Author archives:

Digital Mindfullness Nation

Digital  Mindfullness Nation

  • ร่วมสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล  สร้างชนชาติดิจิทัล
  • ที่มีสติตื่นรู้  สร้างคน  สร้างสำนึก  ผ่านการพัฒนางาน
  • ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนนักพัฒนา   สร้างรายได้  กระจายรายได้
  • ร่วมแก้หนี้ครัวเรือนด้วยระบบอัจฉริยะส่วนบุคคล สร้างสติ  สร้างสมดุลชีวิต  สร้างสุขภาพดี  ไร้หนี้  มีเงินออม
  • สร้างความพร้อม  ระบบนิเวศน์สมองอัจฉริยะ   ความพร้อมเพื่อการพัฒนา
  • ขับเคลื่อนเป็นโครงการขนาดใหญ่  ม้าศึก  ต้นแบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม  ที่คุณร่วมเป็นเจ้าของได้

ดูแล  ปกป้อง เข้าใจคุณ

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งแห่งความสำเร็จของคุณ

Digital รีวิว พักร้อน

นานๆ จะได้มีโอกาสพักร้อนแบบยาว ๆ  เลยพอมีเวลานั่งทบทวนเรื่องราวของตัวเอง  และข่าวสารในแวดวงดิจิทัล

ได้ความว่า  ข่าวฮอตระดับท็อปของ สัปดาห์นี้  เห็นจะไม่มีข่าวไหนเด็ดกว่าเรื่อง  Libra  ว่าที่สกุลเงินของ  Facebook  ที่หลายๆ เวบ บลอกเกอร์ นำเอามาแปล ตีข่าวกันไปแล้ว

ทิศทางของคำถาม  การคาดคะเนอนาคต  และผลกระทบ  จากเวบเหล่านั้น  ก็เอ่ยถึง  อนาคตธุรกิจการเงิน  ว่า สถาบันการเงินจะเป็นอย่างไร  หรือ  ผู้บริหารประเทศจะปรับทิศทางการบริหารการเงินประเทศอย่างไร เป็นต้น

แน่นอนว่า  คนไทย  กับตำแหน่งแชมป์การใช้เน็ตสูงสุดของโลก (ใช้ต่อวันนานที่สุด)  และกรุงเทพตำแหน่งเมืองได้แชมป์การใช้ Facebook สูงสุดของโลก  คงจะไม่มีใครไปเบิกถอนเงินที่ธนาคารสาขาอีกแล้วเป็นแน่แท้   หากการกู้เงินออนไลน์เกิดขึ้นได้ง่ายกับธนาคารเฟสบุคของพี่มาร์ค  ก็เป็นอันว่าลืมกันไปได้เลย  จำทางไปธนาคารไม่ได้

ที่ทำการสำนักงานธนาคารสาขาหลายแห่ง  เหมาะกับการจะทำเป็นแหล่งผลิตรังนกมากๆ   “รังนกนางแอ่น” ครับ  เพราะหลายที่เขาก็ปลูกบ้านคล้ายคอนโด  มีหน้าต่างแคบหน่อยให้นกนางแอ่นแวะมานอน  มาทำรังแบบไม่ต้องค่าค้างคืน   แต่แลกเปลี่ยนด้วยรังของมันและเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจชั้นดี   ใครๆ ก็คงไม่ไปเช่าอาคารธนาคารนั้น  มาทำธุรกิจกันอีก  ค่าเช่าคงแพง  รูปแบบอาคารก็ไม่เหมาะทำร้านอาหาร ที่จอดรถก็น้อย   เลวร้ายกว่านั้นก็คือ  การทุบทิ้ง และขายที่ทางเปลี่ยนเป็นธุรกิจอื่นๆ ไป

พี่ๆ  น้องๆ หลานๆ พนักงานธนาคารก็ไม่เพียงแต่การย้ายไปทำงานที่บ้าน หรือทำงานด้านสินเชื่อออนไลน์  แต่จะมีอีกจำนวนมากที่ต้องหันไปทำอย่างอื่นแทน

ส่วนเจ้าของธุรกิจธนาคาร  หรือผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ๆ เขาไม่เจ๊งหรอกครับ  พนักงานลูกจ้างต่างหากที่เจ๊ง   แน่นอนว่ารายได้ขนาดธุรกิจของธนาคารจะเล็กลง  หรือต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสร้างรายได้ทางอื่นเช่นกัน  ต้องหันไปทำอะไรบางอย่างที่คล้าย ๆ ไลน์  เฟสบุค  อะเมซอน  กูเกิล  หรือจะไปร่วมทุนกับเขาเลยก็แล้วแต่

สกุลเงิน Libra  หากจะประกาศพรุ่งนี้ก็เปิดใช้กันได้เลย  เหมือน ๆ  ที่เราซื้อ  Coin  เพื่อแลกสติ๊กเกอร์นั่นแหละเรื่องเดียวกัน  แค่ไม่กี่วันเงิน  Libra ก็เต็มกระเป๋าพี่มาร์ค  แกไม่ต้องไปหาเงินสด  หรือทองคำอะไรมาสำรองเลยแม้แต่น้อย   ผมเองก็จะเอาด้วยทันที  ทุกคนก็จะเอาด้วยเช่นกัน   หลายคนที่พึ่งพาโฆษณาเฟสบุค  แม้นจะรู้สึกกังวลกับค่าใช้จ่าย  แต่ต่างก็ยอมรับว่ามันเป็นช่องทางการตลาดทีดี   ธนาคารพี่มาร์คก็จะเติบโต  เป็นพลุแตกภายใน 5 วัน  7 วัน

เฟสบุค  จงเจริญ  น่าจะเป็นคำด่า  ที่ดี  ที่สุภาพที่สุด

เฟสบุค ไลน์ อะเมซอน ไมโครซอฟต์  จะช่วยกันปิดธนาคาร

Youtube  จะช่วยปิด  สถาบันการศึกษา แนว Education แต่จะเกิด  Learning  และต่อไปจะเกิดสถาบันรับรองดีกรี  คุณสมบัติ   ว่าคนที่เรียนออนไลน์นั้นๆ ผ่านหลักสูตรเทียบเท่า  MIT  Stamford  หรือไม่  สถาบันการศึกษาในไทยก็คงจะคล้ายกัน   พื้นที่มหาวิทยาลัยใหญ่โต  อาจารย์เยอะแยะ  ไม่มีนักศึกษา   งบวิจัยที่รอไหลเข้ามหาวิทยาลัยมากมาย ก็คงจะพอเลี้ยงอาจารย์ไปได้อีกหลายปี  แต่อาจารย์อีกจำนวนไม่น้อย  ก็ต้องเลือกเส้นทางใหม่

Digitsl Disruption มันสร้างความหดหู่ได้พอ ๆ กับความตื่นเต้นเลยทีเดียว   อีแค่คนเขียนโปรแกรมนี่นะ  พลิกโลก  เปลี่ยนโลก  ภาษาอะไรไม่เกียง  facebook นี่ใช้  php เองพลิกโลกได้ขนาดนี้   (เรียนลึกๆ ทำให้เป็นได้จริง ๆ ซักภาษานึงเหอะพ่อคุณนักเรียน software)

แบงค์ไปแล้ว  มหาวิทยาลัยจะตามไป  แล้ว  ประเทศไทยจะอย่างไร

เราอาจจะได้เห็น  รัฐมนตรีโรบอท  สส โรบอท  E-Governement  คงจะเต็มไปด้วย AI   รัฐบาลเราก็จะเก่งเสียที  ส่วนเรื่องคอรัปชั่น  ไม่ขอรับประกันว่าโรบอทจะไม่มีนิสัยเหมือนมนุษย์ขี้โกง

ประชาชน ลูกหลาน  ปู่ย่า ตายาย ลุงป้า  ที่ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อ เพื่อรอดูผลพวงของ  Digital Disruption นั้น  ต้องรับผิดชอบตัวเองแน่นอน

คนและครอบครัวของเขา  เขาคนนั้นที่เต็มไปด้วยความสามารถและ  “มีโอกาสเข้าถึงโอกาส”   ย่อมจะไม่เดือดร้อนมากนัก

แต่คนอีกจำนวนมาก  ที่แม้นจะเป็น  1 ในผู้ร่วมทำสถิติให้ไทยเป็นแชมป์อินเตอร์เน็ตโลก   แต่ในฐานะ User รอจิ้ม ๆ แชร์  จะมีโอกาสรักษาแชมป์ไปได้นานอีกแค่ไหน

รายได้  กระทบเศรษฐกิจครอบครัว  ครอบครัวที่ขาดการวางแผน  เจอคลื่นเล็ก ๆ ก็ต้องถึงกับเซจนพัง

เร็วที่สุด  และง่ายที่สุด  ที่จะรับมือกับสถานการณ์นี้  คือ  ความตื่นตัว  สำนึกว่ามีภัยอันตราย  และรอรับมัน  วางแผนเรื่องครอบครัว  การเงิน  และการเรียนรู้งานอาชีพใหม่  ในฐานะพลเมืองดิจิทัล  ของชนชาติดิจิทัล

ใครจะเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้น ?  พลังของพลเมืองดิจิทัลจะแข็งแกร่งก็ต่อเมื่อรวมตัวเป็นกองทัพ  หากต่างคนต่างรบ  ก็ย่อมแพ้ภัยตัวเอง

นายกดิจิทัล  รัฐมนตรีดิจิทัล  ผู้ว่าดิจิทัล  นายอำเภอดิจิทัล  กำนัน ผู้ใหญ่ดิจิทัล  ครอบครัวดิจิทัล  จะทำอย่างไร ? ใครจะช่วยคุณ ?

สติดิจิทัล  สำนึก ตื่นรู้เรียนรู้  สร้างงานจากสติชีวภาพ

เหล่านี้คือ  แสงสว่าง  จากนวัตกรรมใหม่

Digital Nation by Samong Thailand

ความเดิมในตอนที่แล้วในเรื่อง  Digital Nation  เราได้นำเอารายงานการวิจัยแบบย่อ ๆ มาแปลและเล่าให้ฟังกัน   แม้นจะเป็นการนำเสนอแบบย่อ  แต่ก็ได้สาระเห็นภาพได้มากทีเดียว

สมองของผมในฐานะคนแปล  ก็ยังครุ่นคิดและมองรอบๆ ตัวต่อไปว่า  แล้วประเทศไทยเราจะเดินไปยังงัยต่อ  หรือไม่ก็ต้องถามว่า  แล้วใครจะเป็นคนนำ  คนทำ  ยิ่งตอนนี้ (18/6/2019) รัฐบาลก็กำลังพลิกไปมา  หาคนดูแล  Digital Nation จริงจังไม่ได้ซะที

เอาละครับ  ครั้นจะบ่นๆ  ด่าๆ ว่าๆ รัฐบาลโดยไม่มีข้อแนะนำก็ดูจะกระไรอยู่   วันนี้ทีมงานสมองไทยแลนด์  เรามาแสดงวิสัยทัศน์กันไว้ที่ตรงนี้  ในประเด็น  Digital Nation กันไว้เลย

Vision คือ  นโยบายเดียว  ก็คือ  สมอง(ไทยแลนด์) ร่วมสร้างชนชาติดิจิทัล  (Digital Nation  by Samong Thailand)

ผ่านพันธกิจ  Mission   2 ตัวใหญ่   คือ

  • สร้างสติดิจิทัล ดูแล ปกป้องและเข้าใจคุณ   และ
  • สร้างระบบนิเวศสมองอัจฉริยะ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของคุณ

สติดิจิทัล   ฟังแล้วดูเหมือนจะเว่อร์วัง  แต่เปล่าเลยครับ   มันมีการพูดถึงกันในวงกว้างมากขึ้น  (ลองพิมพ์ค้นหาคำนี้ดู) โดยเฉพาะในต่างประเทศ  ที่ฝรั่งศึกษาธรรมะ  ที่กูเกิลให้โปรแกรมเมอร์นั่งสมาธิ  และทีมเราเองก็พูดคำนี้  เขียนคำนี้มานานนักหนาแล้ว   หากจะให้นิยามกันง่าย ๆ ได้  2  ความหมายคือ   (1) การมีสติในการดำรงชีพในสภาวะ  ในยุคความเร็ว 5G  และความวุ่นวายสไตล์ดิจิทัลนี้  และ (2) มันคือระบบไอที  ที่จะช่วยให้คุณมีสติอยู่ตลอดเวลาและไม่เป็นบ้า

และความหมายในข้อ 2  ลึกลงไปก็คือ  ระบบซอฟต์แวร์หรือแอพพลิเคชันนี่แหละ  เป็นระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม  ที่เรากำลังพัฒนามันออกมา  ให้มาเป็นเพื่อนคุณ  และมันจะเรียนรู้จากคุณ  ในเรื่องการใช้ชีวิต  การบันทึกทั่วๆ ไป   การบันทึกข้อมูลสุขภาพ  การเรียน  การทำงาน  และข้อมูลวางแผนชีวิต (แน่นอนรวมเรื่องการวางแผนการเงินของครอบครัวเข้าไปด้วย)  จนระบบนี้มันโต ฉลาดพอที่จะบอกคุณ  เตือนคุณว่า อย่างแม่นยำว่า วันนี้  พรุ่งนี้  เดือนหน้า  คุณมีอะไรจะต้องดำเนินการบ้าง  มันจะบอกคุณว่าฐานะการเงินของคุณจะเป็นอย่างไร  และหากคุณอยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น  เพียงบอกมันว่า  เมื่อไหร่  เท่าไหร่  มันจะแนะนำคุณว่า  คุณต้องทำอย่างไร  และทำงานร่วมกัน

แน่นอนครับว่าคุณอาจจะแย้งว่า  ก็ถ้าคุณไม่ให้ข้อมูลแก่มันเลย  เพราะมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย  นั่นก็เป็นสิทธิของคุณ  แต่หากคุณไว้วางใจมัน  มันก็จะช่วยคุณได้มากกว่าที่คุณวางใจมันอีกหลายเท่า

สติดิจิทัล  หรือการสำนึกรู้ตัวเอง  ตนเอง  ไม่ประมาท  ไม่ลุ่มหลง  จะทำให้คุณปลอดภัยจากภาวะต่างๆ ทั้งเรื่องสุขภาพ  ทั้งเรื่องการเงิน   นี่แหละ  คือการดูแล  ปกป้องและเข้าใจคุณขั้นเทพ   คุณช่วยสร้างตัวคุณเอง  ที่มันไม่หลับนอน  มันคอยคิดคำนวณให้คุณ  มันปกป้องเข้าใจคุณยิ่งกว่าคุณ

“ระบบนิเวศสมองอัจฉริยะ  ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของคุณ”  อย่างไร  และเกี่ยวข้องกับ  Digital Nation อย่างไร

ระบบนิเวศสมองอัจฉริยะ

ด้วยเพราะเรามองเห็นว่า  ในยุคนี้และไม่กี่ปีข้างหน้านี้  จะเกิดความต้องการให้ระบบอะไร ๆ ต่างๆ มันเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย  และได้ประโยชน์

ก็จะเกิดคำถามต่อว่า  ระบบอะไรจะโยงกันอย่างไร  ระบบที่มาจากต่างค่ายหลายสายพันธุ์  หลายการพัฒนา  ใครจะยอมเชื่อมกับใคร  นั่นก็เพราะเรื่องผลประโยชน์ เรื่องความปลอดภัยของระบบ  เรื่องต้นทุน  การพัฒนา  การรักษา  แม้นกระทั่งความที่มันจะเป็นไปได้  และระบบจะขนาดใหญ่แค่ไหนถึงจะเพียงพอให้มันเชื่อมโยงกันได้ มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน ?

นี่งัยครับ  เรามีคำตอบ  เราได้วางแผน  สร้างงานวิจัยทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า  และออกแบบสร้างเครือข่ายอัจฉริยะขึ้นมาแล้วจำนวน 12 ระบบหลักก่อน  ซึ่งมากเพียงพอที่จะครอบคลุมเรื่องทุกเรื่องรอบๆ ตัวคุณ  และนี่คือ  การมีส่วนร่วมในการสร้างความสำเร็จให้คุณ

ประโยชน์ของระบบนิเวศนี้คืออะไร  มันคือ  ตัวช่วยสร้างงานให้คุณ  ให้คนที่เกี่ยวข้อง  คนที่สนใจ  ทั้งนักพัฒนา  ทั้งในฐานะผู้ใช้  มันสร้างความเป็นไปได้  มันสร้างคนให้คุ้นเคย  ให้มีความสามารถ  เป็นการปลูกฝัง  สร้างวัฒนธรรม  สร้างความเป็นชนชาติ  “ชนชาติแห่งดิจิทัล” กันเลยทีเดียว

ถึงเวลานั้น (ซึ่งอีกไม่ยาวนานนัก)  ก็จะเกิดเครือข่าย  Digital  Human Capital  เกิด  Digital Community  และเกิดการสร้างสรรนวัตกรรมใหม่  Digital Products และประกอบรวมกันกลายเป็น  ชนชาติดิจิทัลที่แข็งแกร่ง  เกิด  Digital Economy  ตามมาอย่างจริงจัง

เอาละครับ  คำถามที่จะเกิดต่อมาคือ  มันจะเกิดขึ้นอย่างไร  รูปแบบไหน

มันจะยอดเยี่ยมมากเลย  หากรัฐบาลจะยื่นไมโครโฟนมาถามเราเอง  แต่เอาละเราขอตอบผ่านทางบทความนี้ไปก็น่าจะได้เช่นกัน

ขอตอบว่า  เราได้ลงมือทำมาระยะหนึ่งแล้ว  นั่นคือ  การพัฒนาคนให้เป็นนักพัฒนาภายใต้โครงการของเรา  ผลงานของเราที่จะได้บุคคลดิจิทัลที่มีความสามารถและมีสติ  เราสร้างงานให้พวกเขา  เขาทำงานกันเป็นเครือข่าย  ในสาขาอาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์  นักออกแบบระบบ  นักประดิษฐ์  นักกราฟฟิก  ตามความสามารถ  ตามความสนใจ  กลุ่มของเขาจะโตขึ้น  งานของเขาจะฉลาดขึ้น  เขาจะสร้างงานได้เร็วขึ้นจากกระบวนการ  Reuse การใช้ชิ้นส่วนซอฟต์แวร์  การแลกเปลี่ยนความคิด  ซึ่งกันและกัน

เมื่อมองไปถึงในสเกลที่ใหญ่ขึ้น  ภายใต้การสนับสนุนของรัฐ  ของทุนฯ  ผู้มีวิสัยทัศน์ตรงกัน  จะช่วยให้การสร้างทีมเป็นไปได้เร็วขึ้น  ง่ายขึ้น  เราสามารถที่จะทำการสอน  อบรมเทคนิควิธี  และแนวความคิดที่ได้ทำการพิสูจน์แล้ว  มันคือธรรมชาติบริสุทธิ์  ที่เราค้นพบและต้องคืนให้กับสังคมไทยในเวลาอันสมควร

วันนั้น  เราจะช่วยขจัดปัญหาการขาดบุคคลากรด้านดิจิทัลไอทีได้อย่างชัดเจน  จะเกิดการสร้างงาน  การพัฒนาระบบ  การแก้ไขปัญหาเรื้อรังต่างๆ ได้อีกมากมาย  ด้วยต้นทุนที่รับได้และระบบมีความยั่งยืน  และจะเป็นการยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล (Digital Competitiveness)  ให้กับประเทศนี้ได้อย่างเฉียบขาด

สรุปชัดๆ  สั้น ๆ อีกครั้งว่า  นี่แหละคือ  นวัตกรรมสมองไทยแลนด์  กับเครื่องมือ  iSTEE Framework

iSTEE ช่วยสร้างการตื่นรู้ในจิต ด้วยสติ เป็นเครื่องมือสากล ด้วยหลักเหตุและผล ในรูปแบบวิทยาศาสตร์ ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย ยิงนกนัดเดียวได้หลายต่อ  เพราะการ ตื่นรู้ของจิตวิญญาณคือ ปัญหา จิตมนุษย์คือ คอมพิวเตอร์ชีวะภาพ คือคอมพิวเตอร์อัจฉริยะของธรรมชาติ

ต่อยอดจากการตื่นรู้ … สติชีวภาพ แปรรูปเป็น สติดิจิทัล   สติดิจิทัล กับ สติชีวภาพ ทำงานร่วมกัน ในระบบนิเวศสมองอัจฉริยะ ได้อย่างไร้รอยต่อ

ตรงกันข้าม  หากการพัฒนาคนดิจิทัลปัจจุบันเล็งไปที่การสอนเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่เร็วเกินไป  โดยไม่ทราบถึงข้อจำกัดอย่างแท้จริง  ก็จะยิ่งเป็นการสร้างความล้มเหลวเร็วขึ้นเท่านั้น   เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วติดตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน  ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการเจาะลึก  สุดท้ายกลายเป็นความเมื่อยล้า  เกิดความท้อถอยสูญเสีย  สูญเสียจิตวิญญาณ กลับมายืนที่เดิมเหมือนปัจจุบัน ไม่ก้าวไกลไปไหน

 

มาถึงตรงนี้  คงต้องให้คุณๆ ท่าน ๆ ได้ลองๆ ดูนะครับว่า  12 – 14 ระบบนี้เราได้วางโครงสร้างหลังบ้าน หรือการตอกเสาเข็มในมหาสมุทรไว้นั้น  มันมีอยู่จริง  ใน cloud ที่เราปั้นมันไว้แล้ว  แต่ต้องอดใจรอก่อนที่จะเข้าไปสนุกกับมัน  หากท่านใด  สนใจที่จะสนุกอย้างสร้างสรรแพลตฟอร์มของตนเอง  ก็อย่าได้รอช้าติดต่อเรามาตามช่องทางกันได้เลย

คลิกที่นี่  รับสัมผัสแรก  ม้าศึก 12 ราศี  คลิกไอคอน  แพลตฟอร์มแต่ละตัว

Digital Nation

ผมลองค้นหาในกูเกิล  โดยค้นคำว่า  Digital Competitiveness Ranking  หรือ ประเทศที่มีเศรษฐกิจดิจิทัลที่แข็งแกร่งที่สุดของปี 2018  หรือ  คำว่า ประเทศแห่งดิจิทัลอะไรทำนองนั้น  ก็ได้รับคำตอบแบบนี้   โดยอ้างอิงจาก  งานวิจัยของ  china.org

  1. อเมริกา
  2. จีน
  3. สิงคโปร์
  4. อังกฤษ
  5. ฮอลแลนด์
  6. ฟินแลนด์
  7. เยอรมัน
  8. ญี่ปุ่น
  9. เกาหลีใต้
  10. สวีเดน

โดยที่ประเทศไทยรั้งตำแหน่ง  39 ของโลก   และลำดับที่ 10 ของเอเชีย   และหากมองในเอเชีย  โดยอิงงานวิจัยชิ้นหนึ่ง  และอ้างอิงจาก  Bangkok Post  และเก็บมาแปล   แม้นมันจะเก่าไปนิดนึง (ปี 2017) แต่ความจริงนี้ก็ยังคงอยู่

ที่มา : Bangkok Post

ในภาพรวมไทยเรานำหน้าอยู่ประเทศเดียวคือ  “เวียดนาม”

จากแผนภาพแสดงให้เห็นว่าเราขาด “คนเก่งทางดิจิทัล”   เราพอจะมีผลิตผลทางด้านดิจิทัลบ้างแต่ก็น้อยมาก ๆ  ประกอบกับนโยบายที่ไม่ชัดเจนของรัฐบาล  ก็เลยส่งผลให้คะแนนความเป็น  “ชนชาติดิจิทัล”  ติดตำแหน่งรั้งท้าย

งานการวิจัยนี้ดำเนินการโดย  AlphaBeta  สถาบันที่ปรึกษาทางด้านยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ในปี 2017  โดยได้ทำการสัมภาษณ์บุคคล 300 คนจากวงการ  การศึกษา  นักนโยบาย  จาก 11 ประเทศในเอเชีย.

Mr. Fraser Thompson กล่าวว่า  “Thailand’s policy focuses more on digital economy rather than digital nation,”  ประเทศไทยมุ่งเน้นแต่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเป็นแบบดิจิทัล  มากกว่าการจะทำให้เป็น  “ชนชาติดิจิทัล”  (เข้าทำนองว่า  เน้นสร้างเศรษฐกิจก่อน  มากกว่าการจะเคลื่อนพื้นฐานของประเทศไปพร้อม ๆ กัน

ในการพูดคุยกันในสัมมนาที่  ม ธรรมศาสตร์ ในครั้งนั้น  กล่าวว่า  เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยนั้นเป็นการเน้นไปในทางหลักการ  วิชาการ  และเป็นการดำเนินการเชิงรับมากกว่า  โดยเป็นเพียงการเฝ้ารอเงินลงทุนจากต่างประเทศ  เช่นว่า  การมุ่งเน้นไปในทางการสร้างระบบพื้นฐาน  สภาพแวดล้อมให้ดูดี  ดูพร้อม  เพื่อรอให้มีการไหลเข้ามาจากภายนอก และการเข้าไปควบคุมในภายหลัง
ในขณะที่คำว่า  ชนชาติดิจิทัลนั้น  จะเป็นการเน้นการสร้างคน  และยกระดับฝีมือแรงงานดิจิทัล   โดยแนวคิดนี้จะช่วยให้เกิด  StartUp ได้จริง  จะเป็นการดึงดูดและเป็นที่สนใจของต่างชาติมากกว่า  และก่อให้เกิดสนามทดลองที่เรียกว่า  Sandboxs

หากจำแนกตามประเภทในตารางจะพบว่า  ไทยเรามีฐานะทางการเงินอยู่ในลำดับที่ 9   และลำดับที่ 11 ในเรื่องผลิตภัณฑ์ดิจิทัล และลำดับที่ 10 ด้านทรัพยาการด้านดิจิทัลและชุมชนดิจิทัลตามลำดับ

ซึ่งไม่สอดคล้องกับนโยบายการโปรโมท  การจัดเก็บภาษีแบบดิจิทัลของรัฐ  และรวมไปถึงบรรดากฏระเบียบในการควบคุมอีกมากมาย   โดยรวมจึงทำให้ประเทศไทยไม่เป็นที่ดึงดูดสายตานักลงทุนเหมือนประเทศอื่น ๆ.

วิสัยทัศน์ของรัฐเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะเกิดขึ้นจริงได้   รัฐบาลควรเป็นผู้อำนวยในการสนับสนุนให้เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับธุรกิจข้ามชาติ  อย่างเช่น กรณีของอินเดีย  ที่ร่วมมือกับ Google  ในการเปิดให้มี  Free WiFi  ที่สถานีรถไฟ.

ในขณะที่สิงคโปร์ที่เป็นผู็นำในการออกกฎเกณฑ์   จะมีแนวนโยบายที่มีลักษณะที่ยืดหยุ่น  เป็นผลดีกับธุรกิจด้านการเงิน และด้านสุขภาพ.

เขากล่าวว่า  ประเทศไทยควรจะมีการดำเนินนโยบาย  ในแบบนโยบายเดียว  ขับเคลื่อนจากข้างบนลงล่าง  แต่ต้องเป็นนโยบายที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่าง ๆ มิใช่เป็นเพียงการขับเคลื่อนจากกระทรวง DE. เท่านั้น

ในกรณีของอินโดนีเชีย  ที่ดำเนินการนโยบายจากสองด้าน  คือ  ด้านหนึ่งส่งเสริมความเป็นชนชาติดิจิทัล  และในอีกด้าหนึ่งก็เป็นการเตรียมการด้านรวบรวมข้อมูลสำคัญ ๆ ของท้องถิ่น.

โดยเฉลี่ยแล้ว  จะพบว่าแต่ละประเทศมักจะมีนักนโยบายที่มีอายุราว ๆ  60 -70 ที่ทำงานด้านดิจิทัลนี้  ซึ่งมันไม่ใช่  มันควรจะมีการประสานกันกับคนยุคใหม่ด้วย

จากการสำรวจพบว่า  บรรดาบริษัทนักลงทุนทางด้านดิจิทัล จะมีบทบาทสำคัญในฐานการเป็นผู้ช่วยสร้าง  Start Up ในรูปแบบของการสนับสนุนเงินลงทุน  การสร้างนิเวศที่เหมาะสม  และโปรแกรมการให้การศึกษา.

ขณะเดียวกันบริษัทข้ามชาติเหล่านั้นก็สามารถที่จะเข้าไปมีส่วนช่วยในการสร้างชนชาติดิจิทัลได้เช่นกัน.

โดยรวมก็คือ  การสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล  ควรจะต้องเริ่มที่การสร้าง  พื้นฐานความเป็นชนชาติดิจิทัล  การมีนโนบายที่ชัดเจน  ในการสนับสนุน  ในการให้ความรู้  ในการสร้างความแข็งแกร่งจากรากหญ้า  มากกว่าการมุ่งสร้าง เงิน  รายได้มหาศาลจากบริษัทยักษ์ใหญ่รายใดรายหนึ่ง  หรือไม่กี่รายเป็นที่ตั้ง  เพราะการกระจายรายได้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

หรือจะกล่าวได้ว่า  “ประเทศจะประสบความสำเร็จเป็นชนชาติดิจิทัล  ก็วัดกันที่กิจการเล็กๆ จะต้องยืนหยัดอย่างเข้มแข็งได้”

หากจะมองจุดแข็ง  หรือสาเหตุที่สิงคโปร์มีลำดับที่ 1 ก็น่าจะเป็นเรื่องของการมี  Human Capital  และการมี Digital Community  ที่ดี  มีแหล่งเงินทุนที่ดี  ในขณะที่ผลผลิต  ผลิตภัณฑ์ทางด้านดิจิทัลเองนั้นยังไม่มากพอ

  • ทรัพยากรคนจึงเป็นสิ่งสำคัญลำดับ 1
  • ชุมชนหรือ Community จะช่วยส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้
  • และสุดท้ายคือ  แหล่งทุน  ที่จะขับเคลื่อนกลไกทั้งหลายให้เดินไปได้  และต้องสร้างผลงานให้เป็นที่จับต้องได้  เป็นประโยชน์และสร้างรายได้อย่างแท้จริง

Server or VPS

Server  หรือ  VPS  คืออะไร ?

หลายท่านคงจะคุ้นเคยกับ  คำว่า  Server  และ  VPS  พอสมควรครับ   แต่อาจจะยังไม่ได้เจาะลึก  ว่ามันเหมาะกับการใช้งานแบบไหน  หรือแตกต่างกันอย่างไร  รวมทั้งการดูแลรักษา  ความเหมาะสมคุ้มทุนควรจะต้องพิจารณาอะไรบ้าง

  • ความหมาย
  • การใช้งานของแต่ละประเภท
  • การดูแลรักษา
  • Server & Cloud Server
  • ควรจะลงทุนแบบไหนดี

เริ่มกันที่ความหมาย

แต่ก่อนอื่นมาทำความรู้จักหน้าตาของ  Server กันก่อน  ตามภาพครับ   ที่มีกันอยู่หลายยี่ห้อ  และรูปร่างก็เป็น แบบ แบนๆ ในแนวนอน  แบบนี้จะเรียกกันว่าเป็นแบนแบบ Rack  แบบ   Blade  และแบบแนวตั้ง แบบคอมพิวเตอร์ที่เราคุ้นเคย  หรือเรียกว่า Tower

  

Rack Server  & Tower Server                                                                     Blade Server

ภาพรวม ๆ ในตู้ Server  ที่ประกอบด้วย  Server แบบ Rack  และแบบ  Blade   และแน่นอนในห้องนี้ก็เต็มไปด้วยสาย Lan

ครานี้ก็มาดูว่า  ในตัว Server  มีอะไรบ้าง    ก็เต็มไปด้วย  แผ่นวงจรอิเลกทรอนิกส์ (Card) ฮารดดิสก์ (HDD แบบจานหมุน, SSD  แบบ Solid state แนวๆ SD Card)  หน่วยความจำ (RAM)  พัดลม (Fan)  แหล่งจ่ายไป (Power Supply Unit:PSU ที่อาจจะมี 2 ชุดใน 1 Server)

โดยในแต่ละตัวแต่ละรุ่น  ผู้ผลิตก็จัดทำมาให้มีขนาดแตกต่างกันไป  ให้ผู้ใช้งานเลือกซื้อตามความต้องการ ตามกำลังทุนของโครงการ

หรือในบางกรณี  หลายท่านก็เอาคอมพิวเตอร์ธรรมดานี่แหละมาทำเป็น Server ซะเลย  โดยผู้เช่าใช้พื้นที่  ไม่รู้เลยว่ามันคือ Server ตัวจริงหรือตัวปลอม  เล่นเอาคนที่ทำกิจการแบบนี้ในช่วงแรก  ช่อง  ดอทคอม  ร่ำรวยกันไปมากมาย

แล้ว  VPS  คืออะไร  หน้าตามันเป็นแบบไหน

VPS  คือ  Virtual Private Server  คือ  Server แบบเสมือน  มันเป็นราวๆ กับว่า  ทำการแบ่งห้อง ย่อย ๆ ใน Server  เป็นห้องย่อยอีกที

ลองเอาโรงพยาบาล  มาเทียบเป็น  Server ก็แล้วกัน  กล่าวคือ   หาก โรงพยาบาล  เป็น Server  แล้ว  มีเตียงคนไข้แบบ  เตียงในห้องรวม  และเตียงในห้องพิเศษ

  • ห้องพิเศษ  ก็จะเป็น  VPS
  • ห้องเตียงรวม  ก็คือ  การใช้บริการแบบ Hosting  คือ  มีเตียงตัวเองนะแหละ  แต่นอนรวมๆ เรียงกันไป
  • โดยทั้งหมอ  และพยาบาลก็อาจจะใช้รวมกันบ้าง  แต่ในห้องพิเศษก็อาจจะมีคุณหมอ  คุณพยาบาลเป็นพิเศษอีกก็ได้

การใช้งาน  Server กับ  VPS

  • ใครควรจะมี Server  เอง  ก็พวกที่เปิดให้บริการ Hosting  เช่าพื้นที่ทำเวบไซต์  หรือเป็นองค์กรบริษัทใหญ่ ๆ หน่อย  ที่ต้องการใช้พื้นที่  หน่วยความจำ  CPU มาก ๆ ก็ซื้อเครื่องมาลงเองซะเลย  ใช้เองเจ้าเดียว
  • ส่วนคนที่  ต้องการมีความเป็นส่วนตัว  แต่ไม่อยากลงทุนเยอะ  หรือช่วงที่ต้องการทดลอง  โครงการบางอย่าง  ก็สามารถที่จะขอจับจองห้องพิเศษให้พอเหมาะกับขนาดของงาน
  • แล้วคนมาใช้พื้นที่ละ  เรียกว่า  อะไร   เหล่านี้  คือ  เตียงนอนในห้องรวม  ที่ใช้พื้นที่เล็ก ๆ แค่เตียงขอบเตียง  สายออกซิเจน  และการตรวจไข้ของพยาบาลตามเวลาและตามสถานการณ์

แน่นอน  Server ทั้งตัวจึงมีราคาสูงกว่า  VPS    โดย  Server  1 ตัวสามารถแบ่งเป็น VPS  ได้หลายตัว  ขึ้นอยู่กับว่าขนาด  Server เริ่มต้นที่เท่าไหร่  หรือ  VPS  ที่ต้องการจะแบ่ง  มีขนาดเล็กใหญ่เท่าไหร่

การดูแลรักษา

การเลือกใช้  VPS  โดยไปขอเช่าจากคนที่มี  Server  จึงเป็นทางเลือกที่ดี  ตามความเหมาะสมคุ้มค่ากับประโยชน์ที่ได้จากสิ่งที่อยู่ใน VPS  โดย ไม่ต้องกังวลเรื่องการบำรุงรักษา  ซ่อมแซมเปลี่ยนดิสก์  เพิ่มแรม    ขอเพียงแต่จ่ายค่าบริการค่าเช่าให้ตรงเวลา  ก็เป็นอันจบข่าว

แต่สำหรับคนที่เป็นเจ้าของ  Server  ก็จะลำบากหน่อย  ก็ต้องคอยดูแล  ซ่อมแซม  ทำอะไหล่สำรอง  ทำการสำรองข้อมูลยามดึก ดื่น ๆ หรือบางที่ก็ต้องเข้าไปยัง Data Center ยามค่ำคืน    แต่รายได้จากการลงทุน  ให้เช่า  และมีทุนอย่างเพียงพอ  ก็เป็นการลงทุนที่น่าพอใจ  แต่ในทางกลับกัน  เมื่อมีการแข่งขันสูงและต้องสู้กับ  Cloud  Server  ก็ยิ่งเป็นความเสี่ยงของผู้ให้บริการ Server แบบเดิม ๆ  ที่ต้องหาทางออกเตรียมตัวหนี  หรือเพิ่มมูลค่ากิจการจากวิธีการอื่นๆ เช่น  การสร้างแพลตฟอร์ม  ให้บริการบนระบบ Server ของตัวเอง

     

Server & Cloud Server

ก็มาถึงเรื่องนี้  มาทำความรู้จัก  Cloud Server กัน   ที่เราได้ยินโฆษณาว่า  Cloud  ไม่มีล่ม  (แต่จริง ๆ ก็ยังมีล่มไม่ว่าจะรายใหญ่ ๆรายไหนก็ตาม)  นั้นก็เพราะว่า  Cloud server  คือ  การประกอบรวมตัวกันของ  server หลายๆ ตัว  ที่มีหน้าที่ต่างๆ กัน  และสำรองกันและกัน  และจะมีแหล่งจ่ายไฟสำรองจาก 2 แหล่ง  พร้อมไฟสำรองจาก  Generator อีก

ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับพวกที่ชอบโกงขาวบ้าน  ก็เอา  Server ตัวเดียวนี่แหละมาแบ่งเป็น  VPS  แล้วรวมตัวกันเป็น Cloud Server    แต่ลืมยึกไปว่า  ใน Server นั้นหากล่มขึ้นมาหรือสายไฟหลุด  ก็จบข่าว

ดังนั้น  เพื่อให้ได้  Cloud Server ตัวจริง  ที่มีพื้นที่  ทรัพยาการให้ใช้ได้และไม่ล่ม   จึงต้องใช้  Server หลายตัวจริง ๆ  มีตัวที่ทำหน้าที่เป็น  Storage และตัวสำรองอีก  ไหนจะต้องมีศูนย์สำรองอีกต่างหาก  จึงมีมูลค่าการลงทุนราวๆ  10  เท่าของ  Server ตัวเดียว    ฉะนั้นการใช้บริการจากระบบ Cloud  จึงยังมีค่าบริการสูงอยู่มากเมื่อเทียบกับการใช้บริการ Server ปกติ  แต่ต้องแลกกับกับความเสี่ยงที่จะมีเครื่องดับบ้าง

ควรจะลงทุนแบบไหนดี

  • หากต้องการมีเวบไซต์ทั่วไป   ใช้บริการจากโฮสติ้งปกติก็พอละครับ  ค่าบริการปีละ   750 – 1000 บาทรวมค่าโดเมนแล้ว
  • หากต้องการมีกิจการโฮสติ้งของตัวเอง  ก็เริ่มจากใช้บริการ  VPS  จองห้องพิเศษ  แล้วมาทำเป็นโฮสติ้ง  ก็ใช้ได้พอสมควร  ไว้พอมีลูกค้ามากเพียงพอก็ค่อย ๆ ขยับขยายกัน
  • หากมีืุนเพียงพอ  ก็ลงทุนซื้อ Server  เอง แล้วฝากไว้กับ  Data Center อีกที  การฝากวางแบบนี้เรียกว่า  Colocation
  • หากร่ำรวยสุด ๆ ก็วางระบบ Cloud  ไว้กับ  Data Center ซะเลย
  • หนักกว่านั้น  คือ  เปิด  Data Center เอง  ทำ Cloud เองซะเลย
  • แต่หากคุณมีของดี  ผมหมายถึงแอพพลิเคชั่นดีๆ เจ๋งๆ   หรือ  ดิจิทัลแพลตฟอร์ม  ที่พอจะมีลูกค้าเองได้มากมาย  สร้างรายได้เหมาะสม  และดูแลระบบเอง  ก็เป็นโอกาสที่คุณจะทำเองมันทั้งระบบ  ฮารดแวร์  และซอฟต์แวร์
  • แต่หากไม่อยากเป็นภาระเรื่องการดูแลเครื่อง  ก็ยกเรื่อง  ฮารดแวร์ไปให้กับ  Data Center ไปเลย  เช่ากันหลายๆ ปีไปเลย
  • หรือไม่ก็ใช้บริการ  Google Cloud, Amazon, Microsoft  Azure ก็ว่ากันไปตามความเหมาะสม  ความชำนาญ  เพราะระบบ  Cloud แบบนั้น  ผู้ใช้บริการต้องดูแลตัวเอง  หากต้องการการดูแล  ต้องการหมอพิเศษก็อีกราคาหนึ่ง

ก็พอจะเป็นแนวทางได้แล้วว่า  การจะตัดสินใจเริ่มต้นอย่างไร  ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการจะพัฒนาอะไร

ในการให้บริการแพลตฟอร์ม  ของแพลตฟอร์มต่าง ๆ จึงมี Solution ต่างกันออกไป  ที่นอกจากจะต้องพิจารณาเรื่องงเินทุนแล้ว  จะต้องคำนึงถึงการขยายตัว  การป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล  และความปลอดภัยจากภัยคุกคามต่าง ๆ  หรือจากการโจรกรรม  จากแฮกเกอร์   จากภัยธรรมชาติ  และเสถียรภาพในการให้บริการ

ก็ขอจบบทความนี้กันตรงนี้นะครับ  หากสนใจใช้บริการ  โปรดติดต่อพันธมิตรของเรา   www.btechcloud.com  บริหารงานโดย  บ บางรักไฮเทค จำกัด  ที่เปิดให้บริการทุกรูกแบบตามงบลงทุนของท่าน  ตั้งแต่   hosting  ไปจนถึง ระบบ  Privtae Cloud  (แท้ๆ  ฮ่าาาๆๆ )   และ ระบบ  Publlic Cloud

Samong Deployment

รวมฮิต ติดชาร์ต  ด้วยคำศัพท์ไอที  5G,IoT, AI,Cloud Computing,Blockchain,Bigdata,OOP,Middleware, API,Microservice,ORM,Windows App,Android App,iOS App,Cross Platform,Security,Knowledge base,Business Platform

เหล่านี้จะโยงไยเข้ากับ  iSTEE Middleware & Samong Framework  ได้อย่างไร ++!!   เทคนิคเบื้องหลังอะไรที่ทำให้  Samong Cloud Digital Platform โลดแล่นเป็นไปได้กับทุกคำฮิตติดปากเหล่านี้

  • 5G กับ Samong
  • IoT กับ Samong
  • AI กับ Samong
  • Cloud Computing กับ Samong
  • Blockchain กับ Samong
  • Automation กับ Samong
  • Controller กับ Samong
  • Communication กับ Samong
  • Bigdata กับ Samong ………..
  • Business Management กับ Samong
  • Process Management กับ Samong ………….
  • Personal กับ Samong
  • Business กับ Samong
  • Expert กับ Samong
  • Factory กับ Samong ………….
  • OOP กับ Samong
  • Middleware กับ Samong
  • API กับ Samong
  • Microservice กับ Samong
  • ORM กับ Samong
  • UI กับ Samong ……….
  • Windows App กับ Samong
  • Web App กับ Samong
  • Android App กับ Samong
  • iOS App กับ Samong ……… ……….
  • Cross Platform กับ Samong
  • Security กับ Samong
  • Database กับ Samong
  • Maintenance กับ Samong
  • Architecture กับ Samong
  • Developers กับ Samong
  • Development กับ Samong ……..
  • Knowledge base กับ Samong ……..
  • Revenues กับ Samong
  • Business Platform กับ Samong
  • ลดค่าใช้จ่าย กับ Samong ………
  • Ecosystem กับ Samong

The Battle Warship

  • ข่าวคราว แวดวง  StartUp  ดูจะเงียบเหงา  เบาบาง  เหมือนสิ้นหวัง
  • Fail fast เป็นคำที่นิยมกล่าวถึง  เพื่อปลอบใจนักเดินทางที่ล้มเหลว  ทำนองไม่ลองไม่รู้  เป็นเสือเป็นนักรบก็ต้องมีบาดแผล
  • การระดมทุนแล้วเงียบหายของ StartUp แถวหน้า  เป็นสัญญาน  บอกว่า  “อย่าตามกูมา  กูหลงทาง”  

แต่ก็ต้องบอกว่าเห็นใจ  และขอเป็นกำลังใจกับทุก ๆ StartUp ครับ

  • การกระพือกระแส  Thailand 4.0  และ  StartUp  โดยขาดความพร้อม  ความแข็งแรง  ก็ไม่ต่างกับการปล่อย  “กองทัพเรือแจว”   ให้กรูกันออกจากปากอ่าวสู่ทะเลใหญ่
  • ลำแล้วลำเล่าที่ออกไป  ไม่เห็นกลับมาเป็นลำเรือ  แต่ขากลับต่างคนต่างต้องว่ายน้ำกลับมาเลียแผลเก็บตัวในถ้ำกันพักใหญ่
  • มันหอมหวลกว่า  การซื้อหวย   โอกาสความสำเร็จที่มีขนาดใหญ่กว่า  แต่ก็มีความเสี่ยงมากกว่าเช่นกัน
  • จะออกมหาสุมทร  จึงต้องคิดใหญ่  ออกไปให้เหมือนเรือรบ   “The Battle Warship”

 

  • การแข่งขันกันในด้านเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม  นั้นดุเดือดเข้มข้นมากมาย
  • ดิจิตัลแพลตฟอร์มดีๆ  จึงไม่ใช่แค่เรื่องเวบไซต์   e-commerce  หากแต่จะต้องรอบจัด รอบด้าน
ที่จะต้อง  “เข้าใจปัญหาความต้องการครบถ้วน  รอบคอบ   มีความถ่องแท้ในโมเดลธุรกิจ   งดงามและมั่นคงในสถาปัตยกรรม   แข็งแกร่งในการมาตรฐานการออกแบบการพัฒนา    ยืนยาวด้วยการเรียนรู้และถ่ายทอดวิธีการผลิตและการโค๊ด    แข่งขันได้ด้วยการจัดการธุรกิจ   และต้นทุนที่ต่ำ ,  การจัดการแรงงาน และทีมงานที่มีความสุข  ให้ผู้ใช้ได้รับความปลอดภัยและสมใจในสมรรถนะทั้งเรื่อง server , Network, Security Stability”
 
  • ทั้งหมดนี้จะเว้นสักข้อเดียวไม่ได้เลย   ใครลองเปิดให้บริการแล้วไม่พร้อม   ผลลัพธ์คือ  เรือล่ม  ไม่ว่าจะลำเล็กหรือลำใหญ่
 
  • มือถือ  จะมีปุ่มหรือไร้ปุ่ม  จะรุ่นไหน  แบบไหน  ก็คือมือถือ  ที่จะมีพัฒนาการได้ไม่มีสิ้นสุด  มีโอกาสเสมอสำหรับคนที่คิดจะสร้าง  มือถือ  ในระดับ  นวัตกรรม
  • Application  หรือ แพลตฟอร์ม  ต่าง ๆ ก็คือแพลตฟอร์ม  ที่จะมีพัฒนาการได้ไม่สิ้นสุดเช่นกัน  และมีโอกาสสำหรับนักคิดนักพัฒนา  ที่จะค่อย ๆ คิดค่อยๆ สร้างก่อนตัดสินใจปล่อยเรือออกทะเล
 
  • อย่าให้ข้อจำกัด  ความต้องการบางอย่างมาปิดบังตาบังใจ  จนทำให้มองข้ามความสมบูรณ์  ความพร้อมของลำเรือ
  • ทฤษฏี  fail fast learn fast  มันแพงเกินไปในยุคนี้   เดินไปช้าๆ มั่นคง  พอเพียงตามแบบพ่อหลวง  สร้างงานเพื่อตอบประโยชน์แท้จริงของสังคม  ย่อมนำมาซึ่งความยอมรับในผลงานโดยปริยาย
 
  • เรือรบฝรั่ง  ก็ยังคงนำหน้าเรือไทย  ไปอีกนาน  
  • อย่าปล่อยให้เป็นเช่นนั้น
  • คนไทยต้องคิดสร้างเรือของตนเอง  ร่วมกันแจว  ช่วยกันพาย  มือไม่พาย  ก็อย่าเอาเท้าราน้ำ  จะคุมท้ายเรือ  ก็ให้รู้ทางลม  ให้รู้ร่องน้ำ

  • จะนำประเทศ  ก็อย่าสักแต่ฝัน  ลมๆ แล้ง ๆ  ส่งเสริมให้ถูกจุด  พัฒนาให้ถูกขั้นตอน  อย่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ  
  • อย่าแจกเงิน StartUp ให้ไปเสี่ยงตาย  เพื่อเอามันส์
  • อย่าปล่อยให้หน่วยงานผลาญงบ  แค่ว่าได้จัดนิทรรศการล้ำๆ หรือสร้าง  Ecosystem แล้ว
  • จงสร้างความยั่งยืนให้แผ่นดิน   มากกว่าแค่เคยเป็นคนมีอำนาจในหัวโขน
  • มันโคตรสูญเสียเลย  พับผ่าซิ !

เดอะ SmartCity Solution

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่ติดตามเรื่องราวของเรามาโดยตลอด

วันนี้ผมใคร่ขอนำเรื่อง Smart City มาคุยกันอีกรอบ  หลังจากที่ได้เคยเขียนไว้ครั้งหนึ่งนานมาพอสมควรแล้ว

ที่มาของวันนี้คือ  ผมได้อ่าน  Booklet  ของ  Phuket SmartCity  ที่อยากจะมาแชร์กัน  และก่อนอื่นผมก็อยากจะแสดงความชื่นชมทีมงานที่พัฒนา  Booklet ซึ่งเป็นเอกสารแบบย่อของงานวิจัย  โครงการพัฒนา  SmartCity   ดาวน์โหลดได้ที่นี่

ส่วนแรกของ Booklet  น่าสนใจมากครับ  เป็นทั้งการเริ่มต้นและบทเรียนที่ดี  และเป็นความกล้าหาญด้วย  นั่นคือ  การเริ่มต้นสร้าง  SmartCity ด้วยการทดลองติดตั้งระบบ IOT  ที่ต่อมาทีมงานก็ได้บทเรียนว่า  มันไม่ใช่แค่  IOT

กระทั่งทีมงานได้ตกผลึกถึงแก่นว่า  SmartCity  แท้ที่จริงแล้ว มันคือสิ่งที่จะก่อให้เกิด  Smart Living    Smart Life ซึ่งไม่เพียงแต่เรื่องสิ่งของความสะดวกนอกกาย  แต่ยังประกอบไปด้วยเรื่อง  ภาวะจิตใจ  ความปลอดภัย  สิ่งแวดล้อม  การอยู่ดีกินดี  การกระจายรายได้  การเยียวยาภาวะ  สังคมสูงอายุเหล่านี้เป็นต้น  เรียกว่าเข้าทำนอง  สุขภาพดี ไร้หนี้ มีเงินออม

ผมจึงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่ากการสร้าง SmartCity  ไม่ใช่เเพียงแค่การ  ติดตั้งเสาไฟฟ้า Solar Cell ปิดเปิดอัตโนมัติ  หรือการอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อเชื่อมโยง  ระบบการขนส่งจากรถบัส  ไปสู่รถไฟฟ้า  และสายการบินเหล่านี้เป็นต้น

แต่จะต้องเป็นการเชื่อมโยง  การเข้าถึง  การให้บริการจาก  Smart Government  Smart Health  และ เด็ก ๆ มีสิ่งแวดล้อม  Smart Education  เข้ากับระบบ  IOT อื่น ๆ  

ท้ายที่สุด   ในคู่มือนั้นได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนา  ที่ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย  ทั้งภาครัฐและเอกชน  ที่ต้องร่วมกันทำในสิ่งที่ใช่ไปตามขั้นตอน  และต้องคิดไปถึงการบำรุงรักษาระบบให้ทำงานได้ดี  สืบไปถาวรและพัฒนาไปได้ตามสถานการของเทคโนโลยี  จนเกิดเป็นความร่วมมือดูแลเมืองของตัวเอง  ชื่อ  บริษัทพัฒนาเมืองภูเก็ต จำกัด 

มีอยู่ระบบหนึ่งที่มีความจำเป็นและฝังอยู่ในนั้นคือ  ระบบ Smart Control Center  ที่จินตนาการได้ว่ามันคือศูนย์กลางการควบคุม  บรรดา Smart ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน  อย่างชาญฉลาด

อุแม่เจ้า !! ระบบนั้นจะมีขนาดโตซักแค่ไหน  ซับซ้อนพิลึกกึกกืออย่างไร  จะต้องพัฒนาด้วยซอฟต์แวร์อะไร  ใครจะเป็นคนเขียน  ใครจะดูแล  ระบบมันจะอืด  มันจะล่มมั๊ย

คุณเชื่อมั้๊ยว่า  มันมีคำตอบรออยู่แล้ว  มันเกิดขึ้นโดยเจตนา   ที่เราเจตนาไปทำอย่างอื่น  แต่สิ่งนั้นมันกลับมาตอบ  มารองรับการสร้างระบบเบื้องหลังของ  Smart City ได้อย่างสบาย ๆ  ในแบบที่ว่า  ใครจะติดตั้ง  IOT ก็ติดไป  ใครจะติดตั้งเสา Solar Cell ก็ติดไป  หรือรถคันไหน ๆ จะมี GPS  ก็มีไป  แล้วเจ้าบรรดา IOT เหล่านี้ก็เชื่อมต่อเข้ากับระบบ  SmartCity   ที่ไม่ใช่แค่  NETPIE  ปิดเปิด  สวิทซ์  กันอีกต่อไป  ไม่ใช่ Blynk ของต่างประเทศ  แต่มันคือ  ระบบสมองฯ  แบบไทย ๆ  ที่เต็มไปด้วยแนวคิด  Microservices  ที่ Smart Police    SmartTourism คือ  Microservices หนึ่ง

ในด้านการบริการด้านการแพทย์  ด้านการศึกษา  ด้านการราชการ  ก็ตอบสนองด้วยแพลลตฟอร์มต่างๆ   ที่ได้ถูกพัฒนาโครงร่าง  ระบบการจัดการหลังบ้านขึ้นมาแล้ว  และพร้อมที่จะโตวันโตคืน  รอการเติมเต็ม  ด้วยความฝันของนักพัฒนาของแต่ละจังหวัด

วันนี้  เราแทบจะพูดได้ว่า  วิธีคิด  ที่เราพร่ำเพ้อ ถ่ายทอดกันมาโดยตลอดนั้น  มันยังเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ด้วย  และมันจะยังไม่หยุดยั้งอยู่แค่นั้น  แต่มันจะโตไปพร้อม ๆ กับความคิด  กับสติ  สติดิจิทัลของนักพัฒนา  นับพันนับหมื่นคน  ที่จะมาร่วมกันพัฒนางานภายใต้ซอฟต์แวร์ระบบกึ่งเปิด  กึ่งปิด  (Semi-Opensource)  และวันนั้นเราหยุดยั้งความสามารถมันไม่ได้อีกแล้ว  หากแต่มันมีสิ่งหนึ่งร่วมกันคือ  คือ  พันธุกรรม  iSTEE & Samong Middleware

www.samongai.com:50020/   ลิงก์สำหรับแพบตฟอร์มที่กำลังพัฒนา  

และหากแพลตฟอร์ม  ม้าศึก  เชื่อมโยงกันเติม  feature ต่าง ๆ ลงไป  มันก็จะกลายเป็น  Smart City นี่เองครับ   แบบนี้แหละครับ  SmartCity ในแบบ “สุขภาพดี ไร้หนี้ มีเงินออม”

สำหรับพวกเราแล้ว  เราเชื่อว่า  เทคโนโลยีไม่ใช่ประเด็นใหญ่ ประเด็นเดียว ครับ  พบกันใหม่ในคราวหน้า  เมื่อม้าศึกต้องเจอกับระบบการบริหารของรัฐบาล !!

น้ำหยดเดียว ไม่ใช่พายุ ฉันใด กองทัพดิจิทัล จึงต้องการ ม้าศึกแพลตฟอร์ม

ถอยหลังไป  20 ปีครับ  ที่  คนๆ หนึ่ง   ถามตัวเองและสังคมว่า   จะแก้ไขปัญหาการพัฒนาซอฟต์แวร์ได้อย่างไร   และซอฟต์แวร์จะต้องช่วยแก้ไขปัญหาสังคมในระดับมหภาคให้ได้ด้วย

18 ปีต่อมา  คือ  วันที่กำเนิดเกิดก่อเครื่องมือ  iSTEE & Samong Platform  เหมือนเป็นเด็กทารก  ที่เรารู้ว่าเมื่อเขาโตขึ้น  เขาจะฉลาดอย่างไร

อีก 2 ปีต่อมา  เด็กคนนั้นอายุ  2 ขวบ  ได้แสดงความฉลาดปลาดเปรื่อง  พัฒนาตัวตนเป็น  ม้าศึก  12 ราศี  ที่มีลักษณะของม้าศึก  ที่ทรงพลัง  เก่งกาจรอบด้าน  มันคือ  ม้าศึก  ดิจิทัลแพลตฟอร์ม  ที่ได้ก่อกำเนิดขึ้นแล้วบนระบบ Cloud  เป็นแพลตฟอร์ม  ที่ซ่อนเร้นคุณค่าให้แสวงหา  ว่ามันจะทำอะไร  จะแก้ไขปัญหาอะไรให้สังคม

ลองชมคลิป  ม้าศึกกันครับ

น้ำหยดเดียว  คงไม่รุนแรงเป็นพายุ  ม้าตัวเดียวคงไม่มีแรงเหวี่ยงรุนแรงมากพอ  กองทัพม้าศึก  พร้อมทะยานเป็นกองทัพ 

Digital DNA พิสูจน์ พันธุกรรมดิจิทัลม้าศึก

ทำไมมนุษย์โลก  โดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์  นักฟิสิกส์จึงพยายามทำความเข้าใจ  ค้นหาการก่อกำเนิดของโลก  การก่อเกิดของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ?

หรือมนุษย์  กำลังศึกษาหาความจริง  เพื่อที่จะสร้างโลกใบใหม่  เพื่อที่จะสร้างชีวิต  สร้างคนให้เป็นอมตะ  ไม่มีวันตาย ?

ทำไมมนุษย์  ไม่คิดเพียงแต่การเดินไปข้างหน้า  หรือมนุษย์ไม่พึงพอใจเพียงแค่ในการมีชีวิตไปข้างหน้า  แก้ไขปัญหาไปรายวัน ย้อนหลังอดีตนับล้านปีเพื่ออะไร?

และยุทธศาสตร์การพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ดี  ควรทำอย่างไร ?

หรือ  อะไรที่ควรจะเป็นต้นน้ำอุตสาหกรรม ?

ในวงการพัฒนาซอฟต์แวร์  มีคำ 2 คำที่รู้จักกันอยู่แล้ว  คือ Refactor  และ  Rewrite  ล้วนต่างก็มีความหมายว่า  เป็นการทำให้ Source Code เป็นที่เข้าใจง่าย  แก้ไขง่าย  โดยยังคงทำงานได้ดีเช่นเดิม  แต่ Refactor  มีความหมายที่มีประสิทธิภาพมากกว่า

มีอีกคำ  ในวงการ  การพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ OOPs หรือ Object Oriented Programmings นั้นคือ  Class  หรือต้นกำเนิด  ที่ใช้กัน กล่าวถึงกันในหลายๆ ภาษาเชิง OOPs   หากเรานำเอา Refactor  มาผสมรวมกันกับ  Class และ ให้หมายความถึงการ  คิดย้อนสร้างโค้ด  ต้นกำเนิด  คือทำการ  refactor code  จนไปหา  Class บนสุดที่เป็นต้นกำเนิดเป็น DNA  ที่จะถูกใช้ผสม  หรือกลายสายพันธุ์ในวันข้างหน้า

มันจึงเป็นเรื่องเดียวกับการที่นักฟิสิกส์  มนุษย์โลกบางส่วนกำลังค้นหาต้นกำเนิดของโลก

และก็มีมนุษย์โลกอีกมาก  ที่ไม่ได้สนใจ  ไม่ได้วางแผนชีวิตว่าจะมีชีวิตต่อไปอย่างมีความสุขอย่างไร

ที่อนาคตแต่ละคนจะมีมรสุมเข้ามาหลาย ๆ ลูก 1 คน 1 ชีวิต  ไม่มีโอกาสแก้ตัวมากนักเมื่อเจอมรสุมใหญ่ๆ

วิธีการ  ที่จะบรรเทาหายนะจากมรสุมชีวิตในอนาคตที่ดี  คือการวางแผนเสียตั้งแต่วันนี้ ทั้งการวางตัว วางใจ และวางแผนในเรื่องนอกกาย เช่นการประกันภัย การไม่ประมาทในชีวิต 

เรื่องการวางแผนชีวิตเช่นนี้ยังใช้ได้กับการวางแผนเรื่อง โค้ด  กล่าวคือ  โค้ดที่ดี  จะต้องวางแผนการสร้างการพัฒนาให้มันมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ยาวนาน  มีการใช้ประโยชน์จาก DNA ของบรรพบุรุษได้อย่างเต็มที่  ลดขนาดของโค้ด  เพิ่มประสิทธิภาพ  เสถียรภาพของโค้ด

iSTEE & Samong Framework จึงอาจจะเป็นเพียงเจ้าเดียว  ที่มุ่งมั่นจริงจัง  ค้นคว้าวิจัยวิธีการพัฒนาโค้ด  แบบย้อนหลัง ย้อนไปหาต้นกำเนิด โดยเอาสิ่งที่เหมือนกัน  DNA ที่เหมือนกัน  โยนกลับขึ้นไปในชั้นของ  Class ต้นกำเนิดแบบสุด ๆ  และยิ่งไปกว่านั้น  เรายังมองไปถึงการที่จะต้องทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้  ให้นักลงทุนผู้สนับสนุนอยู่รอด  ให้นักพัฒนาได้ค้นพบตนเอง  ในขณะที่การพัฒนาเพียงผิวเผินแบบเปลือกนอกทั่วไป  จะต้องเจอมรสุมในอนาคต  คือ “เจ๊ง” เพราะต้นทุนผลิต และต้นทุนบำรุงดูแลรักษา ที่สูงลิว ปรับตัวไม่ทันกับเทคโนโลยี 

พันธุกรรม  ไม่ใช่เพียงแค่พยายามหาเครื่องมือที่ดีเลิศสำเร็จรูป  ซึ่งสิ่งดีเลิศไม่มีอยู่จริง  แต่มันคือ  ทางออกหนึ่งเพื่อความสำเร็จ  ที่จะทำให้เราได้ผลิตภัณฑ์ และเจได ที่มีพลังจิตวิญญาณของการตื่นรู้

(ขอบคุณภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต )

อย่างไร  คือ  การพัฒนาย้อนขึ้นไปหาต้นกำเนิด ??

การพัฒนาม้าศึก  12 ราศี  คือ  ตัวอย่างที่ดีที่จะใช้ประกอบ  ที่เราได้ประกาศแผนการสร้างแพลตฟอร์มจำนวน 12 แพลตฟอร์มที่จะเดินหน้าพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน

ในม้าศึก 12 ราศี  หรือแพลตฟอร์มทั้ง 12  จะมีสิ่งที่เหมือนกัน  คล้ายกันจำนวนมาก   สิ่งที่เหมือนร่วมกันจำนวนมากนี้แหละ  คือสิ่งที่จะถูกผลักขึ้นไปอยู๋ในชั้น class  ต้นกำเนิดสายพันธุ์   ด้วยวิธีการนี้จะทำให้เราได้แพลตฟอร์มที่มีความสามารถ  ฉลาดที่สุดและใกล้เคียงกัน  โดยแต่ละแพลตฟอร์ม  มีความแตกต่างกันในเรื่องวัตถุประสงค์หรือประโยชน์เฉพาะอย่างของแต่ละแพลตฟอร์ม  เช่น  ระบบโรงพยาบาลที่มุ่งตอบโจทย์  โรงพยาบาล   ส่วนระบบบุคคล  ก็มุ่งตอบโจทย์บุคคล    โดยทั้งระบบบุคล  และระบบโรงพยาบาลก็มีหลายอย่างที่เหมือนกันที่ทำงานอยู่บื้องหลัง

หรือจะอธิบายเปรียบเทียบการสร้างแพลตฟอร์ม  12 แพลตฟอรมพร้อมๆ กัน  เข้ากับการสร้าง  Condominium Complex  เช่น เมืองทองธานี   ที่ซึ่งในตอนท้ายจะมีอาคารหลายๆ  อาคารอยู่ที่นั่น  ทั้งแบบเหมือนกัน  คล้ายกัน  และแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เมื่อเราไปถามสถาปนิก  และวิศวกรโครงการ  ว่าท่านจะวางแผนสร้าง  complex นี้อย่างไร  ก็จะได้คำตอบกลับมาว่า  เขาจะไม่สร้างมันทีละหลังแน่นอน  กล่าวคือ  จะต้องมีการเตรียมการวางเครน  ในตำแหน่งที่สามารถเหวี่ยงไปใช้งานได้กับหลาย ๆ ตึก   เพื่อลดต้นทุนเรื่องเครน   และลดการจราจรที่หนาแน่นในโครงการ   และจะต้องไล่มาจากการตอกเสาเข็ม  สร้างคาน  รอบ่มคอนกรีตอายุคาน  และหมุนคนงาน  หมุนเครื่องจักรไปทำอย่างอื่นในจุดอื่นๆ  ตึกอื่น ๆ ในโครงการวนๆ กันไป  หากพบข้อผิดพลาดในตึกหนึ่ง  ก็สามารถเอาข้อผิดพลาดนี้ไปแก้ไขในการสร้างอีกตึกหนึ่งได้ทันท่วงที

การเตรียมการ  การวางแผนสร้างโครงการ  หรือสร้างโค้ดแบบนี้จึงจะเป็นการลดต้นทุนได้อย่างมหาศาลและจะเป็นการมั่นใจได้ว่าระบบจะทำงานได้ดี

นักพัฒนาที่จะมาเขียนโค้ด  หรือสร้างเครื่องมือ  iSTEE ได้ดี  จะต้องมีความเข้าถึงอารมณ์และพลังแห่งธรรมมะ  ไม่จำเพาะว่าเป็นหลักธรรมของศาสนาใด ๆ  จากหลักความจริง  หลักธรรมชาติ  แล้วนำเอาไปใช้สร้างงาน  ระหว่างการเขียนก็ต้องฝึกพลังจิตไปด้วยตลอด  จึงมีความคุ้มค่ามากมาย  วันนี้เราไม่ได้พูดลอย ๆ แต่มี ม้าศึก  พิสูจน์ให้เห็นได้ว่ามันคือแพลตฟอร์มที่ดี  มีประโยชน์  มีเสถียรภาพ
 
วิธีการคิด  การสร้างงานแบบนี้อาจจะถูกเรียกว่า “บ้าไปแล้ว”  ด้วยเหตุเพราะว่าไม่ตรงกับของฝรั่งที่เอามาให้ใช้กัน  เป็นวิธีที่ไม่มีใครอยากจะเชื่อ  ซึ่งก็ห้ามปรามกันไม่ได้
ที่วิธีเดิม ๆ  เรามักจะศึกษากันแค่เปลือก  ลงไปไม่ถึงแก่น  ปัญหาไม่ใช่เรื่องของภาษาหรือเทคนิคที่เลือกใช้  แต่เป็นเรื่อง  แนวคิด  การสกัด  สาระสำคัญ แล้ววางลำดับการสร้างงานให้ถูกต้องต่างหาก
ม้าศึก  12  ราศี  จึงเป็นต้นแบบยุทธศาสตร์   สร้างต้นน้ำอุตสาหกรรม  สร้างนักพัฒนา  และพิสูจน์  Digital DNA
ขอขอบคุณที่ได้ติดตาม  บทความของเรามาโดยตลอดครับทุกท่าน  ร่วมกันทำบุญสร้างชาติ  ด้วยการแชร์บทความ  แชร์เพจให้เกิดการรับรู้แพร่หลายทั่วไทยครับ