Smart City Infrastructure

มาติดตามข่าวสาร เส้นทางการก่อร่างสร้างเมืองอัจฉริยะ ในบ้านเมืองเรากัน วันนี้วันที่ 14 ธันวามคม 2562 หลายปีมานับแต่มีการประกาศสร้างเมืองอัจฉริยะ ด้วยธงนำ SIPA จนมาถึง DEPA ภายใต้ธง กระทรวง DE ที่ปัจจุบันนำโดย พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์

ที่วันนี้ มีอีกกองทัพคือ NIA เส้นทางสายกระทรวง ที่ปัจจุบันนำโดย ท่าน ดร สุวิทย์ เมษินทรีย์

ในด้านภาคเอกชน ยักษ์ใหญ่สื่อสาร AIS True CAT ที่ถือดาบเล่มถนัดมือคือ NB-IOT และ Lora พร้อมประกาศ DataCenter ให้เป็นที่พักพิงของ Big Data พร้อมการประกาศแสวงหาช้างเผือก Start Up เจ้าของไอเดียเมืองอัจฉริยะ

DEPA เปิดโครงการ เมืองอัจฉริยะ เหนือ ใต้ ออก ตก ขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ ขับเคลือน EEC ก่อสร้างตึก Digital Hub, Silicon Valley เมืองไทย

สาย Maker ภาคประชาชน เรียนรู้ Digital IOT พร้อมสร้างรายได้จากโครงการขนาดเล็ก กลางใหญ่ บ้างที่ผ่านเวทีประกวด Maker และได้รับการสนับสนุนจาก DEPA ให้พัฒนาโครงการไปโดยน้ำพักน้ำแรงของ StartUp และ กำลังทุนจากโครงการได้พอย้อมใจ โอกาสรอดก็ขึ้นอยู่กับกำลังใจและกำลังทุน

หลายรายเริ่มบ่นออกมา ว่ามันไม่ง่ายเลย แน่นอนครับ เทคโนโลยีที่จะดีพอที่จะให้มีคนจ่ายเงินให้อย่างสม่ำเสมอนั้นจะต้องมีความแม่นยำ เสถียรภาพดีเพียงพอ ที่จะให้ Smart Farm ได้ผลดีจริงๆ และไม่เป็นการไปทำลายฟาร์มจนเสียหายเพราะความผิดพลาดของระบบ

สมาร์ทฟาร์ม (Smart Farm) และ เมืองอัจฉริยะ (Smart City) จะรอดไม่รอด จึงต้องมีความพร้อม ความแม่นยำ ล้ำลึกที่ดีพอสมควร

จากภาพเป็นตัวอย่าง อธิบาย สถาปัตยกรรม SmartCity แบบง่าย ๆ กล่าวคือ

การจะเกิด Smart Services ที่ดีแม่นยำ ถูกต้องได้จริงๆ จะต้องเกิดจากการทำงานในขั้นการวิเคราะห์ข้อมูลในระดับสูง (High-level intelligence and analytics) ที่จะต้องมีความสามารถด้านการเก็บตัวอย่างที่มีประสิทธิภาพ (Efficient Sampling) มีการนำข้อมูลกลับมาใช้งาน (Data Recycling) และจะต้องมีต้นแบบการวิเคราะห์ที่สามารถขยายตัวได้ (Scalable Model) ทั้งขนาดและความเร็วและความหลากหลาย

กระบวนการวิเคราะห์ในขั้นสูงต้องการปัจจัยที่สำคัญคือ ต้องการ Big data หรือ Smar City Big data คือ ฐานข้อมูลสารพัดเรื่อง ของเมืองนั้นๆ โดยสถานที่พัก จัดเก็บข้อมูล คือ data center ที่อาจจะกระจายอยู่ในส่วนต่างๆ แต่ก็จะต้องพร้อมที่จะนำมาประมวลผลได้ตามต้องการ ทั้งจะต้องมีความปลอดภัย มีการดูแลรักษาได้ยาวนาน รวมทั้งความสามารถในการกำจัดขยะข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกไป เพื่อลดภาระการจัดเก็บข้อมูล

อย่างไรคือ ฺBig Data มันจะต้องมีความสามารถรองรับความหลากหลาย ปริมาณข้อมูลที่มากเติบโตขึ้น และยังต้องมีความรวดเร็ว แม้นขนาดข้อมูลจะโตขึ้นอย่างรวดเร็วก็ตาม

การเกิดขึ้นของ Big Data ที่จะมีมาได้จากหลากหลายช่องทาง ทั้งข้อมูลระเบียนราชการ โรงพยาบาล สถานศึกษา ธุรกิจ บริการ อุตสาหกรรม เกษตรกรรมต่างๆ รวมไปถึง data ที่เกิดขึ้นจากบรรดา Sensor ต่างๆ ที่จะถูกติดตั้งอยู่ในระบบ ในส่วนต่างๆ กระจายอยู่ทั่วไป

รัฐบาลมีความหวัง ต้องการให้เกิดเมืองอัจฉริยะขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกสบาย และมันควรจะมีส่วนช่วยให้เกิดการจ้างงานได้ และยกระดับเศรษฐกิจได้

ยักษ์ใหญ่สื่อสาร พร้อมที่จะรองรับการไหลของข้อมูล เพื่อไปเก็บยัง data center

Maker และผู้จำหน่าย IOT device ก็พร้อมที่จะนำข้าวของมากองให้หยิบไปพัฒนาเป็นอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ

แล้วประเทศกำลังรอ กำลังต้องการอะไร ?

หากไม่นับเรื่องเงินทุนแล้ว สิ่งที่รัฐบาลและประเทศนี้กำลังรอ คือ เทคโนโลยี และนักพัฒนาที่ใช้เทคโนโลยีนั้นได้ดี เพื่อเข้ามาสร้างงาน สร้างการเชื่อมต่อระบบเมืองอัจฉริยะ ที่นับจากตั้งแต่การออกแบบสถาปัตยกรรม การออกแบบระบบ Big Data Data Center ไปจนถึงการเชื่อมต่อ Device ต่างๆ จำนวนนับแสนล้านชิ้นเข้าด้วยกัน เพื่อให้ระบบการวิเคราะห์ในระดับสูงได้ทำการประมวลผลเพื่อให้เกิดการบริการอัจฉริยะออกมา

ตัวอย่างบริการอัจฉริยะ เช่น ระบบจราจรอัจฉริยะ เพื่อการแก้ไขปัญหาการจราจร ให้มีความคล่องตัวตลอดทั้งวัน 24 ชั่วโมงและเป็นไปได้ด้วยดีในทุกวัน ทั้งปี รวมไปถึงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ ที่ความหนาแน่นของรถในระยะเวลาต่างๆ ไม่เหมือนกัน

คำถามที่ปวดกบาลสำหรับคนสร้างระบบคือ

  • จะติดตั้งระบบ Sensor ที่ไหนกันบ้าง
  • จะต้องวัดจำนวนรถ ประเภทรถ จำนวนคน แล้วจะเก็บข้อมูลอย่างไร
  • จะประมวลผลอย่างไร และแสดงผลให้ผู้ใช้รถ ใช้ถนน ใช้ผลการวิเคระาห์อย่างไร

ฟังๆ ดูแล้วก็ไม่น่าจะยากอะไร หากเรามีเครื่องมือมหัศจรรย์ มารองรับการพัฒนาระบบ ที่มีฐานข้อมูล มีการเชื่อมโยงที่ซับซ้อน ขณะเดียวกันจะต้องมีความแม่นยำ และรวดเร็ว

โอ้แม่เจ้า เครื่องมือมหัศจรรย์ คืออะไร อยู่ทีไหน แนวคิดการออกแบบระบบที่โคตรมหัศจรรย์นั้น คืออะไร ใครคือคนนั้น

บางที่ ความมหัศจรรย์นั้น คือ ความธรรมดา จากธรรมชาติ ที่ธรรมชาติให้มา แต่เรามักไม่แสวงหาความจริงจากสิ่งรอบตัว

เมื่อสิงคโปร์ยึด “พลเมืองคือศูนย์กลาง” เมืองอัจฉริยะ

ผมอ่านบทความนึงว่าด้วย เมืองใหม่สิงค์โปร์ ที่มุ่งเน้นเอาพลเมืองเป็นศูนย์กลาง ก็เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับเมืองอัจฉริยะ

เมืองอัจฉริยะ หรือ SmartCity เป็นคำที่ได้รับการกล่าวถึงกันมาก และมีข่าวคราวการขับเคลื่อนกันอย่างต่อเนื่องทั้งจากรัฐบาล และกลุ่มชุมชนต่าง ๆ ทั่วไทย รวมทั้งกลุ่มของพวกเราด้วย ที่จะไม่ยอมตกกระบวนกับเขา

องค์ประกอบของความเป็นเมืองอัจฉริยะบ้านเราที่จะได้รับการสนับสนุนติดป้ายรับประกันภัย โดยรัฐบาล ก็เหมือนแขวนป้ายเชลชวนชิมในสมัยก่อนนั้น ที่ได้ถูกกำหนดว่าจะต้องพัฒนาให้มีรสชาติดี หรือมีองค์ประกอบอย่างน้อย 2 ด้าน คือ ด้านสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ หรือ Smart Environment และอีกด้านหนึ่ง คือ 1 ใน 6 ด้านที่เหลือ เช่น Smart Energy, Smart Mobility, Smart Government, Smart Education, Smart Health , Smart Life อะไรทำนองนี้

จะว่าไปแล้ว เป้าหมายการสร้าง Smart City คือ การตอบสนองให้ผู้คนในสังคมนั้น ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สะดวก ปลอดภัย อยู่ดีกินดี มีรายได้ มีความสุข รวม ๆ จึงน่าจะเรียก Smart City ว่าเป็น Smart Life ซะมากกว่า

นั่นแปลว่า หากเมืองอัจฉริยะเมืองใด ผู้คนไม่มีความสุข ไม่มีชีวิตที่ดีขึ้น หรือเป็นการตอบโจทย์ของผู้คนเพียงบางส่วน ส่วนที่จะมีรายได้มากพอที่จะใช้ประโยชน์จาก feature แพงๆ ของเมือง โดยยังมีคนอีกจำนวนมาก ที่เฝ้ารอคอยโอกาสนั้น แต่ไม่เคยได้สัมผัส สุดท้ายก็ไม่ต่างจากการเป็นเมือง ที่มีความเหลื่อมล้ำของผู้คน เหมือนปัจจุบัน (2562)

การยึดพลเมือง หรือ User ของระบบ เป็นศูนยกลาง ในการพัฒนาเมือง redesign เมืองของสิงค์โปร์ จึงเป็นแบบอย่างที่ดี ที่เราไม่ควรมองข้าม

ทัศนะของเราจึงเห็นว่าควรเน้น มุ่งตอบโจทย์ ความยั่งยืน ความสุขของผู้อยู่อาศัยในเมือง การมีส่วนร่วมของคนจำนวนมาก ทั้งในการคิด การสร้าง และการใช้ประโยชน์ร่วมกัน มีรายได้จากกิจกรรมตามความรู้ความสามารถที่มี และมีจุดแข็งประจำเมือง รวมไปถึงการเชื่อมโยง ประสานกับเมืองอื่นๆ อย่างสร้างสรร เกื้อหนุนกันและกัน ไปตลอดทั้งประเทศ และภูมิภาคเอเชีย และทั่วโลก

แน่นอนครับ เราไม่ได้ปฏิเสธการเกิดขึ้นของการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของรัฐ หรือเอกชนผู้รับสัมปทานสร้าง เช่น ถนนหนทาง ระบบไฟฟ้า ประปา รถเมล์ รถไฟฟ้า อัจฉริยะ ๆ ทั้งหลายแหล่ รวมไปถึงระบบ Ecosystem ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการรวมมิตรสารพัน brand เช่น ผู้ให้บริการระบบ gateway hub, mobile 5G ที่จะเต็มไปด้วย แบรนด์ เกาหลี จีน ฝรั่ง ยกเว้นอยู่ชาติเดียวคือ ชาติไทย คือจะไม่มีผลิตภัณฑ์ติดธงชาติไทยเลย หรือจะมีแต่ก็น้อยมาก ๆ

แล้วมันน่าภาคภูมิใจตรงไหน และรายได้จากการให้บริการเหล่านั้น คือเงินจากกระเป๋าของใคร และรายได้เหล่านั้นจะไหลไปไหน เงินภาษีเก็บได้มากน้อยแค่ไหน เกิดการหมุนเวียนของรายได้แค่ไหน คนไทยเจ้าของเมืองจะค่อย ๆ ผอมแห้ง เลือดภาษีไหลออกจากเมืองแค่ไหน ใครที่จะต้องตอบและรับผิดชอบ

ในฐานะที่เราเป็นนักคิดนักพัฒนา มีความกังวลถึงความจีรังยั่งยืนของการพัฒนาเมืองในครั้งนี้ ว่าผลลัพธ์คือ เมืองร้าง อีกเมืองหนึ่งไหม การบำรุงรักษาสร้างเมืองจะต้องใช้ต้นทุนขนาดไหน

โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ ที่จะเป็นหัวใจความสำเร็จของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ที่จะเป็นเครื่องมือในฐานะตัวประสาน เชื่อมโยงทั้งด้านฮาร์ดแวร์ จนกระทั่งมาเป็นระบบ information เป็นแพลตฟอร์มที่ทำงานบนมือถือ ให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ประหยุดและปลอดภัย

ขอบคุณภาพจาก : https://medium.com/the-service-gazette/singapores-journey-in-designing-user-centred-public-services-3a7c63bd8ca
คำถามตัวโตๆ คือ จะใช้ซอฟต์แวร์อะไรในการพัฒนาเมือง จะใช้ใครร่วมพัฒนา จะใช้ใครร่วมรักษา จะมีค่าใช้จ่ายมหาศาลขนาดไหนในการพัฒนา

แต่เรา ชุมชน อัจฉริยะ Thai SmartCity Community จะขอบอกว่า เราตอบคำถามเหล่านี้ได้

  • iSTEE Middleware & Samong Framework คือ ซอฟต์แวร์สำหรับพัฒนาเมือง
  • เราจะสร้างนักพัฒนาให้เรียนรู้เครื่องมือและแนวทางในการพัฒนา
  • เขาเหล่านี้จะร่วมรักษาระบบ
  • เขาเหล่านี้จะสร้างรายได้โดยการพัฒฯางาน แตกแขนงไปอย่างต่อเนื่อง
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาจึงต่ำที่สุด

ขอบคุณภาพจาก : https://www.iwireless-solutions.com/demystifying-the-process-of-making-your-smart-city-proposal-a-reality/

และเป็นคำถามให้มองย้อนกลับไปอีกครั้งว่า การประกาศพัฒนาเมืองอัจฉริยะทั่วไทยที่เกิดขึ้นนั้น จะพัฒนาให้เกิดขึ้นจริงจังได้อย่างไร ใครขับเคลื่อน แหล่งเงินทุน ทีมพัฒนา ค่าใช้จ่ายสำหรับทีมพัฒนา ความต่อเนื่องยั่งยืนในการบำรุงรักษา และสำคัญที่สุดคือ เครื่องมือด้านซอฟต์แวร์ ในการประสานเชื่อมโยงให้เมืองอัจฉริยะเป็นจริง

  • การสร้างเมืองอัจฉริยะ จึงต้องเป็นการสร้างเมืองที่มีระบบ “ระบบเมืองอัจฉริยะ” ที่ต้องทำต้องสร้างเมืองให้เป็นระบบ และต่อยอดด้วยการทำระบบให้เป็นอัจฉริยะ ให้สามารถพัฒนา ดูแลระบบ ให้เติบโตได้ยั่งยืน
  • การให้คุณค่าเมืองอัจฉริยะ จึงต้องมองถึงประโยชน์ของเมืองอัจฉริยะ ที่จะต้องมาจากการออกแบบสถาปัตยกรรมเมืองอัจฉริยะ
  • ด้วยเครื่องมือที่เรามี จึงสามารถตอบโจทย์ความยั่งยืนของระบบเมืองอัจฉริยะได้

จึงขอเชิญชวนทุกท่าน มีส่วนร่วมในการระดมความคิด แบ่งปันประสบการ เพื่อช่วยกันสร้างสรร เมืองอัจฉริยะ ที่มีพลเมือง มีทกคนเป็นศูนย์กลาง

เดอะ SmartCity Solution

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่ติดตามเรื่องราวของเรามาโดยตลอด

วันนี้ผมใคร่ขอนำเรื่อง Smart City มาคุยกันอีกรอบ  หลังจากที่ได้เคยเขียนไว้ครั้งหนึ่งนานมาพอสมควรแล้ว

ที่มาของวันนี้คือ  ผมได้อ่าน  Booklet  ของ  Phuket SmartCity  ที่อยากจะมาแชร์กัน  และก่อนอื่นผมก็อยากจะแสดงความชื่นชมทีมงานที่พัฒนา  Booklet ซึ่งเป็นเอกสารแบบย่อของงานวิจัย  โครงการพัฒนา  SmartCity   ดาวน์โหลดได้ที่นี่

ส่วนแรกของ Booklet  น่าสนใจมากครับ  เป็นทั้งการเริ่มต้นและบทเรียนที่ดี  และเป็นความกล้าหาญด้วย  นั่นคือ  การเริ่มต้นสร้าง  SmartCity ด้วยการทดลองติดตั้งระบบ IOT  ที่ต่อมาทีมงานก็ได้บทเรียนว่า  มันไม่ใช่แค่  IOT

กระทั่งทีมงานได้ตกผลึกถึงแก่นว่า  SmartCity  แท้ที่จริงแล้ว มันคือสิ่งที่จะก่อให้เกิด  Smart Living    Smart Life ซึ่งไม่เพียงแต่เรื่องสิ่งของความสะดวกนอกกาย  แต่ยังประกอบไปด้วยเรื่อง  ภาวะจิตใจ  ความปลอดภัย  สิ่งแวดล้อม  การอยู่ดีกินดี  การกระจายรายได้  การเยียวยาภาวะ  สังคมสูงอายุเหล่านี้เป็นต้น  เรียกว่าเข้าทำนอง  สุขภาพดี ไร้หนี้ มีเงินออม

ผมจึงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่ากการสร้าง SmartCity  ไม่ใช่เเพียงแค่การ  ติดตั้งเสาไฟฟ้า Solar Cell ปิดเปิดอัตโนมัติ  หรือการอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อเชื่อมโยง  ระบบการขนส่งจากรถบัส  ไปสู่รถไฟฟ้า  และสายการบินเหล่านี้เป็นต้น

แต่จะต้องเป็นการเชื่อมโยง  การเข้าถึง  การให้บริการจาก  Smart Government  Smart Health  และ เด็ก ๆ มีสิ่งแวดล้อม  Smart Education  เข้ากับระบบ  IOT อื่น ๆ  

ท้ายที่สุด   ในคู่มือนั้นได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนา  ที่ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย  ทั้งภาครัฐและเอกชน  ที่ต้องร่วมกันทำในสิ่งที่ใช่ไปตามขั้นตอน  และต้องคิดไปถึงการบำรุงรักษาระบบให้ทำงานได้ดี  สืบไปถาวรและพัฒนาไปได้ตามสถานการของเทคโนโลยี  จนเกิดเป็นความร่วมมือดูแลเมืองของตัวเอง  ชื่อ  บริษัทพัฒนาเมืองภูเก็ต จำกัด 

มีอยู่ระบบหนึ่งที่มีความจำเป็นและฝังอยู่ในนั้นคือ  ระบบ Smart Control Center  ที่จินตนาการได้ว่ามันคือศูนย์กลางการควบคุม  บรรดา Smart ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน  อย่างชาญฉลาด

อุแม่เจ้า !! ระบบนั้นจะมีขนาดโตซักแค่ไหน  ซับซ้อนพิลึกกึกกืออย่างไร  จะต้องพัฒนาด้วยซอฟต์แวร์อะไร  ใครจะเป็นคนเขียน  ใครจะดูแล  ระบบมันจะอืด  มันจะล่มมั๊ย

คุณเชื่อมั้๊ยว่า  มันมีคำตอบรออยู่แล้ว  มันเกิดขึ้นโดยเจตนา   ที่เราเจตนาไปทำอย่างอื่น  แต่สิ่งนั้นมันกลับมาตอบ  มารองรับการสร้างระบบเบื้องหลังของ  Smart City ได้อย่างสบาย ๆ  ในแบบที่ว่า  ใครจะติดตั้ง  IOT ก็ติดไป  ใครจะติดตั้งเสา Solar Cell ก็ติดไป  หรือรถคันไหน ๆ จะมี GPS  ก็มีไป  แล้วเจ้าบรรดา IOT เหล่านี้ก็เชื่อมต่อเข้ากับระบบ  SmartCity   ที่ไม่ใช่แค่  NETPIE  ปิดเปิด  สวิทซ์  กันอีกต่อไป  ไม่ใช่ Blynk ของต่างประเทศ  แต่มันคือ  ระบบสมองฯ  แบบไทย ๆ  ที่เต็มไปด้วยแนวคิด  Microservices  ที่ Smart Police    SmartTourism คือ  Microservices หนึ่ง

ในด้านการบริการด้านการแพทย์  ด้านการศึกษา  ด้านการราชการ  ก็ตอบสนองด้วยแพลลตฟอร์มต่างๆ   ที่ได้ถูกพัฒนาโครงร่าง  ระบบการจัดการหลังบ้านขึ้นมาแล้ว  และพร้อมที่จะโตวันโตคืน  รอการเติมเต็ม  ด้วยความฝันของนักพัฒนาของแต่ละจังหวัด

วันนี้  เราแทบจะพูดได้ว่า  วิธีคิด  ที่เราพร่ำเพ้อ ถ่ายทอดกันมาโดยตลอดนั้น  มันยังเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ด้วย  และมันจะยังไม่หยุดยั้งอยู่แค่นั้น  แต่มันจะโตไปพร้อม ๆ กับความคิด  กับสติ  สติดิจิทัลของนักพัฒนา  นับพันนับหมื่นคน  ที่จะมาร่วมกันพัฒนางานภายใต้ซอฟต์แวร์ระบบกึ่งเปิด  กึ่งปิด  (Semi-Opensource)  และวันนั้นเราหยุดยั้งความสามารถมันไม่ได้อีกแล้ว  หากแต่มันมีสิ่งหนึ่งร่วมกันคือ  คือ  พันธุกรรม  iSTEE & Samong Middleware

www.samongai.com:50020/   ลิงก์สำหรับแพบตฟอร์มที่กำลังพัฒนา  

และหากแพลตฟอร์ม  ม้าศึก  เชื่อมโยงกันเติม  feature ต่าง ๆ ลงไป  มันก็จะกลายเป็น  Smart City นี่เองครับ   แบบนี้แหละครับ  SmartCity ในแบบ “สุขภาพดี ไร้หนี้ มีเงินออม”

สำหรับพวกเราแล้ว  เราเชื่อว่า  เทคโนโลยีไม่ใช่ประเด็นใหญ่ ประเด็นเดียว ครับ  พบกันใหม่ในคราวหน้า  เมื่อม้าศึกต้องเจอกับระบบการบริหารของรัฐบาล !!