Author archives:

Digital Transformation Strategies

ยุทธศาสตร์ การพลิกโฉมสู่สิ่งแวดล้อมใหม่  ดิจิตัลเต็มรูปแบบ 

คืออะไร

  • คือ  การปรับเปลี่ยนไปสู่สิ่งแวดล้อมใหม่  รูปแบบสังคมใหม่ที่ถูกบังคับให้เปลี่ยนไปตามกระแส  ที่แรง  ที่ยากต่อการต้านทาน  แต่สามารถปรับตัวให้อยู่กับมันเข้ากับมันอย่างเหมาะสมกับตัวเราได้

ทำไม

  • เพราะ  จำเป็นจะต้องสร้างความสามารถในการแข่งขัน  เพื่อความอยู่รอด  ของระดับปัจเจกบุคคล  องค์กร  หน่วยงาน และประเทศชาติ

ระดับความรุนแรง  ความเร็ว  อัตราของการพลิกโฉม

  • ประเทศผู้นำจะรวดเร็ว  3 – 4 ปีที่โลกจะเปลี่ยนไปมาก
  • ประเทศผู้ตาม   อาจจะใช้เวลา กว่า 20 ปี

เป็นเรื่องของใคร

  • ทุกคน  โดยเฉพาะบุคคลระดับผู้นำองค์กร  ผู้นำประเทศ

กรอบ

กรอบ  หรือความกว้างขวาง  ขึ้นอยู่กับลักษณะขององค์กร   เช่น  ประเทศก็จะต้องทำให้กว้างขวางครอบคลุม   บริษัท  ก็ต้องครอบคลุมทั้งบริษัท   มหาวิทยาลัยก็ต้องครอบคลุม มหาวิทยาลัย

และต้องสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางของประเทศ   แต่โดยรวมการทำ   DTS   จะต้องเป็นการขับเคลื่อนกันไปพร้อม ๆ กันในหลายด้านคือ

  • Human
    • กล่าวคือ คนจะต้องเปิดรับ  เตรียมพร้อม  ศึกษา  ฝึกฝนปรับตัวสู่ สิ่งแวดล้อม  การทำงาน การดำรงชีพแบบใหม่
    • บทบาทของแต่ละคนในสังคม
  • Process
    • ที่หมายถึงกระบวนการขั้นตอนของงาน ระเบียบการใด ๆ
    • ไปจนถึงกระบวนการในเชิงการผลิต ทั้งภาคเกษตรกรรม  อุตสาหกรรม  และบริการ
    • ที่การผลิตในอุตสาหกรรม จะมีการเปลี่ยนระบบของเครื่องจักร  การป้อนข้อมูล  การตัดสินใจ  กรวัดผลประสิทธิภาพ
    • การควบคุม จะมีการควบคุมจากทางไกล
    • จะมีการลัดขั้นตอน ลัดจำนวนคนที่ไม่จำเป็นออกไป  คงเหลือเฉพาะเท่าที่จำเป็น  และจะยิ่งทวีคูณเพิ่มไปเรื่อย ๆ
    • เช่นกัน กับกระบวนการการผลิจทางการเกษตร
  • Technology
    • เทคโนโลยี ที่เริ่มต้นจาก  ความรวดเร็วของการสื่อสาร  ความรวดเร็วในการทำงานของอุปกรณ์จำพวก โปรเซสเซอร์  คอมพิวเตอร์
    • งานที่เคยยาก จะง่ายขึ้น
    • งานใหญ่ ๆ จะถูกจับลงไปในเครื่องมือขนาดเล็กขึ้น ทั้งมือถือ  หรืออุปกรณ์ที่อาจจะสามารถฝังตัวลงในมนุษย์
    • มีผลกระทบต่อกระบวนการ (Process) ทำให้สั้นลงเร็วขึ้น
    • เช่น
      • ด้านการผลิต
      • ด้านการจนส่ง Logistic การส่งสินค้า
      • ด้านการเงิน
      • ด้านการบริการ
    • Communication
      • ที่เป็นต้นเรื่องของดิจิตัล
      • การสื่อสารทางมือถือ ทางอินเตอร์เนต
      • การสื่อสารกันเองระหว่างอุปกรณ์
      • รวมไปถึงการสื่อสารเชิงนโยบาย และวิธีการสื่อสารที่จะต้องปรับเปลี่ยนไป

เปลี่ยนแปลงรุนแรงอย่างไร

  • กระแสของโลก  การแข่งขัน   ทางเศรษฐกิจ  เศรษฐกิจที่อ่อนแอจะถูกบีบบังคับให้จำต้องเดินไป    เกมส์ถูกกำหนดด้วยผู้นำทางด้านเทคโนโลยี   ผู้ตามก็จำเป็นต้องตามอย่างไม่สิ้นสุด

สถานการณ์ประเทศไทย

  • เป็น “ผู้ตามชั้นนำ”  ของโลก คือ  ตามติดทุกเทคโนโลยี  ทุก ๆ กระแส  แต่ไม่ค่อยจะสำเร็จ  หรือศึกษาแบบเจาะลึก  จึงไม่สามารถสร้างผลงานระดับโลกได้
  • สถานการณ์ที่วิเคราะห์โดยรัฐบาล
    • การกระจุกของรายได้
    • กับดักรายได้ปานกลาง
    • ขาดความแข็งแกร่งจากภายใน
  • ขาดผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เข้มแข็ง ไม่มีของ  ไม่มีเครื่องมือ
  • ความล่าช้าของระบบ
  • กระบวนการการคัดเลือก แบบประกวดนางงาม สวย  กินได้  แต่ไม่ยั่งยืน
  • แข่งกันเดิน แย่อยู่แล้ว  จึงซ้ำร้ายหนักกว่าเก่า

จะทำอย่างไร  ทางรอด  พลิกสถานการณ์

ระยะสั้น

  • ทบทวนสถานการณ์ ตำแหน่งทางธุรกิจ  ทางยุทธศาสตร์  ทางเดินในอนาคต
  • เลือกใช้พลังจุดแข็งที่มี ก้าวอย่างรวดเร็ว  กระจายสู่ระดับโลก  เปลี่ยนแปลงสู่การสร้างรายได้  การขาย
  • ตัดสินใจทางเลือก การส่งเสริมเทคโนโลยี  ที่ใช่  ที่ถูกต้องส่งเสริมอย่างเต็มที่   เช่น
    • การส่งเสริมในระดับสายอาชีพ ปวช ปวส
    • แต่ก็ต้องส่งเสริมเทคโนโลยีขั้นสูงในระดับอุดมศึกษา
    • การศึกษาออนไลน์

ระยะกลาง

  • สร้างกลุ่มผู้ชำนาญการเฉพาะกิจ  การส่งเสริมเทคโนโลยี   สร้างเทคโนโลยีต้นแบบสายพันธุ์   เฉพาะกิจด้านเพื่อเร่งการสร้างงาน  รายรายได้  สร้างเศรษฐกิจ

ระยะยาว

  • การศึกษาที่ถูกต้องสำหรับประเทศ
  • ความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร  การส่งเสริม  แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี  ที่จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง

โดยใครที่ต้องรับผิดชอบ

  • ทุกระดับ   ที่จะต้องตื่นรู้  เข้าใจปัญหา  เข้าใจบทบาท
  • ต้นคิดนโยบาย
  • ผู้สร้าง
  • ผู้ใช้
  • รัฐบาล
  • หน่วยงานผู้รับผิดชอบ

จะเริ่มต้นเมื่อไหร่

  • ทันที

ทรัพยากรที่จำเป็น

  • บุคคลากรขององค์กร
  • บุคคลากรชำนาญกลางส่วนกลาง
  • งบประมาณ  สำหรับ  เทคโนโลยี   สำหรับพัฒนาบุคคลากร
  • เครื่องมือที่ใช่

เครื่องมือ

  • รูปแบบแนวคิดการบริหารที่ถูกต้อง
  • แพลตฟอร์มที่ใช่ การทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์ม  เพื่อเสริมพลังต่อยอด
  • นวัตกรรมใหม่ แบ่งปัน  ใช้ช่วยกัน  เพิ่มอัตราเร่งเสริมแกร่ง

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม

  • การเคลื่อนย้ายองค์กรจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง  ตามแผนภาพ

ข้อเสนอจาก  สมองไทยแลนด์

  • ปลุก – สร้างสังคมตื่นรู้   ยุติการไล่ล่า
  • แก้ไข – ราชการ  เครื่องยนต์ขับเคลื่อน  กระบวนการราชการ
  • กำลังหนุน – ภาคเอกชน
  • อุด – รอยรั่วของกระแสเงิน  รอยรั่วของนักวิชาการ  ผู้เชี่ยวชาญ
  • หมุนเวียน – การซื้อขายแลกเปลี่ยน กระตุ้นเศรษฐกิจภายใน
  • สร้าง – กองกำลังเจาะลึก  สร้างอาวุธ  สร้างนวัตกรรม
  • แบ่งปัน – ถ่ายทอด  ใช้เทคโนโลยีเพื่อสังคม  ขยายกองกำลัง
  • เข้าตี – เดินหน้า  ก้าวหน้าด้วยแนวทางที่ชัดเจนอย่าง
  • ป้อมปราการ – สร้างเทคโนโลยีของตนเอง
  • ทบทวน – ขยายกำลังความสามารถเทคโนโลยี

คลิกเพื่อรับชมคลิป https://www.facebook.com/paipatamp/videos/1462862540459971/

 

FAQ – Samong Thailand

คำถามที่ถามกันบ่อย

คุณกำลังทำอะไรกัน ?

  • สร้างเครื่องมือสำหรับช่วยให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์  แอพพลิเคชั่นต่าง ๆ สามารถทำงานได้เร็วขึ้น   ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลในภายหลัง  รวมๆ แล้วลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 50%  เทียบกับการพัฒนาแบบฮาร์ดโค้ด  ฮาร์ดคอร์ทั่วไป

  • มันช่วยนักพัฒนา  จัดการกับฐานข้อมูลได้รวดเร็ว  เที่ยงตรง  ซ่อมแซมฐานข้อมูลในภายหลังได้ เหมือนกับจำพวก phpMyadmin   นักพัฒนาสามารถขยาย  เพิ่มเติมจำนวน filed ได้อย่างง่ายดาย  ตามความต้องการของลูกค้า ไม่ต้องรื้อโค้ด ไม่ต้องวุ่นวายกับฐานข้อมูล  ไม่ต้องพกพาเครื่องมือจัดการฐานข้อมูลแบบแต่ก่อน  แค่นี้ก็สุด ๆแล้ว

  • และเราเองจะใช้มันสร้างแอพพลิเคชั่นเองด้วยอีกจำนวนมาก  ในระยะเวลาอันสั้น
  • สุดท้ายเลย  เรามีชุดที่เรียกว่า Samong Studio  ที่ทำานอย่างที่ว่านี่แหละ   มันเร็วมาก
  • อีกเรื่องนะ  คือ เราจะเปลี่ยนประเทศไทย  ลองดูคลิปนี้นะ 

ใช้ทำแอพพลิเคชั่นอะไรได้บ้าง ?

  • นึกไม่ออก  ว่าทำอะไรไม่ได้บ้าง  เพราะแค่ความสามารถพื้นฐานและ component  ที่มีอยู่ของ RAD Delphi  ก็มากมายก่ายกองแล้ว  ใช้กันไม่หวาดไม่ไหว
  • มันสามารถออกเป็นแอพบนมือถือ  Android, iPhone, Mac, Windows , Linux ได้  โดยการออกลูกมาจากการออกแรงสร้างโค้ด เพียงครั้งเดียว
  • สร้างเวบแอพก็ได้  มีคอมโพเน้นท์มาให้แล้ว  แต่ต้องซื้อนะ  ไม่ฟรี  แต่ซื้อครั้งเดียวคุ้ม
  • สร้าง Coin ตามแนว Bitcoin ได้
  • สร้างงาน IOT ได้

สร้างมาจากอะไร ?

  • สร้างต่อมาจาก Delphi  ซึ่งเป็น  IDE ( Integrated Development Environment) ตระกูล Object Pacal  ที่ปัจจุบัน (June 2017)  มาถึงรุ่น 10.2 Tokyo   ใครเขียน Pascal, C , C++ , Javascript ได้  ก็เข้าใจมันได้  พวกนี้มันพี่น้องกัน  ตระกูลเดียวกัน  คนทำคลอด คนเดียวกัน  คนทำคลอดโดนไมโครซอฟต์  ซื้อตัวไป   embarcadero ก็เลยซื้อ Pascal  มันปั้นเป็น Delphi  (รู้ป่าว  ไมโครซอฟต์  เคยมี  Microsoft Pascal  555 )

ไหนว่า Delphi ตายแล้ว ?

  • 5555 อาจจะมั้ง   มันไม่ตาย แต่มันเงียบไปในช่วงที่ Borland ซบเซา และขายให้ Embarcadero   แต่ก็พุ่งพรวดขึ้นมาเรื่อย ๆ  และเป็นเจ้าแรกๆ  ที่ ตั้งเป้าการพัฒนา  Multiplatform จากโค้ดเดียว  และเขาทำสำเร็จมาหลายปีแล้ว  และดีวันดีคืน

ทำไมไม่ใช้ภาษาอื่น ?

  • ก็ใจมันชอบ  มันถนัด  ใช้มันมานาน  ภาษาไหน ๆ ก็คล้ายกัน  ไม่อยากไล่ตาม  อยากเจาะลึก ให้เก่งเฉพาะด้านดีกว่า  คนไทยเรามักไม่ค่อยเจาะลึก  เมื่อเก่งแล้ว  สร้างงานได้  ใช้ได้  คนก็ไม่ถามหรอกว่า  อันนั้นอันนี้สร้างมาจากอะไร  จะมาถามอีกทีอีตอนที่อยากจะทำเองบ้าง
  • มีใครอยากรู้บ้าง facebook  Line  ทำมาจากอะไร

ใช้งานกับ database อะไรได้บ้าง ?

  • หมูมาก  มันใช้ได้หมดเลย  MySQL, Mongo , NoSQL, SQL Lite … สารพัด  มันยัง import excel, xml ได้เลย

มีผลงานออกมาหรือยัง ?

  • ใจเย็น ๆ ครับ  จะสร้างงานดี  ช่างฝีมือดีอย่างเดียวไม่พอ  แต่ต้องมีเครื่องมือที่ดี   และยิ่งทีมงานของเราคือเซียน Delphi ด้วยก็สุดๆ เลยซิครับ
  • มีผลงานออกมาบ้างแล้วครับ  ทั้งรุ่นใหญ่  รุ่นเล็ก  ให้ทดลองใช้สร้างความคุ้นเคย   แอพเราเน้นประโยชน์   เน้นคุณค่าก่อน  จะยังไม่เน้นบันเทิง แต่ใครจะเอาไปสร้างแนวบันเทิงก็ไม่ว่ากัน
  • ตัวอย่างผลงาน  ATOM.S001  เครื่องมือประเมินสมดุลชีวิต  เป็นรุ่นเล็กของ Samong.me  ที่จะเป็นตัวสร้างคำว่า  เพื่อนคู่คิด  ดูแลชีวิตล้ำสมัย   ที่มันจะช่วยคุยค้นหา  ทำ  เตือนคุณเมื่อถึงกำหนดกินยา หาหมอ ไปอำเภอ  อะไรประมาณนั้น 
  • ส่วน Samong.Biz  ก็เป็นเพื่อนคู่คิด  ของ ธุรกิจ  นอกจากงานพื้นฐานของธุรกิจแล้ว  ยังช่วยทำบัญชี  ปิดบัญชี  จากการที่ผู้ใช้ขยันกรอกบิลซื้อบิลขาย  บันทึกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ พอสิ้นเดือนก็ออกบบัญชีเลย  อื่น ๆก็มีอีกมากมาย  ลองอ่านในหน้าชื่อโครงการของเรานะ  แต่ก็ต้องใช้เวลา  ต้องสร้างนักพัฒนามาช่วยกันทำอีกที
  • ยังไม่อยากรีบรับงานใคร  เดี่ยวจะเสียการใหญ่  ขอปั้นทีมงานอีกซักโหลก่อน  แค่นี้ก็ไปโลดแล้ว

วิถีสมดุลคืออะไร สำคัญอย่างไร  เห็นโปรโมทกันจัง ?

  • อ่อครับ   มันง่าย ๆ ครับ   อย่างร่างกายก่อนนี่นะ  จะสุขภาพดีได้  ก็ต้องมีการ  พักผ่อน ออกกำลังกาย กินอาหาร  ทำงาน  โน่นนี่นั่นให้มันพอดี  อย่างนี้เรียกสมดุล หากทำงานหนัก  พักผ่อนไม่พอ  ข้าวปลาอาหารกินไม่ตรงเวลา  อย่างนี้คือไม่สมดุล  จะเกิดอะไรขึ้นหากทำงานหนักแทบตาย  มีเงินเก็บมาก แต่สุดท้าย  เป็นโรคบางชนิด  จะตายก็ไม่ตาย  นอนบนเตียง  นั่งรถเข็น  เป็นภาระให้ลูกหลานเลี้ยงดู   คือเรากำลังบอกว่า  ดูแลสิ่งพื้นฐาน  หรือสุขภาพให้ดีๆ ก่อน  ให้สมดุลก่อน  แล้วค่อยๆ ปรับไปเรื่องอื่น
  • อย่างสมดุลอีกเรื่องที่สำคัญคือ  สมดุลด้านการเงิน  ง่ายๆ เลยนะ  ถ้าใช้เงินน้อยกว่าเงินที่หามาได้  แค่นี้ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี   พอจ่ายน้อยกว่าได้  ก็ีเงินเก็บ  ไม่ฟุ้งเฟ้อไปใช้จ่ายซื้อของเห่อตามคนนั้นคนนี้  อยากได้ก็เก็บเงินให้ได้เพียงพอแล้วค่อยซื้อ  ไม่ใช้เงินอนาคต   หรือพอมีเงินเหลือก็เก็บไว้ลงทุน   ลงทุนเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วค่อย ๆ ขยายไป
  • เมื่อร่างกายดี  การเงินดี  ที่เหลือก็ไม่มีปัญหานะ  นี่คือพื้นฐานเลย

เพื่อนคู่คิด  ดูแล  ชีวิตล้ำสมัย   เหมือนภาษาขายประกันเลย  แปลว่าอะไรกันนี่ ?

  • มันเป็นผลพวงนะ  หลังจากที่ได้ตื่นรู้  รู้จักตัวเองมาจากการใช้เครื่องมือ  แล้วสนุก คุ้นเคยกับมัน  ใช้มัน  วางใจมัน  มันก็จะช่วยเหลือคุณ  ทั้งชีวิตส่วนตัว  และ  ธุรกิจ

เครือข่ายอัจฉริยะคืออะไร ?

  • นี่เลยคือ AI พันธุ์แท้   ระบบจะเรียนรู้จากบรรดาข้อมูลของคุณเอง  เชื่อมโยงเข้าถึงกันเอง (แน่นอนเราต้องเขียนโปรแกรมบางอย่างเข้าไปช่วยมันด้วย)  และเข้าถึงคนอื่น แต่ต้องได้รับการอนุญาตก่อน  สุดท้ายก็จะเกิดการเรียนรู้  ว่านี่มันคนนั้น  หลานคนนี้  ทำนั่นนี่อยู่ที่ไหน  คล้ายๆ กับโซเชียลบางตัวที่มันจำหน้าเราได้แล้ว

  

จะสร้างอุตสาหกรรมชิ้นส่วนซอฟต์แวร์ได้อย่างไร

  • ง่ายมากครับ  เริ่มจากเราสร้างของดี ๆ มีคุณค่า  มีคุณภาพ  ส่งถึงมือผู้ใช้  ฟรีบ้างไม่ฟรีบ้าง   รวมไปถึงการสอนฝึกอบรมนักพัฒนาที่เราเรียกว่าเจได  พวกเขาจะช่วยกันสร้างงานสร้าง components  หรือที่เราเรียกว่าชิ้นส่วน  ให้นักพัฒนาคนนั้นนี้ เอาไปใช้งานต่อ   งานที่ได้จะออกมาทั้งในรูปแอพพลิเคชั่น  และชิ้นส่วนเต็มไปหมด  นักพัฒนาจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ชิ้นส่วนนั้นไปชั่วนาตาปี
  • นักพัฒนาจะมีรายได้จากลิขสิทธิ์นั้น  ส่งมอบเป็นรดกให้ลูกหลาน  ภายใต้การดูแลของเรา  ระบบของเรา  Samong Store ที่บริหารจัดการโดย สมองไทยแลนด์
  • และหากรัฐบาล   หรือนักลงทุนใจถึงจะลงมาสนับสนุนเราด้วยนี่ก็ไปกันใหญ่  ชีวิตคนไทยจำนวนมาก  โดยเฉพาะนักพัฒนาก็จะดีขึ้น  ไม่อดๆ อยากๆ ไม่เป็นนกฮูก  ไม่เป็นหมีแพนด้า

แนวคิด  ผลิตภัณฑ์ของสมองไทยแลนด์มีอะไรบ้าง ?

  • Atom ขับเคลื่อนความสำเร็จ Samong.me เพื่อนคู่คิด ดูแลชีวิตล้ำสมัย
  • Samong.thailand เครือข่ายอัจฉริยะเพื่อนคู่คิด ดูแลชีวิตล้ำสมัย
  • TakecareThailand คุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ได้เกิดขึ้น โดยบังเอิญ ขอเชิญมาร่วมด้วยช่วยกัน
สมองไทยแลนด์ เปิดตัว 5 ปีจากนี้มีอะไร …10 ปี จากนี้มีอะไร ?
  • สมองไทยแลนด์ สมองซอฟต์แวร์ สหกรณ์ซอฟต์แวร์ไทย ….
  • เครือข่ายอุตสาหกรรมชิ้นส่วน เครือข่ายนักพัฒนาระบบ เครือข่ายเพื่อนคู่คิดดูแลคนไทย
  • นี่เลย Roadmap  ของเรา

มองขนาดของธุรกิจอย่างไร   แล้วแหล่งทุน  จะทำอย่างไร ?

  • ไม่มากไม่น้อย ยอดขายในไม่กี่ปีก็จะแตะ 100000 ล้าน  ลองเอาจำนวนแพกเกจคูณราคาซัก 500 บาทก็ได้  หรือมีบางประเภทเช่น SME อาจจะจ่ายรายเดือน 500 บาทสำหรับงานบัญชี  SME มีกี่ราย  แค่ระบบงานบัญชีดีๆ นี่สุด ๆ แล้ว
  • แหล่งทุนเหรอครับ  ก็ทุบกะปุกตัวเอง  ทำไป  เดินไปหารัฐบาลบ้าง  เพราะอยากช่วยชาติ  ก็อยากให้ชาติมีส่วนร่วม
  • ส่วนจะมีนักลงทุน  มีศรัทธา  มีเจตนาเดียวกันจะมาร่วมลงขัน  งานการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยก็จะง่ายขึ้นก็แต่นั้นเอง  ส่วนผลประโยชน์ก็มาคุยกัน  แต่หากมาหาเราด้วยเรื่อง  ผลประโยชน์ล้วน ๆ เชิญกลับไปทางเดิมครับ

ครับ  หากมีคำถามอื่น ๆ จะเอามาอัพเดทกันเรื่อยๆ นะครับ

การบริหารสมดุลชีวิตยุคดิจิตอล 4.0

คำถามที่น่าสนใจและมีอิทธิพลสำหรับคนในยุคนี้ คือ จะมีแนวคิดหรือสิ่งใดกันที่ใช้ช่วยให้ชีวิตผู้คนดีขึ้นและสามารถพัฒนาคนภายในองค์กรได้ทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งนี้เพราะ “คน” ก็ยังเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดต่อการนำพาองค์กรไปก้าวข้างหน้า ที่ผ่านมาผลจากการพัฒนาคน หากมีการประเมินผล ส่วนใหญ่จะพบว่า องค์กรมีประสิทธิภาพดีขึ้น แต่ในมิติด้านบุคลากร ความสุขในการทำงานกลับลดลง ความเครียดเพิ่มมากขึ้น ต่างคนต่างมุ่งเน้นการแสวงหารายได้หรือความร่ำรวย ทำให้ผู้เขียนได้ตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรที่ช่วยให้มนุษย์ได้พบศักยภาพที่แท้ของตนเองและปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่มุ่งเน้นการแสวงหาครอบครองและการเอาชนะธรรมชาติมาเป็นวิถีแห่งสมดุล เรียบง่าย อบอุ่น สงบเป็นมิตรกับธรรมชาติและสรรพสิ่งรอบ ๆ ตัว

จากมุมมองส่วนตัวที่ได้นำแนวคิดการพัฒนาคนที่มุ่งเน้นทั้งวิธีคิดและวิธีการ โดยพัฒนาอยู่บนฐานรากขององค์ความรู้ ภูมิปัญญา ปรัชญาแนวคิดทั้งแนวตะวันตกและตะวันออก จนกระทั่งทำให้ตนเองมีความรู้สึกสนใจมากเป็นพิเศษในการนำองค์ความรู้ ภูมิปัญญาทางตะวันออกที่มีการหลอมรวมทั้งความรู้และวิธีการในรูปแบบการพัฒนาทางศีลธรรมและจิตวิญญาณแบบศาสนาเข้ากับวิธีคิดเชิงวิทยาศาสตร์ ที่มีความหนักแน่นและน่าเชื่อถือ มีเหตุมีผล เป็นระบบ วิทยาศาสตร์ยังให้น้ำหนักกับหลักฐานที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจน มาหลอมรวมและผสมผสานกันทั้งในแง่มุมของผลลัพธ์ที่จับต้องได้ กับความเชื่อที่ทรงพลัง เพื่อบูรณาการแนวทางการพัฒนาคนเข้าสู่ “วิถีแห่งสมดุล”

นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้ค้นพบว่า แนวทางการพัฒนาที่ช่วยให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ค้นพบศักยภาพที่แท้ของตนเอง และได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่มีคุณค่าจากฝึกอบรมเพื่อนำเอาไปใช้ได้จริงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในยุคปัจจุบันให้สำเร็จนั้น การพัฒนาวิถีคิดเพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถใช้เป็นคำตอบสำหรับการนำไปปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวันได้ เปรียบเสมือนการตอบคำถามเดิมในแต่ละช่วงเวลา แต่คำตอบต่างกันตามปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ดังนั้นการยกระดับการฝึกอบรมพัฒนาให้ต่อยอดจนสามารถไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายบริบทของการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับการฝึกอบรมพัฒนาทั้งในแง่วิธีคิดและกระบวนการจัดการเรียนรู้ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อช่วยกันขับเคลื่อนไปสู่ทิศทางใหม่ เพื่อช่วยให้คนได้ค้นพบศักยภาพ ตระหนักรู้ และสำนึกรับผิดชอบในตนเอง

เครื่องมือการพัฒนาคน กลายเป็นประเด็นที่ได้ถูกจับตามองมากขึ้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผู้เขียนเอง พบว่า เป้าหมายของการฝึกอบรมและพัฒนาได้ถููกตั้งไว้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เสริมสร้างแรงจูงใจในการทำงาน ทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้น รักษาสมดุลชีวิตและการทำงานให้ดีขึ้น หลักการที่นิยมใช้กันคือ การเปลี่ยนวิธีคิด มองโลกในแง่บวก การสร้างมนุษย์สัมพันธ์ และการเปลี่ยนพฤติกรรมที่พึงประสงค์ จริง ๆ แล้วกระบวนการดังกล่าวส่งผลได้เพียงระยะสั้นๆ เพราะอีกไม่นานความเคยชินเดิมก็กลับมา ผู้เขียนจึงมองว่าแนวทางการบ่มเพาะคนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขัดเกลาตนเองจากภายใน หรือ .“การสร้างชีวิตให้สมดุล” อย่างผู้ตื่น รู้ และเบิกบาน เริ่มได้รับความสนใจตอบรับกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งสุดท้ายก็เป็นไปตามความจริงของธรรมชาติไม่พ้น  ซึ่งเป็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และจำเป็นต้องดับไป ฉะนั้นแนวทางการพัฒนาคนให้สามารถนำทักษะที่ได้ฝึกฝนไปใช้จริงจนสามารถสร้างความสำเร็จได้ มุ่งเน้นการพัฒนาภายใต้แนวคิด “iSTEE”

i=idol, Intelligent หมายถึง ความฉลาดหลักแหลม

S=System หมายถึง ระบบ

T=Task หมายถึง กิจกรรม

E=Event หมายถึง เหตุการณ์

E=Entity หมายถึง ปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ

iSTEE คือ เครื่องมือพัฒนาปัญญาที่ถูกนำมาผนวกเข้ากับเทคโนโลยีจนกลายเป็นแอพพลิชั่นที่ทำงานภายใต้โครงการ Samong framwork  “เมื่อเห็นความคิด ก็เจริญปัญญา” ถูกพัฒนาให้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และมีกระบวนการถ่ายทอดที่ทำให้เกิดการเรียนรู้และนำเอาไปใช้จริง โดยการนำวิถีคิดเชิงวิทยาศาสตร์ “คิดให้ครบ คิดให้รอบ จบที่วิถีทางแห่งสมดุล” เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นไปตามเหตุและปัจจัย แนวคิดพัฒนาคนโครงการสมองไทยแลนด์ จึงเป็นเรื่องราวของการสร้างนวัตกรรมส่งผ่านเทคโนโลยีแอพพลิเคชั่น ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความรู้สึก และจิตวิญญาณ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหา ผ่านซอฟท์แวร์ (เทคโนโลยี) จะเกิดผลอะไร แก้ไข ด้วยคุณค่าอะไร โดยใช้พลังสติในตัวเองเป็นผู้ควบคุมการมีสติ การใช้สติ รู้เท่าทันความคิด ความรู้สึกของตนเอง จนสามารถยั้งคิด ไตร่ตรอง และตอบสนองอย่างเหมาะสม

ในขณะเดียวกัน ข่าวดีสำหรับการพัฒนาชีวิตให้รุ่งเรืองเป็นเรื่องง่ายหากถูกวิธี ในความเป็นจริงผู้คนในยุคปัจจุบันสามารถทราบถึงปัญหาในชีวิต ความต้องการในชีวิต และการวางแผนชีวิตมากขึ้น แต่จะประเมินตัวเองอย่างไร เพื่อวิเคราะห์จุดเด่นและจุดด้อยของตัวเอง จากนั้นจะได้ทราบว่าสิ่งที่ต้องแก้ไขคืออะไร ควรจะเก็บสะสมข้อมูลหรือประวัติอย่างไร ดังนั้นเพื่อช่วยให้คนได้สำรวจ ทำความรู้จัก ประเมินตัวเอง ทำความเข้าใจ ว่ามีจุดแข็งในด้านใด โดยมีผลงานทางวิชาการรองรับ ทีมงานสมองไทยแลนด์จึงได้ทำการวิจัยพัฒนาจนสามารถผลิตแอพพลิเคชั่นฐานข้อมูล รุ่น ATOM.S001 รองรับระบบปฏิบัติการ Android เพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหารจัดการสมดุลชีวิต โดยการประเมินตนเองที่อาศัยความซื่อสัตย์ต่อตนเอง และไม่ต้องรวบรวมความคิด ในการให้คะแนนในการสำรวจด้านต่างๆความเป็นจริง และทำการบันทึกลงในแอพพลิเคชั่นดังกล่าว โดยทำต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่งและสามารถประเมินพัฒนาการได้ในแต่ละรอบ

การบริหารจัดการสมดุลชีวิต จึงเป็นเครื่องมือที่มุ่งเน้นให้คนมีแผนที่ มีกองกำลัง มีฐานสติบัญชาการ มีความพร้อม ไม่ประมาทกับการตัดสินใจดำเนินชีวิต ไม่เสี่ยงกับการล้มละลายหรือการจมอยู่ในกองหนี้ ด้วยเหตุที่ว่าการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุล โดยใช้แอพพลิเคชั่นประกอบการฝึกอบรมเป็นคู่มือที่สามารถนำมาใช้ได้จริง ทำให้ผู้คนสามารถค้นหาว่าส่วนใดในชีวิตที่ต้องแก้ไขและแก้ไขอย่างไร ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิวัติวงการฝึกอบรมไปสู่การใช้ชุดความคิดบวกกับเครื่องมือยุค 4.0 จนนำไปสู่การพัฒนาจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์์ เพื่อสร้างความคุ้มค่าสำหรับการพัฒนาชีวิตคน จนสามารถนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพ ก้าวไปสู่เพื่อนคู่คิด ดูแลชีวิตล้ำสมัย พัฒนาเป็นเครื่องมือพัฒนาตนเองประจำตัวเป็นคู่มือชีวิต เป็นเพื่อนคู่กายดูแลซึ่งกันและกัน สามารถถ่ายทอดประสบการณ์สู่คนรุ่นใหม่ ด้วยเหตุนี้เครื่องมือดังกล่าวจึงมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตยุคดิจิตอลของทุกคนจริงๆ ซึ่งท่านผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดหลักสูตรสัมมนา บริหารจัดการชีวิตสมดุลยุคดิจิตอล สามารถติดต่อรายละเอียดได้ที่ ดร. นิพัทธ์พนธ์ สุวรรณชนะ (โค้ช ดร. แอนดี้) Fb: @dr.andy99

ดร. นิพัทธ์พนธ์ สุวรรณชนะ

 

อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ และสติ
สู่ “สมองไทยแลนด์”

กำเนิด..สมองไทยแลนด์
….
ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์   คือใช้สติ iSTEE ธาตุ (ดิน น้ำ ไฟ ลม)
เป็นเครื่องมือสร้าง Samong middleware Application  

เปรียบเหมือนเป็นแผ่นดิน   ที่เราไม่เคยมี Middleware หลังจากนั้นล่ะ   การเริ่มปลูกระบบ  หรือการปลูก  มังคุด  ละมุด  ลำไย  มะเพือง  มะไฟ  มะกรูด  มะนาว  มะพร้าว  ส้มโอ   คือการใช้ประโยชน์จากแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์แล้ว   ผลไม้พันธุ์ดีจึงจะเติบโต  สืบพันธุ์  ต่อไปได้ด้วยดี

….
เริ่มต้นด้วย ..
ATOM.S001 บริหารสมดุลชีวิต
Samong.ME สำหรับส่วนบุคคล
Samong.BIZ สำหรับส่วนธุรกิจ
….
ชิ้นส่วนที่สร้างขึ้นนำมาประกอบเป็น Application
สร้างงาน สร้างรายได้ ให้นักพัฒนาระบบ รวมเป็น
มาตรฐานหนึ่งเดียว ที่เติบโตขึ้นทุกวัน อย่างแข็งแรง มั่นคง ยั่งยืน
….
เพิ่มประสิทธิภาพการนำกลับมาใช้ซ้ำ ทำให้ขยายตัว
กลายเป็นเครือข่ายระบบอัจฉริยะ เพื่อนคู่คิด ดูแลชีวิตล้ำสมัย
….
นำไปสู่การแบ่งปันรายได้บนวิถีแห่งสมดุล
พึ่งพาตนเอง ทำเอง ใช้เอง แบ่งปัน ช่วยเหลือกัน
ผ่านสหกรณ์ซอฟต์แวร์ไทย ร่วมกับ เครือข่ายพันธมิตรสมองไทยแลนด์
สมองไทยแลนด์ ..ผู้นำด้านไอทีของโลกบนวิถีแห่งสมดุล
samong.net ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของคุณ
สำนักงานทรงลักษณ์ บริการประกันชีวิตและวินาศภัย
บางรักไฮเทค…บริการระบบไอทีครบวงจร
ดร.นิพัทธ์พนธ์ ..วิทยากรด้านพัฒนาศักยภาพบุคคล

กราบขอบพระคุณ…
มูลนิธิยุวพัฒน์ พ่อผาย
พระอาจารย์ ท่าน ว.วชิรเมธี

home_corporate.mp4

กำเนิด..สมอง(ไทยแลนด์)

กำเนิด..สมองไทยแลนด์….ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์คือใช้สติ iSTEE ธาตุ (ดิน น้ำ ไฟ ลม)เป็นเครื่องมือสร้าง Samong middleware Applicationเปรียบเหมือนเป็นผืนดิน….ที่เราไม่เคยมี Middleware หลังจากนั้นล่ะ…ก็เริ่มปลูกระบบ มังคุด ละมุด ลำไย มะเฟือง มะไฟมะกรูด มะนาว มะพร้าว ส้มโอ….เริ่มต้นด้วย ..ATOM.S001 บริหารสมดุลชีวิตSamong.ME สำหรับส่วนบุคคล Samong.BIZ สำหรับส่วนธุรกิจ….ชิ้นส่วนที่สร้างขึ้นนำมาประกอบเป็น Applicationสร้างงาน สร้างรายได้ ให้นักพัฒนาระบบ รวมเป็นมาตรฐานหนึ่งเดียว ที่เติบโตขึ้นทุกวัน อย่างแข็งแรง มั่นคง ยั่งยืน….เพิ่มประสิทธิภาพการนำกลับมาใช้ซ้ำ ทำให้ขยายตัวกลายเป็นเครือข่ายระบบอัจฉริยะ เพื่อนคู่คิด ดูแลชีวิตล้ำสมัย….นำไปสู่การแบ่งปันรายได้บนวิถีแห่งสมดุลพึ่งพาตนเอง ทำเอง ใช้เอง แบ่งปัน ช่วยเหลือกันผ่านสหกรณ์ซอฟต์แวร์ไทย ร่วมกับ เครือข่ายพันธมิตรสมองไทยแลนด์สมองไทยแลนด์ ..ผู้นำด้านไอทีของโลกบนวิถีแห่งสมดุลsamong.net ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของคุณสำนักงานทรงลักษณ์ บริการประกันชีวิตและวินาศภัยบางรักไฮเทค…บริการระบบไอทีครบวงจรดร.นิพัทธ์พนธ์ ..วิทยากรด้านพัฒนาศักยภาพบุคคลกราบขอบพระคุณ…มูลนิธิยุวพัฒน์ พ่อผายพระอาจารย์ ท่านว.วชิรเมธีTakecareThailandคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

โพสต์โดย สมองไทยแลนด์ – Samong Framework บน 11 มิถุนายน 2017

 

แม้นว่าหลักการแนวคิดตามหลักนี้  ที่เป็นหลักพุทธศาสนา  แต่หาได้มีการนำพาไปปฏิบัติเพื่อการบรรลุความสุขสงบที่แท้จริงในสังคม   สมองไทยแลนด์  จึงนำเอาหลักธรรมนี้  พร้อมกับเทคโนโลยี  ที่ไม่มีใครคิดว่า  ไอที กับธรรมมะจะไปกันได้อย่างไร

แบไต๋ iSTEE ตอน 2 เจได เจอ เจได ?

            ความเดิมในตอนที่แล้ว  ผมได้นำเอา  บทการเสวนาตอนหนึ่งที่ผ่านมาในสองสามวันนี้  ตอนก่อนนั้นเราได้แสดงให้เห็นถึง  ความพร้อม  ความมีร่องรอย ในการพัฒนา   การมีมาตรฐานในการอ้างอิงย้อนหลังได้   อันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้งาน วิวัฒน์กรรม ชิ้นนี้มีคุณค่า   ไม่สูญหายไปจากโลกไปนี้    และมันจะช่วยให้การพัฒนา ของเฟรมเวิร์กชิ้นนี้  เป็นไปได้อย่างไม่สะดุด  แม้นว่า  เจได  ท่านใดท่านหนึ่งจะล้มหายตายจากกันไป
 …
วันนี้ผมจะนำเอา  การสนทนาของสองท่าน   ที่ท่านนึง   ผมถือว่าฝีมือและประสบการณ์รวมไปถึงแนวความคิดที่เปิดเผย  ตรงไปตรงมา  มีการรับฟังและการตั้งคำถามที่ดุดันในเนื้อหา  แต่อ่อนโยนในท่าที   และน่าจะเรียกว่าเป็น “เจได”  ในสายตาของผม  และอีกท่านหนึ่ง  คือ “เจได” ผู้พัฒนา   ในตอนนี้ ผมจะแยกแยะบทการสนทนาออกเป็นอักษรที่มีสีที่แตกต่างกัน   โดยบทสนทนาของผมเองจะเป็นสีน้ำเงิน  ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ตอน   และผมนั่งฟังซะเป็นส่วนใหญ่  ส่วนที่เหลือท่านก็จะเข้าใจได้ว่า  เป็นของท่านใด 
 …
ในตอนนี้  มีสาระสำคัญว่า  เจได  ท่านที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการพัฒนาซอฟท์แวร์อย่างจริงจังท่านนี้  ที่มีความเข้าใจกฏเกณฑ์การพัฒนาและการทดสอบซอฟต์แวร์  โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยและไปจนถึงด้านการยอมรับ  ในกระแสสังคมนักพัฒนา  ฯ   ที่จะได้ซักถามถึงเบื้องลึก  ประเด็นสำคัญ
 …
รวมไปถึงการสอบถามเรื่อง  เทคนิคการพัฒนา  การเลือกใช้เครื่องมือในการพัฒนาทั้งด้าน client และด้าน Server  
 …
และผมคิดว่า  เป็นเวลาอันสมควรที่ท่านจะได้  ติดตามการสนทนาของพวกเรา  และผมจะไปสรุปในตอนท้ายอีกครั้งหนึ่ง
=========================================================================
ตลาดซื้อขาย ลิขสิทธิ์ หมายถึง ผมซื้อมา แล้วเอาไปขายต่อ คนอื่น ใช่ไหม ?
ปกติ เขียน html ดิบๆ ครับ
 …
เหมือนเราสร้าง SET ขึ้นมาเองเลย   ด้านซ้าย…คือแอพตลาดซื้อขายลิขสิทธิ์   แนวคิดคือ เราสร้างโครงการขึ้นมา แล้วเอาไปเสนอขาย ให้กับ นักลงทุน + นักพัฒนา มาทำโครงการร่วมกัน บนมาตรฐาน iStee และ Samong   นำไปจำหน่ายผ่าน Samong.Store ของสมองไทยแลนด์
 ….
แนวคิดสุดยอดครับ …. เขียนแล้ว ดูแลต่อ …. คนดูแล ได้เงินปันผล… คนใช้ ไม่ต้องซื้อ เช่าใช้
 …
เงินทุนที่ได้มาส่วนหนึ่งนำมาใช้เป็นทุนวิจัยพัฒนานวัตกรรมใหม่…
เมื่อกระบวนการขยายตัว รายได้ของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งระบบจะขยายตัวโดยอัตโนมัติ
 ….
สัญญาลิขสิทธิ์ จะมีมูลค่าสูงขึ้น ต่อเนื่อง ตามปริมาณผู้ใช้และคุณสมบัติที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง   ถ้าต้องการเงินก้อนยามเกษียณ นี่คือหลักทรัพย์อย่างหนึ่ง   ไม่ใช่หุ้นกิจการนะครับ … เรื่องหุ้นนี่แยกไปอีกส่วนหนึ่ง
 …
ปกติ คุณ สองคน  เจอหน้า (เจอตัวเป็นๆ กันตอนไหน บ้างครับ )
 …
ห่างกันไป 30 ปี…เพิ่งมาเจอกัน 555   เพิ่งไปเจอกันเมื่อเดือนที่แล้ว…ผมขับรถขึ้นไป    เดือนนี้ก็มีโปรแกรมลงมาหาดใหญ่…
 …
บางรัก..มีแผนวางเครื่องที่กรุงเทพ เชี่ยงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ และทั่วประเทศครับ
 …
เราเตรียมร่างกาย ไว้สำหรับทำโครงข่าย Download Samong App ทั่วประเทศ   ลองนึกภาพว่าถ้าเรามี Cell Samong …สักล้านระบบทำงานกระจายตัวทั่วประเทศ…มันจะเป็นเครือข่ายอัจฉริยะได้สุดยอดมากๆ   ไม่ต้องลงทุนหุ้นเลยครับ… แค่เงินสะพัดในระบบก็มหาศาลแล้ว… 
 …
มัน ทำงานเป็น cluster หรือ grid เหรอครับ ?
 …
นึกภาพเม็ดทราย กระจายตัวอิสระแต่ละคนมี Samong ประจำตัว…ดูแลตั้งแต่ก่อนเกิด จนหลังเสียชีวิตไปแล้ว จัดการเรื่องพินัยกรรมให้เสร็จ  ส่วนจะเป็น cluster หรือ Grid ว่ากันอีกที..นะครับ ไม่ยาก เราทำได้เพราะเราออกแบบ Samong เหมือนเป็น VM เป็น virtual…ที่นี้ทำให้ตัววัตถุระบบมีความสามารถจัดการฐานข้อมูลภายในตัวมันเองได้ ก็จบหมดแล้ว การติดต่อประสานงานไม่ต้องเข้าถึงฐานข้อมูลโดยตรง เป็นการทำให้ระบบพูดคุยกันเอง ตามที่กำหนด API เอาไว้  เราไม่ได้ทำศูนย์รวมสำหรับทุกคน ทุกระบบแยกอิสระจากกัน คือ VM แยกของใครของมันไปเลย Infra ค่อยว่ากันอีกทีไม่ยาก…อาจจะทำเองบางส่วน ใช้ของพันธมิตรบางส่วนเช่น Google Amazon ก็ได้ว่าไป   ส่วนระบบรายชื่อกลาง ระบบความปลอดภัย ระบบ Store เราจะทำเองทั้งหมด ให้เป็นระบบปิดแบบ Apple เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของระบบ   Single ID ของเราเรียกว่า SAID (Samong Account ID) ต้นทุนการบำรุงรักษาลดลงเพราะมันจะมีฐานข้อมูลเป็นแสนก้อนเลยกระจายตัวทั่วทั้งระบบ SQLite รับได้สบายครับ
 …
มีตัวอย่าง ให้ ทดลองเล่น ไหมครับ ?
 …
ระบบจะเสถียรเพราะใช้วิธีแบบฐานข้อมูลกระจาย
 …
ข้อมูล กระจายทั่ว แล้ว เวลา เรียกใช้ / update นี้ ทำไงครับ ? ใช้ bandwidth เพียบ ?
 ..
ระเบิด zip เรียกโปรแกรม ในโปรแกรมมีระบบ Setup ในตัวครับ…จะสร้างฐานข้อมูลให้อัตโนมัติทั้งหมด
 …
เป็นคล้ายกับ Windows น้อยๆ
 …
ครับผม ต้นแบบ samong.me บน Mobile เขียนด้วย UI FMX  เรียกโปรแกรมเสร็จ จะมีโฟล์เดอร์ samong ถูกสร้างขึ้นมาให้อัตโนมัติ  ในโฟล์เดอร์ samong เข้าไปดูใน 110 นั่นฐานข้อมูลระบบหลัก  user: administrator password: admin  ลืมรหัสผ่าน กับ สร้างบัญชีใหม่ใช้งานยังไม่ได้ จากหน้าจอ login กดปุ่ม Home ไปที่หน้าหลัก  หน้า กดเมาส์ค้าง…สไลด์ไปแต่ละหน้าได้  ที่เมนู..หน่วยจัดการงาน คือ Taskmanager ของตัวระบบ
 …
… 
ผมใช้เครื่อง 32  bit   โปรแกรม Compile เป็น 64 bit ครับ
สรุปนโยบายกันว่า เดินหน้าลูกเดียว 64 บิตหมด  เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อย ส่งตัว 32 bitให้ลองนะครับ
 …
โปรแกรมที่ส่ง มานี้ ใช้ ทำอะไร ครับ ?
 …
เป็นต้นแบบทดสอบระบบ...แบบปลั๊กอินได้ ติดตั้งระบบสติส่วนบุคคลได้..หลาย Instance ครับ   ถ้าเอาไป Run ให้ติดตั้ง RandomDLL.DLL ไว้คู่กันด้วยกับ exe
 …
คำถาม …. : Server Side ของ iSTEE นี้ เขียน ด้วย ภาษาอะไร ครับ ?
 …
ก็เขียนแบบเดียวกันกับ Client ใช้ pascal เหมือนกัน ติดต่อกันผมใช้ Realthinclient ทำงานแบบ n-tier ได้ ผ่านทาง Http Protocol
 …
สรุป ใช้ Delphi ทั้ง ฝั่ง Client & Server
 …
ครับ
….
 …
มี Gmail ไหม จะส่ง Link iStee Help ไปให้ดู  ดาวน์โหลดไปดูรายละเอียดได้ครับ
 …
ok … เดียว เข้าไปดู ครับ
ขอบคุณครับ
 …
เข้าเมล์ตามนี้ครับ   ขนาด 70 MB  การสอน istee ต้องใช้ help นำทาง เพราะคลาสมันเยอะ  เป็นไฟล์ chm   ไฟล์เป็น chm ไม่ใช่ htm ค่อยเอาขึ้น
 …
เข้าใจ chm คือ help ของ windows
 …
ใช้ภายในก่อน    มันมี API และชื่อ interface พื้นฐานทั้งหมด
 …
กำลัง จะเข้า office น่ะ ยังไม่ได้เปิด
คำถาม มุม Security นี้ จะตอบ ยังไง ถ้าโดนถามว่า คนใช้ จะมั่นใจ ได้ อย่างไรว่า delphi ที่ใช้สร้างส่วน vm นั้น ปลอดภัย ไม่มีการแทรก ส่วน Code ที่ไม่ปลอดภัย เข้าไป คำถามนี้ open source software ก็จะบอกว่า ก็ มันเปิดเผย source code ไง
 …
เคยเห็นคนทั่วร่างโปร่งใสไหม.. ให้มีผิวหนังโปร่งใส่เอาไหม… … มีคนใช้กี่คนที่อ่านโค้ดรู้เรื่อง พวกที่แฮกโค๊ดส่วนใหญ่คือใคร? …  การลงทุนทำชิ้นส่วนโปรแกรม ขนาดนี้อย่างตั้งใจ แค่เพื่อ โจรกรรมไม่คุ้มกันเลย  เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย ไม่มีใครครองตลาดได้ 100% ….
 …
อันนี้ คือ จุดอ่อน ของระบบนี้ เมื่อเทียบกับ open source software
 …
ไม่มีระบบไหนจะไร้ข้อผิดพลาด  
ปลอดภัย ในมุม ผ่านตา programmer เยอะ เข้าไป ตรวจสอบได้
 …
หลักการพื้นฐาน… มีตู้เซฟโชว์ให้คนดู… จะโชว์ของข้างในไหม…  จุดอ่อนจริงๆ คือ ความเสี่ยง คนถือกุญแจ คือ ต้องผ่านการพิสูจน์ตัวเองครับ  ไม่ใช่ใครก็ได้…ผมเองก็อยาก เปิดทั้งหมด..จะได้ลดภาระลง แต่ช่วงกำเนิดใหม่พิจารณา หลายด้านแล้ว ไม่คุ้มกัน
 …
เข้าใจครับ
 …
จะมีองค์การที่จะมารับไม้ต่อ ในการดูแลต้นกำเนิด
 …
อันนี้ ผมไม่ได้ ว่า iSTEE น่ะ แต่ จะเอามาใช้จริงๆ นี้จะโดน ยิงด้วย สารพัด คำถาม จาก ผู้บริหาร
 …
เหมือนร่างกาย เราส่องกล้องดูได้ ไม่ต่างกัน แต่ไม่ควรโปร่งใส ให้ใครก็ได้  เรื่องนี้คิดหาคำตอบมานานแล้วครับ ว่าจะเลือกเส้นทางไหน  ระบบความปลอดภัยมันมีหลายระดับ ผู้ถามคือใครมีความรู้ระดับไหนก็สำคัญ  ถ้าเป็นโปรแกรมเมอร์ด้วยกัน การปลดข้ามขั้นตอนตรวจสอบความปลอดภัย คือวิธีง่ายที่สุด แทนการทำอะไรที่ซับซ้อน  แต่เราก็สามารถตามรอยได้ว่า โอกาสเป็นคนในระบบมีสูงกว่า คนภายนอก
 …
ใน istee เราใช้ฐานข้อมูลหลายก้อน คุมโดยระบบแบบ plug -in สำหรับ ผู้ใช้ที่เก่งหน่อย การสร้างและติดตั้ง ระบบใหม่คือการสร้างฐานข้อมูลใหม่ เป็นแบบ dynamic ไม่มีลำดับแน่นอน สำหรับผู้ใช้แต่ละคน  การเปิดฐานข้อมูลด้วยคำสั่งปกติ วุ่นวาย..ทำให้การเขียนโปรแกรม Convert ลำดับยากขึ้นไปอีกขั้น เพราะชื่อฐานข้อมูลอาจเก็บข้อมูล ไม่เหมือนกัน  
 …
สำหรับกรณีโคตรเซียน machine code เห็นผืนแรมเป็นอาหาร… อยากเจาะก็ต้องให้เหนื่อยเพิ่มขึ้นอีก ถ้าเราจำลองร่างหงอคง เป็นพันตัว มี API เหมือนกันหมด แต่ร่ายรำ คนละจุดประสงค์ นี่ก็ตรวจสอบยากขึ้นอีก ชื่อฟิลด์ในฐานข้อมูล ชื่อเดียวกันแต่เก็บข้อมูลคนละวัตถุประสงค์ นี่ก็ลักษณะเดียวกัน ที่ปลอดภัยที่สุด คือง่ายๆ แต่แปลงกายได้หลายรูปแบบ  กรณีระบบหนึ่งระบบใดโดนเจาะได้ จะไม่ลุกลามรวดเร็ว ทำให้พอมีเวลา ป้องกันหรือหาวิธีแก้ไขได้ คือหนึ่งเหตุผลว่า ทำไมเลือกวิธีหลายฐานข้อมูลแทนรวมก้อนใหญ่ก้อนเดียว    อนาคตยิ่ง IOT ขยายตัวจำนวนฐานข้อมูลจะยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น เป็นเรื่องธรรมชาติเลย
 …
ส่วนใหญ่ที่เขียนกันทั่วไป เอาง่ายไว้ก่อน เอาเร็วไว้ก่อน … อัด storeproc trigger script ฝังลงในฐานข้อมูล ผ่านไป 5-10 ปี ความสัมพันธ์ หลายพัน relation ผูกกันอย่างแข็งแรงตามทฤษฎี ผมคนหนึ่งล่ะไม่ชอบวิธีการนี้   วัตถุลมกับวัตถุน้ำ แยกชั้นกันเมื่อผสมอยู่ด้วยกัน เมื่อได้รับการปลดปล่อยะจแยกจากกันทันที ผมยึดแนวคิดนี้  ฝังเงื่อนไขความสัมพันธ์ไว้ในตัวโปรแกรมแทนฐานข้อมูล
 …
Post ไปเรื่อยๆ เดียว ผมมาอ่าน
 …
ข้อกำหนดหรือ constraint จะมีอยู่ในเฉพาะตารางหรือ Table เดียวกันเท่านั้น ไม่ผูกกันเป็นก้อน เวลาระบบย่อยใดมีปัญหา ก็งอกใหม่ตรงนั้นทดแทนได้ทันที  เช่น ID ต้อง Unique Index เป็นต้น แค่นี้พอ
 …
ในอีกมิติหนึ่งเหมือนหนังจีน ลองสาบานเป็นพี่น้องแล้ว ต้องเชื่อใจกันแบบเจได …. สังคมมันวุ่นวายเพราะตรงนี้มันบิดเบี้ยวไปเยอะ…ลูกค้าไม่ไว้ใจคนขาย แต่ละคนระแวงไปหมด… เดินหน้ายากครับ… การทำลายทีมงานด้วยกันระยะยาว คนที่เป็นหนอนจะถูกกำจัดไป โดยอัตโนมัติ …
 …
ยังไม่ได้เปิดดู chm 80 MB เลย
download แล้ว 7 files, 10 mb/file
 …
กว่าจะเขียน Help ภาษาไทย เสร็จ คงไม่ทันการ.. รอปรับระบบสมองไทยแลนด์เสร็จ ..จะเริ่ม Live แนะนำตาม Help ไปทีละตัวครับ
วางผิด…โทษทีครับ
ปัญหาการ Implement…ทำให้เราเดินหน้าลูกเดียวครับ
 ….
เราจะใช้ runtime package ของ Delphi ทำ samong store บน server
คือ มีคลัง package bpl ลงทะเบียนอยู่บน server
 …
ผู้ใช้จะเลือกติดตั้งได้ทั้งจ่ายเงิน และไม่จ่ายเงิน

 …

 …

กำลังปรับปรุงเว็บไซต์ iSTEE Documentation ใหม่…ก้าวสู่ v1.1 for Tokyo

projects.samong.net
projects.samong.net
เข้าเว็บผ่านทาง ลิงค์ด้านบนได้เลย
 …
iSTEE = ชุดเครื่องมือพัฒนา Middleware ก็เข้าใจง่ายดี
 …
 …
คุณสมบัติเบื้องต้น..เดี๋ยวจะทยอยใส่ให้เต็มคราบเลย
ส่วนการแสดงผลเราจะไม่นำคุณสมบัติของ ThirdParty Component มาเป็นคุณลักษณะหลักของ iSTEE
 …
===========================================================================================
…….ในตอนที่ 2 แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการประลองยุทธ์กันประมาณสามสี่เพลงดาบ  ให้พอได้เห็นมุมมอง และได้ซึมซับวิทยายุทธ์ซึ่งกันและกัน   ผมอาจจะพูดเกินไป  แต่มันคล้ายๆ อย่างนั้นจริง ๆ   หลายๆ คำถาม พร้อมคำตอบ  ก็ช่วยให้ผมเองได้เข้าใจสิ่งนี้มากขึ้นและหวังว่าท่านที่ติดตามคงจะเข้าใจ iSTEE มากขึ้นเช่นกันว่า  มีความรัดกุม  และรอบคอบ  รอบด้านในการพัฒนามากน้อยแค่ไหน
 …
ในตอนหน้า  ผมจะพาท่านผู้ติดตามไปพบกับ  การแยกแยะความสัมพันธ์ระหว่าง iSTEE กับ  Samong Framework  ว่าเกี่ยวโยงกันอย่างไร  มีบทบาทตอนไหนอย่างไร
 …
ขอขอบพระคุณที่ได้ให้เกียรติติดตามผลงานของพวกเรา   
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนต  คลิกที่นี่

แบไต๋ iSTEE มีดีอะไร ?

iSTEE มีดีอะไร ?   เราเชื่อว่านี่คือคำถาม  จากหลายท่านที่ได้เข้ามาเยี่ยมชมเวบไซต์ของเรา
แน่นอนครับ  การเปิดตัวกับสาธารณะแบบนี้ว่าเราคือ Middleware หรือ เฟรมเวิร์ก  ย่อมมีความเสี่ยงต่อการถูกท้าทายจากบรรดาเซียนโปรแกรมเมอร์ทั้งหลาย  รวมทั้งจะสร้างความน่าเบื่อให้กับผู้เยี่ยมชมเวบไซต์นี้  ว่าเมื่อไหร่จึงจะมีแอพพลิเคชั่นดีๆ ออกมาให้ได้ชมกันเสียที
 …..
วันนี้เราจะนำท่านมาชมในลักษณะการ  …แบไต๋ของ iSTEE  … กันแบบเห็น ๆ   แต่จะเป็นการเผยแพร่ในระดับของการหลักการคิดก่อน  ว่าเบื้องหลังการพัฒนานั้นมีลำดับขั้นตอนอย่างไร
….
กล่าวคือ  หลักคิดง่ายๆ  ในการพัฒนา  iSTEE  ซึ่งเป็นแกนของระบบ Middleware ของเรานั้น   ยึดหลักธรรมชาติแห่งการเกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และจำเป็นต้องดับไป  และกระทั่งการบรรลุนิพพาน  และรวมกับหลักการ อริยสัจ 4  คือ  ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค   หรือ  ทุกข์ หรือปัญหา   สาเหตุ  วิธีการ
 ….
ซึ่งในทางเทคนิคการพัฒนาซอฟท์แวร์ในระดับสากลก็ได้ใช้หลักคล้ายๆ กัน คืือ  การประกอบด้วยวัตถุ  การมีกระบวนการ  การมีภาระงาน  และ การมีเหตุการณ์  กล่าวคือ  มีความเป็นเหตุเป็นผลกันว่า  จะต้องมีตัวการ  ตัวกรรม (Entity) ตัวกริยาหรือเหตุการณ์ (Event)  และกระทำอย่างเป็นกระบวนการ (System)  เพื่อให้เกิดผลบางประการตามภาระกิจ (Task)  ครั้นเมื่อเกิดขึ้นครบองค์ประกอบแล้ว  หรือพบว่าไม่มีทางที่ภาระกิจนั้น ๆ จะสำเร็จตามเป้าหมายแล้ว  ภาระของเหตุการณ์  ระบบ และองค์ประกอบการเกิดกรรมนั้น ก็ต้องถึงคราต้องสลายไปเพราะไม่มีสิ่งใดจะอยู่ยั้งยืนยง
 …
ในทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน  การที่ระบบจะทำงานได้  จะเริ่มตั้งแต่จะต้องสนใจว่า  สิ่งนั้นที่ต้องการพัฒนาเพื่อไปตอบโจทย์แก้ไขปัญหานั้นนั้น  คือ   กระบวนการอะไร   ต้องการอินพุตอะไรจากผู้ใช้งาน  หรือภายใต้ปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ หรือภาระกิจนั้นจะต้องเกิดขึ้นเมื่อไหร่   และเมื่อสถานการณ์พร้อม  ปัจจัยพร้อมแล้ว  สิ่งนั้นจะต้องเป็นไปตามกระบวนการอย่างไร
 …
ในระหว่างกระบวนการ  ยังอาจจะมีความจำเป็นในการเรียกหาเครื่องมือ  ตัวการ ตัวกรรม  หรือต้องการเหตุการณ์ปลีกย่อยรอง ๆ ลงไป   แบบนี้จึงจะเรียกว่าเป็นการเรียกใช้ หรือ  use สิ่งต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้น ที่ได้เตรียม  สร้างขึ้น   ไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว  ราวกับไว้ได้หยั่งรู้ว่าตลอดกระบวนการนั้นจะต้องการสิ่งใด  และสิ่งนี้ได้ถูกสรา้งและเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติแล้วภายในกรอบของ iSTEE
 …
ผู้สร้าง _iSTEE  ได้ออกแบบ iSTEE ให้มีความเก่งกาจในการทำภาระกิจ  ตอบโจทย์กระบวนการด้านต่าง ๆ ที่พึงมีในธุรกิจและหน่วยงานบริการของราชการ   จึงได้มีการสร้าง  วัตถุ  อุปกรณ์ที่มีความจำเป็นต้องถูกใช้งาน  ไว้อย่างมากมาย  ดังที่จะได้อธิบายด้วยแผนภาพโครงสร้างของวัตถุ class ต่าง ๆ   และในการพัฒนางานแอพพลิเคชั่นจริง ๆ จะยังคงสามารถเรียกใช้วัตถุของเครื่องมือ Delphi (หรืออย่างอื่น ในโอกาสต่อไป) 
 …
และนี่คือ  การพัฒนาซอฟท์แวร์ในระดับเครื่องมือ  ที่ย่อมจะมีความล้ำลึกไปกว่าการพัฒนาเพียงแค่ โซลูชั่นใด ๆ เพียงเรื่องเดียว  แต่มันคือ  เครื่องมือ เพื่อรองรับการพัฒนาโซลูชั่นได้อีกนับแสนนับล้านชิ้น
เป็นที่น่าสนใจว่า iSTEE มีขนาดของไฟล์องค์ประกอบรวมกันแล้วทั้งหมดเป็นกี่ GB  หรือเป็นสัดส่วนกี่ เปอร์เซนต์ของ Raid Studio  และเป็นที่อัศจรรย์ใจเมื่อพบว่า  iSTEE  และ Samong Framework ที่ถูกพัฒนาขึ้นมานั้น  มีขนาดรวมกันไม่น้อยกว่า 4 GB หรือคิดเป็น 30 % ของส่วนประกอบของ Delphi ทั้งหมดที่ไฟล์แต่ละส่วนนั้นเป็นไฟล์รหัสโปรแกรมระดับคุณภาพล้วน ๆ   และการพัฒนารหัสโปรแกรมได้ขนาดนี้นั้นจำเป็นจะต้องใช้จินตนาการขั้นสูงประกอบกับความพยายามเป็นอย่างมาก  และหากไม่มีธรรมขั้นสูงจริง ๆ ผู้พัฒนาคงจะพ่ายแพ้ไปเมื่อตั้งแต่  15 ปีก่อน
 …
และถึงเวลาแล้วที่ iSTEE จะได้รับการเปิดเผยและถ่ายทอดให้กับ เจได  ผู้มีธรรม  ให้มีความรู้  และเข้าถึงพระธรรมไปพร้อมกับการพัฒนาแอพพลิเคชั่น  และเหล่านี้คือ  สิ่งมหัศจรรย์ แห่งการพัฒนาซอฟท์แวร์  ที่ไม่สามารถจะหาชมได้ที่ใด
 ..
ส่วนถัดไปของบทความนี้   คือ  คำอธิบายความของผู้พัฒนา iSTEE ที่ได้อธิบายความต่อเจไดท่านหนึ่ง  ที่ผู้อ่าน  อ่านแล้วอาจจะปวดเศียรเวียนเกล้า  แต่โปรดได้อ่านซ้ำ ๆ  แล้วจะค้นพบว่า  การพัฒนาเครื่องมือ iSTEE นี้  เป็นการพัฒนาแบบสูงสุดคืนสู่สามัญจริง ๆ
======================================
 จุดเริ่มต้นของการพัฒนา  หรือทางเข้าของระบบ ……………
 ….
…ทางเข้าของทั้งหมด เริ่มต้นที่ยูนิต Stee.Nature.Systems  การเขียนโปรแกรมแล้วค้นพบด้วยตนเอง! …จึงเป็นการค้นพบแบบที่สุดแล้ว
เราใช้ iSTEE และ Samong และตัวเราเองเป็นเครื่องมือ กลยุทธ์ที่แสนธรรมดา และมีประสิทธิภาพมาก  ช่วยให้เข้าถึงจินตนการและพลังชีวิตในตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องไปค้นหาที่ไหน  ดังแผนภาพนี้
 
เมื่อลงลึกในชั้นที่ 3 องค์ประกอบของภายในยูนิต Class คือตัวสำคัญ…มาดูตัวแรกคือ  TSteeApplication, TMainStee
 
ให้มองไปปที่เรื่อง “สติ” หรือการตื่นรู้ เป็น ระบบ (System) – ผมเลยใช้ว่า TSteeApplication   โดยมาตรฐานทั่วไปของ Delphi  ถือว่าอะไรเป็นคลาสจะใช้ T ตัวใหญ่นำหน้าชื่อครับ  
ตัว TSteeApplication นี่ได้ค้นพบและประสพความสำเร็จมาในปีที่แล้วนี่เอง…ตอนแรกเรียกมันว่า TMainStee   และตั้งใจว่าจะสิ้นสุดการพัฒนา iSTEE  ณ จุดนั้นแล้ว  แต่ที่ไหนได้  ความจริงของธรรมยังไม่เพียงพอ  มันยังมีอีกชั้นหนึ่ง คือ TSteeApplication ครอบ TMainStee โดย TMainStee อยู่ภายใน
 
ตรง Variables คือ ตัวแปรที่เก็บตำแหน่งวัตถุ หรือที่เรียกว่า Instance อยู่ 2 ตัวคือ FMainStee และ FSteeApplication …. คนดูแลต้นกำเนิดจะเข้าถึงตัวแปรภายในนี้ได้ คนอื่นๆ เรียกใช้ได้ผ่าน ฟังก์ชั่นชือ SteeApplication กับ ฟังก์ชั่นชื่อ MainStee   
 …
ใน Delphi – Procedure , function – เรียกโดยทั่วไปว่า Method
 …
วัตถุตัวแรกในโปรแกรมของ Delphi จะถูกสร้างอัตโนมัติคือ Application เอาคลาส TApplication มาสร้างเป็นวัตถุและเก็บตำแหน่งไว้ในตัวแปรชื่อ Application การเรียกใช้ Application.xxxx คือการใช้งานวัตถุ ผ่าน Method ที่อยู่หลังจุด สิ่งที่อยู่หลังจุด (xxx) มี 2 ประเภทใหญ่คือ Property กับ Method Property เช่น สี น้ำหนัก ส่วนสูง ส่วน Value ของคุณสมบัติ สี คือ ขาว ดำ แดง ม่วง ส่วน Value ของคุณสมบัติ น้ำหนัก คือ 100, 80 ,50 เป็นต้น
 …
หลังจาก Application ถูกสร้างขึ้น  เราได้กำหนดให้มีการสร้างวัตถุ SteeApplication ขึ้นมาโดยอัตโนมัติเช่นกัน การรู้สึกตัวของเรา หรือสติ มีอยู่ตลอดเวลา ไม่งั้นคนเราจะไม่สามารถดำเนินชีวิตไปตามปกติได้  การตื่นรู้ ในแต่ละขณะแท้จริงแล้วเปรียบเทียบได้กับ แต่ละระบบ…ที่มันถูก Activate ขึ้นมา หรือเป็นการใช้สติพิจารณา เรื่องที่สนใจ แล้วมันก็ผ่านไป เหมือนตัวชี้ของ ซีพียู แล้ววนกลับมาใหม่ ถ้า Stack เยอะ กว่าจะกลับมาก็นานหน่อย
 …
SteeApplication ถูกทำลายได้ แต่มันจะเกิดใหม่ขึ้นเองได้อัตโนมัติตลอดเวลา MainStee ถูกำทำลายได้ แต่มันจะเกิดใหม่ขึ้นเองได้อัตโนมัติตลอดเวลา ถ้าเราใช้แบบจำลองที่นิยม คือ จิตสำนึก และ จิตใต้สำนึก ตัว SteeApplication กับ MainStee คึอจิตใต้สำนึก มันมีกลไกอัตโนมัติภายในของมันที่ทำงานอยู่เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไปได้ตามวิถีพื้นฐาน
 …
ตัวระบบที่เราพัฒนาขึ้นมา หรือแอพต่างๆ คือ จิตสำนึก…เดี๋ยวมา เดี๋ยวไป
 
สิ่งที่ผมกำลังอธิบายนี้…มันทำงานอัตโนมัติไปหมดแล้ว…แต่ท่านนักพัฒนา  ต้องรู้เป็นพื่นฐานก่อนว่า กลไกการทำงานมันทำอย่างไร ถึงจะควบคุมมันได้อยู่หมัด
 …
ใน Routine… IsClassOf ….คือ ถามว่ามันคือคลาสอะไร? ไม่ใช่ถามว่ามันคืออะไร? ใช้ประโยชน์อย่างไร?…..Instance หรือ ตัวแปรที่เก็บวัตถุ…
var
    A : TObject
    B: TjgSystem;
begin
    B:=TjgSystem.Create(Nil);
    A:=B; //ถามว่า A เป็น TjgSystem หรือไม่
    if IsClassOf(A.ClassType,’TjgSystem’) then msgbox(‘A is a System’);
    if A is TjgSystem then msgbox(‘A is a System’);
end;
 …
การใช้ประโยชน์ของ SteeApplication คืออะไร?….เอาไว้ตั้งค่าเริ่มต้นต่างๆ กำหนดคุณสมบัติที่ต้องการ แล้ว StartMainStee หรือ StopMainStee เพื่อเริ่มทำงานและยุติการทำงาน หรือเริ่มมีลมหายใจ หรือหมดลมหายใจ
คือที่มาของ MainStee และ SteeApplication  
 …
MainStee และ SteeApplication… คือวัตถุ 2 ตัวหลักที่ทำงานตลอดเวลา
 …
ในขณะที่เราได้ยินเสียง ตาเราก็เห็นตัวอักษร มือก็สัมผัสแป้นพิมพ์ ท่านรับรู้ 3 เรื่องได้พร้อมกันใช่ไหม นี่ึคือ Session ที่ทำงานอยู่ใน MainStee …. ใน MainStee มีได้หลาย Session ถ้าเป็น Server Application …แต่ละ Connection ที่ติดต่อเข้ามาจะเกิด Session ขึ้นมาเพื่อเป็น ห้องควบคุมสื่อสาร..ประจำ Connection นั้น
 …
กลไกพื้นฐานของ Server คือตรงนี้ครับ Session จะกี่ Session ก็อยู่ที่หน้างานล่ะ ว่าจะปรับ Load Balance อย่างไร
เขียน Server Application ก็แค่นี้เองครับ มีตรงนี้แอพก็เป็น Server ได้แล้ว..555
 
พวกคำสั่ง Register ทั้งหลาย ใช้ทำอะไร…โกดังคลาสครับ ปกติมาตรฐานมีโกดังเดียว ผมเขียนโกดังเพิ่มติม แยกเป็นหลายโกดัง เพื่อทำให้การค้นหาคลาส เอามาปั็มได้เร็วมากขึ้น
  …
แค่นี้ท่านอ่านก็แยกหมวดได้แล้วว่า จะ Register อะไรไปวางไว้ในโกดังไหน ที่สำคัญท่านเขียนของใส่โกดังมั่วไม่ได้แน่ เพราะผมกำหนดชนิดคลาสที่ท่านจะลงทะเบียนไว้แล้วสังเกตุดู   หลักสูตรนี้ของ เจได..ท่าน
 …
ตรงนี้ก็ลดต้นทุนบำรุงรักษาระบบได้ไปเยอะแล้ว เมื่อระบบขยายตัว…แต่อาจจะมองข้ามไปถ้าเขียนโปรแกรมหรือระบบขนาดเล็กๆ…
แต่หากเราเชื่อว่า โปรแกรมต้องเติบโตเหมือนต้นไม้ มุ่งไปที่เอไอ..โครงสร้างแบบนี้เครื่องมือแบบนี้คือสิ่งจำเป็นยิ่งยวด
 …
กว่าจะเข้าใจก็หลายปีอยู่…บางคนบอกว่าใช้ของมาตรฐานเลยสิ… พอระบบมันโตถีงระดับหนึ่ง…ท่านหมดโอกาสแตกโกดังแบบนี้เลย… เพราะยูนิตต่างๆ มันพันพัว ก้นมั่วไปหมดแล้ว…แนวคิดเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับภาษา..พิสูจน์กันชัดๆ 
การกำหนดให้โปรแกรมเมอร์ลงทะเบียนผ่าน ศูนย์ลงทะเบียนแบบนี้ ตัวควบคุมทะเบียนคือ MainStee เราสามารถจะคัดกรองสายพันธุ์ที่เราไม่ต้องการออกได้ในอนาคต เพราะเราเขียนคำสั่งเอง ฝังเป็นระบบคัดกรองหรือเป็น Firewall สายพันธุ์ที่ตรวจสอบพบว่ามีปัญหาออกไปโดยระบบอัตโนมัติ
.. 
Nirvana หรือ  นิพพาน คือ คำสั่งใช้ทำลายวัตถุ และคืนหน่วยความจำให้ระบบ…แนะนำใน iStee ใช้ตัวนี้เพื่อซ่อนการทำลายวัตถุและคืนค่าในหน่วยความจำด้วยวิธีที่แตกต่างกันในแต่ละแพลตฟอร์ม…นี่คืออีกเรื่องหนึ่งที่พิสูจน์บทบาทของ Middleware

พอเห็นแนวทางนะท่าน…ไม่ยากเลย…ระดับโลกเขาก็ทำกันแบบนี้ …แค่รายละเอียดต่างกันแค่นั้น API ชุดนี้…ผ่านการวิวัฒนาการมาค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว…เหลือแค่บน iOS อาจต้องปรับบ้าง แต่ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรมากมาย…

ตัวจดลิขสิทธิ์แท้จริง คือ API ชุดนี้แหละครับ…OS แต่ละตัวก็มีแบบนี้ แต่มั่นใจว่าความแตกต่างเกิน 40% แน่นอน ถือว่าเป็นของใหม่ไม่ได้เลียนแบบใครครับ
 …
...เราพัฒนาเครื่องมือเอง…ให้มีศักยภาพในการผลิตซอฟต์แวร์แบบนี้ กับยอมสิโรราบ…ใช้ของแบบที่ชาวบ้านเขาใช้ตามพี่ใหญ่… ผลลัพธ์ก็ดีกันคนละอย่าง…
===========================================
นอกจากนี้  เราใคร่นำเอา  บางส่วนบางตอนของระบบ Help  ที่ใช้เป็นคำอธิบายรายละเอียดของ iSTEE   ที่มีความจำเป็นสำหรับนักพัฒนาที่จะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นด้วนเครื่องมือนี้
รูปหน้าจอที่  1   แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างของบรรดาไฟล์องค์ประกอบ  ไฟล์ class ต่าง ๆ ที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็ิ้นส่วนของระบบ
หน้าจอนี้แสดงถือ  ลำดับชั้นของวัตถุ  ในโครงสร้าง ในแต่ละสายพันธุ์
หน้าจอนี้แสดงถึง  ความพยายามในการอธิบายชิ้นส่วนที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างละเอียดยิบ
ผมในฐานะผู้ร่วมทีมพัฒนา  หรือผู้ที่จะพยายามมาบอกเล่าในภาษาคนที่เข้าใจกันได้ทั่วไป  ที่ได้พยายามศึกษาระบบไปพร้อมๆ กับท่านผู้อ่าน  จึงจะได้ให้ความมั่นใจกับท่านผู้อ่าน และผู้ติดตามข่าวสารของเราว่า    นี่ คือ  วิวัฒน์กรรม  หรือ  นวัตกรรมที่มีการพัฒนาต่อยอด  เป็นผลงานชิ้นเอกจากคนไทยเพื่อคนไทย
 ..
ท่านจะเห็นได้ว่า  กรอบแนวคิดการพัฒนาไปตลอดจนเทคนิคการพัฒนานั้น  ไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องผูกติดอยู่กับ  โปรแกรมภาษาใด ภาษาหนึ่งเท่านั้น  แต่สำคัญอยู่ที่การจะเรียนรู้อย่างลึกซึ้งและได้สั่งสมผลงานมาอย่างยาวนานแค่ไหน
 ..
การพัฒนาของเราจึงไม่ได้เป็นการพัฒนาแบบปักชำ  แต่เป็นการพัฒนา  แบบหยั่งรากแก้วลึก ๆ เพื่อให้วงการพัฒนาแอพพลิเคชั่นของเมืองไทยมีความยั่งยืน  แข่งขันกับนานาประเทศได้
….
 
พบกับเราในการแบไต๋ iSTEE ในตอนต่อไป  ที่จะลองนำเอา  โค้ด ของ class บาง class มาให้ชมกัน  และไม่ต้องสงสัยครับ  เราจะจัดให้มีการฝึกอบรมการใช้ iSTEE อย่างละเอียดลึกซึ้งให้กับนักพัฒนาระดับ เจได  และนักพัฒนาระดับเจไดขั้นสุดยอดผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมจะได้รับการถ่ายมทอดสุดยอดวิชา iSTEE แบบถึงแก่นแท้   และนั่นคือฝันสุดยอดของนักพัฒนาผู้หนึ่งที่จะได้นอนตายตาหลับและได้ชื่อว่า  ได้สร้างสิ่งนี้ไว้ให้กับโลกสมกับคำปวารณาตน  ก่อนการตัดสินใจเดินทางไกล  เผยแพร่ธรรมผ่านเทคโนโลยีการพัฒนาโปรแกรม

กระบวนการพัฒนาประเทศจาก “การปักชำ” ไปสู่ “การสร้างรากแก้ว”

ผมได้อ่านบทความเช้านี้จากเฟสบุค  ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์  ว่าด้วยเรื่อง  “Roadmap ของการพัฒนา Biotechnology และ Biomedical เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่ Thailand 4.0”

ชอบใจกับคำเปรียบเปรยการพัฒนาประเทศจาก   “การปักชำ”  ไปสู่  “การสร้างรากแก้ว”     เป็นคำเปรียบเปรยที่ทำให้เห็นภาพ  ที่แสดงถึงเจตนาของรัฐบาลผ่านเพจของท่าน ที่ใครก็ตามที่รู้จักการปลูกพืชโดยเฉพาะพืชที่จะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์หรือมีมูลค่าทาเศรษฐกิจสูงๆ  ให้ยืนต้นอยู่ได้อย่างยาวนานนั้นจะต้องรักษาให้ต้นไม้นั้นมีความแข็งแรงด้วยการมีรากแก้วที่หยุ่งลึก  แข็งแรงก็เป็นคำตอบหนึ่ง

ในวัยเด็ก   ผมอาศัยอยู่ในหน่วยงานสถาบันวิจัยยาง (อำเภอ คลองท่อม จังหวัดกระบี่)  สังกัดกรมเกษตรและสหกรณ์  ที่มีการทดลองปลูกยางพาราสายพันธุ์ต่างๆ  กัน  พร้อมการเก็บสถิติผลการให้น้ำยาง  การทนต่อสภาพแวดล้อม และโรคภัยไข้เจ็บของต้นยางพารา  

นอกจากการทดลองเรื่องสายพันธุ์ยางพาราแล้ว  หน่วยงานฯ ก็ได้ทำการปลูกพืชแซม  ชนิดต่างๆ ระหว่างร่องหรือระหว่างแถวยางพาราที่ห่างกันประมาณ  4 – 5 เมตร (ผมจำได้ไม่แน่ชัด  ที่ตัวเองได้ใช้เงินที่ได้จากการทำสวนยางแต่ไม่ค่อยได้เข้าไปดูแลสวนยางเอง  น่าอับอายมาก)  ซึ่งน่าจะมีสองเจตนา  คือ การค้นหาพืชแซมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของยางพารา ( เช่น พืีชตระกูลถั่ว  หรือข้าวโพดก็มีให้เห็นกัน) ระหว่างช่วงเวลาการรอการเก็บเกี่ยวผล  หรือการรักษาไม่ให้สวนยางรกรุงรัง   หรือ  อาจจะเน้นเรื่องการมีรายได้ระหว่างรอผล 6 – 7 ปี

เรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร   “ไทยแลนด์ 4.0”   “ปักชำ”  “รากแก้ว”  และสวนยาง

ผมตีความให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง  และเชื่อว่ารัฐบาลก็คิดเช่นนั้น   กล่าวคือ

เราจำเป็นที่จะต้องสร้างฐานการพัฒนาเศรษฐกิจแบบรากแก้ว  ที่แปลว่าต้องสร้างความแข็งแรง  โดยเน้นที่ตัวทรัพยากรบุคคลที่เป็นรากแก้วสำคัญ  เน้นโดยเน้นให้การสนับสนุนบุคคลากรจำพวก  ผู้ที่มีแนวความคิดดี  ผู้ที่มีความสามารถ  และผู้ที่ความขยันขันแข็งและไม่ควรเน้นที่จะไปส่งเสริม  นักคิด  หรือ SME ที่มีผลงานแบบฉาบฉวยหรือเน้นธุรกิจเฉพาะตน หรือที่ผมเปรียบว่าเป็น  “การปักชำ”  เหมือนการไปตัดยอดกุหลาบพันธ์ุดีสีสวย  มาเสียบ หรือมาต่อยอด ทาบกิ่ง เพื่อเป็นการส่งเสริมกันช่วงสั้น ๆ  ให้หลงไหลได้ปลื้มว่าสำเร็จมากมายก่ายกองในรอบ 4 ปีของรัฐบาลโน้นนี่นั่น   แต่สุดท้ายต้นไม้ต้นนั้น  พืชพันธุ์สีสวยนั้นนั้นก็ล้มหายตายไป  ไม่อดทนต่อลมฟ้าอากาศ  โรคภัย    

แต่ควรเน้นไปที่การแสวงหานักคิด  นักพัฒนา  ที่แม้นจะยังไม่มีผลงานที่ชัดเจนในเวลานั้น  แต่ต้องมีแววสดใส  แม้นจะไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ก็ตามเหตุเพราะทุก ๆ การพัฒนาย่อมต้องการปัจจัยด้านทรัพยากร  ทีมงานและเงินทุนมากมาย

แต่ในขณะเดียวกัน  หากรัฐบาลจะรอให้ทีมนักคิดสายพันธุ์รากแก้วเหล่านี้เติบโต จนสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้  ก็คงต้องใช้เวลานาน  จนรัฐบาลสิ้นสมัยไปก็ได้  ทางออกสำหรับรัฐบาลสำหรับปัญหานี้  คือ  เทคนิคการใช้พืชแซม   ที่ผมหมายถึง  การส่งเสริมนักนวัตกรรม  นักประดิษฐ์คิดค้น  ที่อาจจะไม่ใช่งานนวัตกรรมประเภทพลิกฟ้า  พลิกแผ่นดิน  พิลิึกกึกกือ  แต่เป็นงานนวัตกรรมที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้รวดเร็ว    โดยอาจจะส่งเสริมผ่านการประกวดนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ถนัดทำกันอย่างแพร่หลายในตอนนี้  ที่จะไม่ค่อยเห็นการควานหานักนวัตกรรมสายพันธุ์รากแก้ว

หากเป็นการประดิษฐ์คิดค้นซอฟต์แวร์    การปักชำ  จะหมายถึง  นักพัฒนาแอพพลิเคชั่น  แนว Solution เป็นเรื่อง ๆ จบๆ รับเงินกันไป   และนักพัฒนารากแก้ว  เช่น นักพัฒนาต่อยอด  Middleware , framework หรือ iOT  อินเตอร์เฟส 

โดยสรุปคือ  รัฐบาลจำเป็นจะต้องแบ่งสัดส่วนการส่งเสริมนักนวัตกรรม  ทั้งแบบสายพันธ์เร่งด่วน  และสายพันธุ์รากแก้ว   เพื่อให้การเติบโตทางเศรษบกิจเป็นไปได้อย่างสมดุล  ทั้งระยะสั้นจากการปักชำ  และในระยะยาวจากพืชพันธุ์รากแก้ว

อ่านบทความจากเพจของ  ดร สุวิทย์  เมษินทรีย์  ด้านล่างนี้  

“Roadmap ของการพัฒนา Biotechnology และ Biomedical เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่ Thailand 4.0”

อย่างที่ทราบกันดี Thailand 4.0 มีแนวคิดที่จะเปลี่ยนกระบวนการพัฒนาประเทศจาก “การปักชำ” ไปสู่ “การสร้างรากแก้ว” ของตัวเอง โดยท่านนายกรัฐมนตรีได้เน้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง จาก “ระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอกเป็นหลัก” สู่ “ระบบเศรษฐกิจที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองอย่างเหมาะสม”

การไปกล่าวปาฐกถาพิเศษตามคำเชิญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยมหิดล ของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงมีนัยทางยุทธศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง เพราะมีการประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการเปิดตัวยุทธศาสตร์การพัฒนา Biotechnology (เกษตร/อาหาร) และ Biomedical (การแพทย์/สุขภาพ) ถือเป็นการกำหนด “Vision for the Future” ของประเทศ ซึ่งหากทำดีๆ ประเทศไทยมีโอกาสประกาศศักดาในเวทีโลกใน 3-5 ปีจากนี้ไป

มิเพียงเท่านั้น การเยี่ยมชมบริษัท Siam Bioscience ของท่านนายกฯ ก็มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศอย่างยิ่งเช่นกัน โมเดลธุรกิจของ Siam Bioscience ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบของการขับเคลื่อน Thailand 4.0 อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด เพราะ Biopharma ที่ผลิตโดยSiam Bioscience เป็นผลิตภัณฑ์ที่มี knowledge content สูงมาก ซึ่งเราสามารถผลิตตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ด้วย high knowledge talents ที่เป็นคนไทยล้วนๆ มิเพียงเท่านั้น ยังเป็นการลงทุนแบบประชารัฐโดยคนไทยล้วนๆ (ระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดลกับทุนลดาวัลย์) ที่สำคัญ เป็นการ ทดแทนการนำเข้า และมีศักยภาพการส่งออกที่สูงมาก
ผมได้ประมวล Roadmap ของยุทธศาสตร์การพัฒนา Biotechnology สำหรับด้านการเกษตรและอาหาร และยุทธศาสตร์การพัฒนา Biomedical สำหรับด้าน Health และ Wellness (ที่อยู่ในพิมพ์เขียวและแผนปฎิบัติการขับเคลื่อน Thailand 4.0) เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่งคง มั่นคั่งและยั่งยืน ตามโมเดล Thailand 4.0 เป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วภายใน ปี 2579 หรือ 20 ปีจากนี้ (ตามรูปข้างล่างนี้ครับ)

มุมคิดการพัฒนาคนยุคใหม่

#การพัฒนาคนยุคปัจจุบัน ทำให้องค์กรจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่คนในองค์กรกลับมีความสุขในการทำงานลดลง ความเครียดเพิ่มมากขึ้น

#หลักสูตรฝึกอบรมด้านการพัฒนาคนสำหรับทุกกลุ่มธุรกิจหรือนักธุรกิจอิสระต่างๆ ที่ช่วยให้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สร้างแรงจูงใจในการทำงาน เพื่อให้ทำงานได้มีความสุขมากขึ้น รักษาสมดุลชีวิตและการทำงานให้ดีขึ้น โดยมีหลักการสำคัญที่ใช้ในการฝึกอบรมคือ การเปลี่ยนวิธีคิด มองโลกในเชิงบวก สร้างมนุษยสัมพันธ์ และพฤติกรรมอันพึงประสงค์ กระบวนการเหล่านี้ให้ผลเพียงสั้น ๆ ไม่นานวิถีความเคยชินเดิมก็กลับมา

  #การพัฒนาที่มุ่งให้ทุกคน ”มีสติ” เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ในตนเองหรือรู้จักตัวเองดีขึ้น แต่ไม่ได้มุ่งเน้นถึงวิธีการ “ใช้สติ” ซึ่งเป็นเรื่องภายในของบุคคลที่ยังไม่ได้รับความสนใจอย่างจริงจัง ทั้ง ๆ ที่การทำงานเกี่ยวกับมนุษย์เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก และจิตวิญญาณ (Spirituality) ทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้คนรู้เท่าทันความคิด ความรู้สึก ตามสถานการณ์แต่ละขณะ เพื่อทำให้ชีวิตราบรื่นและมีความสุข

#การพัฒนาแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ เข้ามาเสริมกับแนวคิดการพัฒนาคนในแง่ของมุมมอง วิธีคิด และวิธีการในการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคนด้วยวิถีสมดุลแห่งยุคดิจิตอล ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางความคิดที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนให้มีสติและบ่มเพาะการใช้สติบวกแอพพลิเคชั่น เพื่อเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนเกิดผล สามารถนำใช้ได้จริง จนมีความสะดวกไปกับการดำเนินชีวิต

#การเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับการเพิ่มศักยภาพของมนุษย์ยุคดิจิตอล ผ่านสมองไทยแลนด์ โดยเป็นนำภาพใหญ่ ๆ ที่รวมกันอยู่ เช่น นวัตกรรม (Problem Solving) + ซอฟต์แวร์ (Technology) + จิตวิญญาณ (Spirituality) ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาคนยุคใหม่ที่ผสมผสานระหว่างแนวคิดทฤษฎี ควบคู่ไปกับการใช้แอพพลิเคชั่นด้านดิจิตอล

#มุ่งเน้นกระบวนการที่ช่วยพัฒนาคนให้มีความเข้าใจตนเองและผู้อื่นได้จริงๆ มีความรักความเมตตา นำหน้าการพัฒนาคนด้วยปัญญา ศีล สมาธิ ซึ่งจะเป็นการยกระดับการพัฒนาคนเพิ่มขึ้นไปอีก ด้วยวิถีแห่งสมดุล เรามาร่วมแรงร่วมใจกัน ใช้เวลาสั้น กระชับ เดินร่วมกัน ย่อมไปได้ไกลด้วยแนวทางการบูรณาการอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน…
“The Digital Coach”

-ดร.นิพัทธ์​พนธ์ สุวรรณชนะ (แอนดี้) –

สมดุลแห่งชีวิต

สำหรับท่านผู้ติดตามเวบไซต์ของเรา  ที่อาจจะได้อ่านบทความบางส่วนบางเรื่องมาแบบว่า  ผ่านหูผ่านตาในหัวข้อเรื่อง “สมดุลแห่งชีวิต”  หรือจากการทดลองใช้งาน “ATOM.S001” หรือ “Samong.ME” มาแล้ว  แต่อาจจะยังไม่ได้มีเวลาอ่านหนังสือ “สมดุลแห่งชีวิต” อย่างเอาจริงเอาจัง หรือยังไม่เข้าใจประโยชน์ของแอพพลิเคชั่นดังกล่าวนี้   วันนี้ผมขออนุญาตมาเล่าในส่วนของหนังสือให้ฟังโดยสรุป  ไม่เชิงจะเป็นการวิจารณ์  หรือ  มาโฆษณาขายหนังสืออีกต่อหนึ่ง   แต่ถ้าผู้พิมพ์จะตีพิมพ์ใหม่  ผมจะซื้อมาเป็นของตัวเองซักเล่ม  และซื้อเป็นของที่ระลึกเนื่องในโอกาสสำคัญ ๆ สำหรับคนที่เรารัก  ที่เหมาะสำหรับผู้รับหลายวัยหลายอาชีพ  หลายสถานะ (ทำงาน หางาน กำลังสร้างธุรกิจ เป็นต้น)  อีกหลาย ๆ เล่ม  ส่วนการใช้งานแอพพลิเคชั่นจะเอาไว้ในโอกาสต่อไป (มีอธิบายในระบบออนไลน์แล้ว)

ที่มาที่ผมได้หยิบจับหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน  ก็เพราะ 

เป็นความดื้อของผมเองมากกว่า  ที่พยายามจะไม่เชื่อสิ่งใด โดยที่ไม่ได้ศึกษาค้นคว้าอย่างระเอียด  ที่ได้พยายามสอบถามทีมงานพัฒนาของเราว่า  

  1. คุณเอาจินตนาการอะไรจากไหนมาพัฒนาเป็นแอพพลิเคชั่นสมดุลชีวิต   คือ จะถามว่ามั่วหรือปล่าว แบบตรง ๆ ก็เกรงใจ  (แต่ก็ถามไปแล้ว)
  2. แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร   จะให้ผมนำข้อดีของมันไปบอกต่อ  ไปแนะคนอื่นได้อย่างไร   มันไม่น่าเห็นสนุกตรงไหน  หรือไม่เห็นจะทำเงินแบบเกมส์ หรือแบบ  Bitcoin หรือเมื่อไหร่คุณจะทำแอพ Fin Tech หรือแอพตลาด ๆ Solution  อะไรก็ได้ให้สมกับการออกโรงโฆษณา Samong มาอย่างยาวนาน

จึงได้รับคำตอบกลับมาว่า  คุณไปอ่านที่เวบไซต์ที่บันทึกร่องรอยการพัฒนางานของผมซิ   พร้อมกับบอกชื่อหนังสือมา  พร้อมสำทับว่า “มันดีมากแต่อ่านเอาเองนะ”  และให้ผมไปตามหาซื้อมาอ่าน   ผมเองก็ตั้งใจแล้วว่าจะดีหรือไม่ดีอย่างไรก็จะหามาอ่าน ให้จงได้  และผมก็ใช้ความพยามอยู่สองวัน  ที่ทุกครั้งที่ไปห้างจะต้องแวะร้านหนังสือ  หรือดูจากร้านค้าออนไลน์  ก็พบว่าไม่มีในสตอกเหลือแล้ว   เลยคิดไปว่ามันคงไม่ดีหรือไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายอย่างแน่นอนเลย  แต่ก็ต้องหาคำตอบกันต่อไป  จนต้องหันมาใช้การค้นหาหนังสือในรูปแบบ e-book  จากร้าน SE-ED ออนไลน์

รูปร่างหน้าตาของหนังสือก็ประมาณนี้ครับ  กอปปี้มาลงไว้แค่นี้ก็เสียวแล้วกับกฏหมายลิขสิทธิ์  

ผมไม่รู้จักผู้เขียน  ผู้แปลและผู้เรียบเรียงเป็นการส่วนตัวเลย (แต่เพิ่งทักทายไปทางเฟสบุ๊คเมื่อครู่ใหญ่ที่ผ่านมา)  และไม่ได้อ่านหนังสือต่าง ๆ มานานพอสมควรแล้ว (สมดุลด้านความรู้ของผมคงจะแย่แน่ ๆ )  

ในด้านความประทับใจต่อหนังสือ  ผมให้คะแนนเต็ม 10 เลยนะครับ  โดยได้ ให้คะแนน  8  คะแนนทันทีที่อ่านบทนำจบ  และอีกสองคะแนนในส่วนที่เหลืออีกจำนวนกว่า 300 หน้า  (จะให้มากกว่า 2 ไม่ได้เพราะคะแนนเต็ม 10)  แต่พออ่านจบก็ต้องบอกว่าขอผมเปลี่ยนใจ  ขอเฉลี่ยคะแนนไปแบบเท่าๆ กันให้กับทุก ๆ หน้า  เพราะเกือบทุกหน้ามีสาระสำคัญ ๆ ที่เราหยิบเอาไปใช้ได้ทันที

หรือว่าระยะหลังนี่ผมอ่านหนังสือมาน้อย  เลยเห็นอะไรก็ดีไปเสียทั้งหมด   จึงอย่าได้เชื่อผมทั้งหมดนะครับ  ขอแนะนำให้ลองหาอ่านเองเต็ม ๆ อีกครั้งหนึ่ง (หรือจะติดต่อมาให้ผมเล่าเรื่องเพิ่มเติมในด้านต่าง ๆ เป็นตอนๆ ไป

ประวัติของผู้เขียนน่าสนใจครับ  ที่ได้แต่งงานสองครั้งสองครา  กับภรรยาคนเดิม  ที่เลิกรากันไปรอบนึง  แต่สามารถฟื้นฟูสัมพันธ์ภาพกลับคืนมา  ด้วยวิธีการตามหนังสือที่ตนเขียนขึ้นมาเอง  ที่ก่อนหน้านั้นชีวิตคู่ก็พังไม่เป็นท่า  ขาดสมดุลเพราะขาดการประเมินและปรับปรุง

ในด้านงานอาชีพ  เขาเป็นนักพูดนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ   ที่มีความรู้ได้รับประสบการณ์มาจากการศึกษาค้นคว้าตามความชอบความสนใจของตนเอง  หลังจากที่ได้เดินทางผิดในธุรกิจมากว่าสองสามปี  แต่ด้วยความที่เป็นนักคิดที่ได้วางเป้าหมายไว้บ้าง จึงทำให้ผู้เขียนไม่ถึงกับหมดหนทางและสามารถกลับมาได้ในที่สุด  ทำให้เราได้อ่านหนังสือดี ๆ เช่นนี้  

หลังจากเขาประสบความสำเร็จ  มีทรัพย์สิน  มีรถเบนซ์  (ที่รอบนี้มีปัญญาเติมน้ำมัน และค่าซ่อมแซม) ชนิดที่ว่าไม่ได้ซื้อรถหรูมาเพื่อประดับความเท่ห์ในแวดวงธุรกิจ  แต่ซื้อมาใช้เพราะมีความพร้อมเพียงพอจริง ๆ   ผมเล่าถึงความสำเร็จของผู้เขียนก่อนเช่นนี้เพื่อให้เห็นว่าผู้เขียน  ประสบความสำเร็จได้จริง ๆ จากการใช้หลักสมดุลแห่งชีวิตนี้  (แน่นอนที่เราจะไม่เดินตามนักพูดนักเขียนที่ไม่มีความสำเร็จอะไรให้น่าภาคภูมิใจ)

โดยรวม  หนังสือ  สมดุลแห่งชีวิต นี้เป็นการว่าด้วย  การสำรวจ   ทำความรู้จัก  ประเมินตัวเอง  ทำความเข้าใจตัวเอง   ว่ามีจุดอ่อนจุดแข็งในด้าน สำคัญๆ  ตามที่ได้มีการศึกษาค้นคว้ามาแล้ว  มีงานวิชาการรองรับ  

ในการใช้ประโยชน์จากหนังสือ  ที่ผู้อ่านจะต้องใช้ความซื่อสัตย์กับตนเอง  ให้คะแนนในการสำรวจด้านต่าง ๆ ตามความจริง  หรือจะให้คะแนนตัวเองน้อยกว่าจริงเล็กน้อยเพื่อให้ได้ผลการปรับปรุงที่เป็นเลิศ  และทำการบันทึกลงไปในหนังสือ (หากเป็นส่วนของแอพ ฯ ก็จะมีส่วนของการจัดเก็บ Save ข้อมูลและผลการประเมินพัฒนาการในแต่ละรอบ)  แล้วทำการจัดลำดับประเด็นจุดอ่อนตามลำดับความสำคัญ (จัดการกับเรื่องที่ๆได้คะแนนแย่ ๆ  คะแนนน้อย ๆ ก่อน)  แล้วทำตามคำแนะนำวิธีการแก้ไข  ที่ผู้เขียนแนะนำไว้ในแต่ละบทมาให้คู่กัน  และทำอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง   จากนั้นก็กลับมาทำการประเมินซ้ำในด้านเดิม ๆ อีกหลายครั้งวนๆ ไป  พร้อมกับการวิเคราะห์ผลเบื้องต้นด้วยตนเอง

มันประยุกต์ใช้ได้ครับ  กับทุกๆ คนที่อ่านออก  เขียนได้  คิดได้ (ที่อาจจะต้องแปลข้อความภาษาไทยเชิงปรัชญาฝรั่ง  เป็นภาษาในใจคุณเอง  ที่มีแทรกไว้ตลอดทั้งเล่ม สำหรับการกระตุกต่อมคิด)

สมดุลแห่งชีวิต  จึงเป็นเครื่องมือช่วยให้คุณมีแผนที่  มีกองกำลัง  มีฐานสติบัญชาการ  มีความพร้อม  ไม่ประมาทกับการตัดสินใจดำเนินชีวิต  ทั้งชีวิตแบบเดี่ยวๆ  ชีวิตคู่  และชีวิตการงาน  หรือชีวิตครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบคนอีกหลายคน  ที่จะต้องไม่เสี่ยงกับการล้มละลายหรือ  การจมอยู่ในกองหนี้  ด้วยเพียงเหตุการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุล   หรือกระทั่งผู้นำในองค์กรต่าง ๆ ที่สามารถใช้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้เช่นกัน   เรียกว่าหนังสือเล่มนี้ให้คำแนะนำได้สำหรับทุกคนจริง ๆ  

ผมขอยกการประเมินสมดุลในแต่ละด้านออกมาด้านละ เรื่อง 

ด้านที่ 1  ด้านสุขภาพ   ที่เริ่มสำรวจว่าคุณคิดว่าสุขภาพของคุณเป็น   คุณได้ออกกำลังกายมั้ย  คุณรับประทานอาหารเป็นอย่างไร  คุณพักผ่อนอย่างไร     คุณมีโรคประจำตัวอะไรมั้ย    

ที่พอคุณได้ให้คะแนนไปและสำนึก(ผิดกับ)ตัว(เอง)ไปเรื่อย ๆ คุณจะพบว่า  ก็คุณไม่เคยได้ออกกำลังกาย  แถมไม่ได้พักผ่อนเลย  แล้วสุขภาพคุณจะเหลืออะไร  คุณก็จะคิดได้เอง  เยียวยาได้เองเช่นกันทันที แบบคนมีสติสตังต์ในบัด(now) เดี๋ยวนั้น  ว่าคุณจะต้องทำอะไรในบัดนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

ด้านที่ 2 ด้านความสัมพันธ์ในครอบครัว    ที่สำรวจว่า    คุณมีความสัมพันธ์กับคุณแม่  คุณลูก  และภรรยาของคุณแค่ไหน  คุณเป็นพ่อที่ดีแค่ไหน   อะไรที่คุณควรทำ  เช่น  การ,มีโอกาสรับประทานอาหารร่วมกัน  การปรึกษางาน  การปรึกษาปัญหาของลูก ๆ หรือคุณเป็นที่น่ารังเกียจของลูก ๆ แค่ไหน (ที่ผู้เขียนกล่าวว่า  ยิ่งเด็กโต เขายิ่งไม่อยากคุยกับคุณเท่าไหร่หรอก)    คำพูดดีๆ สั้น ๆ ที่คุณควรพูดอะไรบ้างที่ควรพูด  กับคนรัก  กับภรรยา  เพื่อให้ครอบครัว  หรือแม้แต่คุณเองมีกำลังใจในการทำงาน  ในการต่อสู้กับชีวิต  หรือแม้แต่ความสัมพันธ์กับคนอื่นในอันที่จะเป็นกำลังใจสำหรับชีวิตของคุณ

 

 

 

 

 

 

 

  

ด้านที่ 3  ด้านการงาน  ที่สำรวจว่า  ในที่ทำงานคุณ  คุณกับเจ้านายมีความสัมพันธ์อย่างไร  (ไม่ใช่เป็นการแนะนำให้ตอแหล)  คุณกับเพื่อนร่วมงานเป็นงัย   คุณจะได้เข้าใจว่าเจ้านายที่น่าเบื่อเป็นอย่างไร  คุณจะอยู่กับเจ้านายที่น่าเบื่อและจะปรับตัวอย่างไร  แน่นอนหากการปรับตัวไม่ประสบความสำเร็จ  ผู้เขียนก็ไม่ได้รั้งให้คุณอยู่ต่อ  แต่ก็ให้คำแนะนำว่าจะตัดสินใจเปลี่ยนงานเมื่อไหร่อย่างไร ให้ดีที่สุด  ไปตลอดถึงการมีวิสัยทัศน์  การวางแผนระดับ 90 วัน   แผนในระดับราย 1- 5 ปี  และเป้าหมายงานชิ้นใหญ่ระดับพลิกชีวิตของคุณคืออะไร  ที่คุณจะไม่เป็นเพียงคนวางแผนรายสัปดาห์

 

 

 

 

 

 

 

ด้านที่ 4 คือด้านการเงิน  ที่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ  ที่ถัดมาจากความสำคัญในการมีชีวิตอย่างพึงพอใจในแบบที่เป็น  ในสิ่งที่มี  พอใจกับสิ่งที่หามาได้   ที่การเงินคือ  ปัจจัยสำคัญมากที่จะทำให้คุณมีชีวิตต่อไปได้อย่างมั่นคงหรือไม่

ผู้เขียนไม่ได้มั่งเน้นให้คุณต้องรีบร่ำรวย  แต่ได้ช่วยให้คุณประเมิน  ให้คำแนะนำว่าจะวางแผนด้านการเงินอย่างไร  ควรจะมีการเก็บเงินในสัดส่วนอย่างไร  เช่นว่า  หากคุณมีรายจ่ายประจำเดือนทั้งหมด X  บาท  คุณก็ควรจะต้องมีเงินในบัญชีใช้จ่ายประจำปกติเป็น 3 เท่า  เพื่อให้พร้อมที่จะรองรับการเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้น  นี่ไม่นับรวมถึงการมีประกันภัยส่วนบุคคลสำหรับคุณเองและสมาชิกในครอบครัว  

แปลว่าหากคุณทำกิจการ  คุณก็ควรจะต้องมีเงินสดหมุนเวียนเป็นจำนวน 3 – 4 เท่าของยอดขายรายเดือนสำหรับการรับมือกับ  ลูกค้าที่่มีระยะเวลาเครดิตการชำระเงินที่ยาวนาน  ไปถึงการรับมือกับการผิดนัดชำระเงิน   หรือการแบ่งสรรปันส่วนเงินสำหรับการลงทุนเพื่อต่อยอดรายได้ของคุณ ให้เติบโตอย่างชาญฉลาด   หรือคำแนะนำที่ง่ายที่สุดคือ  การวางแผนลดค่าใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายได้ที่คุณหาได้  เท่านี้ก็เท่ากับเป็นการออมที่ดีที่สุดที่ทำได้ทันที  รวมไปถึงการปลูกฝังลูก ๆ ของคุณให้มีความเข้าใจถึงความสำคัญของเงิน  หรือกระทั่งการที่จะแนะนำให้รู้จักตนเองไม่ไปเห่อกับกระแสสังคม  ตามไลฟ์สไตล์ของใครเขา  หากคุณไม่มีกำลังใช้จ่ายจริง

ตอนหนึ่งผู้เขียนแนะนำว่า  ลองเอารายได้รวมทั้งปีตั้ง  หักด้วยค่าใช้จ่ายรวมทั้งปี  แล้วเทียบส่วนที่เหลือกับรายได้ที่ได้มาว่าเป็นสัดส่วนกี่ % หากหากมากว่า 25% ถึอว่าคุณจัดการการเงินได้ดี  แต่หากอยู่ระหว่าง 10 – 20% ถือว่าต้องรีบปรับปรุงตัว  แต่หาก ไม่ถึง 10% หรือถึงขั้นติดลบ  นั่นคือสัญญาณอันตรายของชีวิต

เรียกได้ว่า  การทำสมดุลชีวิต  หากถัดจากการทำสมดุลเรื่องอื่น ๆ จนอยู่ในระดับที่พึงพอใจแล้ว  สิ่งจำเป็นที่ต้องเร่งทำคือเรื่องสมดุลด้านการเงิน   หรือในบางคนหากสำรวจแล้ว  สมดุลทางการเงินมีคะแนนแย่มาก  ก็จำเป็นต้องจัดการเรื่องการเงินก่อนในทันที

เหล่านี้เป็นต้น  คือ  สมดุลแห่งการมีชีวิตอยู่  เมื่อชีวิตมีความสมดุลตั้งอยู่มั่นคงดีแล้ว  คุณก็จะสามารถขยับขยายยกระดับชีวิตของคุณไปตามความชอบด้านการงานอาชีพ  ที่ต้องเดินหน้าไปอย่างมีแบบแผนเช่นกัน

ในส่วนของความเกี่ยวข้องของหนังสือกับ  แอพพลิเคชั่น ATOM.S001 ซึ่งเป็นรุ่นทดสอบเรื่องสมดุลชีวิต  กับ Samong.ME (ซึ่งเป็นแอพฯ รุ่นใหญ่  ที่เป็นมากกว่าสมดุลแห่งชีวิต แต่จะเป็นเหมือนเพื่อนคู่คิด  ดูแลชีวิตล้ำสมัย) นั้น  เกี่ยวข้องกันในแง่การนำเอาแนวคิดเกือบทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้มาประยุกต์ใช้ในฐานะของแหล่งอ้างอิงที่มีการค้นคว้าวิจัยแล้ว  จึงจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานแอพพลิเคชั่นและได้รับประโยชน์ตามสมควร  ตามความสนใจ

โดยการศึกษาทำความเข้าใจจากหนังสือเล่มนี้  ก็จะช่วยให้ท่านสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่น  ATOM.S001 สมดุลแห่งชีวิตได้ง่ายขึ้น (แต่อย่างไรก็ตาม  ผู้พัฒนาได้ทำการจัดทำคู่มือในรูปแบบ Help Online ไว้ให้พร้อมใช้งาน)  นอกจากนี้  โครงสร้างของแอพพลิเคชั่นนี้ยังประกอบขึ้นมาจากประสบการณ์ของทีมงานเอง  ที่คลุกคลีอยู่ในวงการพัฒนาซอฟต์แวร์   วงการประกันภัย  การประกันชีวิต  ที่ต้องสัมผัสกับชีวิตผู้คน  กับงานวางแผนชีวิต  วางแผนการเงิน  จึงมีความรอบรู้เพียงพอในการพัฒนาเป็นกรอบการประเมินได้อย่างถูกต้องแม่นยำ  พร้อมการตรวจประเมินจาก CFO ของทีมงาน  เราจึงมั่นใจได้ว่าแอพพลิเคชั่นนี้จะช่วยให้คุณเข้าถึงการทำสมดุลแห่งชีวิตได้ง่ายขึ้น

ท่านสามารถติดตามข่าวสารและผลงานของเราได้จากเวบไซต์นี้แล้ว และจากแอพสโตร์  โดยเริ่มต้นจาก Google Play Store และกำลังพัฒนาไปสู่ iOS  แอพสโตร์

ขอขอบคุณได้ให้เกียรติติดตามผลงานของเรา  //

ไพพัฒน์  20/4/2017

ATOM.S001-Guideline

คำแนะนำ:
1.ปรับระบบแสดงผลบนมือถือเป็น ภาษาไทย ก่อนติดตั้ง ***
2.ปิดแอพหลังติดตั้งเสร็จ เปิดแอพใหม่ เพื่อเริ่มต้นใช้งาน ***
3.คลิกรูป Home เพื่อเข้าระบบ สไลด์จอหนึ่งครั้ง เพื่อศึกษาวิธีใช้งาน ***

“ความสำเร็จในชีวิต…ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ” ก่อนเริ่มการเดินทางต้องวางแผนการเดินทางฉันใด การใช้ชีวิตย่อมต้องมีการวางแผนการใช้ชีวิตด้วยฉันนั้น เพื่อการเดินทางและการใช้ชีวิตอย่างราบรื่นที่สุด ไม่สะดุดหลงหรือออกนอกเส้นทางไป และถึงแม้จะพบกับปัญหาหรืออุปสรรคก็สามารถบริหารจัดการแก้ไขปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้โดยไม่ยากลำบากมากนัก

การใช้ชีวิตมีหลากหลายมิติเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับปัจจัยแวดล้อมมากมายหลายด้าน ในแต่ละด้านก็มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไปที่จะต้องบริหารจัดการ จะเน้นเอียงไปด้านหนึ่งมากเกินไปไม่ได้ เพราะทำให้ไม่สมดุลก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ทำให้ท่านต้องมีภาระในการบริหารจัดการอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

การมีสติตื่นรู้สถานการณ์ข้อมูลขณะปัจจุบันได้อย่างชัดเจนมีความสำคัญอย่างมาก ที่ทำให้ท่านสามารถตัดสินใจเลือกกระบวนการวิธีควบคุมจัดการได้อย่างเหมาะสมได้ผลดี มีประสิทธิภาพสูง ง่าย สะดวก รวดเร็ว ลดความยุ่งยาก จึงเป็นที่มาของ ATOM.S001 เครื่องมือช่วยบริหารสมดุลชีวิต