เกษตรดิจิทัล ดูแล ปกป้อง เข้าใจเกษตรกร

ขอขอบคุณภาพจาก  https://www.challenge.org/resources/agriculture-trends-in-2019/

บทความที่แล้วเราได้นำเสนอการแปลบทความภาษาอังกฤษ  ที่ได้อธิบายถึงรูปแบบของอุตสาหกรรมอัจฉริยะ  ว่ามีองค์ประกอบเช่นไร  มีพัฒนาการอย่างไร  และจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเกิดการรวมกันของเทคโนโลยี  IIOT,  AI, Robot, Machine learning  ที่มีตัวขับเคลื่อนสำคัญคือ  การสื่อสารความเร็วสูง  และขนาดของอุปกรณ์ IOT ประสิทธิภาพสูงในการประมวลผล  ในระดับราคาที่ผู้ประกอบการเป็นเป็นเจ้าของได้  จนทำให้เกิด  Digital Twin ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตมาแล้ว

วันนี้  และด้วยหลักการเดียวกัน เราจะนำเสนอ  Digital Twin ในภาคเกษตรกรรม  โดยที่มาของเรื่อง  คือ  การที่เราจะแสดงให้เห็นว่า   เรา  ดูแล  ปกป้อง  เข้าใจเกษตรกร  เกษตรกรรมได้ในรูปแบบไหน

พร้อมๆ กันนี้อยากให้ได้ชมสไลด์อันหนึ่ง  ที่โพสต์ออกมาในระยะ  2 – 3 ปีนี้  ว่าด้วยแนวคิด  Digital Twin  ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ  หรือว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันในการที่เราจะสร้าง  Digital Twin ในภาคการเกษตรกรรม

แรงขับเคลื่อนที่ทำให้เกษตรกรต้องเดินทางไปถึงจุดนั้น  คือ  การแข่งขันด้านราคาและคุณภาพผลิตภัณฑ์เกษตร  ที่จะต้องทำให้ผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมมีคุณภาพดี  สม่ำเสมอมีต้นทุนการต่ำลงให้สามารถแข่งขันได้   เทคโนโลยีจึงเป็นคำตอบสำหรับภาคเกษตรกรรมเช่นกัน

ตัวอย่างเทคโนโลยีที่ก็จะเป็น  Enablers ให้กับการเกษตรอัจฉริยะ

  • การตรวจวัดสถานะสิ่งแวดล้อมของฟาร์ม  การติดตามการเติบโตของพืชผลด้วยไอโอที
  • การสื่อสาร  เก็บข้อมูล  และทำการวิเคราะห์เงื่อนไขการเจริญเติบโตของพืช
  • และการให้การบำรุงให้ปุ๋ยด้วย  โดรน  การขนส่งลำเลียงสินค้าด้วยระบบโลจิสติกส์  เหล่านี้คือ  Enablers  ของภาคเกษตรกรรม
  • เครื่องทุ่นแรงในการไถนา  ด้วยรถไร้คนขับ  เป็นต้น

Digital Twin  คือ  Virtual System  คือแพลตฟอร์มที่เกิดจากการพัฒนาสร้างเป็นระบบขนาน  ระบบจำลองของระบบเกษตรทางกายภาพ   มีตัวเซนเซอร์ไอโอที  ช่วยวัดและสร้างข้อมูล  ส่งผ่านระบบเครือข่ายสื่อสารไปเก็บยังระบบศูนย์ข้อมูล  ที่จะสามารถประมวลผล   จำลองเป็นฟาร์มคู่ขนาน  และมีการประมวลผลว่าจะให้ฟาร์มทางกายภาพดำเนินการอย่างไร  เช่น  เพิ่มอัตราการป้อนสารบำรุงใบ ดอก ผล  หรือเพิ่มระดับความชื้นในดิน  เพิ่มระดับความชื้อนในอากาศโดยรอบ

การเกษตรกรรม  ไม่สามารถตั้งอยู่เกิดขึ้นตามลำพัง  แต่จำเป็นที่จะต้องประสาน  ส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับตลาด  ในระดับราคาที่พึงพอใจ  ผ่านการขนส่ง  ไปถึงผู้บริโภคปลายทางสร้างรายได้ที่เป็นธรรมต่อเกษตรกรผู้ผลิต   แพลตฟอร์มเกษตรกรรมจึงจะต้องสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายนอกฟาร์มได้

Digital Twin ของสวนทุเรียน  คือ  ฟาร์มสวนทุเรียนดิจิทัล  ที่ทราบความเป็นไปของต้นทุเรียนต้นจริง ๆ ได้ตลอดเวลา  ทราบระดับความชื้นโดยรอบ  ทราบปริมาณน้ำในลำต้น  ทราบระดับความสุกของเนื้อทุเรียน  และร้องขอบอกเกษตรกรเจ้าของฟาร์มว่าต้นทุเรียนจริงมีอาการป่วยไข้จากโรครบกวน

Digital Twin ของสวนมังคุดก็ลักษณะเดียวกัน

คราวนี้  ต้นมังคุดก็จะคุยกันได้กับสวนทุเรียน  คุยกันได้กับเจ้าของสวน

เกษตรกรจึงเหมือนกับมี  บุคคลเสมือนของเกษตรกรเอง  ที่รับรู็สถานะของสวนเกษตรของตัวเองอยู่ตลอดเวลา  ลดภาระการดูแล  แต่กลับได้ประสิทธิภาพของการทำสวนที่สูงขึ้น  ได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม    มีรายได้  มีเงินออม  มีเศรษฐกิจครอบครัวดี  มีความสุขกาย  สบายใจ

ระบบ  Digital Twin ยังสามารถพัฒนารวมไปถึงระบบบัญชีครอบครัวเกษตรกรรม

Digital Twin ในทางดิจิทัล เกิดขึ้นได้อย่างไร

  • hardware ของอุปกรณ์เซนเซอร์
  • Software ประมวลผลการวัดผลของเซนเซอร์
  • Software  ระบบบริหารจัดการ การจัดเก็บข้อมูล  การประมวลผล  และการแจ้งเตือนสถานะต่าง ๆ

เหล่านี้จำเป็นจะต้องมีเครื่องมือระดับ  Middleware  ที่จะประสานให้การพัฒฯาเป็นไปได้จริง   ให้สามารถติดต่อเชื่อมโยงกับระบบอื่น  ๆที่ได้รับอนุญาต

เกษตรกร สุขภาพดี ไร้หนี้ มีเงินออม ….. แรงงาน สุขภาพดี ไร้หนี้ มีเงินออม ….. พนักงาน สุขภาพดี ไร้หนี้ มีเงินออม …..
เหล่านี้เป็นผลลัพธ์ ของ การดูแล ปกป้อง เข้าใจ
ต้นยาง สุขภาพดี ดิน สุขภาพดี
น้ำยาง คุณภาพดี ลูกมะพร้าว คุณภาพดี คือ ช่วยเพิ่มผลิตอย่างไร
ไร้หนี้ คือ Supply Chain สหกรณ์ ไม่เอาเปรียบเกษตร เกษตรกรมีส่วนร่วม
สมองไทยแลนด์   ในฐานะ  Middleware Enabler  จะร่วมขับเคลื่อน  Digital Twin ให้เกิดขึ้นได้จริง

Opendata Contest

กติกา รุ่นผู้ประกอบการ

กิจกรรมการแข่งขัน Thailand Data Innovation Awards, DIA by DGA

 

เปิดรับ บุคคลธรรมดาทั่วไป หรือนิติบุคคลจดทะเบียน นำเสนอผลงาน โครงการพัฒนานวัตกรรม นวัตกรรมที่กำลังพัฒนา หรือพัฒนาสำเร็จแล้ว โดยชิ้นงานนั้นจะต้องแสดงให้เห็น ถึงการออกแบบระบบ เทคนิค ประโยชน์ของการนำไปใช้อย่างชัดเจน

นำเสนอความคิดของนวัตกรรมในรูปแบบของแผนธุรกิจ ประกอบด้วยแนวคิดที่ได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ ทั้งงานเทคนิค เทคโนโลยี การตลาด และการลงทุน เมื่อผ่านเข้ารอบจึงพัฒนาเป็น Prototype ที่สามารถนำไปสร้าง Business Model ได้จริงต่อไป หรือ เป็นการนำเสนอผลงาน หรือ นวัตกรรม ที่กำลังพัฒนา หรือ พัฒนาสำเร็จแล้ว และนำมาแสดงต่อคณะกรรมการ พร้อมแผนการพัฒนาต่อยอดเพื่อให้สอดคล้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

 

หัวข้อการประกวด

 

หมวดที่ รายละเอียด
หมวดที่ 1
รัฐบาลดิจิทัล
ครอบคลุมถึงการนำข้อมูลเปิด (Open Data) มาใช้ในการพัฒนาเป็นแนวความคิด หรือนวัตกรรม และกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) การบูรณาการข้อมูลภาครัฐ การยืนยันตัวตนและจัดการสิทธิหรือหัวข้ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (แล้วแต่คณะกรรมการพิจารณา)
หมวดที่ 2
คุณภาพชีวิตที่ดี
ครอบคลุมถึง สุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งกาย จิตใจ สังคม และปัญญา มิใช่เพียงการปราศจากโรคหรือ ความพิการ หรือมีสุขภาวะยั่งยืน (เทคโนโลยีการแพทย์, สาธารณสุข และสุขภาพที่ดีของประชาชน, สวัสดิการประชาชน สังคมผู้สูงอายุ, การป้องกันโรคระบาด, หรือหัวข้ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (แล้วแต่คณะกรรมการพิจารณา))

 

การแข่งขัน Thailand Data Innovation Awards ,DIA by DGA

แบ่งเป็น 2 รอบ

• รอบ Idea Proposal การคัดเลือกข้อเสนอโครงการ (Idea Proposal) Proposal ประกอบด้วย
• ข้อมูลผู้ประกวด
• ข้อมูลผลงาน
• แผนงานละเอียด

• รอบ Final Pitch หรือ การนำเสนอผลงาน (Prototype) นำเสนอโครงการและความเป็นไปได้ของผลงานด้วยตนเอง ต่อคณะกรรมการตัดสิน

 


รางวัล

  • • ได้รับโอกาสเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประกวด Asia Open Data Partnership
  • • โอกาสการต่อยอดทางธุรกิจ (Business Opportunity) กับหน่วยงานภาครัฐ
  • • ทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ จะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทาน โล่เกียรติคุณ เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุนเป็นจำนวนมูลค่า 100,000 บาท
  • • ทีมที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จะได้รับโล่เกียรติคุณ เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุนเป็นจำนวนมูลค่า 70,000 บาท
  • • ทีมที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จะได้รับโล่เกียรติคุณ เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุน เป็นจำนวนมูลค่า 50,000 บาท
  • • ทีมที่ได้รับรางวัลชมเชย จะได้รับเกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุน เป็นจำนวนมูลค่า รางวัลละ 15,000 บาท
  • • รางวัลพิเศษ ด้านการออกแบบยอดเยี่ยม จะได้รับเกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุนเป็นจำนวนมูลค่า 10,000 บาท

เงื่อนไขในการสมัครเข้าร่วมแข่งขัน

  • • ผู้สมัคร 1 ทีม สามารถส่งผลงานได้ไม่เกิน 2 ผลงาน
  • • ผลงานที่นำเสนอจะต้องเป็นผลงานที่ไม่ได้ลอกเลียนแนวคิดมาจากที่ใด หรือละเมิดลิขสิทธิ์จากผลงานอื่นๆ
  • • ผู้สมัครสามารถค้นหาชุดข้อมูลจาก data.go.th เพื่อนำมาเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลสำหรับการประกวดได้
  • • กรณีผลงานผ่านการประกวดอื่นๆ มาแล้ว ผู้ประกวดสามารถนำผลงานนั้นเข้าร่วมประกวดในโครงการนี้ได้อีก แต่ต้องไม่เคยได้รับรางวัลใดๆ มาก่อน
  • • กรณีผลงานเคยได้รับรางวัลจากการประกวดอื่นๆ มาแล้ว หรือ เผยแพร่ หรือ ผ่านการติดตั้งบน Store หรือเปิดใช้บริการเกิดผลประโยชน์ในแง่ธุรกิจแล้ว จะอนุญาตให้ร่วมประกวดได้ โดยมีเงื่อนไขคือ ขอให้ต่อยอดพัฒนาผลงานเพิ่มเติมใหม่ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ และให้เขียนรายงานเปรียบเทียบข้อแตกต่างผลงานก่อนและหลัง เช่น ผ่านประกวดเวทีไหน ได้รางวัลหรือไม่ เมื่อไหร่ หรือ เพิ่ม feature อะไรใหม่บ้าง มีความแตกต่าง ต่อยอด หรือเพิ่มประโยชน์หรือคุณสมบัติด้านเทคนิค หรือการใช้งานอื่นๆ มาประกอบด้วยให้คณะกรรมการทราบด้วยเงื่อนไขการประกวด

เงื่อนไขการประกวด

 

  • • คำตัดสินของคณะกรรมการถือว่าเป็นอันสิ้นสุด
  • • ข้อมูลเกี่ยวกับผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะถูกเก็บเป็นความลับทางการค้า รายละเอียดด้านเทคนิค และข้อสัญญาการค้าเทคนิค/ข้อสัญญา โดยจะเปิดเผยเฉพาะกับทีมงานสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) และคณะกรรมการ ซึ่งได้ลงนามหนังสือปกปิดความลับเท่านั้น
  • • ในระหว่างการพิจารณาผลงาน ท่านอนุญาตให้ทางเราติดต่อเพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวข้องกับ ผลงานตามที่อยู่ที่ท่านให้ในใบสมัคร
  • • ท่านอนุญาตให้ สพร. เผยแพร่ผลงานของท่านเพื่อเป็นวิทยาทานโดยทางทีมงานจะทำการประชาสัมพันธ์ ผลงานของท่านในเรื่องของข้อมูลที่ไม่เกี่ยวกับความลับทางการค้า ทางเทคนิค หรือ ข้อสัญญาใดๆ ที่ท่านมีภาระ ผูกพันอยู่กับหน่วยงานอื่นทีมงาน สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่อนุญาตให้ผลงานของท่านเข้าประกวด ในกรณีที่ทีมงานเห็นว่าผลงานที่ส่งเข้าประกวดไม่เหมาะสมกับการแข่งขันครั้งนี้

 

เงื่อนไขการถือกรรมสิทธ์

 

  • 1.ท่านต้องเป็นเจ้าของผลงาน หรือ ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน ในการส่งเข้าประกวด รวมถึงส่วนประกอบของผลงานและเนื้อหา ต้องไม่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย หากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นผู้เข้าประกวดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบตามกฎหมายทั้งหมด
  • 2.ผลงานแนวคิดทุกผลงานทุกรอบ จะถือเป็นลิขสิทธิ์ หรือสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ของผู้ประกวด
  • 3.หากบุคคลภายนอกกล่าวอ้างหรือใช้สิทธิเรียกร้องได้ว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาใดในผลงานที่ได้รับรางวัล ทางคณะกรรมการพิจารณาผลขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกคืนรางวัลที่ได้รับสำหรับกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงตามข้อกล่าวอ้าง
  • 4.ขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธความรับผิดชอบต่อค่าเสียหายใดๆ อันเกิดจากการการที่บุคคลภายนอกกล่าวอ้างหรือใช้สิทธิเรียกร้องได้ว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาใดในผลงานที่ได้รับรางวัล สำหรับกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงตามข้อกล่าวอ้าง

ผู้ผ่านเข้ารอบโครงการประกวดนวัตกรรมข้อมูลเปิดภาครัฐ

 

ทีมที่ผ่านรอบ Idea Proposal (รุ่นผู้ประกอบการ) จำนวน 10 ผลงาน

ขอแสดงความยินดีกับ 10 ผลงานที่ผ่านเข้ารอบของโครงการประกวดนวัตกรรมข้อมูลเปิดภาครัฐ

 

ชื่อทีม ชื่อผลงาน สถานศึกษา/สถาบัน/องค์กร
Ai Agent Ai Agent Innovation Design and Outsorcing co., ltd.
Black Cat AI วิเคราะห์สภาพการจราจรจากกล้อง CCTV ด้วย Deep Learning บุคคลธรรมดาทั่วไป
EatableTax Platform EatableTax Platform Epic Consulting
G-SAMONG สติดิจิทัล G-SAMONG สติดิจิทัล ระบบนิเวศสมองอัจฉริยะเพื่อบริหารการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเปิดภาครัฐ สมองซอฟต์แวร์
HealthSmile PrimaCheck by Health Smile : Smart Algorthm for Health Checkup เฮลท์สไมล์
IRA : Intelligent Reliable Assistant ระบบผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ด้านสุขภาพและประกันภัย IRA Innovation
Prompt Pai พร้อมไป (Prompt Pai) บริษัท เมตามีเดีย เทคโนโลยี จำกัด
SenseMaking การพัฒนาแพลตฟอร์มและระบบฐานข้อมูลเพื่อการเข้าถึงสิทธิ์และสวัสดิการด้านสุขภาพของผู้สูงอายุด้วยเทคโนโลยี Blockchain และ Big Data SenseMaking
Tourwat Tourwat Khaopun Community Co., Ltd.
ว่าง: ตลาดข้อมูล (Wang: Data Market) ว่าง: ตลาดข้อมูล (Wang: Data Market) เค.จี. แอนด์ แพทริค

*รายชื่อทีมที่แสดงไม่ได้เรียงตามลำดับผลคะแนน

*การตัดสินของกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

ประกาศผลทีมที่ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันกิจกรรม Asia Open Data Challenge

 

ทีมที่ผ่านรอบ Idea Proposal (รุ่นผู้ประกอบการ) จำนวน 20 ผลงาน

ขอแสดงความยินดีกับ 20 ผลงานที่ผ่านเข้ารอบของโครงการ Asia Open Data Challenge

 

ชื่อทีม ชื่อผลงาน สถานศึกษา/สถาบัน/องค์กร
AcciPrompt AcciPrompt วอทเอฟเวอร์ มาร์เกตติ้ง
Ai Agent Ai Agent Innovation Design and Outsorcing co., ltd.
Black Cat AI วิเคราะห์สภาพการจราจรจากกล้อง CCTV ด้วย Deep Learning บุคคลธรรมดาทั่วไป
Bearcon School & Bus Bearcon School & Bus แบร์คอน คอร์ปอเรชั่น
Crowdsourcing Fake Catcher ระบบตรวจจับสินค้าและบริการที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาโดยใช้ความร่วมมือจากผู้บริโภค (Crowdsourcing Fake Catcher) Beacraft Technology
Diamate ข้อเสนอโครงการ Diamate แอปพลิเคชั่นดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่บ้าน ร่วมกับการรักษาที่โรงพยาบาล บริษัท เทรคอน (เว็บไซต์) จำกัด
EatableTax Platform EatableTax Platform Epic Consulting
EIWS : Elder Informatics Watchdog System Elder Informatics Watchdog System (EIWS) บริษัท ดาต้าเบส คอมเมิร์ซ จำกัด
G-SAMONG สติดิจิทัล G-SAMONG สติดิจิทัล ระบบนิเวศสมองอัจฉริยะเพื่อบริหารการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเปิดภาครัฐ สมองซอฟต์แวร์
IRA : Intelligent Reliable Assistant ระบบผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ด้านสุขภาพและประกันภัย IRA Innovation
Ling ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์แบบพกพา (Mobile GIS) เพื่อเข้าถึงข้อมูลแบบเปิดของภาครัฐ ทริพเพิล ไอ จีโอกราฟฟิก
Papamore Application Papamore Application บริษัท ลิตเติ้ล บีน ซอฟต์ จำกัด
HealthSmile PrimaCheck by Health Smile : Smart Algorthm for Health Checkup เฮลท์สไมล์
SenseMaking การพัฒนาแพลตฟอร์มและระบบฐานข้อมูลเพื่อการเข้าถึงสิทธิ์และสวัสดิการด้านสุขภาพของผู้สูงอายุด้วยเทคโนโลยี Blockchain และ Big Data SenseMaking
TheTaladNud TheTaladNud Bigblue Co., Ltd.
Tourwat Tourwat Khaopun Community Co., Ltd.
ปั่นจักรยานได้ไฟและหัวใจแข็งแรง โปรแกรมวางแผนการเกษตร ซิลเวอร์เลคเทคโนโลยี
พร้อมไป (Prompt Pai) พร้อมไป (Prompt Pai) บริษัท เมตามีเดีย เทคโนโลยี จำกัด
ว่าง: ตลาดข้อมูล (Wang: Data Market) ว่าง: ตลาดข้อมูล (Wang: Data Market) เค.จี. แอนด์ แพทริค
แอพพลิเคชั่นมือถือเพื่อประเมินภาวะฉุกเฉินสำหรับประชาชน แอพพลิเคชั่นมือถือเพื่อประเมินภาวะฉุกเฉินสำหรับประชาชน บริษัท ออแพทย์ จำกัด

*รายชื่อทีมที่แสดงไม่ได้เรียงตามลำดับผลคะแนน

*การตัดสินของกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

Digital Mindfullness Nation

Digital  Mindfullness Nation

  • ร่วมสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล  สร้างชนชาติดิจิทัล
  • ที่มีสติตื่นรู้  สร้างคน  สร้างสำนึก  ผ่านการพัฒนางาน
  • ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนนักพัฒนา   สร้างรายได้  กระจายรายได้
  • ร่วมแก้หนี้ครัวเรือนด้วยระบบอัจฉริยะส่วนบุคคล สร้างสติ  สร้างสมดุลชีวิต  สร้างสุขภาพดี  ไร้หนี้  มีเงินออม
  • สร้างความพร้อม  ระบบนิเวศน์สมองอัจฉริยะ   ความพร้อมเพื่อการพัฒนา
  • ขับเคลื่อนเป็นโครงการขนาดใหญ่  ม้าศึก  ต้นแบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม  ที่คุณร่วมเป็นเจ้าของได้

ดูแล  ปกป้อง เข้าใจคุณ

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งแห่งความสำเร็จของคุณ

Digital รีวิว พักร้อน

นานๆ จะได้มีโอกาสพักร้อนแบบยาว ๆ  เลยพอมีเวลานั่งทบทวนเรื่องราวของตัวเอง  และข่าวสารในแวดวงดิจิทัล

ได้ความว่า  ข่าวฮอตระดับท็อปของ สัปดาห์นี้  เห็นจะไม่มีข่าวไหนเด็ดกว่าเรื่อง  Libra  ว่าที่สกุลเงินของ  Facebook  ที่หลายๆ เวบ บลอกเกอร์ นำเอามาแปล ตีข่าวกันไปแล้ว

ทิศทางของคำถาม  การคาดคะเนอนาคต  และผลกระทบ  จากเวบเหล่านั้น  ก็เอ่ยถึง  อนาคตธุรกิจการเงิน  ว่า สถาบันการเงินจะเป็นอย่างไร  หรือ  ผู้บริหารประเทศจะปรับทิศทางการบริหารการเงินประเทศอย่างไร เป็นต้น

แน่นอนว่า  คนไทย  กับตำแหน่งแชมป์การใช้เน็ตสูงสุดของโลก (ใช้ต่อวันนานที่สุด)  และกรุงเทพตำแหน่งเมืองได้แชมป์การใช้ Facebook สูงสุดของโลก  คงจะไม่มีใครไปเบิกถอนเงินที่ธนาคารสาขาอีกแล้วเป็นแน่แท้   หากการกู้เงินออนไลน์เกิดขึ้นได้ง่ายกับธนาคารเฟสบุคของพี่มาร์ค  ก็เป็นอันว่าลืมกันไปได้เลย  จำทางไปธนาคารไม่ได้

ที่ทำการสำนักงานธนาคารสาขาหลายแห่ง  เหมาะกับการจะทำเป็นแหล่งผลิตรังนกมากๆ   “รังนกนางแอ่น” ครับ  เพราะหลายที่เขาก็ปลูกบ้านคล้ายคอนโด  มีหน้าต่างแคบหน่อยให้นกนางแอ่นแวะมานอน  มาทำรังแบบไม่ต้องค่าค้างคืน   แต่แลกเปลี่ยนด้วยรังของมันและเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจชั้นดี   ใครๆ ก็คงไม่ไปเช่าอาคารธนาคารนั้น  มาทำธุรกิจกันอีก  ค่าเช่าคงแพง  รูปแบบอาคารก็ไม่เหมาะทำร้านอาหาร ที่จอดรถก็น้อย   เลวร้ายกว่านั้นก็คือ  การทุบทิ้ง และขายที่ทางเปลี่ยนเป็นธุรกิจอื่นๆ ไป

พี่ๆ  น้องๆ หลานๆ พนักงานธนาคารก็ไม่เพียงแต่การย้ายไปทำงานที่บ้าน หรือทำงานด้านสินเชื่อออนไลน์  แต่จะมีอีกจำนวนมากที่ต้องหันไปทำอย่างอื่นแทน

ส่วนเจ้าของธุรกิจธนาคาร  หรือผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ๆ เขาไม่เจ๊งหรอกครับ  พนักงานลูกจ้างต่างหากที่เจ๊ง   แน่นอนว่ารายได้ขนาดธุรกิจของธนาคารจะเล็กลง  หรือต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสร้างรายได้ทางอื่นเช่นกัน  ต้องหันไปทำอะไรบางอย่างที่คล้าย ๆ ไลน์  เฟสบุค  อะเมซอน  กูเกิล  หรือจะไปร่วมทุนกับเขาเลยก็แล้วแต่

สกุลเงิน Libra  หากจะประกาศพรุ่งนี้ก็เปิดใช้กันได้เลย  เหมือน ๆ  ที่เราซื้อ  Coin  เพื่อแลกสติ๊กเกอร์นั่นแหละเรื่องเดียวกัน  แค่ไม่กี่วันเงิน  Libra ก็เต็มกระเป๋าพี่มาร์ค  แกไม่ต้องไปหาเงินสด  หรือทองคำอะไรมาสำรองเลยแม้แต่น้อย   ผมเองก็จะเอาด้วยทันที  ทุกคนก็จะเอาด้วยเช่นกัน   หลายคนที่พึ่งพาโฆษณาเฟสบุค  แม้นจะรู้สึกกังวลกับค่าใช้จ่าย  แต่ต่างก็ยอมรับว่ามันเป็นช่องทางการตลาดทีดี   ธนาคารพี่มาร์คก็จะเติบโต  เป็นพลุแตกภายใน 5 วัน  7 วัน

เฟสบุค  จงเจริญ  น่าจะเป็นคำด่า  ที่ดี  ที่สุภาพที่สุด

เฟสบุค ไลน์ อะเมซอน ไมโครซอฟต์  จะช่วยกันปิดธนาคาร

Youtube  จะช่วยปิด  สถาบันการศึกษา แนว Education แต่จะเกิด  Learning  และต่อไปจะเกิดสถาบันรับรองดีกรี  คุณสมบัติ   ว่าคนที่เรียนออนไลน์นั้นๆ ผ่านหลักสูตรเทียบเท่า  MIT  Stamford  หรือไม่  สถาบันการศึกษาในไทยก็คงจะคล้ายกัน   พื้นที่มหาวิทยาลัยใหญ่โต  อาจารย์เยอะแยะ  ไม่มีนักศึกษา   งบวิจัยที่รอไหลเข้ามหาวิทยาลัยมากมาย ก็คงจะพอเลี้ยงอาจารย์ไปได้อีกหลายปี  แต่อาจารย์อีกจำนวนไม่น้อย  ก็ต้องเลือกเส้นทางใหม่

Digitsl Disruption มันสร้างความหดหู่ได้พอ ๆ กับความตื่นเต้นเลยทีเดียว   อีแค่คนเขียนโปรแกรมนี่นะ  พลิกโลก  เปลี่ยนโลก  ภาษาอะไรไม่เกียง  facebook นี่ใช้  php เองพลิกโลกได้ขนาดนี้   (เรียนลึกๆ ทำให้เป็นได้จริง ๆ ซักภาษานึงเหอะพ่อคุณนักเรียน software)

แบงค์ไปแล้ว  มหาวิทยาลัยจะตามไป  แล้ว  ประเทศไทยจะอย่างไร

เราอาจจะได้เห็น  รัฐมนตรีโรบอท  สส โรบอท  E-Governement  คงจะเต็มไปด้วย AI   รัฐบาลเราก็จะเก่งเสียที  ส่วนเรื่องคอรัปชั่น  ไม่ขอรับประกันว่าโรบอทจะไม่มีนิสัยเหมือนมนุษย์ขี้โกง

ประชาชน ลูกหลาน  ปู่ย่า ตายาย ลุงป้า  ที่ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อ เพื่อรอดูผลพวงของ  Digital Disruption นั้น  ต้องรับผิดชอบตัวเองแน่นอน

คนและครอบครัวของเขา  เขาคนนั้นที่เต็มไปด้วยความสามารถและ  “มีโอกาสเข้าถึงโอกาส”   ย่อมจะไม่เดือดร้อนมากนัก

แต่คนอีกจำนวนมาก  ที่แม้นจะเป็น  1 ในผู้ร่วมทำสถิติให้ไทยเป็นแชมป์อินเตอร์เน็ตโลก   แต่ในฐานะ User รอจิ้ม ๆ แชร์  จะมีโอกาสรักษาแชมป์ไปได้นานอีกแค่ไหน

รายได้  กระทบเศรษฐกิจครอบครัว  ครอบครัวที่ขาดการวางแผน  เจอคลื่นเล็ก ๆ ก็ต้องถึงกับเซจนพัง

เร็วที่สุด  และง่ายที่สุด  ที่จะรับมือกับสถานการณ์นี้  คือ  ความตื่นตัว  สำนึกว่ามีภัยอันตราย  และรอรับมัน  วางแผนเรื่องครอบครัว  การเงิน  และการเรียนรู้งานอาชีพใหม่  ในฐานะพลเมืองดิจิทัล  ของชนชาติดิจิทัล

ใครจะเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้น ?  พลังของพลเมืองดิจิทัลจะแข็งแกร่งก็ต่อเมื่อรวมตัวเป็นกองทัพ  หากต่างคนต่างรบ  ก็ย่อมแพ้ภัยตัวเอง

นายกดิจิทัล  รัฐมนตรีดิจิทัล  ผู้ว่าดิจิทัล  นายอำเภอดิจิทัล  กำนัน ผู้ใหญ่ดิจิทัล  ครอบครัวดิจิทัล  จะทำอย่างไร ? ใครจะช่วยคุณ ?

สติดิจิทัล  สำนึก ตื่นรู้เรียนรู้  สร้างงานจากสติชีวภาพ

เหล่านี้คือ  แสงสว่าง  จากนวัตกรรมใหม่

Digital Nation by Samong Thailand

ความเดิมในตอนที่แล้วในเรื่อง  Digital Nation  เราได้นำเอารายงานการวิจัยแบบย่อ ๆ มาแปลและเล่าให้ฟังกัน   แม้นจะเป็นการนำเสนอแบบย่อ  แต่ก็ได้สาระเห็นภาพได้มากทีเดียว

สมองของผมในฐานะคนแปล  ก็ยังครุ่นคิดและมองรอบๆ ตัวต่อไปว่า  แล้วประเทศไทยเราจะเดินไปยังงัยต่อ  หรือไม่ก็ต้องถามว่า  แล้วใครจะเป็นคนนำ  คนทำ  ยิ่งตอนนี้ (18/6/2019) รัฐบาลก็กำลังพลิกไปมา  หาคนดูแล  Digital Nation จริงจังไม่ได้ซะที

เอาละครับ  ครั้นจะบ่นๆ  ด่าๆ ว่าๆ รัฐบาลโดยไม่มีข้อแนะนำก็ดูจะกระไรอยู่   วันนี้ทีมงานสมองไทยแลนด์  เรามาแสดงวิสัยทัศน์กันไว้ที่ตรงนี้  ในประเด็น  Digital Nation กันไว้เลย

Vision คือ  นโยบายเดียว  ก็คือ  สมอง(ไทยแลนด์) ร่วมสร้างชนชาติดิจิทัล  (Digital Nation  by Samong Thailand)

ผ่านพันธกิจ  Mission   2 ตัวใหญ่   คือ

  • สร้างสติดิจิทัล ดูแล ปกป้องและเข้าใจคุณ   และ
  • สร้างระบบนิเวศสมองอัจฉริยะ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของคุณ

สติดิจิทัล   ฟังแล้วดูเหมือนจะเว่อร์วัง  แต่เปล่าเลยครับ   มันมีการพูดถึงกันในวงกว้างมากขึ้น  (ลองพิมพ์ค้นหาคำนี้ดู) โดยเฉพาะในต่างประเทศ  ที่ฝรั่งศึกษาธรรมะ  ที่กูเกิลให้โปรแกรมเมอร์นั่งสมาธิ  และทีมเราเองก็พูดคำนี้  เขียนคำนี้มานานนักหนาแล้ว   หากจะให้นิยามกันง่าย ๆ ได้  2  ความหมายคือ   (1) การมีสติในการดำรงชีพในสภาวะ  ในยุคความเร็ว 5G  และความวุ่นวายสไตล์ดิจิทัลนี้  และ (2) มันคือระบบไอที  ที่จะช่วยให้คุณมีสติอยู่ตลอดเวลาและไม่เป็นบ้า

และความหมายในข้อ 2  ลึกลงไปก็คือ  ระบบซอฟต์แวร์หรือแอพพลิเคชันนี่แหละ  เป็นระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม  ที่เรากำลังพัฒนามันออกมา  ให้มาเป็นเพื่อนคุณ  และมันจะเรียนรู้จากคุณ  ในเรื่องการใช้ชีวิต  การบันทึกทั่วๆ ไป   การบันทึกข้อมูลสุขภาพ  การเรียน  การทำงาน  และข้อมูลวางแผนชีวิต (แน่นอนรวมเรื่องการวางแผนการเงินของครอบครัวเข้าไปด้วย)  จนระบบนี้มันโต ฉลาดพอที่จะบอกคุณ  เตือนคุณว่า อย่างแม่นยำว่า วันนี้  พรุ่งนี้  เดือนหน้า  คุณมีอะไรจะต้องดำเนินการบ้าง  มันจะบอกคุณว่าฐานะการเงินของคุณจะเป็นอย่างไร  และหากคุณอยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น  เพียงบอกมันว่า  เมื่อไหร่  เท่าไหร่  มันจะแนะนำคุณว่า  คุณต้องทำอย่างไร  และทำงานร่วมกัน

แน่นอนครับว่าคุณอาจจะแย้งว่า  ก็ถ้าคุณไม่ให้ข้อมูลแก่มันเลย  เพราะมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย  นั่นก็เป็นสิทธิของคุณ  แต่หากคุณไว้วางใจมัน  มันก็จะช่วยคุณได้มากกว่าที่คุณวางใจมันอีกหลายเท่า

สติดิจิทัล  หรือการสำนึกรู้ตัวเอง  ตนเอง  ไม่ประมาท  ไม่ลุ่มหลง  จะทำให้คุณปลอดภัยจากภาวะต่างๆ ทั้งเรื่องสุขภาพ  ทั้งเรื่องการเงิน   นี่แหละ  คือการดูแล  ปกป้องและเข้าใจคุณขั้นเทพ   คุณช่วยสร้างตัวคุณเอง  ที่มันไม่หลับนอน  มันคอยคิดคำนวณให้คุณ  มันปกป้องเข้าใจคุณยิ่งกว่าคุณ

“ระบบนิเวศสมองอัจฉริยะ  ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของคุณ”  อย่างไร  และเกี่ยวข้องกับ  Digital Nation อย่างไร

ระบบนิเวศสมองอัจฉริยะ

ด้วยเพราะเรามองเห็นว่า  ในยุคนี้และไม่กี่ปีข้างหน้านี้  จะเกิดความต้องการให้ระบบอะไร ๆ ต่างๆ มันเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย  และได้ประโยชน์

ก็จะเกิดคำถามต่อว่า  ระบบอะไรจะโยงกันอย่างไร  ระบบที่มาจากต่างค่ายหลายสายพันธุ์  หลายการพัฒนา  ใครจะยอมเชื่อมกับใคร  นั่นก็เพราะเรื่องผลประโยชน์ เรื่องความปลอดภัยของระบบ  เรื่องต้นทุน  การพัฒนา  การรักษา  แม้นกระทั่งความที่มันจะเป็นไปได้  และระบบจะขนาดใหญ่แค่ไหนถึงจะเพียงพอให้มันเชื่อมโยงกันได้ มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน ?

นี่งัยครับ  เรามีคำตอบ  เราได้วางแผน  สร้างงานวิจัยทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า  และออกแบบสร้างเครือข่ายอัจฉริยะขึ้นมาแล้วจำนวน 12 ระบบหลักก่อน  ซึ่งมากเพียงพอที่จะครอบคลุมเรื่องทุกเรื่องรอบๆ ตัวคุณ  และนี่คือ  การมีส่วนร่วมในการสร้างความสำเร็จให้คุณ

ประโยชน์ของระบบนิเวศนี้คืออะไร  มันคือ  ตัวช่วยสร้างงานให้คุณ  ให้คนที่เกี่ยวข้อง  คนที่สนใจ  ทั้งนักพัฒนา  ทั้งในฐานะผู้ใช้  มันสร้างความเป็นไปได้  มันสร้างคนให้คุ้นเคย  ให้มีความสามารถ  เป็นการปลูกฝัง  สร้างวัฒนธรรม  สร้างความเป็นชนชาติ  “ชนชาติแห่งดิจิทัล” กันเลยทีเดียว

ถึงเวลานั้น (ซึ่งอีกไม่ยาวนานนัก)  ก็จะเกิดเครือข่าย  Digital  Human Capital  เกิด  Digital Community  และเกิดการสร้างสรรนวัตกรรมใหม่  Digital Products และประกอบรวมกันกลายเป็น  ชนชาติดิจิทัลที่แข็งแกร่ง  เกิด  Digital Economy  ตามมาอย่างจริงจัง

เอาละครับ  คำถามที่จะเกิดต่อมาคือ  มันจะเกิดขึ้นอย่างไร  รูปแบบไหน

มันจะยอดเยี่ยมมากเลย  หากรัฐบาลจะยื่นไมโครโฟนมาถามเราเอง  แต่เอาละเราขอตอบผ่านทางบทความนี้ไปก็น่าจะได้เช่นกัน

ขอตอบว่า  เราได้ลงมือทำมาระยะหนึ่งแล้ว  นั่นคือ  การพัฒนาคนให้เป็นนักพัฒนาภายใต้โครงการของเรา  ผลงานของเราที่จะได้บุคคลดิจิทัลที่มีความสามารถและมีสติ  เราสร้างงานให้พวกเขา  เขาทำงานกันเป็นเครือข่าย  ในสาขาอาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์  นักออกแบบระบบ  นักประดิษฐ์  นักกราฟฟิก  ตามความสามารถ  ตามความสนใจ  กลุ่มของเขาจะโตขึ้น  งานของเขาจะฉลาดขึ้น  เขาจะสร้างงานได้เร็วขึ้นจากกระบวนการ  Reuse การใช้ชิ้นส่วนซอฟต์แวร์  การแลกเปลี่ยนความคิด  ซึ่งกันและกัน

เมื่อมองไปถึงในสเกลที่ใหญ่ขึ้น  ภายใต้การสนับสนุนของรัฐ  ของทุนฯ  ผู้มีวิสัยทัศน์ตรงกัน  จะช่วยให้การสร้างทีมเป็นไปได้เร็วขึ้น  ง่ายขึ้น  เราสามารถที่จะทำการสอน  อบรมเทคนิควิธี  และแนวความคิดที่ได้ทำการพิสูจน์แล้ว  มันคือธรรมชาติบริสุทธิ์  ที่เราค้นพบและต้องคืนให้กับสังคมไทยในเวลาอันสมควร

วันนั้น  เราจะช่วยขจัดปัญหาการขาดบุคคลากรด้านดิจิทัลไอทีได้อย่างชัดเจน  จะเกิดการสร้างงาน  การพัฒนาระบบ  การแก้ไขปัญหาเรื้อรังต่างๆ ได้อีกมากมาย  ด้วยต้นทุนที่รับได้และระบบมีความยั่งยืน  และจะเป็นการยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล (Digital Competitiveness)  ให้กับประเทศนี้ได้อย่างเฉียบขาด

สรุปชัดๆ  สั้น ๆ อีกครั้งว่า  นี่แหละคือ  นวัตกรรมสมองไทยแลนด์  กับเครื่องมือ  iSTEE Framework

iSTEE ช่วยสร้างการตื่นรู้ในจิต ด้วยสติ เป็นเครื่องมือสากล ด้วยหลักเหตุและผล ในรูปแบบวิทยาศาสตร์ ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย ยิงนกนัดเดียวได้หลายต่อ  เพราะการ ตื่นรู้ของจิตวิญญาณคือ ปัญหา จิตมนุษย์คือ คอมพิวเตอร์ชีวะภาพ คือคอมพิวเตอร์อัจฉริยะของธรรมชาติ

ต่อยอดจากการตื่นรู้ … สติชีวภาพ แปรรูปเป็น สติดิจิทัล   สติดิจิทัล กับ สติชีวภาพ ทำงานร่วมกัน ในระบบนิเวศสมองอัจฉริยะ ได้อย่างไร้รอยต่อ

ตรงกันข้าม  หากการพัฒนาคนดิจิทัลปัจจุบันเล็งไปที่การสอนเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่เร็วเกินไป  โดยไม่ทราบถึงข้อจำกัดอย่างแท้จริง  ก็จะยิ่งเป็นการสร้างความล้มเหลวเร็วขึ้นเท่านั้น   เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วติดตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน  ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการเจาะลึก  สุดท้ายกลายเป็นความเมื่อยล้า  เกิดความท้อถอยสูญเสีย  สูญเสียจิตวิญญาณ กลับมายืนที่เดิมเหมือนปัจจุบัน ไม่ก้าวไกลไปไหน

 

มาถึงตรงนี้  คงต้องให้คุณๆ ท่าน ๆ ได้ลองๆ ดูนะครับว่า  12 – 14 ระบบนี้เราได้วางโครงสร้างหลังบ้าน หรือการตอกเสาเข็มในมหาสมุทรไว้นั้น  มันมีอยู่จริง  ใน cloud ที่เราปั้นมันไว้แล้ว  แต่ต้องอดใจรอก่อนที่จะเข้าไปสนุกกับมัน  หากท่านใด  สนใจที่จะสนุกอย้างสร้างสรรแพลตฟอร์มของตนเอง  ก็อย่าได้รอช้าติดต่อเรามาตามช่องทางกันได้เลย

คลิกที่นี่  รับสัมผัสแรก  ม้าศึก 12 ราศี  คลิกไอคอน  แพลตฟอร์มแต่ละตัว

Digital Nation

ผมลองค้นหาในกูเกิล  โดยค้นคำว่า  Digital Competitiveness Ranking  หรือ ประเทศที่มีเศรษฐกิจดิจิทัลที่แข็งแกร่งที่สุดของปี 2018  หรือ  คำว่า ประเทศแห่งดิจิทัลอะไรทำนองนั้น  ก็ได้รับคำตอบแบบนี้   โดยอ้างอิงจาก  งานวิจัยของ  china.org

  1. อเมริกา
  2. จีน
  3. สิงคโปร์
  4. อังกฤษ
  5. ฮอลแลนด์
  6. ฟินแลนด์
  7. เยอรมัน
  8. ญี่ปุ่น
  9. เกาหลีใต้
  10. สวีเดน

โดยที่ประเทศไทยรั้งตำแหน่ง  39 ของโลก   และลำดับที่ 10 ของเอเชีย   และหากมองในเอเชีย  โดยอิงงานวิจัยชิ้นหนึ่ง  และอ้างอิงจาก  Bangkok Post  และเก็บมาแปล   แม้นมันจะเก่าไปนิดนึง (ปี 2017) แต่ความจริงนี้ก็ยังคงอยู่

ที่มา : Bangkok Post

ในภาพรวมไทยเรานำหน้าอยู่ประเทศเดียวคือ  “เวียดนาม”

จากแผนภาพแสดงให้เห็นว่าเราขาด “คนเก่งทางดิจิทัล”   เราพอจะมีผลิตผลทางด้านดิจิทัลบ้างแต่ก็น้อยมาก ๆ  ประกอบกับนโยบายที่ไม่ชัดเจนของรัฐบาล  ก็เลยส่งผลให้คะแนนความเป็น  “ชนชาติดิจิทัล”  ติดตำแหน่งรั้งท้าย

งานการวิจัยนี้ดำเนินการโดย  AlphaBeta  สถาบันที่ปรึกษาทางด้านยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ในปี 2017  โดยได้ทำการสัมภาษณ์บุคคล 300 คนจากวงการ  การศึกษา  นักนโยบาย  จาก 11 ประเทศในเอเชีย.

Mr. Fraser Thompson กล่าวว่า  “Thailand’s policy focuses more on digital economy rather than digital nation,”  ประเทศไทยมุ่งเน้นแต่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเป็นแบบดิจิทัล  มากกว่าการจะทำให้เป็น  “ชนชาติดิจิทัล”  (เข้าทำนองว่า  เน้นสร้างเศรษฐกิจก่อน  มากกว่าการจะเคลื่อนพื้นฐานของประเทศไปพร้อม ๆ กัน

ในการพูดคุยกันในสัมมนาที่  ม ธรรมศาสตร์ ในครั้งนั้น  กล่าวว่า  เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยนั้นเป็นการเน้นไปในทางหลักการ  วิชาการ  และเป็นการดำเนินการเชิงรับมากกว่า  โดยเป็นเพียงการเฝ้ารอเงินลงทุนจากต่างประเทศ  เช่นว่า  การมุ่งเน้นไปในทางการสร้างระบบพื้นฐาน  สภาพแวดล้อมให้ดูดี  ดูพร้อม  เพื่อรอให้มีการไหลเข้ามาจากภายนอก และการเข้าไปควบคุมในภายหลัง
ในขณะที่คำว่า  ชนชาติดิจิทัลนั้น  จะเป็นการเน้นการสร้างคน  และยกระดับฝีมือแรงงานดิจิทัล   โดยแนวคิดนี้จะช่วยให้เกิด  StartUp ได้จริง  จะเป็นการดึงดูดและเป็นที่สนใจของต่างชาติมากกว่า  และก่อให้เกิดสนามทดลองที่เรียกว่า  Sandboxs

หากจำแนกตามประเภทในตารางจะพบว่า  ไทยเรามีฐานะทางการเงินอยู่ในลำดับที่ 9   และลำดับที่ 11 ในเรื่องผลิตภัณฑ์ดิจิทัล และลำดับที่ 10 ด้านทรัพยาการด้านดิจิทัลและชุมชนดิจิทัลตามลำดับ

ซึ่งไม่สอดคล้องกับนโยบายการโปรโมท  การจัดเก็บภาษีแบบดิจิทัลของรัฐ  และรวมไปถึงบรรดากฏระเบียบในการควบคุมอีกมากมาย   โดยรวมจึงทำให้ประเทศไทยไม่เป็นที่ดึงดูดสายตานักลงทุนเหมือนประเทศอื่น ๆ.

วิสัยทัศน์ของรัฐเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะเกิดขึ้นจริงได้   รัฐบาลควรเป็นผู้อำนวยในการสนับสนุนให้เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับธุรกิจข้ามชาติ  อย่างเช่น กรณีของอินเดีย  ที่ร่วมมือกับ Google  ในการเปิดให้มี  Free WiFi  ที่สถานีรถไฟ.

ในขณะที่สิงคโปร์ที่เป็นผู็นำในการออกกฎเกณฑ์   จะมีแนวนโยบายที่มีลักษณะที่ยืดหยุ่น  เป็นผลดีกับธุรกิจด้านการเงิน และด้านสุขภาพ.

เขากล่าวว่า  ประเทศไทยควรจะมีการดำเนินนโยบาย  ในแบบนโยบายเดียว  ขับเคลื่อนจากข้างบนลงล่าง  แต่ต้องเป็นนโยบายที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่าง ๆ มิใช่เป็นเพียงการขับเคลื่อนจากกระทรวง DE. เท่านั้น

ในกรณีของอินโดนีเชีย  ที่ดำเนินการนโยบายจากสองด้าน  คือ  ด้านหนึ่งส่งเสริมความเป็นชนชาติดิจิทัล  และในอีกด้าหนึ่งก็เป็นการเตรียมการด้านรวบรวมข้อมูลสำคัญ ๆ ของท้องถิ่น.

โดยเฉลี่ยแล้ว  จะพบว่าแต่ละประเทศมักจะมีนักนโยบายที่มีอายุราว ๆ  60 -70 ที่ทำงานด้านดิจิทัลนี้  ซึ่งมันไม่ใช่  มันควรจะมีการประสานกันกับคนยุคใหม่ด้วย

จากการสำรวจพบว่า  บรรดาบริษัทนักลงทุนทางด้านดิจิทัล จะมีบทบาทสำคัญในฐานการเป็นผู้ช่วยสร้าง  Start Up ในรูปแบบของการสนับสนุนเงินลงทุน  การสร้างนิเวศที่เหมาะสม  และโปรแกรมการให้การศึกษา.

ขณะเดียวกันบริษัทข้ามชาติเหล่านั้นก็สามารถที่จะเข้าไปมีส่วนช่วยในการสร้างชนชาติดิจิทัลได้เช่นกัน.

โดยรวมก็คือ  การสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล  ควรจะต้องเริ่มที่การสร้าง  พื้นฐานความเป็นชนชาติดิจิทัล  การมีนโนบายที่ชัดเจน  ในการสนับสนุน  ในการให้ความรู้  ในการสร้างความแข็งแกร่งจากรากหญ้า  มากกว่าการมุ่งสร้าง เงิน  รายได้มหาศาลจากบริษัทยักษ์ใหญ่รายใดรายหนึ่ง  หรือไม่กี่รายเป็นที่ตั้ง  เพราะการกระจายรายได้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

หรือจะกล่าวได้ว่า  “ประเทศจะประสบความสำเร็จเป็นชนชาติดิจิทัล  ก็วัดกันที่กิจการเล็กๆ จะต้องยืนหยัดอย่างเข้มแข็งได้”

หากจะมองจุดแข็ง  หรือสาเหตุที่สิงคโปร์มีลำดับที่ 1 ก็น่าจะเป็นเรื่องของการมี  Human Capital  และการมี Digital Community  ที่ดี  มีแหล่งเงินทุนที่ดี  ในขณะที่ผลผลิต  ผลิตภัณฑ์ทางด้านดิจิทัลเองนั้นยังไม่มากพอ

  • ทรัพยากรคนจึงเป็นสิ่งสำคัญลำดับ 1
  • ชุมชนหรือ Community จะช่วยส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้
  • และสุดท้ายคือ  แหล่งทุน  ที่จะขับเคลื่อนกลไกทั้งหลายให้เดินไปได้  และต้องสร้างผลงานให้เป็นที่จับต้องได้  เป็นประโยชน์และสร้างรายได้อย่างแท้จริง

Enterprise Architecture & IOT Platform

  • งานสถาปัตยกรรม   มีความสำคัญยิ่งต่อโครงการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่สำหรับการอยู่อาศัย  หรือสำหรับศูนย์การค้า
  • งานสถาปัตยกรรมผังเมือง  จำเป็นอย่างยิ่งก่อนที่จะสร้างบ้านแปลงเมืองให้มีระบบต่างๆ ถูกต้องสมบูรณ์
  • งานออกแบบโครงสร้าง  การพัฒนา  การแปรรูปองค์กรใดๆ  ทั้งภาคธุรกิจ  และภาครัฐ  ที่จะต้องดีพร้อม  ทุกมุมทุกองศา  ก่อนการก่อสร้างองค์กรเพื่อให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในยุคดิจิตัล  ที่องค์กรโดยเฉพาะภาครัฐที่มีขนาดใหญ่มาก   มีความซับซ้อนมาก  ที่ต้องให้บริการประชาชนและนักลงทุนต่างชาติจำนวนมาก  ที่มี demand สูงๆ  เน้นความฉับไวมาก ๆ ก็จำเป็นที่จะต้องพลิกโฉมองค์กรให้มีประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการ

ใช่ครับผมกำลังเกริ่นเรื่องความจำเป็นในการออกแบบสถาปัตยกรรมองค์กร (Enterprise Architecture)   เครือข่ายองค์กร  ทั้งทางกว้าง  และทางลึก  ให้มีการประสานสัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพ   รวมไปถึงการมีระบบไอทีดิจิตัลที่สอดรับกับโครงสร้างองค์กรของภาครัฐอย่างแท้จริง

ระบบไอทีดิจิตัลที่จะติดตั้งใช้งานสำหรับภาครัฐ   จึงไม่ใช่เพียงการช็อปปิ้ง  ERP สำเร็จรูปมาใช้โดยให้ข้าราชการปรับตัว   ปรับกระบวนการการทำงานให้เข้ากับ ERP เหล่านั้น  ซึ่งล้วนเป็นสูญเสียในเชิงประสิทธิภาพ  ในเชิงระบบงาน   และเสียความเป็นอิสระภาพที่ภาครัฐอาจจะต้องตกเป็นทาส  ERP จากต่างด้าวสืบไปทั้งด้านค่าใช้จ่ายและการร้องขอการบริการในภายภาคหน้า

ถึงเวลาที่องค์กรภาครัฐ  จะได้ออกแบบองค์กรก่อน   โดยนำเอาหลักการออกแบบองค์กรสมัยใหม่  และสถาปัตยกรรมไอทีดิจิตัลประสมประสานกันเข้าไป   ผมหมายความว่าจำเป็นจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมไอที  และรู้ดีในเรื่องสถาปัตยกรรมโครงสร้างองค์กร  ปัญหาการไหลของงานในองค์กร  รวมไปถึงข้อกฏหมายของประเทศ  ให้มีการทำงานร่วมกันของคนในองค์กร (Callobrative)  ในการร่วมออกแบบงาน    โดยเปิดใจ  เปิดข้อเท็จจริง  ข้อบกพร่อง  จุดคอขวด  เพื่อออกแบบระบบที่แย่น้อยที่สุด   เมื่อเห็นว่าดีแล้วก็ถึงคราวการพัฒนาโปรแกรมระบบทางด้าน  ไอทีดิจิตัล  หรือ  ERP สำหรับภาครัฐ

ผมขอยกตัวอย่างแผนผัง  ส่วนประกอบงานในระบบ ERP มาให้ชมกัน    พร้อมกันนี้ก็นำเอาภาพเปรียบเทียบว่า  ผู้เล่นหรือผู้ผลิตและให้บริการ  ERP ต่าง ๆ นั้น  เน้น Module ไหนกันบ้าง

ภาพโครงสร้างส่วนประกอบ Module สำคัญ ๆ ในระบบ ERP

ผู้ผลิตและให้บริการ ERP  สำหรับองค์กร

ประการแรกที่จะสังเกตได้จากแผนผัง  คือ  ขนาด  หรือจำนวนของ  module  ที่มีอยู่มากมาย   และหากจะคิดพิจารณาต่อไปว่า  แล้วจะมีกี่องค์กร  กี่ภาคธุรกิจ  และองค์กรเหล่านั้นมีความต้องการ module  อะไรที่เหมือนกัน  มีความต้องการ module  อะไรที่ต่างกัน   หากนับรวมส่วนที่ต่างกันอาจจะได้ module นับ หมื่นนับแสนชิ้น  หากนับส่วนที่เหมือนกันอาจจะมีนับหมื่นนับแสนชิ้นเช่นกัน  และย่อมจะมีความต้องการนักพัฒนาจำนวนมาก  ทั้งในขั้นตอนการผลิต  ทดสอบและบริการหลังการขาย

มาถึงจุดนี้จึงจะเห็นในอีกมิติหนึ่งว่า  การพัฒนา ERP ไปสู่ธุรกิจนั้น  มีขนาด  มูลค่าตลาดที่ใหญ่มาก ๆ  หากผู้ใดสามารถผลิตออกมาโดยตอบโจทย์สารพัดได้ในระยะเวลาอันสั้นก็จะเป็นเจ้าตลาดได้อย่างง่ายดาย  แต่ความยากคือ  ใครจะออกแบบ 1  ERP  ให้ตอบโจทย์ใครได้ทั้งหมด   หมายความว่าสุดท้ายผู้นั้นก็จะเป็นเพียงผู้เล่น ERP ที่ผลิตเพียง  Module  หนึ่ง ๆ  อีกรายหนึ่งแค่นั้นเอง

แปลว่าหากองค์กรใด ๆ สามารถสร้างคน  ให้สามารถออกแบบสถาปัตกรรมโครงสร้างระบบงาน  และสร้างงาน module  ERP  ได้เอง  และประสานกับองค์กรที่เกี่ยวข้องได้  และทำขนานกันไป  ก็จะเกิดเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ  ต้นทุนต่ำ  และมีความยั่งยืน  เครื่องมือ ERP ของระบบนั้นจะมีความสามารถตรงตามที่ต้องการ  ที่จะสามารถถ่ายทอด  ส่งมอบข้อมูล  รายงาน  การประมวลผลที่จำเป็นระหว่างกันได้  ก็จะยิ่งทำให้ระบบพัฒนาได้เร็ว และมีเสถียรภาพ

ในอีกมิติ  คือ  มิติการพัฒนา และการบำรุงรักษา   ใครจะเป็นผู้พัฒนา  จะพัฒนาด้วยระบบอะไร  และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา  จะต้องมีมูลค่าขนาดไหน  ต้องการบุคลากรกี่คน  ล้วนเป็นคำถามที่ใหญ่มาก ๆ

ภาพมิติ  ERP องค์กร  และ ERP ภาครัฐนั้นดูใหญ่มาก ๆ  แต่ก็สามารถอธิบายเทียบเคียงได้กับอีกเทรนด์หนึ่ง  ที่กำลังมาแรง และกำลังจะแซงนำทิ้งห่างเราไปอย่างรวดเร็ว  นั่นคือเรื่อง  ระบบ IOT   โดยภาพแรกที่นำเสนอนี้  คือ   Layer  หรือระดับชั้น  หรือ  Platform ย่อย ๆ ของระบบ IOT    ที่ไล่เรียงมาจากอุปกรณ์ระดับ ภาคสนาม  การส่งข้อมูล  การคำนวณแยกแยะข้อมูลเบื้องต้น  การจัดเก็บ การประมวลผล  ไปจนถึงการนำเสนอ  การใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกัน

ที่มา  Automation.com

ในแต่ละชั้นของระบบ IOT นั้นมีความต้องการ  3 ส่วน  คือ

  • การออกแบบภาพรวมระบบในแต่ละชั้น
  • การออกแบบการสื่อสารทะลุขึ้นไป  ลงไปยังชั้นล่าง   การออกแบบฮาร์ดแวร์  ในแต่ละชั้น  เช่น  ชั้นล่างต้องการอุปกรณ์ชนิดไหน   ส่วนชั้นเครือข่ายก็ต้องออกแบบว่าต้องการเครือข่าย  การสื่อสารชนิดไหน  และ
  • การออกแบบ  พัฒนาซอฟต์แวร์ในแต่ละชั้น  และให้ทั้งหมดมันร้อยเรียงคุยกัน  ทำงานกันได้ถูกต้อง

มีคำถามว่า  เราจะต้องการนักพัฒนาจำนวนมากมายแค่ไหน  และสามารถหาได้หรือไม่ในสภาพตลาดปัจจุบัน  คำตอบที่ผมขอท้าทายวงการเลยคือ  “ไม่มี ไม่มีเหลือ  และจะตายหมด   ต่างคนต่างอยู่  หรือจะมีการจับกลุ่มกันก็น้อยมาก  และจับกลุ่มกันก็เพื่อแข่งขันกับอีกกลุ่มหนึ่ง  และไม่นานก็จะมีผู้แพ้และเดินออกไปจากวงการ  ต่อมาก็จะเกิดการแข่งขันกันภายในกลุ่ม  จนต้องแยกทางกันไป”

จะเห็นว่า  ปัญหามีสองส่วนใหญ่คือ  เรื่อง

  • เทคนิค  เทคโนโลยีที่จะมาตอบโ๗ทย์ความต้องการขนาดใหญ่  ที่ซับซ้อน   และ
  • อีกด้านคือจิตวิญญาณ  พลังในการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน

มีคนกล่าวว่า   “ไทยแลนด์ 4.0  คำตอบ  คือ  คน”  แต่ผมขอแย้งว่า  คือ  “จิตวิญญาณ”  ของคนต่างหาก  หากคนมีจิตวิญญาณดี  คิดดี  ทำดี  มีความคิดในการร่วมกันทำงาน  มีกลไกในการควบคุมดูแลกันเอง  มีรายได้ที่ต่อเนื่องและมากเพียงพอ  ให้กินอิ่มนอนหลับ  ฝันดี  มีไอเดียบรรเจิด  งานที่ออกมาจากกลุ่มก้อนของพวกเขาเหล่านั้นก็จะเป็นงานสร้างสรร  มีคุณภาพ  และพวกเขาจะสร้างอะไรต่อไปอีกก็ได้  ประเทศนี้ก็จะเล็กนิดเดียวสำหรับพวกเขา

  • พวกเขาอยู่ที่ไหน  จะให้เกิดการรวมพลังกันได้อย่างไร

ผมได้แตกประเด็นออกมาไกล  ไกลมาก   ที่เริ่มจาก สถาปัตกรรม  ถึง  ERP องค์กร  ERP รัฐบาล  ถึง  สถาปัตยกรรมของ ไอโอที  มาจนถึงความจำเป็นในการสร้างนักพัฒนา  เพื่อความยั่งยืนและแข่งขันได้ของประเทศ

คำตอบอยู่ที่ไหน

  1. การมีเทคโนโลยีที่จำเป็นของตนเอง
  2. เทคโนโลยีที่มีสายพันธุ์ต้นแบบ
  3. เทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นขยายตัวเติบโตได้แบบเซล  แบบรังผึ้ง  ด้วยเทคโนโลยี  Microservices
  4. เทคโนโลยีที่สื่อสารได้ด้วย API กับเทคโนโลยีค่ายอื่น
  5. แนวคิดการสร้างคนอย่างมีเอกลักษณ์
  6. เทคนิคการพัฒนาคนเหล่านั้นให้สร้างงานได้รวดเร็ว
  7. พันธมิตร  แนวร่วม  หรือช่องทางการสนับสนุนด้านการเงิน
  8. โครงการหรือชิ้นงานเพื่อพิสูจน์ความสามารถ
  9. การสนับสนุนจากภาครัฐ

วันนี้เราอยากจะบอกว่า  เราเดินทางในที่สว่างมาแล้วใกล้ครบเวลา 2 ปี   เรามีการพัฒนาความพร้อมเป็นอย่างมากในระยะเวลาที่ผ่านมา    และเราปัจจัยพร้อมสำหรับข้อ  1 – 6  เราสามารถแสดงให้ท่านเห็นได้ว่าเทคโนโลยีและแนวคิดของเราสามารถตอบโจทย์ด้านไอทีดิจิตัลได้   นับมาตั้งแต่เรื่อง  IOT  ไปจนถึงงานระดับ Enterprise

ระดับชั้น  รูปแบบการให้บริการ

การออกแบบมองระบบรวมเปนชั้น ๆ ของแพลตฟอร์มย่อย  ที่มีส่วนเชื่อมโยงถึงกัน  มีองค์ประกอบการกระจายข้อมูลแบบ blockchain 

iSTEE & Samong platform  คือ  คำตอบที่ไม่ต้องพิสูจน์อีก  ผู้ที่กล้าหาญที่มองเห็นอนาคตเท่านั้น  ที่จะรีบหยิบฉวยโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้  และร่วมเดินทางไปกับเรา

องค์กรภาครัฐ  ภาคเอกชน  ที่สนใจในแนวคิดดังกล่าวแล้ว  สามารถติดต่อมาได้ที่   email : paipat.s@samongthailand.com

Samong DOA Jedi นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ตอนที่ 1/2

Samong DOA Jedi  101  หรือ Samong.DOA101

เป็นโครงการความร่วมมือแรกที่ทีมงานสมอง (ไทยแลนด์) ได้รับความไว้วางใจจากฝ่ายฝึกอบรม  กรมท่าอากาศยาน  (Department of Airports)  ให้ทำการฝึกอบรมนักพัฒนาซอฟต์แวร์  เพื่อเป็นก้าวแรกของการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่  ความเป็นองค์กรแห่งยุคดิจิตัล

รูปแบบการฝึกอบรมมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว  ที่ผ่านการเตรียมหลักสูตรมาอย่างเข้มข้น  ที่ประกอบไปด้วยการอบรมทั้งทางด้านเทคโนโลยี  คือ  (1) การฝึกการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยเครื่องมือ Delphi 10.2 Tokyo  และ  (2) การพัฒนาปลูกฝังแนวความคิดที่ถูกต้อง

ในด้านเทคโนโลยี  เราได้ทำการถ่ายทอดมาตรฐานกระบวนการการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เป็นไปตามหลัก Software Development  Life Cycle และหลัก DevOps  และตามด้วยการพัฒนาระบบงานด้วยหลัก Object Oriented อันประกอบด้วย Object Oriented Analysis (OOA), Object Analysis Design(OOD) และ Object Oriented Programming (OOP)   และหลัก Minimum Viable Product(MVP)  โดยสามารถทำให้ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมสามารถมองเห็นภาพกว้าง  ภาพความสัมพันธ์  ให้สามารถออกแบบระบบได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน  และลงท้ายด้วยการลงมือเขียนโค้ดให้เป็นไปตามแผนงานที่ออกแบบไว้  แม้นจะไม่มีความชำนาญในทันทีเพราะมีความจำกัดเรื่องกรอบเวลา  ที่นักรบ  นักพัฒนา  เหล่านี้ได้มองเห็นอย่างทะลุว่าการพัฒนาซอฟต์แวร์มีขั้นตอนอย่างไร

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต https://www.slideshare.net/HungHoNgoc/group-8-presentationmetricsforobjectorientedsystem

ในด้านการพัฒนาปลูกฝังแนวความคิดที่ถูกต้อง  ด้วยกระบวนการ Softside  เราได้ถ่ายทอด  ส่งมอบความคิดในการพัฒนาซอฟต์แวร์  ให้เป็นผู้มีความรักในงานระบบที่นักพัฒนาจะทำการสร้างขึ้นในอนาคต  แนวคิดที่มองซอฟต์แวร์เปรียบเหมือนสิ่งมีชีวิต  ที่จะสามารถพัฒนาเติบโต  ให้ดูแลรักษาได้ง่าย  มีต้นทุนการรักษาต่ำและเป็นประโยชน์ยั่งยืน  การสามารถที่จะใช้ซ้ำ (Reuse) ของชิ้นส่วน  การแชร์ชิ้นส่วน  และการสร้างเครือข่ายนักพัฒนา  การสร้างรายได้จากลิขสิทธิ์ชิ้นส่วน  สร้างความเข้มแข็งเป็นเกราะป้องกันตนเองของนักพัฒนา  เพื่อเดินหน้าไปสู่เส้นทางอันโหดร้ายแห่งยุคดิจิตัล Thailand 4.0

การถ่ายทอด  พัฒนาแนวคิดที่ถูกต้อง  ดำเนินการโดย  อาจารย์นักจิตวิทยา  นักอบรมสไตล์แคมป์  ที่หาตัวจับยากในวงการฝึกอบรมยุคดิจิตัล  ที่มีทักษะผสมผสาน  ประกอบด้วยขั้นตอนการให้ความรู้ตามหลักธรรมะ  ความเข้าใจหลักธรรม  สัจธรรมที่พิสูจน์มาแล้วกว่า 2500 ปี  อันเป็นที่มาของหลัก iSTEE   เราฝึกฝนการทำงานร่วมกัน (Collaborative) ด้วยเครื่องมือ Google App (G-Suite)  ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรได้อย่างรวดเร็ว  ทำให้นักพัฒนาได้เห็นว่าพวกเขาสามารถทำการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนของซอฟต์แวร์ในอนาคตกันเองได้อย่างไรและจพควบคุมเวอร์ชั่นของซอฟต์แวร์ได้อย่างไร  นอกจากนี้  เครื่องมือพื้นฐานนี้ยังสามารถใช้ในการจัดการงานระบบเอกสาร  งานฐานข้อมูลภายในหน่วยงานได้อย่างง่ายดายรวดเร็ว  เพื่อเป็นการเตรียมการออกแบบโครงสร้างฐานข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ก่อนที่จะนำไปสู่การพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีความจำเป็นจริง ๆ

ผู้เข้าอบรมเป็นตัวแทนมาจากหลายหน่วยงาน  และจำแนกได้เป็น 12 ระบบงาน  ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน  การรวมประสบการณ์และความต้องการ  ก่อให้เกิดการริเริ่มการออกแบบระบบซอฟต์แวร์ที่จำเป็นที่จะมารองรับการทำงานขององค์กรในอนาคตซึ่งเป็นระบบหรือซอฟต์แวร์ที่จะไม่มีใครจากภายนอกจะมาพัฒนาให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น  และหากจะเป็นการว่าจ้างทำการพัฒนาให้ทุกส่วนจะก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการผลิตและการบำรุงรักษาที่มีมูลค่ามหาศาลที่จะตกเป็นภาระแก่ภาษีของประเทศชาติ  การริเริ่มการออกแบบระบบจากหน่วยย่อยตามหลัก MVP  ที่ผ่านการแชร์ประสบการณ์ความต้องการจากทุกท่าอากาศยาน  ก็จะเป็นเมล็ดพันธ์  เป็นระบบงานให้กับหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ได้อย่างไม่สิ้นสุด  ที่อาจจะทำให้กรมท่าอากาศยาน  กลายเป็นองค์กรต้นแบบแห่งยุคดิจิตัล

 

  • การมองเห็นความต้องการของตนเองที่ชัดเจน
  • การมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน
  • การสนับสนุนที่ชัดเจน
  • การให้การอบรมด้วยแนวคิดที่ถูกต้อง  บนหลักความยากไม่ใช่เรื่อง โค้ด แต่เป็นเรื่องของการสร้างหลักการคิดที่ถูกต้อง
  • ความมุ่งมั่นของนักพัฒนา

ความเปลี่ยนแปลงในองค์กรจะก่อตัวขึ้นและเติบโตอย่างต่อเนื่อง  เปรียบเหมือน เมล็ดพันธ์ุ  ที่ได้รับการปลูกฝังอย่างตั้งใจ จริงจัง อย่างเข้มข้น เมล็ดพันธุ์ที่มีน้ำใจน้ำสปริต  ความรักองค์กรเป็นน้ำหล่อเลี้ยง  และการสนับสนุนจากผู้บริหาร  และในวันหนึ่งเมล็ดพันธุ์  กล้าไม้เหล่านี้จะเติบโต  เป็นร่มเงา  ให้ดอกให้ผล  ให้ความเจริญแก่กรมท่าอากาศยาน และนำมาซึ่งความเป็นโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจของประเทศชาติ  สร้างความสะดวกสบาย  รับใช้ประชาชนให้  “ยิ้มแย้ม  ยินดี  สุขขี ที่บ้านเรา

เราขอขอบคุณกับเสียงสะท้อน  ผลการประเมิน  ที่บ่งบอกถึงความประหลาดใจ  ประทับใจ  ความมีปิติ  ต่อบรรยากาศการถ่ายทอดปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ “สมอง” และปลูกจิตวิญญาณของทีมงานวิทยากร  ในสไตล์ที่ไม่มีใครทำมาก่อน   ที่สามารถทำให้การเรียนรู้เรื่องที่ยากๆ กลายเป็นเรื่องง่าย ๆ สนุกสนานจนบางท่านอยากเรียนต่ออีกหลายๆ วัน

ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์ทั้งจากหน่วยงานของกรมฯ  หน่วยงานภาคเอกชน  และขอขอบคุณผู้ร่วมเข้ารับการฝึกอบรม  และในโอกาสเดียวกันนี้เราใคร่ขออนุญาตนำภาพบางส่วนมาประกอบบทความแห่งประวัติศาสตร์นี้

วันนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นประกาศ  การเดินหน้าภาระกิจในการขับเคลื่อนแนวคิดตามพละกำลังของเราที่มีและเราจะเดินหน้าต่อไป   และยินดีที่จะให้บริการแก่องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องการยกระดับความแข็งแกร่งของทีมงานทั้งทางด้านจิตวิญญาณและเทคโนโลยี

พบกันในตอนหน้า  ที่เราจะมานำเสนอ  คลิปวิดีโอจากงานอบรมสัมมนาในครั้งนี้  รวมทั้งมาติดตาม  การต่อยอดของนักพัฒนาจากกรมท่า  ในนาม  DOA Jedi หรือ นักรบจิตวิญญาณสายพันธ์  รุ่นที่ 1/1 (DOA 101)

คุณค่าของการสร้าง Digital Culture

คุณค่าของการสร้าง Digital Culture

ทุกวันนี้มีผู้คนเริ่มเข้ามาถามผมว่า การสร้าง Digital Culture นั้นเราสามารถจะเริ่มต้นอย่างไร

ผมอยากแบ่งปันมุมมองการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลในองค์กรอย่างเป็นระบบ เพราะถ้าอยากประสบความสำเร็จ และก้าวไปให้ถึงศักยภาพสูงสุดด้านการนำองค์กรไปสู่องค์กรแห่งดิจิทัล คุณต้องยอมรับเรื่อง Digital Culture ต้องพยายามทำให้ทุกคนในองค์กรทำให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต

1) โครงสร้างจะต้องแข็งแกร่ง วัฒนธรรมดิจิทัลจึงไม่ควรเป็นนโยบายข้อหนึ่งเท่านั้น แต่ควรเป็นหนึ่งในกลยุทธที่ใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรและพัฒนาองค์กร ซึ่งการเริ่มต้นที่ดีควรเริ่มจากผู้บริหารระดับสูงก่อน

โดยการให้ผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพทั้งด้านการพัฒนาคนและเทคโนโลยีเข้ามาทำหน้าที่เป็นโค้ชสำหรับผู้บริหารก่อน เพื่อพิสูจน์ถึงประโยชน์ที่ได้จากการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลด้วยตนเอง จะเห็นได้ว่าทางปฏิบัติทางผู้บริหารไม่ควรมองข้ามการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก จากประสบการณ์ผม พอผลลัพธ์ออกมาดี ผู้บริหารระดับสูงจะเป็นแม่ทัพใหญ่ในการผลักวัฒนธรรมดิจิทัลด้วยตนเองเลย

กระบวนการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลจะต้องสอดคล้องไปกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆในองค์กร ซึ่งจะต้องเพิ่มความสามารถของคนในองค์กร หรือบางองค์กรมีคัดเลือกคนกลุ่มหนึ่งมาสร้างเป็น Change Digital Agent เพื่อสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและพัฒนาเครื่องมือด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

2) พื้นฐานต้องพร้อม คือการสร้างทักษะพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีให้คนในองค์กร ประเด็นนี้ที่สำคัญคือ การคัดเลือกโค้ชดิจิทัลเพื่อเข้ามาช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจทั้งในระบบเทคโนโลยีและธุรกิจ ถ้าเคยมีประสบการณ์ทั้งด้านคนและเทคโนโลยีจะเป็นประโยชน์ต่อความเข้าใจบริบทของทุกฝ่ายได้รวดเร็ว

3) สร้างระบบติดตามผลที่ดี เป็นการรวบรวมข้อมูลด้านคุณภาพและการนำทักษะดิจิทัลไปใช้ โดยอาจขอ Feedback จากผู้นำแต่ละหน่วยงาน และนำผลมาแบ่งปันให้ผู้บริหารที่สนับสนุนได้เห็นความคืบหน้า เพื่อชี้ให้ผู้บริหารเห็นประโยชน์ถึงการมีทักษะดิจิทัล และใช้ได้ในการบริหารจัดการในองค์กร

4) สร้างกลุ่มหรือทีม Change Digital Agent เพื่อให้เกิดผลักดันวัฒนธรรมดิจิทัลแพร่หลายออกไปในการบริหารคนและทีม ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บริหารสามารถใช้ทักษะดิจิทัลในการประชุม การระดมสมองกับทีมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อขยายวัฒนธรรมดิจิทัลให้แพร่หลายออกไปในกลุ่มต่างๆ

5) เพิ่มพลังให้แก่การบริหารด้าน HR ด้วยเครื่องมือดิจิทัล เพื่อให้สอดคล้องกับการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล เช่น การแจ้งเตือนประชาสัมพันธ์ข่าวสาร ระบบการตอบแทน หรือระบบอื่นๆ เป็นต้น

6) การประเมินผล การประเมินผลสำเร็จเป็นงานที่สำคัญ ซึ่งอาศัยการประเมินจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานว่า พวกเขารับรู้ได้อย่างไรว่า ผู้บริหารช่วยให้เขาบรรลุเป้าหมายในการมีทักษะดิจิทัล ซึ่งจะเป็นการตรวจสอบเพื่อที่จะได้ปรับปรุงและแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่งให้มีความแข็งแรงและมั่นคงยิ่งขึ้น

7) การประเมินผลจากภายนอก เพื่อสร้างความมั่นใจว่า องค์กรนี้มีโครงสร้างที่แข็งแรง เพราะการประเมินจากภายนอกจะช่วยเสริมให้ผู้บริหารและบุคลากรในองค์กรสามารถสร้างความร่วมมือ (Collaboration) และความน่าเชื่อถือได้อย่างยั่งยืน

8) สร้างชุมชนดิจิทัลแห่งความร่วมมือ คือการสร้างและกระชับความสัมพันธ์ ในลักษณะที่เอื้อประโยชน์แก่กันและกัน ต้องทำให้คนชุมชนรู้สึกว่าการช่วยกระจายวัฒนธรรมดิจิทัลจะช่วยสร้างชื่อเสียงให้แก่ตัวเองด้วย

ดังนั้น ถ้าหากเราจะเพิ่มขีดความสามารถในแข่งขันขององค์กรในยุคจิทัล สิ่งสำคัญก็คือ เราต้องยอมรับและเข้าใจบทบาทที่เปลี่ยนไปของเทคโนโลยีดิจิทัลในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันความร่วมมือ (Collaboration) ซึ่งในทางการปฏิบัติอาจใช้เวลา 1 – 5 ปี ที่จะนำไปสู่หัวใจแห่งการนำองค์กรไปสู่วัฒนธรรมดิจิทัลได้อย่างแท้จริง

#ดร.แอนดี้

26-02-2561

#Digital Coach