ยนแปลงในองค์กรจะก่อตัวขึ้นและเติบโตอย่างต่อเนื่อง  เปรียบเหมือน เมล็ดพันธ์ุ  ที่ได้รับการปลูกฝังอย่างตั้งใจ จริงจัง อย่างเข้มข้น เมล็ดพันธุ์ที่มีน้ำใจน้ำสปริต  ความรักองค์กรเป็นน้ำหล่อเลี้ยง  และการสนับสนุนจากผู้บริหาร  และในวันหนึ่งเมล็ดพันธุ์  กล้าไม้เหล่านี้จะเติบโต  เป็นร่มเงา  ให้ดอกให้ผล  ให้ความเจริญแก่กรมท่าอากาศยาน และนำมาซึ่งความเป็นโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจของประเทศชาติ  สร้างความสะดวกสบาย  รับใช้ประชาชนให้  “ยิ้มแย้ม  ยินดี  สุขขี ที่บ้านเรา

เราขอขอบคุณกับเสียงสะท้อน  ผลการประเมิน  ที่บ่งบอกถึงความประหลาดใจ  ประทับใจ  ความมีปิติ  ต่อบรรยากาศการถ่ายทอดปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ “สมอง” และปลูกจิตวิญญาณของทีมงานวิทยากร  ในสไตล์ที่ไม่มีใครทำมาก่อน   ที่สามารถทำให้การเรียนรู้เรื่องที่ยากๆ กลายเป็นเรื่องง่าย ๆ สนุกสนานจนบางท่านอยากเรียนต่ออีกหลายๆ วัน

ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์ทั้งจากหน่วยงานของกรมฯ  หน่วยงานภาคเอกชน  และขอขอบคุณผู้ร่วมเข้ารับการฝึกอบรม  และในโอกาสเดียวกันนี้เราใคร่ขออนุญาตนำภาพบางส่วนมาประกอบบทความแห่งประวัติศาสตร์นี้

วันนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นประกาศ  การเดินหน้าภาระกิจในการขับเคลื่อนแนวคิดตามพละกำลังของเราที่มีและเราจะเดินหน้าต่อไป   และยินดีที่จะให้บริการแก่องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องการยกระดับความแข็งแกร่งของทีมงานทั้งทางด้านจิตวิญญาณและเทคโนโลยี

พบกันในตอนหน้า  ที่เราจะมานำเสนอ  คลิปวิดีโอจากงานอบรมสัมมนาในครั้งนี้  รวมทั้งมาติดตาม  การต่อยอดของนักพัฒนาจากกรมท่า  ในนาม  DOA Jedi หรือ นักรบจิตวิญญาณสายพันธ์  รุ่นที่ 1/1 (DOA 101)

คุณค่าของการสร้าง Digital Culture

คุณค่าของการสร้าง Digital Culture

ทุกวันนี้มีผู้คนเริ่มเข้ามาถามผมว่า การสร้าง Digital Culture นั้นเราสามารถจะเริ่มต้นอย่างไร

ผมอยากแบ่งปันมุมมองการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลในองค์กรอย่างเป็นระบบ เพราะถ้าอยากประสบความสำเร็จ และก้าวไปให้ถึงศักยภาพสูงสุดด้านการนำองค์กรไปสู่องค์กรแห่งดิจิทัล คุณต้องยอมรับเรื่อง Digital Culture ต้องพยายามทำให้ทุกคนในองค์กรทำให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต

1) โครงสร้างจะต้องแข็งแกร่ง วัฒนธรรมดิจิทัลจึงไม่ควรเป็นนโยบายข้อหนึ่งเท่านั้น แต่ควรเป็นหนึ่งในกลยุทธที่ใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรและพัฒนาองค์กร ซึ่งการเริ่มต้นที่ดีควรเริ่มจากผู้บริหารระดับสูงก่อน

โดยการให้ผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพทั้งด้านการพัฒนาคนและเทคโนโลยีเข้ามาทำหน้าที่เป็นโค้ชสำหรับผู้บริหารก่อน เพื่อพิสูจน์ถึงประโยชน์ที่ได้จากการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลด้วยตนเอง จะเห็นได้ว่าทางปฏิบัติทางผู้บริหารไม่ควรมองข้ามการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก จากประสบการณ์ผม พอผลลัพธ์ออกมาดี ผู้บริหารระดับสูงจะเป็นแม่ทัพใหญ่ในการผลักวัฒนธรรมดิจิทัลด้วยตนเองเลย

กระบวนการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลจะต้องสอดคล้องไปกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆในองค์กร ซึ่งจะต้องเพิ่มความสามารถของคนในองค์กร หรือบางองค์กรมีคัดเลือกคนกลุ่มหนึ่งมาสร้างเป็น Change Digital Agent เพื่อสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและพัฒนาเครื่องมือด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

2) พื้นฐานต้องพร้อม คือการสร้างทักษะพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีให้คนในองค์กร ประเด็นนี้ที่สำคัญคือ การคัดเลือกโค้ชดิจิทัลเพื่อเข้ามาช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจทั้งในระบบเทคโนโลยีและธุรกิจ ถ้าเคยมีประสบการณ์ทั้งด้านคนและเทคโนโลยีจะเป็นประโยชน์ต่อความเข้าใจบริบทของทุกฝ่ายได้รวดเร็ว

3) สร้างระบบติดตามผลที่ดี เป็นการรวบรวมข้อมูลด้านคุณภาพและการนำทักษะดิจิทัลไปใช้ โดยอาจขอ Feedback จากผู้นำแต่ละหน่วยงาน และนำผลมาแบ่งปันให้ผู้บริหารที่สนับสนุนได้เห็นความคืบหน้า เพื่อชี้ให้ผู้บริหารเห็นประโยชน์ถึงการมีทักษะดิจิทัล และใช้ได้ในการบริหารจัดการในองค์กร

4) สร้างกลุ่มหรือทีม Change Digital Agent เพื่อให้เกิดผลักดันวัฒนธรรมดิจิทัลแพร่หลายออกไปในการบริหารคนและทีม ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บริหารสามารถใช้ทักษะดิจิทัลในการประชุม การระดมสมองกับทีมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อขยายวัฒนธรรมดิจิทัลให้แพร่หลายออกไปในกลุ่มต่างๆ

5) เพิ่มพลังให้แก่การบริหารด้าน HR ด้วยเครื่องมือดิจิทัล เพื่อให้สอดคล้องกับการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล เช่น การแจ้งเตือนประชาสัมพันธ์ข่าวสาร ระบบการตอบแทน หรือระบบอื่นๆ เป็นต้น

6) การประเมินผล การประเมินผลสำเร็จเป็นงานที่สำคัญ ซึ่งอาศัยการประเมินจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานว่า พวกเขารับรู้ได้อย่างไรว่า ผู้บริหารช่วยให้เขาบรรลุเป้าหมายในการมีทักษะดิจิทัล ซึ่งจะเป็นการตรวจสอบเพื่อที่จะได้ปรับปรุงและแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่งให้มีความแข็งแรงและมั่นคงยิ่งขึ้น

7) การประเมินผลจากภายนอก เพื่อสร้างความมั่นใจว่า องค์กรนี้มีโครงสร้างที่แข็งแรง เพราะการประเมินจากภายนอกจะช่วยเสริมให้ผู้บริหารและบุคลากรในองค์กรสามารถสร้างความร่วมมือ (Collaboration) และความน่าเชื่อถือได้อย่างยั่งยืน

8) สร้างชุมชนดิจิทัลแห่งความร่วมมือ คือการสร้างและกระชับความสัมพันธ์ ในลักษณะที่เอื้อประโยชน์แก่กันและกัน ต้องทำให้คนชุมชนรู้สึกว่าการช่วยกระจายวัฒนธรรมดิจิทัลจะช่วยสร้างชื่อเสียงให้แก่ตัวเองด้วย

ดังนั้น ถ้าหากเราจะเพิ่มขีดความสามารถในแข่งขันขององค์กรในยุคจิทัล สิ่งสำคัญก็คือ เราต้องยอมรับและเข้าใจบทบาทที่เปลี่ยนไปของเทคโนโลยีดิจิทัลในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันความร่วมมือ (Collaboration) ซึ่งในทางการปฏิบัติอาจใช้เวลา 1 – 5 ปี ที่จะนำไปสู่หัวใจแห่งการนำองค์กรไปสู่วัฒนธรรมดิจิทัลได้อย่างแท้จริง

#ดร.แอนดี้

26-02-2561

#Digital Coach