+66-91-698-2616
131 M 11 Bangrakpattana Nonthaburi

5G กับทิศทางของ สมองไทยแลนด์

ข่าวคราวความคืบหน้าในการเปิดบริการ 5G ที่มีความเร็วจาก 4G อีกหลายเท่าตัว  คือตัวเร่งอัตราการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับชีวิตประจำวันและธุรกิจ

ไอโอที  เทคโนโลยีผสมผสานระหว่าง ฮารด์แวร์และซอฟต์แวร์  ก็จะยิ่งเข้ามามีส่วนในแวดวงได้เร็วขึ้น

ดิจิทัลแพลตฟอร์มขนาดใหญ่จะทำงานได้อย่างลื่นไหล  สะดวกสบายมากขึ้น

ภาคธุรกิจจะขยับตัวไปให้บริการ  โดยมีดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นสื่อกลางได้มากขึ้น

จึงกล่าวได้ว่า  แทบจะไม่มีธุรกิจใดที่จะอยู่รอดได้โดยไม่เข้าสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์ม

มันคืออะไร ?

มันคือ  ระบบรวมของแอพพลิเคชั่ขนาดใหญ่  ที่จะต้องรองรับการใช้บริการของผู้คนได้จำนวนมาก  ประสิทธิภาพดี  มีความปลอดภัย  มีประโยชน์  สร้างรายได้แก่ผู้เี่ยวข้อง  ทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ

ความสำเร็จของธุรกิจจะเกิดขึ้นได้จึงต้องอาศัยความเป็นเลิศของ 2 อย่างเป็นขั้นต่ำคือ   การบริการที่เป็นเลิศ  และระบบแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพ  ต้นทุนต่ำปรับตัวตามเทคโนโลยีได้ทัน

จุดตัด  จุดความสำเร็จ  คือ  ดิจิทัลลแพลตฟอร์ม นั่นเอง

ความยากของดิจิทัลแพลตฟอร์ม  เริ่มตั้งแต่การคิด Business Model ที่ถูกต้อง  การพัฒนาด้วยต้นทุนที่เหมาะสม  การบำรุงรักษาที่ไม่เป็นภาระของผู้ลงทุน

เราจึงเห็นร้านค้าออนไลน์หลายเจ้าต้องปิดไป  เพราะเรื่องสมรรถนะของแพลตฟอร์มที่ตำ  หรือต้นทุนสูง  หรือการไม่มีคนดูแล  หรือการไม่มีเงินทุนบริหารแพลตฟอร์มให้ฝ่าช่วงฤดูมรสุมไปได้

ย่างปีที่ 4 ของสมอง(ไทยแลนด์)  ที่ปีนี้เราเปิดความสัมพันธ์  สร้างความร่วมมือกับหลายภาคธุรกิจ  อุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา  กำลังจะแสดงให้เห็นถึงพลังของเครื่องมือที่ได้สะสมมาอย่างยาวนาน

เราจะร่วมสร้างความสำเร็จแบบ Win Win Win แก่คู่ค้าและลูกค้าของเรา  ความร่วมมือ  การแลกเปลี่ยน  การถ่ายทอด  ที่พันธมิตรของเราจะต้องประทับใจ

บนข้อแม้ว่า  คุณก็ต้องใช่  กล้ามอง  กล้าตัดสิน  มีความเชื่อมันในวิสัยทัศน์ของเราแะของเขา

ขอบคุณความเชื่อ ความศรัทธาและความพยายามของเราและกองเชียร์  แฟนเพจ เวบไซต์ที่ติดตามกันทุกท่าน

Smart City Infrastructure

มาติดตามข่าวสาร เส้นทางการก่อร่างสร้างเมืองอัจฉริยะ ในบ้านเมืองเรากัน วันนี้วันที่ 14 ธันวามคม 2562 หลายปีมานับแต่มีการประกาศสร้างเมืองอัจฉริยะ ด้วยธงนำ SIPA จนมาถึง DEPA ภายใต้ธง กระทรวง DE ที่ปัจจุบันนำโดย พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์

ที่วันนี้ มีอีกกองทัพคือ NIA เส้นทางสายกระทรวง ที่ปัจจุบันนำโดย ท่าน ดร สุวิทย์ เมษินทรีย์

ในด้านภาคเอกชน ยักษ์ใหญ่สื่อสาร AIS True CAT ที่ถือดาบเล่มถนัดมือคือ NB-IOT และ Lora พร้อมประกาศ DataCenter ให้เป็นที่พักพิงของ Big Data พร้อมการประกาศแสวงหาช้างเผือก Start Up เจ้าของไอเดียเมืองอัจฉริยะ

DEPA เปิดโครงการ เมืองอัจฉริยะ เหนือ ใต้ ออก ตก ขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ ขับเคลือน EEC ก่อสร้างตึก Digital Hub, Silicon Valley เมืองไทย

สาย Maker ภาคประชาชน เรียนรู้ Digital IOT พร้อมสร้างรายได้จากโครงการขนาดเล็ก กลางใหญ่ บ้างที่ผ่านเวทีประกวด Maker และได้รับการสนับสนุนจาก DEPA ให้พัฒนาโครงการไปโดยน้ำพักน้ำแรงของ StartUp และ กำลังทุนจากโครงการได้พอย้อมใจ โอกาสรอดก็ขึ้นอยู่กับกำลังใจและกำลังทุน

หลายรายเริ่มบ่นออกมา ว่ามันไม่ง่ายเลย แน่นอนครับ เทคโนโลยีที่จะดีพอที่จะให้มีคนจ่ายเงินให้อย่างสม่ำเสมอนั้นจะต้องมีความแม่นยำ เสถียรภาพดีเพียงพอ ที่จะให้ Smart Farm ได้ผลดีจริงๆ และไม่เป็นการไปทำลายฟาร์มจนเสียหายเพราะความผิดพลาดของระบบ

สมาร์ทฟาร์ม (Smart Farm) และ เมืองอัจฉริยะ (Smart City) จะรอดไม่รอด จึงต้องมีความพร้อม ความแม่นยำ ล้ำลึกที่ดีพอสมควร

จากภาพเป็นตัวอย่าง อธิบาย สถาปัตยกรรม SmartCity แบบง่าย ๆ กล่าวคือ

การจะเกิด Smart Services ที่ดีแม่นยำ ถูกต้องได้จริงๆ จะต้องเกิดจากการทำงานในขั้นการวิเคราะห์ข้อมูลในระดับสูง (High-level intelligence and analytics) ที่จะต้องมีความสามารถด้านการเก็บตัวอย่างที่มีประสิทธิภาพ (Efficient Sampling) มีการนำข้อมูลกลับมาใช้งาน (Data Recycling) และจะต้องมีต้นแบบการวิเคราะห์ที่สามารถขยายตัวได้ (Scalable Model) ทั้งขนาดและความเร็วและความหลากหลาย

กระบวนการวิเคราะห์ในขั้นสูงต้องการปัจจัยที่สำคัญคือ ต้องการ Big data หรือ Smar City Big data คือ ฐานข้อมูลสารพัดเรื่อง ของเมืองนั้นๆ โดยสถานที่พัก จัดเก็บข้อมูล คือ data center ที่อาจจะกระจายอยู่ในส่วนต่างๆ แต่ก็จะต้องพร้อมที่จะนำมาประมวลผลได้ตามต้องการ ทั้งจะต้องมีความปลอดภัย มีการดูแลรักษาได้ยาวนาน รวมทั้งความสามารถในการกำจัดขยะข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกไป เพื่อลดภาระการจัดเก็บข้อมูล

อย่างไรคือ ฺBig Data มันจะต้องมีความสามารถรองรับความหลากหลาย ปริมาณข้อมูลที่มากเติบโตขึ้น และยังต้องมีความรวดเร็ว แม้นขนาดข้อมูลจะโตขึ้นอย่างรวดเร็วก็ตาม

การเกิดขึ้นของ Big Data ที่จะมีมาได้จากหลากหลายช่องทาง ทั้งข้อมูลระเบียนราชการ โรงพยาบาล สถานศึกษา ธุรกิจ บริการ อุตสาหกรรม เกษตรกรรมต่างๆ รวมไปถึง data ที่เกิดขึ้นจากบรรดา Sensor ต่างๆ ที่จะถูกติดตั้งอยู่ในระบบ ในส่วนต่างๆ กระจายอยู่ทั่วไป

รัฐบาลมีความหวัง ต้องการให้เกิดเมืองอัจฉริยะขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกสบาย และมันควรจะมีส่วนช่วยให้เกิดการจ้างงานได้ และยกระดับเศรษฐกิจได้

ยักษ์ใหญ่สื่อสาร พร้อมที่จะรองรับการไหลของข้อมูล เพื่อไปเก็บยัง data center

Maker และผู้จำหน่าย IOT device ก็พร้อมที่จะนำข้าวของมากองให้หยิบไปพัฒนาเป็นอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ

แล้วประเทศกำลังรอ กำลังต้องการอะไร ?

หากไม่นับเรื่องเงินทุนแล้ว สิ่งที่รัฐบาลและประเทศนี้กำลังรอ คือ เทคโนโลยี และนักพัฒนาที่ใช้เทคโนโลยีนั้นได้ดี เพื่อเข้ามาสร้างงาน สร้างการเชื่อมต่อระบบเมืองอัจฉริยะ ที่นับจากตั้งแต่การออกแบบสถาปัตยกรรม การออกแบบระบบ Big Data Data Center ไปจนถึงการเชื่อมต่อ Device ต่างๆ จำนวนนับแสนล้านชิ้นเข้าด้วยกัน เพื่อให้ระบบการวิเคราะห์ในระดับสูงได้ทำการประมวลผลเพื่อให้เกิดการบริการอัจฉริยะออกมา

ตัวอย่างบริการอัจฉริยะ เช่น ระบบจราจรอัจฉริยะ เพื่อการแก้ไขปัญหาการจราจร ให้มีความคล่องตัวตลอดทั้งวัน 24 ชั่วโมงและเป็นไปได้ด้วยดีในทุกวัน ทั้งปี รวมไปถึงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ ที่ความหนาแน่นของรถในระยะเวลาต่างๆ ไม่เหมือนกัน

คำถามที่ปวดกบาลสำหรับคนสร้างระบบคือ

  • จะติดตั้งระบบ Sensor ที่ไหนกันบ้าง
  • จะต้องวัดจำนวนรถ ประเภทรถ จำนวนคน แล้วจะเก็บข้อมูลอย่างไร
  • จะประมวลผลอย่างไร และแสดงผลให้ผู้ใช้รถ ใช้ถนน ใช้ผลการวิเคระาห์อย่างไร

ฟังๆ ดูแล้วก็ไม่น่าจะยากอะไร หากเรามีเครื่องมือมหัศจรรย์ มารองรับการพัฒนาระบบ ที่มีฐานข้อมูล มีการเชื่อมโยงที่ซับซ้อน ขณะเดียวกันจะต้องมีความแม่นยำ และรวดเร็ว

โอ้แม่เจ้า เครื่องมือมหัศจรรย์ คืออะไร อยู่ทีไหน แนวคิดการออกแบบระบบที่โคตรมหัศจรรย์นั้น คืออะไร ใครคือคนนั้น

บางที่ ความมหัศจรรย์นั้น คือ ความธรรมดา จากธรรมชาติ ที่ธรรมชาติให้มา แต่เรามักไม่แสวงหาความจริงจากสิ่งรอบตัว

เมื่อสิงคโปร์ยึด “พลเมืองคือศูนย์กลาง” เมืองอัจฉริยะ

ผมอ่านบทความนึงว่าด้วย เมืองใหม่สิงค์โปร์ ที่มุ่งเน้นเอาพลเมืองเป็นศูนย์กลาง ก็เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับเมืองอัจฉริยะ

เมืองอัจฉริยะ หรือ SmartCity เป็นคำที่ได้รับการกล่าวถึงกันมาก และมีข่าวคราวการขับเคลื่อนกันอย่างต่อเนื่องทั้งจากรัฐบาล และกลุ่มชุมชนต่าง ๆ ทั่วไทย รวมทั้งกลุ่มของพวกเราด้วย ที่จะไม่ยอมตกกระบวนกับเขา

องค์ประกอบของความเป็นเมืองอัจฉริยะบ้านเราที่จะได้รับการสนับสนุนติดป้ายรับประกันภัย โดยรัฐบาล ก็เหมือนแขวนป้ายเชลชวนชิมในสมัยก่อนนั้น ที่ได้ถูกกำหนดว่าจะต้องพัฒนาให้มีรสชาติดี หรือมีองค์ประกอบอย่างน้อย 2 ด้าน คือ ด้านสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ หรือ Smart Environment และอีกด้านหนึ่ง คือ 1 ใน 6 ด้านที่เหลือ เช่น Smart Energy, Smart Mobility, Smart Government, Smart Education, Smart Health , Smart Life อะไรทำนองนี้

จะว่าไปแล้ว เป้าหมายการสร้าง Smart City คือ การตอบสนองให้ผู้คนในสังคมนั้น ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สะดวก ปลอดภัย อยู่ดีกินดี มีรายได้ มีความสุข รวม ๆ จึงน่าจะเรียก Smart City ว่าเป็น Smart Life ซะมากกว่า

นั่นแปลว่า หากเมืองอัจฉริยะเมืองใด ผู้คนไม่มีความสุข ไม่มีชีวิตที่ดีขึ้น หรือเป็นการตอบโจทย์ของผู้คนเพียงบางส่วน ส่วนที่จะมีรายได้มากพอที่จะใช้ประโยชน์จาก feature แพงๆ ของเมือง โดยยังมีคนอีกจำนวนมาก ที่เฝ้ารอคอยโอกาสนั้น แต่ไม่เคยได้สัมผัส สุดท้ายก็ไม่ต่างจากการเป็นเมือง ที่มีความเหลื่อมล้ำของผู้คน เหมือนปัจจุบัน (2562)

การยึดพลเมือง หรือ User ของระบบ เป็นศูนยกลาง ในการพัฒนาเมือง redesign เมืองของสิงค์โปร์ จึงเป็นแบบอย่างที่ดี ที่เราไม่ควรมองข้าม

ทัศนะของเราจึงเห็นว่าควรเน้น มุ่งตอบโจทย์ ความยั่งยืน ความสุขของผู้อยู่อาศัยในเมือง การมีส่วนร่วมของคนจำนวนมาก ทั้งในการคิด การสร้าง และการใช้ประโยชน์ร่วมกัน มีรายได้จากกิจกรรมตามความรู้ความสามารถที่มี และมีจุดแข็งประจำเมือง รวมไปถึงการเชื่อมโยง ประสานกับเมืองอื่นๆ อย่างสร้างสรร เกื้อหนุนกันและกัน ไปตลอดทั้งประเทศ และภูมิภาคเอเชีย และทั่วโลก

แน่นอนครับ เราไม่ได้ปฏิเสธการเกิดขึ้นของการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของรัฐ หรือเอกชนผู้รับสัมปทานสร้าง เช่น ถนนหนทาง ระบบไฟฟ้า ประปา รถเมล์ รถไฟฟ้า อัจฉริยะ ๆ ทั้งหลายแหล่ รวมไปถึงระบบ Ecosystem ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการรวมมิตรสารพัน brand เช่น ผู้ให้บริการระบบ gateway hub, mobile 5G ที่จะเต็มไปด้วย แบรนด์ เกาหลี จีน ฝรั่ง ยกเว้นอยู่ชาติเดียวคือ ชาติไทย คือจะไม่มีผลิตภัณฑ์ติดธงชาติไทยเลย หรือจะมีแต่ก็น้อยมาก ๆ

แล้วมันน่าภาคภูมิใจตรงไหน และรายได้จากการให้บริการเหล่านั้น คือเงินจากกระเป๋าของใคร และรายได้เหล่านั้นจะไหลไปไหน เงินภาษีเก็บได้มากน้อยแค่ไหน เกิดการหมุนเวียนของรายได้แค่ไหน คนไทยเจ้าของเมืองจะค่อย ๆ ผอมแห้ง เลือดภาษีไหลออกจากเมืองแค่ไหน ใครที่จะต้องตอบและรับผิดชอบ

ในฐานะที่เราเป็นนักคิดนักพัฒนา มีความกังวลถึงความจีรังยั่งยืนของการพัฒนาเมืองในครั้งนี้ ว่าผลลัพธ์คือ เมืองร้าง อีกเมืองหนึ่งไหม การบำรุงรักษาสร้างเมืองจะต้องใช้ต้นทุนขนาดไหน

โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ ที่จะเป็นหัวใจความสำเร็จของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ที่จะเป็นเครื่องมือในฐานะตัวประสาน เชื่อมโยงทั้งด้านฮาร์ดแวร์ จนกระทั่งมาเป็นระบบ information เป็นแพลตฟอร์มที่ทำงานบนมือถือ ให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ประหยุดและปลอดภัย

ขอบคุณภาพจาก : https://medium.com/the-service-gazette/singapores-journey-in-designing-user-centred-public-services-3a7c63bd8ca
คำถามตัวโตๆ คือ จะใช้ซอฟต์แวร์อะไรในการพัฒนาเมือง จะใช้ใครร่วมพัฒนา จะใช้ใครร่วมรักษา จะมีค่าใช้จ่ายมหาศาลขนาดไหนในการพัฒนา

แต่เรา ชุมชน อัจฉริยะ Thai SmartCity Community จะขอบอกว่า เราตอบคำถามเหล่านี้ได้

  • iSTEE Middleware & Samong Framework คือ ซอฟต์แวร์สำหรับพัฒนาเมือง
  • เราจะสร้างนักพัฒนาให้เรียนรู้เครื่องมือและแนวทางในการพัฒนา
  • เขาเหล่านี้จะร่วมรักษาระบบ
  • เขาเหล่านี้จะสร้างรายได้โดยการพัฒฯางาน แตกแขนงไปอย่างต่อเนื่อง
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาจึงต่ำที่สุด

ขอบคุณภาพจาก : https://www.iwireless-solutions.com/demystifying-the-process-of-making-your-smart-city-proposal-a-reality/

และเป็นคำถามให้มองย้อนกลับไปอีกครั้งว่า การประกาศพัฒนาเมืองอัจฉริยะทั่วไทยที่เกิดขึ้นนั้น จะพัฒนาให้เกิดขึ้นจริงจังได้อย่างไร ใครขับเคลื่อน แหล่งเงินทุน ทีมพัฒนา ค่าใช้จ่ายสำหรับทีมพัฒนา ความต่อเนื่องยั่งยืนในการบำรุงรักษา และสำคัญที่สุดคือ เครื่องมือด้านซอฟต์แวร์ ในการประสานเชื่อมโยงให้เมืองอัจฉริยะเป็นจริง

  • การสร้างเมืองอัจฉริยะ จึงต้องเป็นการสร้างเมืองที่มีระบบ “ระบบเมืองอัจฉริยะ” ที่ต้องทำต้องสร้างเมืองให้เป็นระบบ และต่อยอดด้วยการทำระบบให้เป็นอัจฉริยะ ให้สามารถพัฒนา ดูแลระบบ ให้เติบโตได้ยั่งยืน
  • การให้คุณค่าเมืองอัจฉริยะ จึงต้องมองถึงประโยชน์ของเมืองอัจฉริยะ ที่จะต้องมาจากการออกแบบสถาปัตยกรรมเมืองอัจฉริยะ
  • ด้วยเครื่องมือที่เรามี จึงสามารถตอบโจทย์ความยั่งยืนของระบบเมืองอัจฉริยะได้

จึงขอเชิญชวนทุกท่าน มีส่วนร่วมในการระดมความคิด แบ่งปันประสบการ เพื่อช่วยกันสร้างสรร เมืองอัจฉริยะ ที่มีพลเมือง มีทกคนเป็นศูนย์กลาง

เมื่อ Samong และ iSTEE ก้าวสู่เวทีอาเชียน

วันนี้  17 สิงหาคม  2562  เวบไซต์  DIA  ได้ครบกำหนดประกาศผลการคัดเลือกการแข่งขัน หาตัวแทนภาคนักศึกษาและผู้ประกอบการ  ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลเปิดภาครัฐ

หนึ่งใน  10 ทีม (รายการ DIA)  และ หนึ่งใน 20 ทีม (รายการ  AODC)  นั้น  มีชื่อ  โครงการ  G-SAMONG  สติดิจิทัล  ที่ส่งเข้าประกวดโดย  ทีมงานสมองไทยแลนด์  ในนาม  สมองซอฟต์แวร์   ที่รอฟังผลการประกาศ

เป็นขณะเวลาที่น่าตื่นเต้น  และภาคภูมิใจว่า  แนวคิด  ความลึกล้ำ  สิ่งที่เราเฝ้าพัฒนามาอย่างยาวนานและหาคนเข้าใจยากนั้น  ได้ผลิดอกออกผลระดับหนึ่งแล้ว  ขอบคุณที่กรรมการชุดนี้มองงานของเราได้ทะลุและเข้าใจแนวทางทั้งหมด  และให้ได้รับการคัดเลือกไปแข่งขันในประเภทในกำกับของ  Microsoft  โดยมีคู่แข่งคือ  ทีมจากต่างชาติอีก  3 ทีมที่ประกวดในประเภทนี้  และมีจำนวนทีมโดยรวมเพียง 10 ทีม  โดยการแข่งขันจะจบสิ้นลงประมาณปลายเดือน  กันยายน 2562  (ที่จะต้องรอความคืบหน้ากันต่อไป)

โดยในข้อเสนอ  นอกจากจะเป็นการอธิบายแนวคิด  และยกตัวอย่างงานที่เราพัฒนาไปแล้วนั้น  เรายังยกตัวอย่างและให้คำมั่นว่าเราจะทำการสร้างระบบที่เชื่อมต่อกับระบบ Opendata  ของรัฐได้เป็นจำนวน 10 ระบบในระยะเวลาอันสั้น  และจะเป็นสิ่งที่เราทำได้จริง  และจะมีขั้นตอนการประกวดใน DIA อีกครั้งหนึ่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

iSTEE Middleware & Samong Platform  ที่คราวนี้เราหยิบเอาเครื่องมือมาพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง  ที่จะช่วยในการเชื่อมต่อกับ  Opendata เป็นเรื่องที่ง่ายดายขึ้น  จะช่วยให้รัฐลดภาระการพัฒนางาน  และประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น

โครงการ  DIA, DGA  หรือ  สพร  นั้น  คือ  หนึ่งฟันเฟืองตัวใหญ่ในโครงการ  ยุทธศาตร์ชาติ  20  ปี

และนี่คือ  สิ่งที่เราเรียกว่า  ความภาคภูมิใจที่จะได้เปิดโอกาสให้ทุกคนได้รู้จักประเทศไทยว่า  เรามีการพัฒนา  Middleware  ที่มีมาตรฐานระดับสากลได้เอง  หนทางที่ผ่านมากได้พิสูจน์ความอดทนของเราต่อเสียงรอบด้าน  ว่าทำไมคุณไม่ผลิตแอพขายซะที  ทำอะไรมานานเกินไปแล้วหรือยัง

และเวลาได้หล่อหลอมให้เราแข็งแรง  ให้คนรอบข้างแข็งแกร่ง  และวันนี้เราจะเป็นแสงสว่างน้อยๆ ที่จุดนำทางการพัฒนาประเทศ  ด้วยดิจิทัล  เพื่อนำพาและเป็นกำลังใจ  ให้นักพัฒนาที่จะมาร่วมเครือข่ายงาน  พัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนกับเรา

ขอขอบคุณเพื่อนๆ ที่ร่วมโครงการ  ขอบคุณผู้อุปถัมภ์   ขอบคุณ  สำนักงานทรงลักษณ์  ผู้สนับสนุนรายใหญ่  และผู้ที่อยู่เบื้องหลังอีกจำนวนหนึ่ง

ชัยชนะหรือไม่ในเวทีอาเชียน  ไม่ได้เป็นสาระมากนัก  แต่สำคัญที่สุด  คือการพิสูจน์แล้วว่า  ม้าศึก  มีชีวิตจริงๆ  ซอฟต์แวร์มีชีวิตจริง ๆ

ขอคารวะ ….

16/8/2562

 

 

 

เกษตรดิจิทัล ดูแล ปกป้อง เข้าใจเกษตรกร

ขอขอบคุณภาพจาก  https://www.challenge.org/resources/agriculture-trends-in-2019/

บทความที่แล้วเราได้นำเสนอการแปลบทความภาษาอังกฤษ  ที่ได้อธิบายถึงรูปแบบของอุตสาหกรรมอัจฉริยะ  ว่ามีองค์ประกอบเช่นไร  มีพัฒนาการอย่างไร  และจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเกิดการรวมกันของเทคโนโลยี  IIOT,  AI, Robot, Machine learning  ที่มีตัวขับเคลื่อนสำคัญคือ  การสื่อสารความเร็วสูง  และขนาดของอุปกรณ์ IOT ประสิทธิภาพสูงในการประมวลผล  ในระดับราคาที่ผู้ประกอบการเป็นเป็นเจ้าของได้  จนทำให้เกิด  Digital Twin ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตมาแล้ว

วันนี้  และด้วยหลักการเดียวกัน เราจะนำเสนอ  Digital Twin ในภาคเกษตรกรรม  โดยที่มาของเรื่อง  คือ  การที่เราจะแสดงให้เห็นว่า   เรา  ดูแล  ปกป้อง  เข้าใจเกษตรกร  เกษตรกรรมได้ในรูปแบบไหน

พร้อมๆ กันนี้อยากให้ได้ชมสไลด์อันหนึ่ง  ที่โพสต์ออกมาในระยะ  2 – 3 ปีนี้  ว่าด้วยแนวคิด  Digital Twin  ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ  หรือว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันในการที่เราจะสร้าง  Digital Twin ในภาคการเกษตรกรรม

แรงขับเคลื่อนที่ทำให้เกษตรกรต้องเดินทางไปถึงจุดนั้น  คือ  การแข่งขันด้านราคาและคุณภาพผลิตภัณฑ์เกษตร  ที่จะต้องทำให้ผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมมีคุณภาพดี  สม่ำเสมอมีต้นทุนการต่ำลงให้สามารถแข่งขันได้   เทคโนโลยีจึงเป็นคำตอบสำหรับภาคเกษตรกรรมเช่นกัน

ตัวอย่างเทคโนโลยีที่ก็จะเป็น  Enablers ให้กับการเกษตรอัจฉริยะ

  • การตรวจวัดสถานะสิ่งแวดล้อมของฟาร์ม  การติดตามการเติบโตของพืชผลด้วยไอโอที
  • การสื่อสาร  เก็บข้อมูล  และทำการวิเคราะห์เงื่อนไขการเจริญเติบโตของพืช
  • และการให้การบำรุงให้ปุ๋ยด้วย  โดรน  การขนส่งลำเลียงสินค้าด้วยระบบโลจิสติกส์  เหล่านี้คือ  Enablers  ของภาคเกษตรกรรม
  • เครื่องทุ่นแรงในการไถนา  ด้วยรถไร้คนขับ  เป็นต้น

Digital Twin  คือ  Virtual System  คือแพลตฟอร์มที่เกิดจากการพัฒนาสร้างเป็นระบบขนาน  ระบบจำลองของระบบเกษตรทางกายภาพ   มีตัวเซนเซอร์ไอโอที  ช่วยวัดและสร้างข้อมูล  ส่งผ่านระบบเครือข่ายสื่อสารไปเก็บยังระบบศูนย์ข้อมูล  ที่จะสามารถประมวลผล   จำลองเป็นฟาร์มคู่ขนาน  และมีการประมวลผลว่าจะให้ฟาร์มทางกายภาพดำเนินการอย่างไร  เช่น  เพิ่มอัตราการป้อนสารบำรุงใบ ดอก ผล  หรือเพิ่มระดับความชื้นในดิน  เพิ่มระดับความชื้อนในอากาศโดยรอบ

การเกษตรกรรม  ไม่สามารถตั้งอยู่เกิดขึ้นตามลำพัง  แต่จำเป็นที่จะต้องประสาน  ส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับตลาด  ในระดับราคาที่พึงพอใจ  ผ่านการขนส่ง  ไปถึงผู้บริโภคปลายทางสร้างรายได้ที่เป็นธรรมต่อเกษตรกรผู้ผลิต   แพลตฟอร์มเกษตรกรรมจึงจะต้องสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายนอกฟาร์มได้

Digital Twin ของสวนทุเรียน  คือ  ฟาร์มสวนทุเรียนดิจิทัล  ที่ทราบความเป็นไปของต้นทุเรียนต้นจริง ๆ ได้ตลอดเวลา  ทราบระดับความชื้นโดยรอบ  ทราบปริมาณน้ำในลำต้น  ทราบระดับความสุกของเนื้อทุเรียน  และร้องขอบอกเกษตรกรเจ้าของฟาร์มว่าต้นทุเรียนจริงมีอาการป่วยไข้จากโรครบกวน

Digital Twin ของสวนมังคุดก็ลักษณะเดียวกัน

คราวนี้  ต้นมังคุดก็จะคุยกันได้กับสวนทุเรียน  คุยกันได้กับเจ้าของสวน

เกษตรกรจึงเหมือนกับมี  บุคคลเสมือนของเกษตรกรเอง  ที่รับรู็สถานะของสวนเกษตรของตัวเองอยู่ตลอดเวลา  ลดภาระการดูแล  แต่กลับได้ประสิทธิภาพของการทำสวนที่สูงขึ้น  ได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม    มีรายได้  มีเงินออม  มีเศรษฐกิจครอบครัวดี  มีความสุขกาย  สบายใจ

ระบบ  Digital Twin ยังสามารถพัฒนารวมไปถึงระบบบัญชีครอบครัวเกษตรกรรม

Digital Twin ในทางดิจิทัล เกิดขึ้นได้อย่างไร

  • hardware ของอุปกรณ์เซนเซอร์
  • Software ประมวลผลการวัดผลของเซนเซอร์
  • Software  ระบบบริหารจัดการ การจัดเก็บข้อมูล  การประมวลผล  และการแจ้งเตือนสถานะต่าง ๆ

เหล่านี้จำเป็นจะต้องมีเครื่องมือระดับ  Middleware  ที่จะประสานให้การพัฒฯาเป็นไปได้จริง   ให้สามารถติดต่อเชื่อมโยงกับระบบอื่น  ๆที่ได้รับอนุญาต

เกษตรกร สุขภาพดี ไร้หนี้ มีเงินออม ….. แรงงาน สุขภาพดี ไร้หนี้ มีเงินออม ….. พนักงาน สุขภาพดี ไร้หนี้ มีเงินออม …..
เหล่านี้เป็นผลลัพธ์ ของ การดูแล ปกป้อง เข้าใจ
ต้นยาง สุขภาพดี ดิน สุขภาพดี
น้ำยาง คุณภาพดี ลูกมะพร้าว คุณภาพดี คือ ช่วยเพิ่มผลิตอย่างไร
ไร้หนี้ คือ Supply Chain สหกรณ์ ไม่เอาเปรียบเกษตร เกษตรกรมีส่วนร่วม
สมองไทยแลนด์   ในฐานะ  Middleware Enabler  จะร่วมขับเคลื่อน  Digital Twin ให้เกิดขึ้นได้จริง

Digital Twin สวนมีชีวิต สานเศรษฐกิจเกษตรกรมั่งคั่ง

สวัสดีครับ  เจอกันอีกครั้งครับ

วันนี้ต้องปรบมือให้กับความก้าวหน้าของทาง  DEPA มากๆ เลยครับ  ที่ผ่านมาในรอบใกล้จะ  2 ปี  ที่  DEPA  ได้มีการปูพื้นทางด้านเศรษฐกิจดิจิทัลไว้ดีทีเดียว และในหลาย ๆ ด้านไปพร้อม ๆ กัน  แต่วันนี้ขอชมกันแค่ด้านเดียวก่อน  นั่นคือ  เรื่อง  การจัดทำฐานข้อมูลที่สำคัญๆ  ที่จำเป็นสำหรับเป็นเครื่องกำหนดทิศทางของเหล่านักเดินทาง  StartUp และผู้ประกอบการอีกจำนวนมาก

ใช่ครับ  การตัดสินใจเพื่อเดินหน้าการทำธุรกิจ  หรือการพัฒนางานใหญ่ ๆ ซักงานหนึ่ง  จำเป็นต้องตัดสินใจจากการคิดวิเคราะห์จากข้อมูลที่สำคัญให้รอบด้าน

ผมยกตัวอย่างเลย  ว่าจากตารางข้อมูลนี้  ซึ่งมีที่มาจากฐานข้อมูลเศรษฐกิจดิจิทัลนั้น  บอกได้ชัดเจนมากๆ ว่า  กำลังเกิดอะไรขึ้น  และประเทศนี้ต้องการอะไร ?

ตารางแรกนี้  เป็นการบอกว่า  บริษัท ฯ กิจการ  ซอฟต์แวร์ขนาดเล็ก  และขนาดกลางกำลังจะตายในไม่ช้านี้ (สาเหตุก็เรื่องต้นทุน  แหล่งทุน  ช่องทาง  ความยอมรับคนไทยของคนไทย)  แม้นแต่รายใหญ่ๆ เองก็มีแนวโน้มไม่ดี  มีผลกำไรที่ลดลง  โดยที่กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 10% ของยอดขายเท่านั้น  ทั้งๆ ที่ธุรกิจด้านนี้ควรจะมีกำไรสุทธิสูงกว่านี้ (ผมละไว้ในฐานที่เข้าใจกันว่า  การรายงานตัวเลขก็ทำไปตามแบบแผน)

รูปแถว 2 รูปแรกนี้  บอกว่าเรายังต้องการการผลิตภายในประเทศอีกมาก  และยังสามารถส่งออกได้อีกด้วย

รูปกลางขยายความรูปก่อนหน้าว่า  เรานำเข้ามาใช้ในประเทศ  และมีส่งออกบ้าง  ฝรั่งเองรับของไทยได้  แต่ก็มีการผลิตส่งออกน้อยอยู่

ส่วนรูปที่  3  ขวามือสุด  บอกว่า  ตลาดด้านแอพพลิเคชั่น  On Premise นั้นใหญ่โตมาก  แต่งาน  SaaS  On Cloud Services  นั้นยังมีผู้ผลิตอยู่น้อยมาก

เหล่านี้แหละครับ  เป็นหลักฐานสนับสนุนชิ้นดีว่า  แนวคิดการพัฒนา  “ดิจิทัลแพลตฟอร์ม  SaaS On cloud”  คือตลาดใหญ่แห่งอนาคต  ที่อะไร ๆ ก็จะแห่ขึ้น  Cloud  ไม่เว้นแม้นแต่ ระบบราชการไร้รอยต่อตามนโยบายรัฐบาล ประเทศไทย  4.0

ความลับไม่ได้จบแค่ตรงนั้น  แต่ทว่า  งานด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อส่งออกมากกว่าครับ  ที่ยังมีมูลค่ามหาศาล  ไหนจะการพัฒนาเพื่อทดแทนระบบ On-premise เดิม  ไหนจะระบบ SaaS ใหม่   เหล่านี้  จึงเป็นที่มา  ให้เรามองเห็นว่า  “อุตสาหกรรมชิ้นส่วนซอฟต์แวร์เพื่อการบริการ Cloud Computing”  คือตลาดที่มีมูลค่ามหาศาล

มันใหญ่มาก ๆ

มาต่อกันกับข่าวสารการรับสมัครโครงการ  ตามภาพเด่นของบทความนี้   มีเรื่องราวน่าสนใจ  ทำให้เราไม่สามารถมองข้ามได้เลย  นั่นคือ  การพัฒนางานดิจิทัล  เพื่อเป็นกลไก  เครื่องยนต์ขับเคลื่อนอนาคต Digital Thailand  ของไทยแลนด์

โครงการก็ผุดขึ้นมาในสมองเลยว่า    “สวนมีชีวิต  สานเศรษฐกิจ  เกษตรกรมั่งคั่ง  ประเทศมั่นคง”

การพัฒนาเกิดขึ้นบนแนวคิด  Digital Twin++ กล่าวคือ  การสร้างระบบ  Digital Platform คู่ขนานกับการทำสวนผลไม้เศรษฐกิจทุกขนาด

ที่ปัจจุบันเกษตรกร ประสบกับปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ  ต้นทุนสูง  ขาดความรู้ด้านวิชาการ  ขาดการจัดการด้านการเงินการบัญชีและการบันทึกต้นทุนการผลิต

จะทำอย่างไร  ให้เกษตรกรบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างมีความสุข  มีกำไร  จะทำอย่างไรให้สวน  ฟาร์มมีความเป็นอัจฉริยะและบอกแก่ชาวสวนว่า  ฟาร์มของเขากำลังมีสุขภาพดีแค่ไหน  ต้นทุนเป็นอย่างไร  คุณภาพผลไม้  ความหวาน  คุณประโยชน๋สูงสุด  อยู่ที่ตรงไหน  และจะเข้าถึงแหล่งจำหน่ายเพื่อลูกค้าออนไลน์ทั่วโลกได้อย่างไร

เหล่านี้เราพร้อมจะตอบโจทย์ด้วย  โครงการ  “สวนมีชีวิต  สานเศรษฐกิจ  เกษตรกรมั่งคั่ง  ประเทศมั่นคง”   ด้วยการพัฒนาเป็น  ดิจิทัลแพลตฟอร์มในนาม

พบกันแน่นอนกับโครงการของเรา

จิ๊กซอว์ ทิศทาง Digital Thailand

องค์ประกอบนวัตกรรม  จำเป็นต้องประกอบด้วย  แนวคิด  เครื่องมือ  และการขับเคลื่อนที่ใช่ 
โดยเริ่มต้นที่แนวคิดที่ใช่  แล้วค่อยถามหาเครื่องมือ และการขับเคลื่อน
กลับมามอง  แนวคิด  การขับเคลื่อนประเทศไทย  หรือ การ Digital Thailand  ที่จะทำให้เป็นประเทศแห่ง  ดิจิทัล
โดยใช้องค์ประกอบข้างบนมาถามว่า  จะ Digital Thailand  ได้อย่างไร ?  แนวคิด  เครื่องมือ  และ การขับเคลื่อน  คืออะไร ?
 …
ภาพนี้เป็นภาพจากเวบไซต์  http://zdnet.com/blog/hinchcliffe   by Dian Hinchcliffe  เป็นภาพการเปรียบเทียบให้เห็นถึงลักษณะองค์กรในปัจจุบัน  และองค์กรแห่งอนาคตอันใกล้
 …
ภาพด้านซ้าย  คือภาพองค์กรในปัจจุบัน   ที่มี  ลักษณะ  6 ประการ
  1. มีหน่วยงานที่เป็นเหมือน  Data Center  ต่างคนต่างเก็บ
  2. มีกระบวนการทำงานแบบ  Water Fall ไปตามขั้นตอน  ที่ใช้เวลามากยาวนาน  เพื่อการพัฒนาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
  3. และมีโครงสร้างองค์กร แบบ  Silos  คือแนวคิดต่างคนต่างอยู่  คนละถัง
  4. การมอง  IT เป็นเรื่องหน่วยงาน  ที่สร้างภาระต้นทุน
  5. และมีการพัฒนาแบบค่อย ๆ เป็นไปตามขั้นตอน เอา process เป็นตัวขับเคลื่อน
  6. และเน้นไปที่การปฏิบัติการ Operation ของหน่วยงานนั้น
ซึ่งในสภาพเช่นนั้น  จุดมั่งหมายขององค์กรก็จะไปในทิศทางดังนี้
  • Automation of Business   เน้นความเป็นอัตโนมัติของธุรกิจ
  • Operation and Functional Silos  เป็น Silo ที่มีหน้าที่ทำงานเฉพาะอย่าง
  • Legacy Business Models  รูปแบบธุรกิจแบบดั้งเดิม
  • Discrete, Separate Touchpoints  ขาดความต่อเนื่อง
  • System of Record  เป็นระบบแห่วการจัดเก็บข้อมูล  บันทึก
  • Irregular,Periodic Change   องค์กรมีการปรับเปลี่ยนพันาตามกระแส  ไม่ต่อเนื่อง  ไฟไหม้ฟาง
  • Emphasis on Service Delivery  เน้นในเรื่องการส่งมอบการบริการ
  • Centralized IT  และถือว่า IT เป็นเรื่องของส่วนกลาง  ฝากไว้ที่ส่วนไอทีให้ทำหน้าที่เฉพาะ
 ส่วนภาพด้านขวา  คือ  สถานการณ์ใหม่  ที่หลายคนพูดกันและต้องการจะไปให้ถึง
ในสภาวะที่
  1. มีการทำงานประมวลผลบนระบบ Cloud
  2. มีการพัฒนาที่จะต้องเป็นแบบ  Lean  Agile DevOps
  3. มีสภาพการทำงานที่ต่างเป็นสิ่งแวดล้อมที่เกื้อหนุนกันให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไร้รอยต่อ  Ecosystem
  4. มองว่า IT  คือ แหล่งศูนย์กลางในการสร้างรายได้  IT for Revenue
  5. มีการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล  Data Driven
  6. เป็นกระบวนการที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง  Change Processs
 ก็จะเป็นสภาวะที่  องค์กรจะมุ่งเป้าไปที่ ;
  • กระบวนการแปรรูปธุรกิจด้วยกลไกทางดิจิทัล  Digitization Transformation of Business
  • มุ่งเป้าไปที่  Customers, Products และข้อมูล Data  ให้ความสำคัญ เห็นคุณค่าของข้อมูล
  • มีโมเดลการทำธุรกิจแบบ ดิจิทัล  Digital Business Models
  • มีการเข้าถึง  เชื่อมต่อ  กับทุกส่วนอย่างไร้ รอยต่อ  Seamless OmniChannel
  • เป็นระบบแห่งการมีส่วนร่วม  Systems of engagement
  • ทุกอย่าง  ทุกระบบจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  Continuous Everything
  • ส่งเสริม  สร้างสรรประสบการณ์แบบดิจิทัล  Emphasis on Digital Experience
  • และให้ทุกคน  คือ  IT  เป็นไอทีแบบกระจาย  Decentralized IT (everyone is in IT)
กลที่สำคัญในระหว่างการเคลื่อนไปสู่สภาวะใหม่นั้น  คือ  ส่วนกลาง   คือ  กระบวนการ  Transform  หรือ  state ของ  Digital Transformation  ที่ประกอบไปด้วย
  • Change Platform and Model  เป็นการตัดสินใจเลือกว่าจะต้องถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง และเลือกรูปแบบ  วิธีการเปลี่ยนแปลง
  • target IT platform(s) for Transformation  และเลือกกลุ่มงาน ไอที  ที่จะต้องทำการปรับเปลี่ยนพัฒนา
  • change agent at center + edge  และดำเนินการพัฒนาเปลี่ยนแปลง  ทั้งในส่วนกลาง  และรอบด้าน

คุณค่า  โดยสรุปรวมขององค์กรยุคใหม่  คือ  องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล  เพื่อการปรับเปลี่ยนพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากข้อมูล  ที่ต้องทำการประมวลผลกันบนระบบ Cloud  ที่ทุกส่วนงานเชื่อมถึงกันได้อย่างรวดเร็ว  ทั่วถึงทุกช่องทาง

ความพยายามของพวกเรา  ในการผลักดันให้เกิดการรวม  Data  ด้วยวิธีการ  IOT  และการทำงานร่วมกัน  Collaborative  จากบรรดาผู้สนใจในแวดวง  คือ องค์กรแบบผสมผสาน  มีการทำงานร่วมกันแบบออนไลน์  แชร์ข้อมูลไอโอที  เข้าสู่แพลตฟอร์ม  Cloud computing  และ  เรากำลังจะเคลื่อนไปสู่ระบบ  Samong Ecosystem  ที่จะมีความสามารถในการเชื่อมโยงเซลเล็กเซลน้อย  เข้าถึงกันแบบ  Omnichannel  และนั่นคือ  Digital Enterprise  และมันคือ  Digital Thailand  เพราะแนวคิด  วิธีการและ  Ecosystem  มันจะพัฒนาไปอย่างอัตโนมัติ  ด้วยพลังความร่วมมือของทุกคน
  • Samong.IOT  คือ  ความพยายามเชื่อมต่อเชื่อมโยงไปสู่  SmartCity  เพื่อการก่อตัวรวบรวม  Data  เป็น  Data driven
  • ม้าศึก  12 แพลตฟอร์ม  คือ  Cloud Computing ในทุกด้าน และยังขยายตัวได้อีก ไม่สิ้นสุด  ที่จะเต็มไปด้วยนักพัฒนา  สร้างงานอาชีพ รายได้ให้กับสังคม
  • Samong Ecosystem  คือ นวัตกรรมสิ่งแวดล้อมใหม่  ตามกรอบแนวคิด  ที่เต็มไปด้วยความเพียบพร้อม  และเป็นจริงได้  ระบบที่มีเทคโนโลยีที่ผ่านการวิจัยและวางกรอบไว้แล้ว และก่อตัวเกิดขึ้นแล้ว
ย้อนมาที่  การขับเคลื่อนของประเทศไทย  รูปธรรม  รูปแบบ  และเครื่องมือที่สำคัญคืออะไร  ?  องค์กรที่รับผิดชอบชัดเจนคือใคร  และมีคำถามมากมาย
  • แนวคิดที่ใช่  จึงต้องตอบคำถามว่า  จะเป็นการเลือกภาพด้านขวาหรือด้านซ้าย ?
  • เครื่องมือที่ใช่   คือ  การจะต้องเลือกว่า  จะลอกวิธีใครเขามา  หรือนั่งสมาธิ  ตั้งสติไตร่ตรอง  ว่าประเทศเรามีอะไรดี  ต้องการอะไร  ขาดอะไร ?
  • และการขับเคลื่อนที่ใช่  คือ  อะไร  คือการให้คนไม่เข้าใจเรื่องราวนำหน้า  หรือการไปจับมือคนนั้น  คนนี้รายวัน  หรือให้ฝรั่งนำหน้า  การใช้การพึ่งพา  เครื่องมือฝรั่ง  แล้วเราจะออกจากกรอบเดิมได้อย่างไร ?
  • งบประมาณที่รัฐทุ่มเทไป ในการสร้าง  event  ในการสร้าง  Ecosystem  จะทำให้เกิดการจ้างงาน  สร้างงานจริงจังแค่ไหน  จะส่งผลให้องค์กรธุรกิจ  แข็งแรง  เป็นองค์กรยุคใหม่ได้จริงไหม ?
ลองมาเปิดพิมพ์เขียวประเทศไทย  4.0  มีเรื่องราวที่คล้ายกัน  และดูเหมือนรัฐ ยังขาด หลายเรื่อง และรอจิ๊กซอว์  ตัวสำคัญ  และสิ่งนั้น  คือเครื่องมือ
จะผิดไหม  หากจะกล่าวว่า  Samong Ecosystem คือ  Digital Enterprise  และมันคือ แนวคิด  และเครื่องมือขับเคลื่อน  Digital Thailand
ส่วนพลังการขับเคลื่อนของจริง  ต้องอาศัยอำนาจการบริหารประเทศ
…  หรือจะเรียกว่า  Samong Thailand  คือ  Digital Thailand  ได้หรือไม่ ??
…  Samong Ecosystem  ที่จะตอบโจทย์เพื่อการปรับตัวเปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้ทันเหตุการณ์ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่พร้อมปรับเปลี่ยน ต่อยอดได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืน

เล็ก ๆ ไม่ ใหญ่ ๆ เราทำ !!

” โครงการ ที่ใหญ่พอ…  จะดึงดูดทรัพยากรมาได้!
โครงการเล็ก Disruption ทีเดียวเจ๊ง
คุณค่าที่ส่งมอบ..ให้ตลาดที่มากพอ  คือการเติบโต “

ข้อความข้างบนนี้ ผมได้มาจากกูรู  นักพัฒนา  นักฝัน  นักนวัตกรรมท่านนึง

“เล็กๆ  ไม่  ใหญ่ ๆ เราทำ”  หลายท่านคงจะคุ้นหูเป็นอย่างดี   เป็นของเครื่องถ่ายเอกสารยี่ห้อหนึ่ง

พวกเรา  สมอง ไทยแลนด์  ก็เช่นกัน  คิดใหญ่  ทำใหญ่  จริงๆ  ครับ

เราเชื่อว่า  “โครงการ  ที่ใหญ่พอ  จึงจะดึงดูด  ทรัพยากรมาได้”    ก็แน่ละครับ  หากไม่ใหญ่ทั้งแนวคิด  ทั้งขนาดธุรกิจ  ก็คงยากที่ใครจะมาร่วมหอด้วย  หรือถ้าคิดใหญ่แต่ไม่เป็นสัปปะรด  หรือเป็นไปไม่ได้  ไม่มีของดีจริง  ก็ไม่เกิดเช่นกัน

“โครงการเล็ก  Disruption ทีเดียวเจ๊ง”  นี่ก็ใช่อีก   ลองนึกถึงธุรกิจอะไรก็ได้  ที่มันง่าย  ไม่มีเทคโนโลยีอะไรที่ลึกลับซับซ้อน  มันก็จะโดนกอปปี้ง่าย  ทำเงินได้ขายได้แปปเดียว  พรุ่งนี้ก็มีคู่แข่ง  แม้นแต่ในแวดวงเทคโนโลยีเองก็เช่นกัน  เช่น  กลุ่มธุรกิจให้บริการทำเวบไซต์  ทำเวบ e-commerce   นี่  ตอนนี้เหนื่อยหนัก  มีคู่แข่ง ออกมาถล่มเยอะแยะ โดยเฉพาะพี่ใหญ่อย่าง  Alibaba  Lazada Shopee  ที่แข่งกันไป  เจ็บกันไป  จะประสาอะไรกับรายเล็ก ๆ

“คุณค่าที่ส่งมอบ  ให้ตลาดที่มากพอ  คือ  การเติบโต”

ตรงนี้คืออะไร  คุณค่าคืออะไร  ตลาดคืออะไร   การเติบโ๖คืออะไร

  • คุณค่า  เช่น  ใช้ง่าย  ใช้ดี  ถูก  คุ้มค้า  ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น  ช่วยให้ต้นทุนต่ำลง  ช่วยให้ขายดีขึ้น  ช่วยให้ยั่งยืน
  • ตลาด  เช่น  สังคม  ประชาชนทุกคน  ทุกฝ่าย  ธุรกิจทั้งหมด  อุตสาหกรรมทุกด้าน
  • การเติบโต  คือ  ความแข็งแรงของเราเอง  ที่มีตลาดเกื้อหนุน  สนับสนุนกันไป  โตกันไป  ช่วยเหลือ  แบ่งปัน  ปกป้อง  เข้าใจคุณ

และจะต้อง  “สามัคคี พึ่งตนเอง แบ่งปัน”

เอ้ยนี่มันแนวคิด  ของสมองไทยแลนด์เป๊ะเลย  เลยลอกเอาแนวคิดข้างต้น  มาวางไว้ ณ ที่นี้เลย

หากท่านสนใจอย่ารอช้า  ติดต่อสอบถามกันมาว่าคุณทำอะไรกันอยู่  จะเอาด้วยคนได้หรือไม่

ส่งข้อความแสดงความสนใจกันมาเลยครับ

Contact Us
First
Last

อนาคตเศรษฐกิจไทย

สวัสดีครับทุกท่าน

น่าเป็นห่วงกับข่าวคราว  ประเทศมหาอำนาจ  ประกาศทำนาข้าวในพื้นที่ที่ไม่น่าจะปลูกข้าวได้  จากที่ไม่เคยทำแต่ต่อไปจะกลายเป็นแหล่งผลิตขนาดใหญ่ป้อนตลาดโลก  และจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตเดิมอย่างประเทศไทยเป็นอย่างมาก

ไหนจะข้าว  ไหนจะทุเรียน  ไหนจะปาล์ม  แทบทุก ๆ อย่างที่เราเคยเป็นผู้นำ  อีกไม่ช้า  เราอาจจะไม่มีโอกาสส่งออกกันอีกเลย  แล้วเราจะมีมาตรการป้องกันอย่างไร  ใครที่ไหนจะช่วยแก้ไขปัญหาในอนาคตให้คนไทยได้

นอกจากการเกษตรแล้ว  เรายังมีเรื่องการท่องเที่ยว  การบริการและอุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ ที่อุตสาหกรรมหลายอย่าง  ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีของเราเอง

เรามีรัฐบาล  เรามีกองทัพ  เรามีนักวิชาการ  เรามีกระทรวงทบวงกรมต่างๆ  ที่จะต้องเข้ามามีบทบาทให้การช่วยเหลือตามหน้าที่กันไป

สำหรับเกษตรกรเองจำเป็นจะต้องช่วยเหลือตัวเองเช่นกัน  ทำอย่างไรจึงจะให้ต้นทุนการผลิตต่ำสุด  ได้ผลผลิตสูงสุด  มีคุณภาพดี

คำตอบคือ  ต้องใช้หลักวิชาการ  ใช้เทคโนโลยี  ใช้พลังงานอย่างประหยัด

ชาวสวนทุเรียน  จะต้องมีการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ  จะต้องมีการเก็บผลผลิตตรงกับช่วงเวลาที่เหมาะสม  จะต้องมีช่องทางไปถึงผู้บริโภคได้ง่าย  รัฐบาลต้องมีส่วนช่วยในการต่อรอง  ในการเปิดช่องทาง  การบริการขนส่ง

ชาวสวนปาล์ม  จะต้องมีความรู้ความเข้าใจธรรมชาติของปาล์มในแต่ละช่วง  มีการใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม  มีการตรวจวัดการเจริญเติบโตที่ดี

ชาวนา  ก็จะต้องมีความรู้  มีการใช้เครื่องจักร  มีการกำจัดแมลง  มีการใช้น้ำ  มีน้ำให้ใช้อย่างเพียงพอ  มีเครื่องจักร  เกี่ยวข้าวที่ราคาถูก

….

สำหรับประชากรที่มีงานอาชีพอยู่ในภาคบริการ  ก็ต้องมีทักษะการบริหาร  มีช่องทางให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้ง่าย  มีค่าบริการที่เหมาะสม

สำหรับผู้ผลิตและจำหน่ายภาคอุตสาหกรรมก็ยิ่งจะต้องใช้เทคโนโลยีมากมายหลายด้าน  โดยเฉพาะในสายการผลิต  การมีเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม  เครื่องจักรที่มีสภ่าพดี  มีการใช้พลังงานต่ำ

เหล่านี้  เป็นตัน  ที่จะเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องมีการวัด การตรวจสอบกระบวนการ  กิจกรรมการผลิต การบริการ  เพื่อให้แน่ใจว่า  คุณภาพ  ปริมาณ  และผลผลิตที่ดีเสมอ

  • ธุรกิจการผลิตและบริการต้องการ  ERP
  • เกษตรกรต้องการฟาร์มอัจฉริยะ
  • บริกร  ต้องการแอพสำหรับการส่งเสริมช่องทาง
  • ทุกผลิตภัณฑ์ต้องการสถานที่ ช่องทางในการขาย
  • การแข่งขัน  ทำให้  รอไม่ได้  ต้องเร่งรัดบทบาท  กิจกรรม  ให้เกิดการสร้างสรร  สิ่งที่จำเป็นให้เกิดขึ้นให้เร็วที่สุดและมีคุณภ่าพ

จึงเป็นการบ้านข้อใหญ่มาก ๆ สำหรับรัฐบาลและคนไทยทุกคน  ที่จะต้องช่วยกัน

  • Product – นวัตกรรมใหม่
  • Price – เท่าทุน หรือต่ำกว่าทุน
  • Place – Online
  • Promotion – ทุกวัน

เหล่านี้  คือ  ตัวอย่างแนวคิดที่จะต้องคิดใหม่ทำใหม่  และทำเร็วทำแรง  ทำจริง

สวัสดีประเทศไทย

ทิศทาง ประเทศไทย “ตู่ 4.0”

ผ่านกันไปกับการแถลงนโยบายรัฐบาล  ตู่ 4.0  หรือ  ตู่สมัย 2

ที่การอภิปรายข้ามวันข้ามคืน  และยังคงไว้ซึ่งความเป็นสภาไทย  ที่เต็มไปศึกเจ้าสำนวนโวหาร   สำหรับคนที่ไม่สันทัดก็นั่งหลับกันไป

รอบนี้ก็มี  สส แจ้งเกิด  กันพอสมควร  และ  สส  รุ่น  หลวงพ่อ คสช ก็ไม่ยอมให้เสียเครดิต

วาทะกระดุม  5  เม็ด ทำให้ได้  คุณพิธา  ฯ ได้ใจเกษตรกรไปเต็มๆ  ไม่เว้นนักธุรกิจ  ข้าราชการ  หรือแม้นแต่นักการเมืองด้วยกัน  ที่การอภิปรายรอบนี้  ทำให้ทุกคนตาสว่างว่าปัญหาของเกษตรกรไทย  คือ อะไร    และควรจะต้องเริ่มแก้ไขที่ตรงไหน

การเข้าถึงโอกาส  การเข้าถึงแหล่งเงินเป็นเรื่องยาก  แต่เป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้มีสินทรัพย์   เกษตรกรจึงได้แต่แหล่งทุนดอกเบี้ยแพง  ในขณะที่คนร่ำรวยได้แหล่งทุนที่แสนถูก  นี่คือ  ความผิดปกติ  ที่ไม่มีใครอยากแก้ให้เบ็ดเสร็จ

และเพื่อไม่ให้เสียหน้า  ท่านรองฯ นายก  ก็ บรรยายวิชาเศรษฐศาสตร์  ชาติไทย  ให้  ทุกคนต้องอ้าปากค้าง

มาฝั่งท่าน  รมต  ศึกษา  คุณหญิงกัลยา  โสภณพานิช   ก็ไม่ยอมตกเทรนด์   เปิดหลักสูตรการ Coding ตั้งแต่ประถมกันเลย  สุดเท่ห์  กับ Coding แบบไม่ต้องใช้จอคอมพิวเตอร์  จนเป็น  Talk of The Town กันไปเลย  ว่าจะโค้ดยังงัยฟะ !

ส่วนทางด้าน รมต  ดิจิทัล  ผมจำไม่ได้ครับว่าท่านว่าอะไร  แต่ผมภาวนาเสียว่า  ขอให้ท่านโชคดี

….

ข่าวคราว  ราคาสินค้าเกษตรกรรม  ขึ้นลง  เหมือน ตลาดหุ้น  เหมือน  BitCoin   เพราะความผิดปกติของการบริหาร (มีท่าน อดีต รมตร  ท่านหนึ่งออกมายอมรับทางช่องฯ แห่งหนึ่ง) มีที่ไหนครับ  ราคาปาล์มน้ำมันขึ้นลงพรวดพราดในสองสามวัน  ตกลงน้ำมันหมดสต็อก  หรือล้นสต็อก  หรือ “สต็อกของกูหมด”

ใครคือเพื่อนแท้เกษตรกร  ที่จะมอบความจริงใจ  ให้ต้นทุนที่ถูก  ให้เข้าถึงแหล่งเงินต้นทุนต่ำ

เกษตรกร  จึงต้องพึ่งพาตนเอง  ช่วยเหลือตนเอง  สร้างเครดิตเอง  สร้างแหล่งทุนเอง

ช่องทางเดียวที่จะให้เกษตรกรเข้มแข็ง  คือ  การใช้สื่อดิจิทัล  เพื่อรับความรู้ความเข้าใจ   เพื่อสร้าง  เครดิตจากกิจกรรมของตนเอง  บนแพลตฟอร์มเกษตรกรรม

แพลตฟอร์มที่ช่วยเกษตรกรทำบัญชีครัวเรือนอย่างง่ายดาย  แพลตฟอร์มที่ช่วยออมเงิน และประกันตนเอง  แพลตฟอร์มที่เป็นตลาดออนไลน์ และเป็นแพลตฟอ์มวิชาการเข้มข้น

สมอง  ไทยแลนด์  แบรนด์นี้อีกแล้วจ้า  เราคิดเรื่องนี้ไว้นานแล้ว  และกำลังสร้างแพลตฟอร์มแบบนี้  ให้เกษตรกรใช้งานฟรีทั่วไทย

แต่ต้องอดใจรอกันหน่อยครับ  ทีมงานพัฒนากำลังปั่นๆ  กันสุดชีวิต