Author archives:

Back to the future of : Digital Transformation

ที่มาของการเขียนบทความนี้มาจาก 2 เรื่องครับ   คือ  จากบทความ ความล้มเหลวของ Start Up และ เรื่อง  Digital Transformation

อะไร  คือ  หัวใจของความสำเร็จในยุคที่เรามีเทคโนโลยีที่รวดเร็วมาก ๆ ?  ที่ทำให้การสื่อสารแบบข้ามโลกเกิดขึ้นได้ในพริบตา  ดวงอาทิตย์ และพระจันทร์ต่างหากที่หมุนตามไม่ทันจริงๆ

จากบทความ  ความล้มเหลวของสตาร์ทอัพนั้น  ผู้เขียนได้สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการปรับตัวของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ทำได้ดีกว่า  กับพฤติกรรมและทัศนติของสตาร์ทอัพจำนวนหนึ่งที่ช้ากว่า “เต่ากับกระต่าย”

เพราะความได้เปรียบด้านเงินทุนของธุรกิจเดิมๆ แต่มีเงินทุนขนาดใหญ่  จึงได้พยายามหนีจากจุดยืนเดิมไปสู่จุดใหม่ได้ง่ายกว่า  ภายใต้การลงทุนทางเทคโนโลยีที่เหมาะสม

การสร้าง CVC เพื่อเฟ้นหาเทคโนโลยีมาปรับธุรกิจของตนเองทำให้หลายๆ องค์กรหนีพ้นไปจากความเสี่ยง Disruption ไปได้  ในขณะที่ สตาร์ทอัพจำนวนมากยังคง “ติดกับ”  กับการปั้้นธุรกิจเพื่อขาย   โดยพยายามสร้าง Transaction ที่ให้ผลตอบแทนต่ำติดดิน (แน่นอนครับ  ก็พอมีสตาร์ทอัพบางรายที่ฝ่าวิกฤติไปได้)

มีกลุ่มไอทีเทคโนโลยีไม่มากนัก  ที่ไม่หลงไปกับกระแสสตาร์ทอัพ  ที่พยายามสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองด้วยรูปแบบที่แตกต่างที่มุ่งสร้างรายได้อย่างจริงจังจากเทคโนโลยีในรูปแบบที่ตัวเองถนัดและลงลึกไปในแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป”  มากกว่าการคิดก้าวกระโดดแบบ  “ไร้พลัง และภูมิคุ้มกันต่ำ”

เทคโนโลยี  หรือ  อะไรกันแน่ที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่ง  สร้างความสามารถในการแข่งขันให้ธุรกิจไปต่อได้ ?  ธุรกิจจำเป็นต้องเลือกองค์ประกอบให้ถูกต้อง

  • Business Model
  • Technology Solution
  • Corporate behavior

Business Model กล่าวคือ  การเลือกธุรกิจ  ผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่ใช่  วิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่มีความแม่นยำสูง และฝีมือการบริหารที่ยอดเยี่ยม

Technology Solutions  หรือ  เครื่องมือที่จะเข้ามาสนับสนุน Business Model และ Corporate Behavior

ในขณะที่  Corporate behavior  คือ สิ่งสำคัญ ไม่แพ้กัน  และมันคือ  วัฒนธรรมหรือรูปแบบการทำงาน  workflow ขององค์กร  จะแบบไทยๆ หรือแบบฝรั่ง

ผมจะนำเสนอรูปแบบการทำงาน 4 Model  คือ

  • Compartmentalization
  • Multiuser
  • Sharing และ
  • Collaboration

Compartmentalization  คือ  การที่ต่างคนต่าทำ  อยู่กันคนละกล่อง  ไม่ต้องถามว่า  จุดจบจะจบอย่างไร

Multiuser ในวงการ ไอที  ก็เช่นการรุมเข้าไปใช้แอพ หรือ  เวบไซต์ออนไลน์  ในแบบที่ต่างคนต่างใช้  คนละ session  หรือการที่ต่างคนต่างเข้าไปเปิดไฟล์ใน  shared drive ที่เปิดได้ไม่พร้อมกันบ้าง  หรือพร้อมกันบ้างในโปรแกรมสมัยใหม่

ส่วน Sharing เสมือนกับการแบ่งปัน สิ่งที่คนใดคนหนึ่งทำ  โดยอีกคนอาจจะคอมเม้นท์ได้ แต่ไม่ได้มีส่วนในการปรับแต่งให้ตอบโจทย์

ผลลัพธ์ของวัฒนธรรมการทำงานทั้ง 3 แบบที่ผ่านมา  จึงไม่ใช่เรื่องสุดยอดที่จะทำให้องค์กรธุรกิจแข่งขันได้  เป็นเพียงแค่ “me too” หรือทำตามๆ กันไป

Collabortion  คือการทำงานร่วมกันในงานเดียวกัน  ที่จำเป็นต้องทำหลายคนและทำไปพร้อมๆ กัน  ที่จะได้ทั้งความสร้างสรรที่หลากหลาย  ประสิทธิภาพด้านความเร็ว  และความตื่นตัว  การเรียนรู้ไปพร้อมกัน  ที่จะทวีคูณพลังของทีมไปแบบ  Utlimate’y Team Perforamance

Collabaoration  ไม่ใช่สิ่งใหม่  แต่มันคือ “Teamwork” เดิมๆ  ที่มีมาแต่ไหนแต่ไร  ที่พูดกันในทุกชาติทุกภาษา  แต่การทำงานร่วมกันในรูปแบบนี้  เกิดขึ้นได้ยาก  หากมีความห่างไกลกันทางภูมิศาสตร์

Teamwork และ Collaboration จึงเป็นภาษาและวัฒนธรรมของสากล

และ Digital Technology  คือ  สิ่งที่ทำให้  Collaboration แบบระยะทางไกลสุดขอบฟ้า  เกิดขึ้นได้ในพริบตา

Digital Transformation ที่แท้จริง  จึงหมายถึง  “การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานไปสู่รูปแบบ Collaboration โดยมีเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญ”  ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือโดยตรง  หรือเครื่องมือในการแปลง  การวิเคราะห์ข้อมูล

การทำ Digital Transformation  จึงไม่ใช่แค่เพียงการสรรหาคอมพิวเตอร์มาใช้ในอง์กร  หากแต่จะต้องส่งเสริมให้เกิดสิ่งแวดล้อมการทำงานในแบบ Collaboration ที่แท้จริง

การทำงานร่วมกันบน Google drive  คือ  ตัวอย่างที่ชัดเจนมากที่สุด  การแก้ไขสไลด์บนไฟล์เดียวกันไปหลายๆ คนพร้อมกัน  สะท้อนการประสานความคิด  การสร้าง Spread sheet พร้อมกันหลายคน  ให้แต่ละคนหยอดข้อมูลตัวแปรที่สำคัญไปพร้อมกัน  ในขณะที่ผู้บริหารเฝ้าดูผลการวิเคราะห์ไปแบบฉับพลัน  ในขณะที่อีกคนหนึ่งกำลังนำเอาไฟล์ spread sheet ไปฝังลงไปในไฟล์สไลด์ที่จะต้องส่งให้ผู้บริหารสูงสุดนำเสนอในเช้าวันรุ่งขึ้น  ที่ผู้บริหารจะสามารถแชร์ผลลัพธ์ให้กับผู้เกี่ยวข้องได้รับชมได้ทำความเข้าใจก่อนการประชุม

การแชร์สิทธิ์การทำงานบนไดรก์ โดยผ่านกลไกการแชร์ผ่านอีเมล์  คือกลไกที่สุดแสนจะธรรมดาแต่ล้ำลึกในเรื่องประสิทธิผล  เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังจึงเป็นเรื่องที่สุดยอด

การ  “Back to the Future” ของการทำงานแบบ Collaboration ผ่านเทคโนโลยี  จึงเป็นแก่นของ  “Digital Transformation” ที่แท้จริง

แนวคิดปรัชญาในการออกแบบวัฒนธรรมคือสิ่งสำคัญ  และการเลือกเครื่องมือเป็นเรื่องประกอบรองลงมา  ที่เหลือ  คือ “เปลือก”

ขอขอบคุณที่ติดตามครับ พบกันใหม่ในบทความหน้าครับ

28 Feb 2020

5G กับทิศทางของ สมองไทยแลนด์

ข่าวคราวความคืบหน้าในการเปิดบริการ 5G ที่มีความเร็วจาก 4G อีกหลายเท่าตัว  คือตัวเร่งอัตราการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับชีวิตประจำวันและธุรกิจ

ไอโอที  เทคโนโลยีผสมผสานระหว่าง ฮารด์แวร์และซอฟต์แวร์  ก็จะยิ่งเข้ามามีส่วนในแวดวงได้เร็วขึ้น

ดิจิทัลแพลตฟอร์มขนาดใหญ่จะทำงานได้อย่างลื่นไหล  สะดวกสบายมากขึ้น

ภาคธุรกิจจะขยับตัวไปให้บริการ  โดยมีดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นสื่อกลางได้มากขึ้น

จึงกล่าวได้ว่า  แทบจะไม่มีธุรกิจใดที่จะอยู่รอดได้โดยไม่เข้าสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์ม

มันคืออะไร ?

มันคือ  ระบบรวมของแอพพลิเคชั่ขนาดใหญ่  ที่จะต้องรองรับการใช้บริการของผู้คนได้จำนวนมาก  ประสิทธิภาพดี  มีความปลอดภัย  มีประโยชน์  สร้างรายได้แก่ผู้เี่ยวข้อง  ทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ

ความสำเร็จของธุรกิจจะเกิดขึ้นได้จึงต้องอาศัยความเป็นเลิศของ 2 อย่างเป็นขั้นต่ำคือ   การบริการที่เป็นเลิศ  และระบบแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพ  ต้นทุนต่ำปรับตัวตามเทคโนโลยีได้ทัน

จุดตัด  จุดความสำเร็จ  คือ  ดิจิทัลลแพลตฟอร์ม นั่นเอง

ความยากของดิจิทัลแพลตฟอร์ม  เริ่มตั้งแต่การคิด Business Model ที่ถูกต้อง  การพัฒนาด้วยต้นทุนที่เหมาะสม  การบำรุงรักษาที่ไม่เป็นภาระของผู้ลงทุน

เราจึงเห็นร้านค้าออนไลน์หลายเจ้าต้องปิดไป  เพราะเรื่องสมรรถนะของแพลตฟอร์มที่ตำ  หรือต้นทุนสูง  หรือการไม่มีคนดูแล  หรือการไม่มีเงินทุนบริหารแพลตฟอร์มให้ฝ่าช่วงฤดูมรสุมไปได้

ย่างปีที่ 4 ของสมอง(ไทยแลนด์)  ที่ปีนี้เราเปิดความสัมพันธ์  สร้างความร่วมมือกับหลายภาคธุรกิจ  อุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา  กำลังจะแสดงให้เห็นถึงพลังของเครื่องมือที่ได้สะสมมาอย่างยาวนาน

เราจะร่วมสร้างความสำเร็จแบบ Win Win Win แก่คู่ค้าและลูกค้าของเรา  ความร่วมมือ  การแลกเปลี่ยน  การถ่ายทอด  ที่พันธมิตรของเราจะต้องประทับใจ

บนข้อแม้ว่า  คุณก็ต้องใช่  กล้ามอง  กล้าตัดสิน  มีความเชื่อมันในวิสัยทัศน์ของเราแะของเขา

ขอบคุณความเชื่อ ความศรัทธาและความพยายามของเราและกองเชียร์  แฟนเพจ เวบไซต์ที่ติดตามกันทุกท่าน

ดิจิทัลแพลตฟอร์ม โดยคนไทย เพื่อคนไทย ก้าวไปด้วยกัน

ได้อ่านบทสัมภาษณ์บรรดา  Start Up แถวหน้า   ตามลิงก์   Techsauce

ที่ได้กรุณาเล่าถึงความเป็นมา  และก้าวต่อไปกับการที่จะ Scale อัพไปข้างหน้า

ขนาดเม็ดเงินของการลงทุน และผลตอบแทน  ที่ไม่ได้กล่าวถึง  แต่พอถอดใจความได้ว่า  ยังคงต้องเหนื่อยกันอีกนาน  เพื่อจะไปถึงคำว่า Unicorn

ในความเห็นส่วนตัว  เห็นว่า Line เท่านั้นที่ดูจะพอมีอนาคตสดใส

ในขณะที่รายอื่นๆ ที่ใช้หลักการเริ่มต้นที่บางอย่าง ให้สำเร็จ  หรือ จะ fail fast ก็แล้วแต่

จุดแตกต่างที่สำคัญของ Line  คือการวางเกมส์  มองอนาคตไว้ชัดเจนแม่นยำตั้งแต่เริ่มต้น  ตั้งแต่การให้ใช้ฟรี  ใช้ง่าย  ในแนวเดียวกับกูเกิลที่ให้ใช้ฟรีกันมานานนม

Line ได้กวาดเอาบัญชีผู้ใช้งานจำนวนมหาศาล  พฤติกรรมการบริโภค  การจับจ่าย  การสื่อสาร  ที่ถูกรวบรวมผ่านทางเครื่องมือดิจิทัล

Line คงต้องมี  Dev มือดีจำนวนไม่น้อย  Line คงต้องมีซอฟต์แวร์ดีๆ มีการจัดการต้นทุนที่ดี  และพร้อมเดินหน้าทำเงินเมื่อมีโอกาสในขณะที่ผู็ใช้ในฐานะผู้บริโภคก็ยังคงสนุกกับการใช้ฟรีต่อไป

การตลาดแบบ  Win Win และมองขาดกันตั้งแต่วันแรก  คือ กลไกแห่งความสำเร็จอย่างแท้จริง

การเร่งเกิด  เร่งขาย  ก็ไม่ต่างกับการเร่งตาย  นั่นเอง

….

กระแส Disruption เที่ยวนี้ 2020  จะเป็นด่านวัดดวงจริง ๆ  ว่า  Start Up  แล้วจะไปไหน

โลกของดิจิทัล  มาถึงยุคของดิจิทัลแพลตฟอร์มอย่างเต็มตัวเสียที  ประสิทธิภาพดีไม่เพียงพอ  แต่ต้องต้นทุนการบริหารจัดการต่ำ  ไร้ความเสี่ยงในการพัฒนา  การ scale ต่อ

ลองมาดูแพลตฟอร์มธุรกิจของรายใหญ่กันบ้าง

ขอบคุณภาพจาก CPALL

ขอบคุณภาพจาก TESCO LOTUS

เป็นงัยกันบ้างครับ  การ Start Up ของคนรุ่นเก่า  ที่เดินหน้าอย่างรอบคอบ  วางฐานไว้รอบทิศ  ครบเครื่อง  เชื่อมต่อจุด  ได้อย่างสวยงาม   ที่วันนี้ก็ยกระดับเคลื่อนตัวไปสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์มอย่างเต็มตัวเช่นกัน

…..

และวันนี้คุณรู้จัก   เครื่องมือการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม  “Samong Platform”  จากสมอง ไทยแลนด์  กันแล้วหรือยัง

ที่วันนี้ได้ขยายตัวลงไปสู่การพัฒนาในกิจกรรมสำคัญต่างๆ ในภาคธุรกิจ  การศึกษา  การเกษตร  และล่าสุด การเปิดตัวในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ  เมืองน่าอยู่ในภาคประชาชน

  • Thailand  คือ  Thailand 4.0  ที่เราจะต้องมีส่วนช่วยประเทศของเรา
  • Software คือ  Samong Software และ
  • Corporation  หมายถึง Samong Corporation

 

เครื่องมือที่สำคัญ  : ที่เรากล้าประกาศความพร้อมในการพัฒนาแพลตฟอร์ม  คือ iSTEE Framework  และสิ่งแวดล้อมการทำงานบน  Samong  Platform

มันคือ  เครื่องมือที่จะช่วยเป็นตัวเชื่อมระหว่างสองฝั่งให้เป็นจริง  ทำงานได้ลื่นไหล  ฝั่งหนึ่ง  ไม่ว่าจะเป็น

  • ฝั่งหน้าบ้าน  (Front End)   UX/UI หรือ field edge computing  ที่อาศัยการทำงานของ  Mobile, Cloud, IOT, Social Media, หรือ website,  ที่จะไปเชื่อมต่อเข้ากับระบบอีกฝั่งหนึ่ง 
  • ฝั่งหลังบ้าน  (Back End) คือ   Cloud  ฐานข้อมูล  Server  การสนับสนุนต่างๆ ในของทุกๆ ธุรกิจ

…..

  • เพราะโลกดิจิทัลเปลี่ยนรวดเร็ว.. เทคโนโลยีมุ่งไปสู่  Cloud Computing  ออกมาในรูปของ  SaaS
  • ระบบการสร้างฐานข้อมูลการค้า   เทคโนโลยี Big Data   ข้อมูลที่เป็นสินทรัพย์
  • เทคโนโลยี AI หรือประสบการณ์ ที่ถ่ายทอดไว้ในซอฟต์แวร์
  • คำถามคือ  เรา  ท่านจะปล่อยให้มันอยู่ในมือใคร?

แนวทาง :   จึงต้องพึ่งตนเองให้ได้ เพราะ ธุรกิจเติบโต แพลตฟอร์ม ระบบ ต้องเติบโตตาม ถ้าทีมงานลาออก  เปลี่ยนแปลงทีมงาน  คนรุ่นใหม่ที่ต้องหาประสบการณ์และความท้าทายใหม่   ไม่ได้ย่ำอยู่กับที่   แต่ธุรกิจใด ๆ ต่างหากที่จะต้องเดินต่อ

ภาพทั้ง 3  จึงเป็นการบอกถึงการกำเนิดมาของพวกเรา  ว่าธรรมชาติของเรา   คือใคร มีภารกิจหน้าที่อะไร

มันคือภาพของบทบาท  หน้าที่  ที่เราจะเดินเคียงข้างคุณ ก้าวไปด้วยกันไปได้ไกล

เพิ่มความมั่นใจในธุรกิจของคุณด้วยบริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม  จาก Samong Thailand  ซิครับ

ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนต   ลงทุนแมน  Blockdit  และ  Crunchbase  CEO World

Smart City Infrastructure

มาติดตามข่าวสาร เส้นทางการก่อร่างสร้างเมืองอัจฉริยะ ในบ้านเมืองเรากัน วันนี้วันที่ 14 ธันวามคม 2562 หลายปีมานับแต่มีการประกาศสร้างเมืองอัจฉริยะ ด้วยธงนำ SIPA จนมาถึง DEPA ภายใต้ธง กระทรวง DE ที่ปัจจุบันนำโดย พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์

ที่วันนี้ มีอีกกองทัพคือ NIA เส้นทางสายกระทรวง ที่ปัจจุบันนำโดย ท่าน ดร สุวิทย์ เมษินทรีย์

ในด้านภาคเอกชน ยักษ์ใหญ่สื่อสาร AIS True CAT ที่ถือดาบเล่มถนัดมือคือ NB-IOT และ Lora พร้อมประกาศ DataCenter ให้เป็นที่พักพิงของ Big Data พร้อมการประกาศแสวงหาช้างเผือก Start Up เจ้าของไอเดียเมืองอัจฉริยะ

DEPA เปิดโครงการ เมืองอัจฉริยะ เหนือ ใต้ ออก ตก ขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ ขับเคลือน EEC ก่อสร้างตึก Digital Hub, Silicon Valley เมืองไทย

สาย Maker ภาคประชาชน เรียนรู้ Digital IOT พร้อมสร้างรายได้จากโครงการขนาดเล็ก กลางใหญ่ บ้างที่ผ่านเวทีประกวด Maker และได้รับการสนับสนุนจาก DEPA ให้พัฒนาโครงการไปโดยน้ำพักน้ำแรงของ StartUp และ กำลังทุนจากโครงการได้พอย้อมใจ โอกาสรอดก็ขึ้นอยู่กับกำลังใจและกำลังทุน

หลายรายเริ่มบ่นออกมา ว่ามันไม่ง่ายเลย แน่นอนครับ เทคโนโลยีที่จะดีพอที่จะให้มีคนจ่ายเงินให้อย่างสม่ำเสมอนั้นจะต้องมีความแม่นยำ เสถียรภาพดีเพียงพอ ที่จะให้ Smart Farm ได้ผลดีจริงๆ และไม่เป็นการไปทำลายฟาร์มจนเสียหายเพราะความผิดพลาดของระบบ

สมาร์ทฟาร์ม (Smart Farm) และ เมืองอัจฉริยะ (Smart City) จะรอดไม่รอด จึงต้องมีความพร้อม ความแม่นยำ ล้ำลึกที่ดีพอสมควร

จากภาพเป็นตัวอย่าง อธิบาย สถาปัตยกรรม SmartCity แบบง่าย ๆ กล่าวคือ

การจะเกิด Smart Services ที่ดีแม่นยำ ถูกต้องได้จริงๆ จะต้องเกิดจากการทำงานในขั้นการวิเคราะห์ข้อมูลในระดับสูง (High-level intelligence and analytics) ที่จะต้องมีความสามารถด้านการเก็บตัวอย่างที่มีประสิทธิภาพ (Efficient Sampling) มีการนำข้อมูลกลับมาใช้งาน (Data Recycling) และจะต้องมีต้นแบบการวิเคราะห์ที่สามารถขยายตัวได้ (Scalable Model) ทั้งขนาดและความเร็วและความหลากหลาย

กระบวนการวิเคราะห์ในขั้นสูงต้องการปัจจัยที่สำคัญคือ ต้องการ Big data หรือ Smar City Big data คือ ฐานข้อมูลสารพัดเรื่อง ของเมืองนั้นๆ โดยสถานที่พัก จัดเก็บข้อมูล คือ data center ที่อาจจะกระจายอยู่ในส่วนต่างๆ แต่ก็จะต้องพร้อมที่จะนำมาประมวลผลได้ตามต้องการ ทั้งจะต้องมีความปลอดภัย มีการดูแลรักษาได้ยาวนาน รวมทั้งความสามารถในการกำจัดขยะข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกไป เพื่อลดภาระการจัดเก็บข้อมูล

อย่างไรคือ ฺBig Data มันจะต้องมีความสามารถรองรับความหลากหลาย ปริมาณข้อมูลที่มากเติบโตขึ้น และยังต้องมีความรวดเร็ว แม้นขนาดข้อมูลจะโตขึ้นอย่างรวดเร็วก็ตาม

การเกิดขึ้นของ Big Data ที่จะมีมาได้จากหลากหลายช่องทาง ทั้งข้อมูลระเบียนราชการ โรงพยาบาล สถานศึกษา ธุรกิจ บริการ อุตสาหกรรม เกษตรกรรมต่างๆ รวมไปถึง data ที่เกิดขึ้นจากบรรดา Sensor ต่างๆ ที่จะถูกติดตั้งอยู่ในระบบ ในส่วนต่างๆ กระจายอยู่ทั่วไป

รัฐบาลมีความหวัง ต้องการให้เกิดเมืองอัจฉริยะขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกสบาย และมันควรจะมีส่วนช่วยให้เกิดการจ้างงานได้ และยกระดับเศรษฐกิจได้

ยักษ์ใหญ่สื่อสาร พร้อมที่จะรองรับการไหลของข้อมูล เพื่อไปเก็บยัง data center

Maker และผู้จำหน่าย IOT device ก็พร้อมที่จะนำข้าวของมากองให้หยิบไปพัฒนาเป็นอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ

แล้วประเทศกำลังรอ กำลังต้องการอะไร ?

หากไม่นับเรื่องเงินทุนแล้ว สิ่งที่รัฐบาลและประเทศนี้กำลังรอ คือ เทคโนโลยี และนักพัฒนาที่ใช้เทคโนโลยีนั้นได้ดี เพื่อเข้ามาสร้างงาน สร้างการเชื่อมต่อระบบเมืองอัจฉริยะ ที่นับจากตั้งแต่การออกแบบสถาปัตยกรรม การออกแบบระบบ Big Data Data Center ไปจนถึงการเชื่อมต่อ Device ต่างๆ จำนวนนับแสนล้านชิ้นเข้าด้วยกัน เพื่อให้ระบบการวิเคราะห์ในระดับสูงได้ทำการประมวลผลเพื่อให้เกิดการบริการอัจฉริยะออกมา

ตัวอย่างบริการอัจฉริยะ เช่น ระบบจราจรอัจฉริยะ เพื่อการแก้ไขปัญหาการจราจร ให้มีความคล่องตัวตลอดทั้งวัน 24 ชั่วโมงและเป็นไปได้ด้วยดีในทุกวัน ทั้งปี รวมไปถึงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ ที่ความหนาแน่นของรถในระยะเวลาต่างๆ ไม่เหมือนกัน

คำถามที่ปวดกบาลสำหรับคนสร้างระบบคือ

  • จะติดตั้งระบบ Sensor ที่ไหนกันบ้าง
  • จะต้องวัดจำนวนรถ ประเภทรถ จำนวนคน แล้วจะเก็บข้อมูลอย่างไร
  • จะประมวลผลอย่างไร และแสดงผลให้ผู้ใช้รถ ใช้ถนน ใช้ผลการวิเคระาห์อย่างไร

ฟังๆ ดูแล้วก็ไม่น่าจะยากอะไร หากเรามีเครื่องมือมหัศจรรย์ มารองรับการพัฒนาระบบ ที่มีฐานข้อมูล มีการเชื่อมโยงที่ซับซ้อน ขณะเดียวกันจะต้องมีความแม่นยำ และรวดเร็ว

โอ้แม่เจ้า เครื่องมือมหัศจรรย์ คืออะไร อยู่ทีไหน แนวคิดการออกแบบระบบที่โคตรมหัศจรรย์นั้น คืออะไร ใครคือคนนั้น

บางที่ ความมหัศจรรย์นั้น คือ ความธรรมดา จากธรรมชาติ ที่ธรรมชาติให้มา แต่เรามักไม่แสวงหาความจริงจากสิ่งรอบตัว

เมื่อสิงคโปร์ยึด “พลเมืองคือศูนย์กลาง” เมืองอัจฉริยะ

ผมอ่านบทความนึงว่าด้วย เมืองใหม่สิงค์โปร์ ที่มุ่งเน้นเอาพลเมืองเป็นศูนย์กลาง ก็เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับเมืองอัจฉริยะ

เมืองอัจฉริยะ หรือ SmartCity เป็นคำที่ได้รับการกล่าวถึงกันมาก และมีข่าวคราวการขับเคลื่อนกันอย่างต่อเนื่องทั้งจากรัฐบาล และกลุ่มชุมชนต่าง ๆ ทั่วไทย รวมทั้งกลุ่มของพวกเราด้วย ที่จะไม่ยอมตกกระบวนกับเขา

องค์ประกอบของความเป็นเมืองอัจฉริยะบ้านเราที่จะได้รับการสนับสนุนติดป้ายรับประกันภัย โดยรัฐบาล ก็เหมือนแขวนป้ายเชลชวนชิมในสมัยก่อนนั้น ที่ได้ถูกกำหนดว่าจะต้องพัฒนาให้มีรสชาติดี หรือมีองค์ประกอบอย่างน้อย 2 ด้าน คือ ด้านสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ หรือ Smart Environment และอีกด้านหนึ่ง คือ 1 ใน 6 ด้านที่เหลือ เช่น Smart Energy, Smart Mobility, Smart Government, Smart Education, Smart Health , Smart Life อะไรทำนองนี้

จะว่าไปแล้ว เป้าหมายการสร้าง Smart City คือ การตอบสนองให้ผู้คนในสังคมนั้น ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สะดวก ปลอดภัย อยู่ดีกินดี มีรายได้ มีความสุข รวม ๆ จึงน่าจะเรียก Smart City ว่าเป็น Smart Life ซะมากกว่า

นั่นแปลว่า หากเมืองอัจฉริยะเมืองใด ผู้คนไม่มีความสุข ไม่มีชีวิตที่ดีขึ้น หรือเป็นการตอบโจทย์ของผู้คนเพียงบางส่วน ส่วนที่จะมีรายได้มากพอที่จะใช้ประโยชน์จาก feature แพงๆ ของเมือง โดยยังมีคนอีกจำนวนมาก ที่เฝ้ารอคอยโอกาสนั้น แต่ไม่เคยได้สัมผัส สุดท้ายก็ไม่ต่างจากการเป็นเมือง ที่มีความเหลื่อมล้ำของผู้คน เหมือนปัจจุบัน (2562)

การยึดพลเมือง หรือ User ของระบบ เป็นศูนยกลาง ในการพัฒนาเมือง redesign เมืองของสิงค์โปร์ จึงเป็นแบบอย่างที่ดี ที่เราไม่ควรมองข้าม

ทัศนะของเราจึงเห็นว่าควรเน้น มุ่งตอบโจทย์ ความยั่งยืน ความสุขของผู้อยู่อาศัยในเมือง การมีส่วนร่วมของคนจำนวนมาก ทั้งในการคิด การสร้าง และการใช้ประโยชน์ร่วมกัน มีรายได้จากกิจกรรมตามความรู้ความสามารถที่มี และมีจุดแข็งประจำเมือง รวมไปถึงการเชื่อมโยง ประสานกับเมืองอื่นๆ อย่างสร้างสรร เกื้อหนุนกันและกัน ไปตลอดทั้งประเทศ และภูมิภาคเอเชีย และทั่วโลก

แน่นอนครับ เราไม่ได้ปฏิเสธการเกิดขึ้นของการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของรัฐ หรือเอกชนผู้รับสัมปทานสร้าง เช่น ถนนหนทาง ระบบไฟฟ้า ประปา รถเมล์ รถไฟฟ้า อัจฉริยะ ๆ ทั้งหลายแหล่ รวมไปถึงระบบ Ecosystem ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการรวมมิตรสารพัน brand เช่น ผู้ให้บริการระบบ gateway hub, mobile 5G ที่จะเต็มไปด้วย แบรนด์ เกาหลี จีน ฝรั่ง ยกเว้นอยู่ชาติเดียวคือ ชาติไทย คือจะไม่มีผลิตภัณฑ์ติดธงชาติไทยเลย หรือจะมีแต่ก็น้อยมาก ๆ

แล้วมันน่าภาคภูมิใจตรงไหน และรายได้จากการให้บริการเหล่านั้น คือเงินจากกระเป๋าของใคร และรายได้เหล่านั้นจะไหลไปไหน เงินภาษีเก็บได้มากน้อยแค่ไหน เกิดการหมุนเวียนของรายได้แค่ไหน คนไทยเจ้าของเมืองจะค่อย ๆ ผอมแห้ง เลือดภาษีไหลออกจากเมืองแค่ไหน ใครที่จะต้องตอบและรับผิดชอบ

ในฐานะที่เราเป็นนักคิดนักพัฒนา มีความกังวลถึงความจีรังยั่งยืนของการพัฒนาเมืองในครั้งนี้ ว่าผลลัพธ์คือ เมืองร้าง อีกเมืองหนึ่งไหม การบำรุงรักษาสร้างเมืองจะต้องใช้ต้นทุนขนาดไหน

โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ ที่จะเป็นหัวใจความสำเร็จของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ที่จะเป็นเครื่องมือในฐานะตัวประสาน เชื่อมโยงทั้งด้านฮาร์ดแวร์ จนกระทั่งมาเป็นระบบ information เป็นแพลตฟอร์มที่ทำงานบนมือถือ ให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ประหยุดและปลอดภัย

ขอบคุณภาพจาก : https://medium.com/the-service-gazette/singapores-journey-in-designing-user-centred-public-services-3a7c63bd8ca
คำถามตัวโตๆ คือ จะใช้ซอฟต์แวร์อะไรในการพัฒนาเมือง จะใช้ใครร่วมพัฒนา จะใช้ใครร่วมรักษา จะมีค่าใช้จ่ายมหาศาลขนาดไหนในการพัฒนา

แต่เรา ชุมชน อัจฉริยะ Thai SmartCity Community จะขอบอกว่า เราตอบคำถามเหล่านี้ได้

  • iSTEE Middleware & Samong Framework คือ ซอฟต์แวร์สำหรับพัฒนาเมือง
  • เราจะสร้างนักพัฒนาให้เรียนรู้เครื่องมือและแนวทางในการพัฒนา
  • เขาเหล่านี้จะร่วมรักษาระบบ
  • เขาเหล่านี้จะสร้างรายได้โดยการพัฒฯางาน แตกแขนงไปอย่างต่อเนื่อง
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาจึงต่ำที่สุด

ขอบคุณภาพจาก : https://www.iwireless-solutions.com/demystifying-the-process-of-making-your-smart-city-proposal-a-reality/

และเป็นคำถามให้มองย้อนกลับไปอีกครั้งว่า การประกาศพัฒนาเมืองอัจฉริยะทั่วไทยที่เกิดขึ้นนั้น จะพัฒนาให้เกิดขึ้นจริงจังได้อย่างไร ใครขับเคลื่อน แหล่งเงินทุน ทีมพัฒนา ค่าใช้จ่ายสำหรับทีมพัฒนา ความต่อเนื่องยั่งยืนในการบำรุงรักษา และสำคัญที่สุดคือ เครื่องมือด้านซอฟต์แวร์ ในการประสานเชื่อมโยงให้เมืองอัจฉริยะเป็นจริง

  • การสร้างเมืองอัจฉริยะ จึงต้องเป็นการสร้างเมืองที่มีระบบ “ระบบเมืองอัจฉริยะ” ที่ต้องทำต้องสร้างเมืองให้เป็นระบบ และต่อยอดด้วยการทำระบบให้เป็นอัจฉริยะ ให้สามารถพัฒนา ดูแลระบบ ให้เติบโตได้ยั่งยืน
  • การให้คุณค่าเมืองอัจฉริยะ จึงต้องมองถึงประโยชน์ของเมืองอัจฉริยะ ที่จะต้องมาจากการออกแบบสถาปัตยกรรมเมืองอัจฉริยะ
  • ด้วยเครื่องมือที่เรามี จึงสามารถตอบโจทย์ความยั่งยืนของระบบเมืองอัจฉริยะได้

จึงขอเชิญชวนทุกท่าน มีส่วนร่วมในการระดมความคิด แบ่งปันประสบการ เพื่อช่วยกันสร้างสรร เมืองอัจฉริยะ ที่มีพลเมือง มีทกคนเป็นศูนย์กลาง

เมื่อ Samong และ iSTEE ก้าวสู่เวทีอาเชียน

วันนี้  17 สิงหาคม  2562  เวบไซต์  DIA  ได้ครบกำหนดประกาศผลการคัดเลือกการแข่งขัน หาตัวแทนภาคนักศึกษาและผู้ประกอบการ  ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลเปิดภาครัฐ

หนึ่งใน  10 ทีม (รายการ DIA)  และ หนึ่งใน 20 ทีม (รายการ  AODC)  นั้น  มีชื่อ  โครงการ  G-SAMONG  สติดิจิทัล  ที่ส่งเข้าประกวดโดย  ทีมงานสมองไทยแลนด์  ในนาม  สมองซอฟต์แวร์   ที่รอฟังผลการประกาศ

เป็นขณะเวลาที่น่าตื่นเต้น  และภาคภูมิใจว่า  แนวคิด  ความลึกล้ำ  สิ่งที่เราเฝ้าพัฒนามาอย่างยาวนานและหาคนเข้าใจยากนั้น  ได้ผลิดอกออกผลระดับหนึ่งแล้ว  ขอบคุณที่กรรมการชุดนี้มองงานของเราได้ทะลุและเข้าใจแนวทางทั้งหมด  และให้ได้รับการคัดเลือกไปแข่งขันในประเภทในกำกับของ  Microsoft  โดยมีคู่แข่งคือ  ทีมจากต่างชาติอีก  3 ทีมที่ประกวดในประเภทนี้  และมีจำนวนทีมโดยรวมเพียง 10 ทีม  โดยการแข่งขันจะจบสิ้นลงประมาณปลายเดือน  กันยายน 2562  (ที่จะต้องรอความคืบหน้ากันต่อไป)

โดยในข้อเสนอ  นอกจากจะเป็นการอธิบายแนวคิด  และยกตัวอย่างงานที่เราพัฒนาไปแล้วนั้น  เรายังยกตัวอย่างและให้คำมั่นว่าเราจะทำการสร้างระบบที่เชื่อมต่อกับระบบ Opendata  ของรัฐได้เป็นจำนวน 10 ระบบในระยะเวลาอันสั้น  และจะเป็นสิ่งที่เราทำได้จริง  และจะมีขั้นตอนการประกวดใน DIA อีกครั้งหนึ่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

iSTEE Middleware & Samong Platform  ที่คราวนี้เราหยิบเอาเครื่องมือมาพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง  ที่จะช่วยในการเชื่อมต่อกับ  Opendata เป็นเรื่องที่ง่ายดายขึ้น  จะช่วยให้รัฐลดภาระการพัฒนางาน  และประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น

โครงการ  DIA, DGA  หรือ  สพร  นั้น  คือ  หนึ่งฟันเฟืองตัวใหญ่ในโครงการ  ยุทธศาตร์ชาติ  20  ปี

และนี่คือ  สิ่งที่เราเรียกว่า  ความภาคภูมิใจที่จะได้เปิดโอกาสให้ทุกคนได้รู้จักประเทศไทยว่า  เรามีการพัฒนา  Middleware  ที่มีมาตรฐานระดับสากลได้เอง  หนทางที่ผ่านมากได้พิสูจน์ความอดทนของเราต่อเสียงรอบด้าน  ว่าทำไมคุณไม่ผลิตแอพขายซะที  ทำอะไรมานานเกินไปแล้วหรือยัง

และเวลาได้หล่อหลอมให้เราแข็งแรง  ให้คนรอบข้างแข็งแกร่ง  และวันนี้เราจะเป็นแสงสว่างน้อยๆ ที่จุดนำทางการพัฒนาประเทศ  ด้วยดิจิทัล  เพื่อนำพาและเป็นกำลังใจ  ให้นักพัฒนาที่จะมาร่วมเครือข่ายงาน  พัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนกับเรา

ขอขอบคุณเพื่อนๆ ที่ร่วมโครงการ  ขอบคุณผู้อุปถัมภ์   ขอบคุณ  สำนักงานทรงลักษณ์  ผู้สนับสนุนรายใหญ่  และผู้ที่อยู่เบื้องหลังอีกจำนวนหนึ่ง

ชัยชนะหรือไม่ในเวทีอาเชียน  ไม่ได้เป็นสาระมากนัก  แต่สำคัญที่สุด  คือการพิสูจน์แล้วว่า  ม้าศึก  มีชีวิตจริงๆ  ซอฟต์แวร์มีชีวิตจริง ๆ

ขอคารวะ ….

16/8/2562

 

 

 

เกษตรดิจิทัล ดูแล ปกป้อง เข้าใจเกษตรกร

ขอขอบคุณภาพจาก  https://www.challenge.org/resources/agriculture-trends-in-2019/

บทความที่แล้วเราได้นำเสนอการแปลบทความภาษาอังกฤษ  ที่ได้อธิบายถึงรูปแบบของอุตสาหกรรมอัจฉริยะ  ว่ามีองค์ประกอบเช่นไร  มีพัฒนาการอย่างไร  และจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเกิดการรวมกันของเทคโนโลยี  IIOT,  AI, Robot, Machine learning  ที่มีตัวขับเคลื่อนสำคัญคือ  การสื่อสารความเร็วสูง  และขนาดของอุปกรณ์ IOT ประสิทธิภาพสูงในการประมวลผล  ในระดับราคาที่ผู้ประกอบการเป็นเป็นเจ้าของได้  จนทำให้เกิด  Digital Twin ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตมาแล้ว

วันนี้  และด้วยหลักการเดียวกัน เราจะนำเสนอ  Digital Twin ในภาคเกษตรกรรม  โดยที่มาของเรื่อง  คือ  การที่เราจะแสดงให้เห็นว่า   เรา  ดูแล  ปกป้อง  เข้าใจเกษตรกร  เกษตรกรรมได้ในรูปแบบไหน

พร้อมๆ กันนี้อยากให้ได้ชมสไลด์อันหนึ่ง  ที่โพสต์ออกมาในระยะ  2 – 3 ปีนี้  ว่าด้วยแนวคิด  Digital Twin  ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ  หรือว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันในการที่เราจะสร้าง  Digital Twin ในภาคการเกษตรกรรม

แรงขับเคลื่อนที่ทำให้เกษตรกรต้องเดินทางไปถึงจุดนั้น  คือ  การแข่งขันด้านราคาและคุณภาพผลิตภัณฑ์เกษตร  ที่จะต้องทำให้ผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมมีคุณภาพดี  สม่ำเสมอมีต้นทุนการต่ำลงให้สามารถแข่งขันได้   เทคโนโลยีจึงเป็นคำตอบสำหรับภาคเกษตรกรรมเช่นกัน

ตัวอย่างเทคโนโลยีที่ก็จะเป็น  Enablers ให้กับการเกษตรอัจฉริยะ

  • การตรวจวัดสถานะสิ่งแวดล้อมของฟาร์ม  การติดตามการเติบโตของพืชผลด้วยไอโอที
  • การสื่อสาร  เก็บข้อมูล  และทำการวิเคราะห์เงื่อนไขการเจริญเติบโตของพืช
  • และการให้การบำรุงให้ปุ๋ยด้วย  โดรน  การขนส่งลำเลียงสินค้าด้วยระบบโลจิสติกส์  เหล่านี้คือ  Enablers  ของภาคเกษตรกรรม
  • เครื่องทุ่นแรงในการไถนา  ด้วยรถไร้คนขับ  เป็นต้น

Digital Twin  คือ  Virtual System  คือแพลตฟอร์มที่เกิดจากการพัฒนาสร้างเป็นระบบขนาน  ระบบจำลองของระบบเกษตรทางกายภาพ   มีตัวเซนเซอร์ไอโอที  ช่วยวัดและสร้างข้อมูล  ส่งผ่านระบบเครือข่ายสื่อสารไปเก็บยังระบบศูนย์ข้อมูล  ที่จะสามารถประมวลผล   จำลองเป็นฟาร์มคู่ขนาน  และมีการประมวลผลว่าจะให้ฟาร์มทางกายภาพดำเนินการอย่างไร  เช่น  เพิ่มอัตราการป้อนสารบำรุงใบ ดอก ผล  หรือเพิ่มระดับความชื้นในดิน  เพิ่มระดับความชื้อนในอากาศโดยรอบ

การเกษตรกรรม  ไม่สามารถตั้งอยู่เกิดขึ้นตามลำพัง  แต่จำเป็นที่จะต้องประสาน  ส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับตลาด  ในระดับราคาที่พึงพอใจ  ผ่านการขนส่ง  ไปถึงผู้บริโภคปลายทางสร้างรายได้ที่เป็นธรรมต่อเกษตรกรผู้ผลิต   แพลตฟอร์มเกษตรกรรมจึงจะต้องสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายนอกฟาร์มได้

Digital Twin ของสวนทุเรียน  คือ  ฟาร์มสวนทุเรียนดิจิทัล  ที่ทราบความเป็นไปของต้นทุเรียนต้นจริง ๆ ได้ตลอดเวลา  ทราบระดับความชื้นโดยรอบ  ทราบปริมาณน้ำในลำต้น  ทราบระดับความสุกของเนื้อทุเรียน  และร้องขอบอกเกษตรกรเจ้าของฟาร์มว่าต้นทุเรียนจริงมีอาการป่วยไข้จากโรครบกวน

Digital Twin ของสวนมังคุดก็ลักษณะเดียวกัน

คราวนี้  ต้นมังคุดก็จะคุยกันได้กับสวนทุเรียน  คุยกันได้กับเจ้าของสวน

เกษตรกรจึงเหมือนกับมี  บุคคลเสมือนของเกษตรกรเอง  ที่รับรู็สถานะของสวนเกษตรของตัวเองอยู่ตลอดเวลา  ลดภาระการดูแล  แต่กลับได้ประสิทธิภาพของการทำสวนที่สูงขึ้น  ได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม    มีรายได้  มีเงินออม  มีเศรษฐกิจครอบครัวดี  มีความสุขกาย  สบายใจ

ระบบ  Digital Twin ยังสามารถพัฒนารวมไปถึงระบบบัญชีครอบครัวเกษตรกรรม

Digital Twin ในทางดิจิทัล เกิดขึ้นได้อย่างไร

  • hardware ของอุปกรณ์เซนเซอร์
  • Software ประมวลผลการวัดผลของเซนเซอร์
  • Software  ระบบบริหารจัดการ การจัดเก็บข้อมูล  การประมวลผล  และการแจ้งเตือนสถานะต่าง ๆ

เหล่านี้จำเป็นจะต้องมีเครื่องมือระดับ  Middleware  ที่จะประสานให้การพัฒฯาเป็นไปได้จริง   ให้สามารถติดต่อเชื่อมโยงกับระบบอื่น  ๆที่ได้รับอนุญาต

เกษตรกร สุขภาพดี ไร้หนี้ มีเงินออม ….. แรงงาน สุขภาพดี ไร้หนี้ มีเงินออม ….. พนักงาน สุขภาพดี ไร้หนี้ มีเงินออม …..
เหล่านี้เป็นผลลัพธ์ ของ การดูแล ปกป้อง เข้าใจ
ต้นยาง สุขภาพดี ดิน สุขภาพดี
น้ำยาง คุณภาพดี ลูกมะพร้าว คุณภาพดี คือ ช่วยเพิ่มผลิตอย่างไร
ไร้หนี้ คือ Supply Chain สหกรณ์ ไม่เอาเปรียบเกษตร เกษตรกรมีส่วนร่วม
สมองไทยแลนด์   ในฐานะ  Middleware Enabler  จะร่วมขับเคลื่อน  Digital Twin ให้เกิดขึ้นได้จริง

Digital Twin สวนมีชีวิต สานเศรษฐกิจเกษตรกรมั่งคั่ง

สวัสดีครับ  เจอกันอีกครั้งครับ

วันนี้ต้องปรบมือให้กับความก้าวหน้าของทาง  DEPA มากๆ เลยครับ  ที่ผ่านมาในรอบใกล้จะ  2 ปี  ที่  DEPA  ได้มีการปูพื้นทางด้านเศรษฐกิจดิจิทัลไว้ดีทีเดียว และในหลาย ๆ ด้านไปพร้อม ๆ กัน  แต่วันนี้ขอชมกันแค่ด้านเดียวก่อน  นั่นคือ  เรื่อง  การจัดทำฐานข้อมูลที่สำคัญๆ  ที่จำเป็นสำหรับเป็นเครื่องกำหนดทิศทางของเหล่านักเดินทาง  StartUp และผู้ประกอบการอีกจำนวนมาก

ใช่ครับ  การตัดสินใจเพื่อเดินหน้าการทำธุรกิจ  หรือการพัฒนางานใหญ่ ๆ ซักงานหนึ่ง  จำเป็นต้องตัดสินใจจากการคิดวิเคราะห์จากข้อมูลที่สำคัญให้รอบด้าน

ผมยกตัวอย่างเลย  ว่าจากตารางข้อมูลนี้  ซึ่งมีที่มาจากฐานข้อมูลเศรษฐกิจดิจิทัลนั้น  บอกได้ชัดเจนมากๆ ว่า  กำลังเกิดอะไรขึ้น  และประเทศนี้ต้องการอะไร ?

ตารางแรกนี้  เป็นการบอกว่า  บริษัท ฯ กิจการ  ซอฟต์แวร์ขนาดเล็ก  และขนาดกลางกำลังจะตายในไม่ช้านี้ (สาเหตุก็เรื่องต้นทุน  แหล่งทุน  ช่องทาง  ความยอมรับคนไทยของคนไทย)  แม้นแต่รายใหญ่ๆ เองก็มีแนวโน้มไม่ดี  มีผลกำไรที่ลดลง  โดยที่กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 10% ของยอดขายเท่านั้น  ทั้งๆ ที่ธุรกิจด้านนี้ควรจะมีกำไรสุทธิสูงกว่านี้ (ผมละไว้ในฐานที่เข้าใจกันว่า  การรายงานตัวเลขก็ทำไปตามแบบแผน)

รูปแถว 2 รูปแรกนี้  บอกว่าเรายังต้องการการผลิตภายในประเทศอีกมาก  และยังสามารถส่งออกได้อีกด้วย

รูปกลางขยายความรูปก่อนหน้าว่า  เรานำเข้ามาใช้ในประเทศ  และมีส่งออกบ้าง  ฝรั่งเองรับของไทยได้  แต่ก็มีการผลิตส่งออกน้อยอยู่

ส่วนรูปที่  3  ขวามือสุด  บอกว่า  ตลาดด้านแอพพลิเคชั่น  On Premise นั้นใหญ่โตมาก  แต่งาน  SaaS  On Cloud Services  นั้นยังมีผู้ผลิตอยู่น้อยมาก

เหล่านี้แหละครับ  เป็นหลักฐานสนับสนุนชิ้นดีว่า  แนวคิดการพัฒนา  “ดิจิทัลแพลตฟอร์ม  SaaS On cloud”  คือตลาดใหญ่แห่งอนาคต  ที่อะไร ๆ ก็จะแห่ขึ้น  Cloud  ไม่เว้นแม้นแต่ ระบบราชการไร้รอยต่อตามนโยบายรัฐบาล ประเทศไทย  4.0

ความลับไม่ได้จบแค่ตรงนั้น  แต่ทว่า  งานด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อส่งออกมากกว่าครับ  ที่ยังมีมูลค่ามหาศาล  ไหนจะการพัฒนาเพื่อทดแทนระบบ On-premise เดิม  ไหนจะระบบ SaaS ใหม่   เหล่านี้  จึงเป็นที่มา  ให้เรามองเห็นว่า  “อุตสาหกรรมชิ้นส่วนซอฟต์แวร์เพื่อการบริการ Cloud Computing”  คือตลาดที่มีมูลค่ามหาศาล

มันใหญ่มาก ๆ

มาต่อกันกับข่าวสารการรับสมัครโครงการ  ตามภาพเด่นของบทความนี้   มีเรื่องราวน่าสนใจ  ทำให้เราไม่สามารถมองข้ามได้เลย  นั่นคือ  การพัฒนางานดิจิทัล  เพื่อเป็นกลไก  เครื่องยนต์ขับเคลื่อนอนาคต Digital Thailand  ของไทยแลนด์

โครงการก็ผุดขึ้นมาในสมองเลยว่า    “สวนมีชีวิต  สานเศรษฐกิจ  เกษตรกรมั่งคั่ง  ประเทศมั่นคง”

การพัฒนาเกิดขึ้นบนแนวคิด  Digital Twin++ กล่าวคือ  การสร้างระบบ  Digital Platform คู่ขนานกับการทำสวนผลไม้เศรษฐกิจทุกขนาด

ที่ปัจจุบันเกษตรกร ประสบกับปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ  ต้นทุนสูง  ขาดความรู้ด้านวิชาการ  ขาดการจัดการด้านการเงินการบัญชีและการบันทึกต้นทุนการผลิต

จะทำอย่างไร  ให้เกษตรกรบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างมีความสุข  มีกำไร  จะทำอย่างไรให้สวน  ฟาร์มมีความเป็นอัจฉริยะและบอกแก่ชาวสวนว่า  ฟาร์มของเขากำลังมีสุขภาพดีแค่ไหน  ต้นทุนเป็นอย่างไร  คุณภาพผลไม้  ความหวาน  คุณประโยชน๋สูงสุด  อยู่ที่ตรงไหน  และจะเข้าถึงแหล่งจำหน่ายเพื่อลูกค้าออนไลน์ทั่วโลกได้อย่างไร

เหล่านี้เราพร้อมจะตอบโจทย์ด้วย  โครงการ  “สวนมีชีวิต  สานเศรษฐกิจ  เกษตรกรมั่งคั่ง  ประเทศมั่นคง”   ด้วยการพัฒนาเป็น  ดิจิทัลแพลตฟอร์มในนาม

พบกันแน่นอนกับโครงการของเรา

แนวคิด คู่ขนานระบบสรรพสิ่งมีชีวิต

The Top 7 Things to Know About Smart Manufacturing

บทความฉบับแปล จากต้นฉบับ  ขอขอบคุณแหล่งต้นทาง

 

IIoT

อุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะ  เป็นพลังแรงขับแห่ง  ยุคการพัฒนาแบบล้มล้าง (Disruption) ที่จะเป็นแนวโน้ม  เป็นตัวเร่งให้มีการปรับสภาวะการแข่งขันในปัจจุบันและสร้างกลุ่มผู้นำในตลาดกลุ่มใหม่ขึ้นมา   บริษัทใด  อุตสาหกรรมใดที่ปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีได้ช้าก็จะถูกทิ้งห่างอยู่ข้างหลัง (และอาจจะถูกเหยียบก่อนทิ้ง)

การอ่านบทความนี้  เพื่อการเรียนรู้รายะละเอียดเบื้องลึก  บนเส้นทางของความเป็นโรงงานอัจฉริยะ  ไม่ว่าจะเป็น  Big Data  IOT สำหรับอุตสาหกรรม  และระบบ  AI  โดยการเชื่อมต่อของบรรดาสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันจะช่วยให้เป็นการ  Transform  อุตสาหกรรมการผลิตไปสู่ยุคใหม่  ตามที่เราทราบกัน

1. What Is Smart Manufacturing ?  อะไรคือระบบการผลิตอัจฉริยะ

คำว่า  การผลิตอัจฉริยะเป็นแนวคิดกว้าง ๆ  มันไม่ใช่เรื่องที่จะนำไปใช้กับกระบวนการผลิตได้ตรงๆ  เพราะมันเป็นการผสมผสานของเทคโนโลยีหลายอย่างและวิธีการเฉพาะหลายอย่างรวมๆ กัน   โดยหากนำเอาไปใช้ในสภาวะแวดล้อมของการผลิตก็จะเรียกว่า  smart manufacturing.  โดยเราเรียกสูตรผสมของเทคโนโลยีนี้กับ “เครื่องมือที่ใช่”  นี้ว่า  Enablers  หรือเครื่องมือช่วย   ซึ่งหมายความว่ามันเป็นตัวช่วยในการ  Optimize กระบวนการผลิต  และก็เท่ากับเป็นการเพิ่มผลกำไรในภาพรวม ๆ

ตัวเครื่องมือช่วย  Enablers  ที่โดดเด่นในตลาดปัจจุบัน  เช่นว่า  :

  • Artificial intelligence  หรือ  ระบบปัญญาประดิษฐ์
  • Blockchain in manufacturing  ระบบบล็อกเชนในอุตสาหกรรมการผลิต
  • Industrial internet of things  ระบบไอโอทีในอุตสาหกรรม
  • Robotics  ระบบหุ่นยนต์
  • Condition monitoring  การติดตามสภาวะกระบวนการ
  • Cyber security  เรื่องความปลอดภัยในโลกไซเบอร์

บริษัทต่างๆ มักจะมีการลงทุนและค้นหาดำเนินการใหม่ที่ดีอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้กำไรสูงสุด  โดยดำเนินการผ่านการใช้เครื่องมือนั้น ๆ  หากเราทำการพิจารณาเครื่องมือเหล่านี้อย่างใกล้ชิด  เราก็จะสังเกตได้ว่า  มันต่างก็มีการสร้างข้อมูล  รับข้อมูล  หรือสลับกันไปมา  การวิเคราะห์ข้อมูลก็จะช่วยให้กระบวนการผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  โปร่งใส และยืดหยุ่น (ฮืม  มิน่าละครับ  โรงงาน  สายการผลิตที่ดูแลโดยคนแบบดั้งเดิม  ก็จะมีประเด็นเรื่องความไม่โปร่งใส  ไม่ยืดหยุ่นตามมา)

2. How Data Drives Smart Manufacturing  ? ข้อมูลขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัจฉริยะได้อย่างไร

การผลิตอัจฉริยะ  คือ  การผลิตที่ว่าด้วยการควบคุมและใช้ผลการวิเคราะห์ข้อมูล  ข้อมูลสำคัญเหล่านั้นจะบอกเราให้ทราบว่า เราจะต้องทำอะไร  จะทำเมื่อไหร่   และด้วยเพราะว่ากระบวนการผลิตอัจฉริยะถูกสร้างขึ้นมาท่ามกลางข้อมูล  จากความปลอดภัยของข้อมูล  ดังกล่าวแล้ว  ก็จะมีบทบาทสำคัญในระบบแวดล้อมทั้งหมดของกระบวนการผลิตอัจฉริยะ    ความปลอดภัยของข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญ  ท้าทาย  ในขณะที่มีใช้งาน  ส่งผ่านเครื่องมือช่วยต่าง ๆ  เหล่านี้

ผู้เล่น  ผู้มีส่วนได้เสียในวงการอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะจะแบ่งไปตามรูปแบบได้  3 กลุ่ม  ที่จะเรียกชื่อแบบกว้าง ๆ  ได้ดังนี้คือ  1) ผู้ให้บริการสินค้าและระบบควบคุม   2) ผู้ให้บริการด้านระบบ IT  และ 3) ผู้ให้บริการในการเชื่อมต่อหรือเครือข่ายสื่อสารนั่นเอง

  • Product and control solution providers ผู้ให้บริการสินค้าและระบบควบคุมเหล่านี้รวมไปถึงทุก ๆ บริษัท  ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาและให้บริการสินค้าป้อนระบบอัตโนมัติต่าง ๆ  ตัวอย่างเช่น บริษัท ABB, Honeywell, Siemens, Emerson, Rockwell Yokogawa และ Schneider.
  • IT solution providers or enablers  ผู้ให้บริการด้านระบบ IT  ที่จะมีบทบาทควบรวมไปถึงเรื่อง  IIoT และระบบการจัดการทรัพย์สิน  พวกเขาจะมีส่วนช่วยในการสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐาน  ในการสร้างระบบการควบคุม  การติดตามและวิเคราะห์  ตัวอย่างเช่น  HP, BM, Microsoft, SAS, Oracle และ Intel.
  • Connectivity solution providers ผู้ให้บริการในการเชื่อมต่อหรือเครือข่ายสื่อสาร   พวกเขาเหล่านี้จะเป็นผู้ที่ทำให้การไหลของข้อมูลของระบบต่างๆ เป็นไปได้อย่างราบลื่น  รวดเร็ว  บริษัทเหล่านี้ประกอบด้วย  Cisco, Huawei  และ AT&T.

3. The Implementation of IIoT  การนำ  Industrial IOT ไปใช้งานในอุตสาหกรรม

Industrial internet of things (IIoT)  มันไม่ใช่อะไรใหม่หรอก  แต่มันคือระบบนิเวศน์อุตสาหกรรมการผลิตเดิม  ที่ทุกๆ สิ่งในกระบวนการผลิต  ทุกๆ อุปกรณ์  ทุกเครื่องจักร  ทุกชิ้นส่วน มันจะเชื่อมต่อกันได้ผ่านทางเครือข่ายการสื่อสาร  ทุกๆ ชิ้นส่วน  ทุกๆ เครื่องจักรจะถูกฝังไปด้วย  Sensors ต่างๆ  แล้วพวกมันก็จะสร้างข้อมูลที่มันวัดได้นั้นขึ้นมา  แล้วส่งผ่านไปยังระบบ  Cloud หรือโปรแกรมที่ควบคุมระบบนั้นทั้งหมด   โดยผ่านเครือข่ายสื่อสาร (WiFi, Lan หรือระบบใหม่กว่า)  ข้อมูลอันมหาศาลเหล่านี้มันมีนัยสำคัญแฝงอยู่ภายในจำนวนมาก  ซึ่งหากทำการวิเคราะห์อย่างละเอียด  มันจะช่วยให้เราเห็นส่วนมืดที่ยังไม่เปิดเผยของมันที่มีอยู่  ที่เกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการผลิตนั้น ๆ  ผลของการวิเคราะห์ก็จะถูกนำไปสู่การแก้ไขกระบวนการผลิตเข้าหาสถานการณ์และเพื่อผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

IIOT  จะมีบทบาทอย่างมากในกระบวนการผลิตอัจฉริยะ  ปกติแล้วเราจะไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเกินไปกว่าขอบเขตหนึ่ง ๆ ของสายการผลิตนั้น ๆ ได้  ดังนั้นคุณจะต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้มีผลกำไรเพิ่มขึ้นได้  คุณไม่สามารถเพิ่มการผลิตได้อีก  เพราะมันไม่มีความต้องการเพิ่มขึ้นจากอัตราเดิมของตลาดแล้ว   ดังนั้นคุณจึงจำเป็นที่จะต้องหันไปมองเบื้องหลังของกระบวนการว่าจะทำอย่างไรให้มันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการที่คุณจะตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรนั้น   จะเป็นไปได้อย่างถูกต้องก็ต่อเมื่อคุณมีข้อมูลโดยละเอียด  ดังนั้นจึงทำให้เกิด  IIOT ขึ้นมาเป็นองค์ประกอบในภาพอุตสาหกรรมอัจฉริยะนี้  พวกตัวเซนเซอร์ที่วัดและสร้างข้อมูลขึ้นมานี้สามารถที่จะติดตั้งได้ในแต่ละกระบวนการของการผลิต ดังนั้นคุณก็จะสามารถได้ข้อมูลจากระบบมา  ทำการวิเคราะห์  และดำเนินการแก้ไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ  และเท่ากับเป็นการเพิ่มผลกำไร

อย่างไรก็ตาม  ไม่ได้เป็นการง่ายเลยที่จะทำการนำเอา IIOT ไปใช้ในทุกที่ขององค์กร  หรือทุกๆ กระบวนการผลิตที่มีอยู่ในปัจจุบัน  แต่คุณสามารถใส่มันลงไปในระบบที่จะติดตั้งใหม่ได้  การดำเนินการเช่นนี้จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อจะต้องมีการวางแผนให้ถูกต้องตั้งแต่แรก  ตั้งแต่การเริ่มออกแบบกระบวนการผลิตใหม่

อย่างไรก็ตาม  กระบวนการผลิตอัจฉริยะนี้ยังไม่ได้เป็นไปอย่างแพร่หลาย  แต่ก็มีอยู่บ้างประปรายในบางองค์กร  ด้วยเพราะว่าคุณไม่สามารถที่จะไปรื้อ  ไปปรับเปลี่ยนพื้นฐานการออกแบบของระบบเดิมได้ทั้งหมด  หรือก็ไม่สามารถไปใส่เซนเซอร์ได้ทั้งหมด  หรือจะไปปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องได้  จึงทำให้การทำ IIOT ยังคงความยากอยู่และเป็นไปไม่ได้ในบางกรณี

คาดการณ์กันว่า  IoT in manufacturing market   หรือ ขนาดของตลาดสำหรับ  IOT ในอุตสาหกรรมนั้นจะโตจาก  12.67 billion USD ในปี  2017  ไปเป็น  45.30  billion USD ในปี 2022  ที่อัตราการเติบโต  CAGR 29%

สิ่งที่เป็นตัวการผลักดันให้มี  IoT in manufacturing  ในอุตสาหกรรมคือ  การที่มีความต้องการที่จะนำเอาสถานะและเฝ้าติดตามดูสิ่งต่างๆ ของระบบ ไปยังดูผ่านส่วนควบคุมกลาง  และการต้องการพยากรณ์ในงานบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์   ที่ต้องการจะพยากรณ์สถานะของข้าวของ  ของเครื่องจักรต่างๆ ในกระบวนการ   การเพิ่มขึ้นของการผลิตแบบประหยัด  ความต้องการประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของการผลิต   การควบคุม  และห่วงโซ่อุปทานที่มีความต้องการเป็นตัวตั้ง  และการขนส่งที่ต่างเข้ามาร่วมผลักดันในตลาด  IOT นี้

.

.ภาพจาก.. https://www.attendmia.com/blog/2019/02/27/explore-the-latest-manufacturing-technology/

4. The Rise of Artificial Intelligence in Manufacturing   การเกิดขึ้นของ ปัญญาประดิษฐ์ในอุตสาหกรรมการผลิต

แนวคิด  ปัญญาประดิษฐ์  เป็นเรื่องเก่ามาก  แต่ตอนนี้เราก็มาพบมันในระบบนิวศน์ของการผลิตมากขึ้น  โดยเฉพาะในระยะ  5-6 ปีหลังมานี้  มันได้รับความสนใจสูงมากขึ้น  รวมไปถึงการลงทุนในการพัฒนา   AI in manufacturing.  ในกระบวนการผลิต  ทั้งนี้ก็ด้วย  เหตุผลเพียง 2 – 3 ประการ  คือ    คือ  AI จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลให้มัน  และมันจะเกิดขึ้นเมื่อเราจะต้องสามารถ  ทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นก่อน

  • สร้างข้อมูลขนาดมหึมาจาก  เซนเซอร์ราคาถูก ๆ   (เช่น  Arduino Sensors)
  • จัดเก็บข้อมูลในระบบที่ราคาถูกได้ (เช่นเก็บใน MySQL Server ที่ติดตั้งใน  Raspberry Pi)
  • ประมวลผลข้อมูลได้ในอัตราที่ยอมรับได้  (เช่น  การประมวลผลโดย  Raspberry Pi , Arduino)

สิ่งเหล่านี้รวมกันจึงทำให้เกิดมี AI  ในสายการผลิต   ที่ก่อนหน้านี้อุตสาหกรรมการผลิตมักจะมีก็แต่ในประเทศที่มีต้นทุนแรงงานต่ำ ๆ   ในประเทศซึ่งไม่สามารถจะเอา  AI  แพงๆ ไปใช้งานได้  แต่พอมาเจอสถานการณ์ที่ค่าแรงสูงขึ้นทุกวัน ๆ  มันจึงจำเป็นต้องทำ  และแม้นแต่ในประเทศจีน  ทีมี AI เกิดขึ้นจำนวนมาก  จีนเป็นประเทศที่ถือได้ว่าเป็นประะเทศที่มีโรงงานผลิตสิ่งของทุกอย่างได้   จีนเองจึงมีการพัฒนา  AI ขึ้นมาเป็นอย่างมากสำหรับอุตสาหกรรมและงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ยิ่งไปกว่านั้น  หุ่นยนต์  บวกกับความสามารถด้าน AI  จะยิ่งมีบทบาทมากขึ้นในระบบการผลิตในประเทศจีน  หุ่นยนต์ที่มีความสามารถเชิง AI นี้เองจะเข้ามาทำงานในส่วนที่ต้องตัดสินใจ  แทนการควบคุมการทำงานตามแบบ อัลกอริทึมเพียงอย่างเดียวในหุ่นยนต์เดิม ๆ  การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ก็นับเป็นอีกด้านหนึ่งที่เป็นตัวอย่างการใช้งาน AI   การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์จะช่วยให้ลดการสูญเสีย ทราบสภาพเครื่องจักรได้แบบทันเวลา  เรียลไทม์

The artificial intelligence (AI) in manufacturing market size  ว่ากันว่าตลาดของ  AI ในตลาดการผลิตนั้นจะมีมูลค่าเติบโตจากปี 2016  ที่มีเพียง  272.5 ล้านเหรียญ  ไปเป็น 4,882.9 ล้านเหรียญในปี  2023  โดยมี อัตราการเติบโต หรือ  CAGR 52.42%

อัตราการใช้เทคโนโลยี  Big Data  การใช้  IIOT  ในอุตสาหกรรม  การเพิ่มการใช้หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก  การใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ภาพ  การอ่านภาพในการผลิต  การร่วมมือกันระหว่างประเทศ  และการเพิ่มขึ้นของนักลงทุน  ก็จะยิ่งเป็นตัวเร่งให้มี AI ในตลาดการผลิตมากขึ้น

5. The Future of Blockchain in Manufacturing  อนาคตของ  Blockchain ในอุตสาหกรรมการผลิต

เรื่องของ  Blockchain ในอุตสาหกรรม  ถือว่ายังเป็นเพียงระยะเริ่มต้นเท่านั้น  อย่างไรก็ตามมันก็เป็นเรื่องที่พูดคุยกันมากในเทคโนโลยีใหม่ตัวนี้   ที่ปัจจุบันนี้มันยังใช้กันอยู่แต่เพียงในแวดวงการเงิน  แต่ก็มีหลายบริษัท  ที่กำลังมองหาวิธีการใช้มันในอุตสาหกรรม

เมื่อมองในด้านความสามารถของ  Blockchain   เฉพาะในแวดวงการบิน  อุตสาหกรรมอาหาร  และเครื่องดื่ม  และด้านการแพทย์ที่จะได้รับผลประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้  ด้วยเพราะว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้มีกฏเกณฑ์ที่เข้มงวด  มีความต้องการที่จะกำกับดูแลผู้ให้บริการจัดหาวัตถุดิบ จัดซื้อสิ่งต่างๆ ในห่วงโซ่การผลิตเหล่านั้น  Blockchain สามารถช่วยในการควบคุม  รักษาคุณภาพให้ถูกต้องมาตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบจนได้ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย  ในปัจจุบันนี้  จึงมีความุ่งมั่นที่จะนำเอา  Blockchain มาใช้อย่างทั่วถึงตลอดในระบบนิวศน์ของห่วงโซ่การผลิต

ในหลายๆ อุตสาหกรรมมีความตื่นตัวเรื่อง  Blockchain เป็นอย่างมาก  อาทิ  อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม  อุตสาหกรรมโซล่าร์เซล  กิจการเหมืองแร่  การประมง  อาหารเครื่องดื่ม  การเดินเรือ  อุตสาหกรรมปุ๋ย  กิจการด้านสุขภาพอนามัย  และการบิน  และไม่เฉพาะที่กล่าวมานี้เท่านั้น และยิ่งนานวันที่เทคโนโลยีเรื่องนี้พัฒนาเต็มที่  ก็จะมีการประยุกต์ใช้  Blockchain กันมากขึ้น  บริษัทอย่าง  IBM, Microsft  GE  Samsung และ Moog ต่างก็มีส่วนเกียวข้องในการพัฒนาการนำ  Blockchain มาใช้งานในอุตสาหกรรม

ตลาดสำหรับ  Blockchain  ในแวดวงอุตสหากรรมการผลิต  ยังไม่เป็นที่ชัดเจนมากนัก   แต่เราก็หวังว่า  ตลาด  Blockchain ในอุตสาหกรรมจะเริ่มทำเงินในปี 2020  เป็นต้นไป แต่อย่างไรก็ตามหลายๆ บริษัท  ก็ไม่ได้รีรอจากด้านผู้ให้บริการ Blockchain  แต่กลับเร่งศึกษานำมันมาใช้งานด้วยตนเอง

6. The Importance of Industrial Robotics  ความสำคัญของหุ่นยนต์ในอุตสาหกรรม

สิ่งอื่นในลำดับถัดไปที่ทำให้โรงงานการผลิตทั่วไปกลายเป็นโรงงานอัจฉริยะได้คือ  การที่โรงงานนนั้นๆ มีการใช้หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรม   ซึ่งหุ่นยต์อุตสาหกรรมนี้เองก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกเช่นกัน  มันมีอยู่ในระบบมานานกว่า 40-50 ปีแล้ว    แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิมก็คือมันฉลาดขึ้น   ที่ในอดีต  มันถูกโปรแกรมให้ทำงานอย่างหนึ่งอย่างใด  หากต้องการจะเปลี่ยนแปลง  ก็ต้องลงโปรแกรมให้มันใหม่

แต่ตอนนี้  หุ่นยนต์ได้รับการเชื่อมต่อด้วยเซนเซอร์ต่างๆ ในสายการผลิต  และมันได้รับข้อมูลจากเซนเซอร์  และเปลี่ยนแปลงแอคชั่นในการทำงานไปด้วย  ได้มีการนำ  AI  มาใส่รวมเข้าไปในหุ่นยนต์  และนั่นเองที่ทำให้มันฉลาดขึ้นเป็นอัตโนมัติมากขึ้น  ด้วยความสามารถของ AI  คาดการณ์กันว่า  หุ่นยนต์จะเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่  วิธีการทำงานไปตามข้อมูลที่ได้รับมาแบบเรียลไทม์

ในปัจจุบันนี้  หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมมีการใช้กันมากในภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก  หุ่นยนต์อุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญในอุตสหากรรมการผลิตรถยนต์   แนวนโยบายของรัฐถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเร่งรัดการพัฒนาและการเติบโตในการใช้งานหุ่นยนต์   อย่าง สหรัฐอเมริกาและจีน  ต่างก็พยายามทุ่มเทกระตุ้น  ส่งเสริม ทำให้เกิดความต้องการใช้หุ่นยนต์มากขึ้น

นอกเหนือจากหุ่นยนต์อุตสาหกรรมอย่างว่าแล้ว  ยังมีหุ่นยนต์อีกประเภท  ที่เป็นหุ่นยนต์ช่วยมนุษย์ทำงาน  มันทำงานขนานกันไปกับมนุษย์  และมันค่อย ๆ เรียนรู้จากมนุษย์จนมันสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้เหมือนมนุษย์  ฉลาดและแม่นยำมากขึ้นเหมือนมนุษย์  จนกระทั่งมันทำงานเบาๆ ต่างๆ แทนมนุษยืได้ทั้งหมด  และยังรวมไปถึงในงานหนักบางชนิดที่มันทำงานได้ดีเทียบเท่าหุ่นยนต์อุตสหากรรม

ประมาณการว่า  industrial robot market  ตลาดหุ่นยต์อุตสาหกรรมจะมีมูลค่าประาณ  71.72 พันล้านเหรียญ USD  ในปี 2023  ด้วย CAGR 9.60%

และประมาณการว่า  collaborative robots market  ตลาดหุ่นยนต์ผู้ช่วย จะมีมูลค่าประาณ   4.28 พันล้านเหรียญ USD  ในปี 2023  ด้วย CAGR  56.94 ในระหว่างปี 2017 – 2023

โดยปัจจัยหลักที่เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดหุ่นยนต์อุตสาหกรรมคือ  การเพิ่มขึ้นในการลงทุนเพื่อให้ทุก ๆ อย่างมีความเป็นอัตโนมัติ  รวมไปถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นของกิจการขนาดเล็ก  และขนาดกลาง  (SME)  ในประเทศที่กำลังพัฒนา

7. The Benefits of Digital Twins  ประโยชน์ที่ได้จะระบบ  คู่แฝดดิจิทัล

คู่แฝดดิจิทัล  เป็นอีกหลักการหนึ่งในระบบนิเวศน์ของกระบวนการผลิตอัจฉริยะ  มันคือการสร้างโมเดลเสมือนของ ทรัพย์สิน ของกระบวนการ  หรือของระบบนั้นขึ้นมา  โดยการใช้ข้อมูลที่ได้จากตัวเซนเซอร์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระบบ  บวกกับอัลกอริทึมที่จะต้องใส่เข้าไป  เพื่อทำการพยากรณ์อย่างมีเหตุมีผลว่าจะทำอะไรอย่างไรกับกระบวนการ  การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์คือ ตัวอย่างหนึ่งของระบบที่ใช้ แนวคิด  คู่แฝดดิจิทัล   ประโยชน์ของการมีคู่แฝดดิจิทัลในงานซ่อมบำรุง  คือจะช่วยลดเวลา  ลดความสูญเสียในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปได้มาก  การเพิ่มขึ้นของการใช้  IOT และ  Cloud Platforms อย่างรวดเร็ว   การใช้  3D Printing และการจำลอง  3D จะช่วยให้มีการประยุกต์  นำแนวคิด  คู่แฝดดิจิทัล ไปใช้งานได้เร็วยิ่งขึ้น

อุตสาหกรรมทางอวกาศและการป้องกันประเทศ  รถยนต์และการขนส่ง  วงการอิเลกทรอนิกส์  ไฟฟ้า  และการผลิตเครื่องจักร  วงการพลังงานและระบบสนับสนุนต่าง ๆ ต่างก็เป็นตัวสำคัญในการประยุกต์ใช้แนวคิด  คู่แฝดดิจิทัล   ในอนาคตอันใกล้เมื่อแนวคิดนี้ได้พัฒนาขึ้นมาอย่างเต็มที่แล้ว  เราก็อาจจะเห็นมันถูกนำไปใช้มากขึ้นในวงการอื่นๆ ที่ไม่ใช่การผลิตเพียงอย่างเดียว  เช่น  มันจะเกิดขึ้นในวงการค้าปลีก  ในวงการสินค้าอุปโภค  บริโภคต่างๆ

Where to Learn More  จะทำการศึกษาสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้อีกจากที่ไหน

About the Author: เกี่ยวกับ  ผู้เขียนบทความนี้  Pankaj Raushan เป็นผู้เชี่ยวชาญที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมการผลิต  เขาประสบความสำเร็จในโครงการวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่กำลังเกิดใหม่  เขาทำงานเกี่ยวกับการวิเคราะห์อุตสาหกรรม  กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาด  กลยุทธ์การเติบโต  และพื้นฐานสำคัญเพื่อศักยภาพในการแข่งขัน

จิ๊กซอว์ ทิศทาง Digital Thailand

องค์ประกอบนวัตกรรม  จำเป็นต้องประกอบด้วย  แนวคิด  เครื่องมือ  และการขับเคลื่อนที่ใช่ 
โดยเริ่มต้นที่แนวคิดที่ใช่  แล้วค่อยถามหาเครื่องมือ และการขับเคลื่อน
กลับมามอง  แนวคิด  การขับเคลื่อนประเทศไทย  หรือ การ Digital Thailand  ที่จะทำให้เป็นประเทศแห่ง  ดิจิทัล
โดยใช้องค์ประกอบข้างบนมาถามว่า  จะ Digital Thailand  ได้อย่างไร ?  แนวคิด  เครื่องมือ  และ การขับเคลื่อน  คืออะไร ?
 …
ภาพนี้เป็นภาพจากเวบไซต์  http://zdnet.com/blog/hinchcliffe   by Dian Hinchcliffe  เป็นภาพการเปรียบเทียบให้เห็นถึงลักษณะองค์กรในปัจจุบัน  และองค์กรแห่งอนาคตอันใกล้
 …
ภาพด้านซ้าย  คือภาพองค์กรในปัจจุบัน   ที่มี  ลักษณะ  6 ประการ
  1. มีหน่วยงานที่เป็นเหมือน  Data Center  ต่างคนต่างเก็บ
  2. มีกระบวนการทำงานแบบ  Water Fall ไปตามขั้นตอน  ที่ใช้เวลามากยาวนาน  เพื่อการพัฒนาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
  3. และมีโครงสร้างองค์กร แบบ  Silos  คือแนวคิดต่างคนต่างอยู่  คนละถัง
  4. การมอง  IT เป็นเรื่องหน่วยงาน  ที่สร้างภาระต้นทุน
  5. และมีการพัฒนาแบบค่อย ๆ เป็นไปตามขั้นตอน เอา process เป็นตัวขับเคลื่อน
  6. และเน้นไปที่การปฏิบัติการ Operation ของหน่วยงานนั้น
ซึ่งในสภาพเช่นนั้น  จุดมั่งหมายขององค์กรก็จะไปในทิศทางดังนี้
  • Automation of Business   เน้นความเป็นอัตโนมัติของธุรกิจ
  • Operation and Functional Silos  เป็น Silo ที่มีหน้าที่ทำงานเฉพาะอย่าง
  • Legacy Business Models  รูปแบบธุรกิจแบบดั้งเดิม
  • Discrete, Separate Touchpoints  ขาดความต่อเนื่อง
  • System of Record  เป็นระบบแห่วการจัดเก็บข้อมูล  บันทึก
  • Irregular,Periodic Change   องค์กรมีการปรับเปลี่ยนพันาตามกระแส  ไม่ต่อเนื่อง  ไฟไหม้ฟาง
  • Emphasis on Service Delivery  เน้นในเรื่องการส่งมอบการบริการ
  • Centralized IT  และถือว่า IT เป็นเรื่องของส่วนกลาง  ฝากไว้ที่ส่วนไอทีให้ทำหน้าที่เฉพาะ
 ส่วนภาพด้านขวา  คือ  สถานการณ์ใหม่  ที่หลายคนพูดกันและต้องการจะไปให้ถึง
ในสภาวะที่
  1. มีการทำงานประมวลผลบนระบบ Cloud
  2. มีการพัฒนาที่จะต้องเป็นแบบ  Lean  Agile DevOps
  3. มีสภาพการทำงานที่ต่างเป็นสิ่งแวดล้อมที่เกื้อหนุนกันให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไร้รอยต่อ  Ecosystem
  4. มองว่า IT  คือ แหล่งศูนย์กลางในการสร้างรายได้  IT for Revenue
  5. มีการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล  Data Driven
  6. เป็นกระบวนการที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง  Change Processs
 ก็จะเป็นสภาวะที่  องค์กรจะมุ่งเป้าไปที่ ;
  • กระบวนการแปรรูปธุรกิจด้วยกลไกทางดิจิทัล  Digitization Transformation of Business
  • มุ่งเป้าไปที่  Customers, Products และข้อมูล Data  ให้ความสำคัญ เห็นคุณค่าของข้อมูล
  • มีโมเดลการทำธุรกิจแบบ ดิจิทัล  Digital Business Models
  • มีการเข้าถึง  เชื่อมต่อ  กับทุกส่วนอย่างไร้ รอยต่อ  Seamless OmniChannel
  • เป็นระบบแห่งการมีส่วนร่วม  Systems of engagement
  • ทุกอย่าง  ทุกระบบจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  Continuous Everything
  • ส่งเสริม  สร้างสรรประสบการณ์แบบดิจิทัล  Emphasis on Digital Experience
  • และให้ทุกคน  คือ  IT  เป็นไอทีแบบกระจาย  Decentralized IT (everyone is in IT)
กลที่สำคัญในระหว่างการเคลื่อนไปสู่สภาวะใหม่นั้น  คือ  ส่วนกลาง   คือ  กระบวนการ  Transform  หรือ  state ของ  Digital Transformation  ที่ประกอบไปด้วย
  • Change Platform and Model  เป็นการตัดสินใจเลือกว่าจะต้องถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง และเลือกรูปแบบ  วิธีการเปลี่ยนแปลง
  • target IT platform(s) for Transformation  และเลือกกลุ่มงาน ไอที  ที่จะต้องทำการปรับเปลี่ยนพัฒนา
  • change agent at center + edge  และดำเนินการพัฒนาเปลี่ยนแปลง  ทั้งในส่วนกลาง  และรอบด้าน

คุณค่า  โดยสรุปรวมขององค์กรยุคใหม่  คือ  องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล  เพื่อการปรับเปลี่ยนพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากข้อมูล  ที่ต้องทำการประมวลผลกันบนระบบ Cloud  ที่ทุกส่วนงานเชื่อมถึงกันได้อย่างรวดเร็ว  ทั่วถึงทุกช่องทาง

ความพยายามของพวกเรา  ในการผลักดันให้เกิดการรวม  Data  ด้วยวิธีการ  IOT  และการทำงานร่วมกัน  Collaborative  จากบรรดาผู้สนใจในแวดวง  คือ องค์กรแบบผสมผสาน  มีการทำงานร่วมกันแบบออนไลน์  แชร์ข้อมูลไอโอที  เข้าสู่แพลตฟอร์ม  Cloud computing  และ  เรากำลังจะเคลื่อนไปสู่ระบบ  Samong Ecosystem  ที่จะมีความสามารถในการเชื่อมโยงเซลเล็กเซลน้อย  เข้าถึงกันแบบ  Omnichannel  และนั่นคือ  Digital Enterprise  และมันคือ  Digital Thailand  เพราะแนวคิด  วิธีการและ  Ecosystem  มันจะพัฒนาไปอย่างอัตโนมัติ  ด้วยพลังความร่วมมือของทุกคน
  • Samong.IOT  คือ  ความพยายามเชื่อมต่อเชื่อมโยงไปสู่  SmartCity  เพื่อการก่อตัวรวบรวม  Data  เป็น  Data driven
  • ม้าศึก  12 แพลตฟอร์ม  คือ  Cloud Computing ในทุกด้าน และยังขยายตัวได้อีก ไม่สิ้นสุด  ที่จะเต็มไปด้วยนักพัฒนา  สร้างงานอาชีพ รายได้ให้กับสังคม
  • Samong Ecosystem  คือ นวัตกรรมสิ่งแวดล้อมใหม่  ตามกรอบแนวคิด  ที่เต็มไปด้วยความเพียบพร้อม  และเป็นจริงได้  ระบบที่มีเทคโนโลยีที่ผ่านการวิจัยและวางกรอบไว้แล้ว และก่อตัวเกิดขึ้นแล้ว
ย้อนมาที่  การขับเคลื่อนของประเทศไทย  รูปธรรม  รูปแบบ  และเครื่องมือที่สำคัญคืออะไร  ?  องค์กรที่รับผิดชอบชัดเจนคือใคร  และมีคำถามมากมาย
  • แนวคิดที่ใช่  จึงต้องตอบคำถามว่า  จะเป็นการเลือกภาพด้านขวาหรือด้านซ้าย ?
  • เครื่องมือที่ใช่   คือ  การจะต้องเลือกว่า  จะลอกวิธีใครเขามา  หรือนั่งสมาธิ  ตั้งสติไตร่ตรอง  ว่าประเทศเรามีอะไรดี  ต้องการอะไร  ขาดอะไร ?
  • และการขับเคลื่อนที่ใช่  คือ  อะไร  คือการให้คนไม่เข้าใจเรื่องราวนำหน้า  หรือการไปจับมือคนนั้น  คนนี้รายวัน  หรือให้ฝรั่งนำหน้า  การใช้การพึ่งพา  เครื่องมือฝรั่ง  แล้วเราจะออกจากกรอบเดิมได้อย่างไร ?
  • งบประมาณที่รัฐทุ่มเทไป ในการสร้าง  event  ในการสร้าง  Ecosystem  จะทำให้เกิดการจ้างงาน  สร้างงานจริงจังแค่ไหน  จะส่งผลให้องค์กรธุรกิจ  แข็งแรง  เป็นองค์กรยุคใหม่ได้จริงไหม ?
ลองมาเปิดพิมพ์เขียวประเทศไทย  4.0  มีเรื่องราวที่คล้ายกัน  และดูเหมือนรัฐ ยังขาด หลายเรื่อง และรอจิ๊กซอว์  ตัวสำคัญ  และสิ่งนั้น  คือเครื่องมือ
จะผิดไหม  หากจะกล่าวว่า  Samong Ecosystem คือ  Digital Enterprise  และมันคือ แนวคิด  และเครื่องมือขับเคลื่อน  Digital Thailand
ส่วนพลังการขับเคลื่อนของจริง  ต้องอาศัยอำนาจการบริหารประเทศ
…  หรือจะเรียกว่า  Samong Thailand  คือ  Digital Thailand  ได้หรือไม่ ??
…  Samong Ecosystem  ที่จะตอบโจทย์เพื่อการปรับตัวเปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้ทันเหตุการณ์ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่พร้อมปรับเปลี่ยน ต่อยอดได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืน